กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ยังคงเสียบแทงเข้าออกร่างคนไม่หยุดนิ่ง ในทุกกระบี่ล้วนแต่ต้องมีการสิ้นชีพของศัตรูหนึ่งคน เฉินิเดินขวักไขว่ไปมาอยู่ใจกลางทะเลเพลิง
มีคนกลุ่มหนึ่งสังเกตเห็นความผิดปกติ พวกเขากว่าร้อยคนจึงหันกายไปทางเฉินิ ในมือถือเอาไว้ด้วยคันธนูแล้วพาดลูกศรไว้บนปลายคันศร จากนั้นจึงง้างคันธนูจนคล้ายกับจันทร์เต็มดวง
ซวบ ซวบ ซวบ !
ซวบ ซวบ ซวบ !
ซวบ ซวบ ซวบ !
ศรธนูกว่าร้อยดอกได้ทะลวงผ่านสายลมอย่างบ้าคลั่ง พุ่งทะยานเข้าไปยังทางด้านเฉินิ หัวดอกศรแต่ละดอกมีประกายไฟสาดแวววับออกมา คล้ายกับมีฝนกระบี่สาดลงมาที่ด้านหน้าของเฉินิหอบหนึ่ง
กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ในมือเฉินิได้กระตุ้นเงากระบี่ขึ้นมาอีกสาย หันเข้าใส่ฝนคมศรที่มาจากใจกลางผืนนภา ดอกศรได้ถูกคลื่นกระบี่กวาดไปอย่างสะอาดหมดจดภายในกระบี่เดียว ภายใต้เบื้องหน้าของผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถี คนสามัญแทบจะเรียกได้ว่าไร้ซึ่งกำลังที่จะตอบโต้กลับไปได้เลย
เฉินิหาได้มีความสนใจที่จะมัวมายื่นอยู่กับที่เพื่อรับฝนคมศรธนูไม่ ด้วยความเร็วของเขา อีกฝ่ายแทบจะไม่อาจหยุดเขาได้
เฉินิย่างก้าวเข้าไปในฝูงชน กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ยาวห้าฉื่อเมื่อถูกปลดปล่อยออกมา ในทุกกระบี่ที่ล้นทะลักออกมาได้ทำให้ศีรษะของศัตรูขาดสะบั้น
ประกายกระบี่สายหนึ่งที่ลอยออกมาจากกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ แผ่กระจายไปกว่าสามจั้ง สะบั้นเอวของคนหลายสิบคนลงไปในทันที !
เฉินิกระชับกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ที่อาบด้วยโลหิตไว้ในมือแน่น เดินอยู่กลางเปลวเพลิง ทุกย่างก้าวของเขาล้วนแต่มีผู้ที่ต้องสิ้นชีพ
การเข่นฆ่าได้เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน เฉินิไล่ล่าศัตรูไปมากถึงสิบลี้ เืโลหิตชโลมทั่วร่างเขาราวกับเป็มนุษย์โลหิตคนหนึ่ง เฉินิยกกระบี่แทงเข้าไปที่ศีรษะของคนที่อยู่เบื้องหน้า พร้อมกับผ่าศีรษะออกเหลือไว้แต่เพียงร่างกายที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงล้มลงกับพื้น
กองเพลิงที่ลุกโชนอยู่ทุกแห่งหน บนพื้นดินเหลือแต่เพียงซากเถ้าถ่านที่มอดไหม้ ทหารม้าที่กำลังควบพยัคฆ์อยู่ก็ได้เข้าค้นหาศัตรูที่าเ็จากการแผดเผา เข้าชิงชีวิตทีละชีวิตมา
ทัพพยัคฆ์เหินถึงแม้จะมีอาการาเ็ล้มตายอยู่บ้าง แต่ว่าเมื่อเทียบกับความสูญเสียของฝ่ายศัตรู แทบจะไม่อาจนับได้เลยด้วยซ้ำ
ทัพพยัคฆ์เหินที่กำลังไล่ล่าสังหารศัตรู ตลอดเส้นทางการฆ่าฟันเมื่อผ่านพ้นไป ในที่สุดก็ได้มาถึงยังสุสานเจียงหวังแล้ว
และทางด้านหน้าสุดของสุสานเจียงหวัง พวกเขาก็ได้พบกับผู้บัญชาการของพวกเขา
