จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    ตอนที่ 35 ศาสตร์แห่งการสังหาร

                     โดยวิชาศาสตร์แห่งการสังหารนั้นเป็นวิชาเกี่ยวกับการลอบฆ่าลอบสังหารโดยที่ให้อีกฝ่ายไม่รู้ตัวและวิธีนี้ก็เป็นวิธีการที่เหมาะสมมากสำหรับการจัดการกับฝ่ายศัตรูตรงหน้าที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าตนและเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงต่อการปะทะซึ่งๆหน้า หากเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งระดับพอๆกันนั้นหรือฝ่ายตรงข้ามที่มีความแข็งแกร่งกว่าตนเองสิ่งที่ตามมาคือการต่อสู้ที่จะต้องใช้ระยะเวลานานหรือเราอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการบาดเจ็บที่จะเกิดการต่อสู้อย่างปะทะซึ่งๆหน้า


    ในการลอบสังหารนั้นสามารถช่วยเราได้หลายอย่างเช่นการประหยัดระยะเวลาจากการกำจัดฝ่ายตรงข้าม การลดความเสี่ยงของอัตราที่เราจะพ่ายแพ้ให้แก่ฝ่ายตรงกันข้ามให้ลดน้อยลงและการลดการบาดเจ็บและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น

                           ตัวข้านั้นเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าหากพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งสามารถเรียนรู้และรู้จักนำสิ่งที่ข้าสอนพวกเจ้าไปนำปรับประยุกต์ใช้ด้วยศาสตร์แห่งการสังหารนี้ข้าเชื่อหมั่นว่าจะสามารถยกระดับความแข็งแกร่งของพวกเจ้าได้มากเลยทีเดียวเอาละสิ่งที่ข้าจะสอนพวกเจ้าในวันนี้คือการลบตัวตนของตัวเองให้บางและเบาที่สุดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพลางตัวหลังจากนั้นไอร์เบริกจึงไปยื่นข้างๆต้นไม้ต้นหนึ่งหลังจากนั้นตัวของมันก็จืดจางลง


    อะไรกันหายไปไหนแล้วนักเรียนที่มาเรียนวิชานี้ต่างก็ตื่นตระหนก พวกมันเห็นอยู่ชัดๆว่าอาจารย์ของตนนั้นยืนอยู่ที่ใต้ต้นไม้ตัวมันนั้นไม่ได้หายไปไหนเพียงแค่ยืนอยู่ที่เดิมเท่านั้นแต่ร่างของมันเปลี่ยนเป็นร่างที่โปร่งแสงยืนที่ใต้ต้นไม้เท่านั้นข้อเสียของวิชานี้ก็คือหากสมาธิไม่นิ่งพอก็กลับมาที่สภาพดังเดิมขนาดตัวมันเองที่เป็นผู้สอนยังลั่งอยู่ในสภาพนี้ได้เพียง1 นาทีเท่านั้น


                            เอาล่ะทีนี้พวกเจ้าก็ลองทดสอบได้แล้วแบ่งกันกลุ่มล่ะ3 คนข้าอนุญาตให้พวกเจ้าปรึกษากันได้ เริ่มแลกพวกเจ้าต้องจินตนาการว่าร่างกายของตนเองนั้นเป็นเพียงแค่แสงสหว่างพร้อมทั้งพวกเจ้าจึงค่อยๆกดพลังของตัวเองให้บางที่สุดและให้เบาที่สุดยิ่งสมาธิดีเท่าไหร่ผลลัพธ์ย่อมดีตามเท่านั้น


    หลังจากที่ได้รับคำชี้แจ้งแล้วเด็กแต่ระคนจึงเริ่มทำตามคำแนะนำโดยทันที

    ยังไม่ทันไรก็มีเสียงบ่นออกมา

    "โอ้ย มันช่างยากเย็นยิ่งนักข้าลองทำตามทุกอย่างแต่สิ่งที่ตามมาไม่เกิดอะไรขึ้นเลย

    "นั้นเจ้าดูนั้น บางคนก็เริ่มทำได้แล้ว

    "เห้อสมแล้วที่เจ้าพวกนั้นเป็นพวกระดับห้องเรียนชั้นสูง มีแต่พวกระดับหัวกะทิกันทั้งนั้น พวกมันเรียนรู้กันได้ไวเสียจริง