เฉินิเงยหน้ามองไปยังสุสานเจียงหวังที่อยู่ทางด้านหน้า ถึงแม้สุสานเจียงหวังจะไม่ได้รับการแผดเผาจากกองเพลิง เปลวเพลิงเผาได้แต่เพียงรอบนอกของสุสานเจียงหวังเท่านั้น ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็สุสานที่สร้างขึ้นมาจากหินศิลา ย่อมไม่ถูกไฟลุกลามได้อยู่แล้ว ที่เบื้องหน้าสุสานเจียงหวังมีบันไดหินที่มีความยาวนับพันขั้นอยู่สายหนึ่ง นำไปสู่ปากทางเข้าของสุสานเจียงหวัง บัดนี้ ศัตรูประมาณสามร้อยกว่าคนได้รวมตัวกันอยู่ที่บันไดหินปากทางเข้าสุสานเจียงหวังแล้ว
เฉินิหันมองไปยังคนสามร้อยกว่าคนที่เหลืออยู่ จากจำนวนที่ตนเองฆ่าฟันไปราวกับว่ายังอยู่ที่เจ็ดร้อยสามสิบสองคน
ทัพพยัคฆ์เหินที่เมื่อมุ่งหน้าเข้าไปใกล้สุสานเจียงหวัง รายล้อมกันอยู่ทางด้านหลังของเฉินิ มีพลทหารนายหนึ่งคิดที่จะพุ่งเข้าไปทำการสังหารศัตรู แต่เฉินิกลับหยุดเขาเอาไว้เหล่าทัพพยัคฆ์เหินจึงได้หยุดการลงมือในทันที พร้อมกับหันไปมองยังทางด้านของเฉินิ แต่กลับพบเห็นเฉินิพาดกระบี่เอาไว้ : “นี่ก็ฆ่าไปเจ็ดร้อยสามสิบสองคนแล้ว ก็ให้ข้าฆ่าที่เหลือเหล่านี้ทั้งหมดเองเถอะ ยังไงข้าก็ต้องทำความสำเร็จในการฆ่าพันคนให้ได้ ! ”
เขาฆ่าไปแล้วกว่าเจ็ดร้อยคนแล้ว เบื้องหน้าสายตาที่เหลืออีกเพียงแค่สามร้อยกว่าคน เป็ไปได้อย่างไรกันที่จะให้ผู้อื่นมาสอดมือเข้ายุ่งได้ หากว่าภารกิจในครั้งนี้ไม่สำเร็จ ที่ฆ่ามาทั้งหมดกว่าเจ็ดร้อยคนก็คงจะต้องสูญเปล่านะสิ
เมื่อได้ยินเฉินิกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเฉยชา ทัพพยัคฆ์เหินที่อยู่รอบด้านก็ได้หันไปมองที่เฉินิด้วยแววตาที่หวาดหวั่น องค์ผู้สืบทอดได้ฆ่าไปเจ็ดร้อยสามสิบสองคนแล้ว......
และบัดนี้ องค์ผู้สืบทอดยังคิดที่จะทำสถิติฆ่าสังหารหมู่พันคนอีก !
เหล่าทัพพยัคฆ์เหินจึงได้ล่าถอย ทิ้งระยะที่เพียงพอไว้ให้แก่เฉินิ
เฉินิกุมกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ที่มีหยาดเืไหลรินก้าวเดินเข้าสู่บันไดศิลานับพันขั้น เมื่อเขาก้าวขึ้นสู่บันไดขั้นที่หนึ่ง ก็มีศัตรูที่ถือหอกไว้ในมือพุ่งเข้ามาที่เขา กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ยาวห้าฉื่อก็ได้เกิดการไหลเวียนขึ้นมา เฉินิเพียงคุมกระบี่อย่างเยือกเย็น หอกยาวก็ได้ร่วงลงสู่พื้น บันไดหินเดิมทีที่เป็สีขาวก็ได้เปื้อนไปด้วยเื พร้อมกับศัตรูที่ล้มลง
เฉินิมุ่งหน้าไปต่อ ศัตรูก็ได้พุ่งเข้าหาเขากันไม่หยุดหย่อน ส่วนเขานั้นคล้ายกับเดินเล่นอยู่ก็มิปาน สามก้าวหนึ่งกระบี่ หนึ่งกระบี่สังหารหนึ่งคน
ในระหว่างที่เฉินิเดินขึ้นบันไดหิน ทุกขั้นของบันไดหินได้มีซากศพจำนวนมากล้มกองอยู่บนที่บันไดหิน มีบ้างที่กลิ้งลงไปด้านล่าง บ้างก็กลายเป็เหมือนเศษชิ้นเนื้อ
ระหว่างที่คนตายมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มเกิดความหวาดกลัวต่อเฉินิที่อยู่เบื้องหน้าสายตา บุรุษผู้นี้มิใช่คนที่พวกเขาจะสามารถเอาชนะได้ พวกเขาจึงคิดที่จะหลบหนี
เฉินิเผยรอยยิ้มตรงมุมปากที่เต็มไปด้วยเื : “หนี ? ยังหนีไปไหนกันได้อีก ? ”
กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์หลุดจากมือ เฉินิใช้จิตบังคับกระบี่ กระบี่ราชันพิสุทธิ์เหินบินจนไปถึงใจกลางศัตรูที่อยู่บนบันไดหิน แทงทะลุหน้าอกของศัตรูไปคนแล้วคนเล่า
ยามที่กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ได้กลับมาอยู่ในมือเฉินิ เคล็ดวิชาของเขาก็ได้ใช้ออกไปจนหมดสิ้น และที่เบื้องหน้าสายตาของเขา ยังคงหลงเหลืออีกร้อยกว่าคน เฉินิจึงออกแรงกระชับกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยเืและลื่น ด้วยอาภรณ์ที่ฉีกขาด จึงได้กระชากออกมาเป็ผ้ายาวผืนหนึ่ง เฉินิผูกมือของตนเองไว้กับกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์เอาไว้จนแน่น จากนั้นจึงค่อยก้าวเดินต่อ
ศัตรูที่อยู่บนบันไดหินขั้นสุดท้ายในที่สุดก็ได้เข้าใจแล้วว่าเฉินิจะต้องไม่ปล่อยพวกเขาไว้อย่างแน่นอน จึงได้พากันพุ่งเข้าใส่เฉินิ
เฉินิสะบัดกระบี่ ต่อให้ไม่ได้ออกซึ่งเรี่ยวแรง เพียงพึ่งพาแค่พลังกายเนื้อที่ได้จากการฝึกเคล็ดสามภพเร้นลับ ก็เพียงพอที่จะฆ่าพวกมันให้หมดได้ !
เฉินิเบิกใช้กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ ในแต่ละกระบวนท่ากระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ ยาวห้าฉื่อใจกลางฝ่ามือของเฉินิ ก็ได้ทะลวงผ่านหน้าอกของศัตรู
ความเหนื่อยล้าเริ่มเกิดขึ้นจากการที่เฉินิได้เข่นฆ่ามาทั้งคืน ทว่ายังดีที่เฉินิได้ฝึกปรือเคล็ดสามภพเร้นลับมา มิเช่นนั้นก็แทบจะยืนหยัดมาจนถึงเวลานี้มิได้แล้ว
เฉินิกัดฟันพร้อมกับเข่นฆ่าศัตรูต่อ สะบัดวาดกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ในมือ
ศัตรูจำนวนมากได้ตายอยู่ภายใต้กระบี่ของเฉินิไปคนแล้วคนเล่า ในที่สุดเฉินิก็ขึ้นบันไดหินขั้นสุดท้าย เขาหันไปมองผู้ฝึกตนขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่ห้าที่เหลืออยู่คนสุดท้าย พร้อมกับตวัดกระบี่แหวกหน้าอกของอีกฝ่ายด้วยความเร็วที่กระทั่งศัตรูก็ยังมีปฏิกิริยากลับมาไม่ทันท่วงที ทำลายหัวใจของอีกฝ่ายจนแตกซ่าน
เฉินิขยับร่างเข้ามา พร้อมกับนั่งอยู่บนบันไดขั้นสุดท้าย ใช้ทั้งสองมือยันกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์เพื่อพักผ่อน
เมื่อยามรุ่งอรุณได้มาถึง แสงสุริยันสาดส่องไปบนร่างที่เต็มไปด้วยเืของเฉินิ อาภรณ์ที่แต่เดิมเป็สีขาวบัดนี้ได้กลายเป็สีแดงคละดำ
เหล่าทัพพยัคฆ์เหินหันไปมองเฉินิที่อยู่้าของบันไดหิน ร่างกายที่นั่งอาบไปด้วยเื แต่กลับให้ความรู้สึกน่าหวาดกลัวจับใจ
“ติ่ง จากการได้ฆ่าเกินหนึ่งพันทำความสำเร็จ【สะบั้นพันคน】เสร็จสิ้น ได้รับรางวัลปราณรู้แจ้งห้าร้อยแต้ม รางวัลชื่อเสียงอีกหนึ่งร้อยแต้ม รางวัลประกายวงแหวนกลิ่นอายฆ่าฟัน เมื่อฆ่าเกินหมื่นคน จะได้รับความสำเร็จ【สะบั้นหมื่น -คน】”