    ทางด้านกลุ่มของเซย์ริน พรึบเฮ้ยหายไปไหนแล้ว สองหนุ่มอุทานด้วยความตกใจที่อยู่ๆเพื่อนของตนก็หายตัวไปต่อหน้า

    พรึบ และแล้วเซย์ริน ก็ปรากฏตัวอีกครั้งต่อหน้าสายตาของคนทั้งสอง

    ข้าละยอมเจ้าจริงๆตัวเจ้านั้นยังคงที่จะเรียนรู้ได้ไวเหมือนเคยมาถึงตอนนี้พวกข้าเองชักจะเริ่มคุ้นชินกับความสามารถของเจ้าเสียแล้ว


    "อย่ามัวแต่พูดเลย พวกเจ้าก็ลองทำกันดูบ้างซิหากติดขัดตรงไหนตัวข้านั้นจะสอนให้

    เมื่อได้ยินคำของชายหนุ่มตรงหน้าทั้งชิริวและดราก้อนต่างก็ลองรีบฝึกหัดกันโดยทันที ผ่านไปครึ่งชั่วยาม

    พรึบ พรึบ หืม…พวกเจ้าก็ทำกันได้นิถ้าเอาจริง แต่เจ้าสองคนยังลบตัวตนไม่ดีพอละนะยังมีคลืนพลังจางๆที่ข้าพอจะจับได้อยู่หากสมาธิของพวกเจ้าดีกว่านี้ผลลัพธ์ย่อมออกมาดีเป็นแน่

    จากการได้รับคำชมจากเพื่อนร่วมห้องทำให้ทั้งสองคนมีชีวิตชีวาขึ้นเป็นอย่างมาก


                     หลังจากที่ให้คำแนะนำแก่เพื่อนทั้งสองแล้วตัวเด็กหนุ่มจึงมานั่งคิดอยู่คนเดียวบริเวณใต้ต้นไม้ว่าทักษะการพรางตัวที่ได้เรียนรู้ไปเมื่อครู่สามารถนำมาประยุกต์ใช้อะไรได้บ้างนอกจากการยื่นอยู่เฉยๆเพื่อพร้างตัวแล้วถ้าหากว่าตัวเราเคลื่อนที่ไปด้วยจะสามารถพรางตัวได้รึไม่เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วเซย์รินจึงรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่ตนมีแล้วค่อยๆกดพลังของตนเองทีละนิดทีละนิด


                    ในที่สุดเซย์รินก็อยู่ในสภาพโปร่งแสงมันจึงค่อยๆเคลื่อนที่ไปด้านหน้าใกล้ๆกับเพื่อนของตนเมื่อได้จังหว่ะ มันก็เอามือกำไปที่ไปที่ลำคอของคนทั้งสองชิริวทั้งดราก้อนยืนแข็งทื่อมันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นใครกันที่กำลังกุมคอของพวกมันอยู่พวกมันจับความรู้สึกที่บีบรัดแน่นตรงลำคอได้แต่ไม่ว่าจะพยายามเพ้งมองเท่าไหร่ก็มองไม่เห็นมีเพียงแค่อากาศป่าวๆตรงหน้า

    พร้อมทั้งพวกมันได้ยินเสียงที่เรียบเย็นชวนขนหัวลุกประปนจิตสังหารบางเบาพวกเจ้านั้นได้ตายไปแล้ว


                           ทั้งสองหนุ่มเมื่อได้ยิน ตัวพวกมันถึงกับขาสั่นพรับๆๆจิตใจดิ่งลงเหว เมื่อเซย์เห็นว่าตัวเขานั้นชักจะเล่นเกินไปหน่อยจึงค่อยๆเผยตัวเองต่อหน้าเพื่อนทั้งสอง เป็นไงบ้างทักษะที่ข้าประยุกต์ขึ้นใหม่สุดยอดไหมชิริว ดราก้น