คราบเืที่เปื้อนอยู่บนร่างเฉินิได้แผ่กระจายออกไปจนกลายเป็หมอกควันสีแดงทีละสาย จนเกิดเป็เกลียวคลื่นอยู่ที่ข้างกายของเฉินิ จากนั้นก็ได้ไปรวมตัวกันที่ร่างของเฉินิ หมอกควันสีแดงเืค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ภายในร่างกายของเฉินิ จนทำให้เขาดูไปแล้วคล้ายกับเทพสังหารที่น่าหวาดกลัวก็มิปาน
เฉินิเปิดหน้าต่างสถานะของตนเอง :
เฉินิ :
ชื่อเสียง : 105
สถานะภาพ : ตัวตายตัวแทนระดับกลาง
ขอบเขต : ผู้ฝึกมนตร์อภินิหารขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สอง ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีขั้นที่หนึ่ง
คุณสมบัติ : วิถีกายาไร้จำกัด
เคล็ดวิชา : เคล็ดัคชสาร(มีทั้งหมดเก้าขั้น) ขั้นที่หก(ฝึกจนถึงขั้นที่เก้าจะผนึกผสานสู่วิถีได้) เคล็ดสามภพเร้นลับขั้นที่ยี่สิบสี่(ฝึกจนถึงขั้นที่เจ็ดสิบสองจะผนึกผสานสู่วิถี)
เวทมนตร์อภินิหาร : กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ผนึกผสานจิตกระบี่วิถีราชันย์
ประเภทวิถี : ไม่มี
ศิษย์ : จ้าวชิงเหยา
จริยธรรม : 50
ปราณรู้แจ้ง : 1108
ประกายวงแหวน : 【กลิ่นอายฆ่าฟัน】
ดวงชะตา : จากนี้อีกหนึ่งปีจะมีการประชุมพิฆาตมาร จะต้องตายด้วยเงื้อมมือศิษย์คนโตวิถีมารของหย่าม่อ
กลิ่นอายฆ่าฟัน : สามารถสั่นคลอนความแน่วแน่ของผู้คน ทำให้หวั่นไหวจนไร้ซึ่งสมาธิ
มีอะไรผิดไปหรือเปล่า ข้าสังหารไปกว่าพันคนก็ยังเป็ตัวตายตัวแทนอยู่อีก !
หรือว่าที่ข้าฆ่าไปโดยส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็คนสามัญที่ไม่สามัญ โดยที่ข้าไม่อาจที่จะฆ่าได้มากมายถึงเพียงนั้น
“้าเปิดระบบประกายวงแหวนกลิ่นอายฆ่าฟันหรือไม่ ? ”
เฉินิกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา : “เปิดระบบ ! ”
ภายในรุ่งอรุณ เหล่าทัพพยัคฆ์เหินก็ได้หันไปมองผู้บัญชาการของพวกเขา พลทหารสามหมื่นนายต่อกรกองรบสิบหมื่นนาย พวกเขายังถึงกับชนะแล้ว อีกทั้งยังเป็ชัยชนะครั้งใหญ่ ทุกอย่างนี้ล้วนแต่มาจากอุบายกลยุทธ์าและความหาญกล้าในสนามของเฉินิ
เหล่าพลทหารเมื่อตระหนักถึงความข้อนี้ได้ ต่างรู้ว่าตนมองเฉินิผิดไป คนผู้นี้มิใช่เด็กน้อยที่เอาแต่ก่อเื่ แต่เป็เทพผู้บัญชาการ ยิ่งเมื่ออยู่ในสนามรบยิ่งรู้สึกว่าไม่ต่างอะไรไปจากการดำรงอยู่ของเทพสังหาร
เหล่าพลทหารได้กำหมัดข้างขวาพาดไว้กับไหล่อีกข้าง จากนั้นก็ได้คุกเข่าลงหันไปยังทางด้านของเฉินิแล้วกล่าว : “ด้วยกระบี่แห่งการชี้นำแห่งองค์ผู้สืบทอด พวกข้าน้อยน้อมที่จะสละเืรับใช้ ! ”
เหล่าพลทหารและแม่ทัพนายกองได้แสดงความเคารพต่อตัวเฉินิออกมาพร้อมกัน : “ด้วยกระบี่แห่งการชี้นำแห่งองค์ผู้สืบทอด พวกข้าน้อยน้อมที่จะสละเืรับใช้ ! ”
ทว่าเฉินิกลับไม่สนใจความรู้สึกของเหล่าทหารที่แสดงออกมาเลยแม้แต่น้อย เขากลับ้าที่จะให้เ้าพวกไร้ประโยชน์ทำงานทำการ : “จ้าววังของตำหนักคร่าชีวิตสิ้นชีพแล้วงั้นรึ พวกเ้าถึงได้มีเวลามานั่งคุกเข่า มิสู้รีบไปดูว่าจ้าววังตำหนักคร่าชีวิตหนีไปยังที่แห่งใดกันแล้ว! อย่ามัวแต่คุกเข่าเพื่อหาเื่เกียจคร้านให้เสียเวลายิ่งกว่านี้”
.
.
.