    เมื่อสองหนุ่มเห็นเป็นดังนั้นจึงถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาพร้อมกับสูดขึ้นลึกๆ

    เห้อ…….ข้าคิดว่าข้าจะตายแล้วเสียอีกเล่นซะข้าขาสั่นเป็นเจ้าเข้าเลยตกใจกลัวแทบแย่…


                ฮ่าๆๆๆ ข้าต้องขอโทษพวกเจ้าด้วย เพราะทักษะเมื่อครู่ตัวข้าพึงลองประยุกต์ใช้เป็นครั้งแรกจึงอดไม่ที่จะลองทดสอบดูแล้วพวกเจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับทักษะนี้


    ถ้าหากเป็นการต่อสู้จริง พวกข้าสองคนไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำเกรงว่าหัวจะหลุดจากบ่าโดยที่ตนเองไม่ได้ทำอะไรหรือแม้แต่ไม่ได้ขัดขืนด้วยซ้ำช่างหน้ากลัวยิ่งนักทักษะที่เจ้านำมาประยุกต์ใช้แต่พวกข้าเองก็ต้องขอบใจเจ้านะเซย์รินที่ทำให้พวกข้าทั้งสองเข้าใจความหน้ากลัวของทักษะในการลอบสังหารตัวข้านั้นจะต้องคิดทักษะประเภทนี้เป็นของข้าเองให้ได้ดราก้อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่ส่วนตัวชิริวเองก็พยักหน้าเห็นด้วยกับเพื่อนร่วมห้องของตน


                   ส่วนทางด้านไอร์เบริกนั้นก็ได้ลอบมองมาทางกลุ่มของเซย์รินอยู่ตลอดเวลาเพราะตัวชายหนุ่มนั้นเคารพนับถือตนเป็นอาจารย์คนหนึ่งตัวมันก็ตั้งใจและพยายามอย่างเต็มที่ที่จะถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองมีหากเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่เข้าใจอะไรมันก็จะอธิบายทุกอย่างโดยไม่มีกักแต่มันไม่คิดเลยว่าเด็กที่มันจับตาดูอยู่เพียงแค่ตัวมันสอนเพียงแค่ครั้งเดียวฝ่ายตรงข้ามกับเรียนรู้และใช้ได้ดีกว่าตนที่เป็นอาจารย์ผู้สอนเสียอีกแค่นี้มันก็ทึ่งกับความสามารถของคนตรงหน้าแล้ว


    แต่ใครจะไปคิดได้เล่าว่าอีกฝ่ายใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการนำมาประยุกต์ใช้ศาตร์แห่งการสังหารของตนเองแถมประยุกต์ใช้ได้ดีแล้วไร้ที่ติด้วยแสดงว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าของตนเองนั้นจะต้องมีสมาธิที่สูงส่งเป็นอย่างมากแน่ตัวไอร์เบริกเองก็ชักที่จะเริ่มสนุกแล้ว หากว่าตัวมันนั้นถ่ายทอดทักษะการสังหารอื่นๆคนตรงหน้าจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป้นแบบฉบับของตนเองได้รึไม่


                   ท่านเซย์รินตัวท่านนั้นช่างเป็นบุคคลที่หน้าสนใจเหลือเกินตั้งแต่บัดนี้แล้วตลอดไปข้าจะติดตามชมการพัฒนาของท่านด้วยความแข็งแกร่งและมีนิสัยที่ซื่อตรงของท่านตัวท่านต้องเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่เป็นแน่…


                   ด้วยเสน่ที่ดึงดูด ที่สามารถทำให้บุคคลมากมายเข้าหาได้อย่างไม่รู้ตัวนี่ก็เป็นส่วนประกอบหนึ่งของเหล่าผู้นำชั้นเลิศที่ทุกคนควรจะมีสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ที่คนทุกคนจะมีได้…

     

     

    คล้ายกับเรื่องจงเรียกข้าว่าจอมราชัน ที่คุณอ่าน