ตอนที่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยกลิ้งตกลงไปในนาข้าว หล่อนหน้าคว่ำลงไปเต็มๆ จึงกินโคลนไปไม่น้อย หลังจากที่ลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก ก็ถูกคนมากมายเข้ามามุงดู เด็กสาววัยสิบหกที่มีความทระนงตนอย่างยิ่ง พลันรู้สึกเหมือนเืพุ่งขึ้นศีรษะทันที
หล่อนลุกขึ้นจากนาข้าว แล้ววิ่งตามแนวคันนาไปหาจิ่งเยี่ยนกุย ทั้งวิ่งทั้งะโด่าว่า “จิ่งเยี่ยนกุย นังสารเลว กล้าดียังไงมาทำให้ฉันตกลงไปในนาข้าวจนตัวเลอะโคลน ดูซิว่าฉันจะตีแกให้ตายมั้ย!”
คำหยาบคายเป็สิ่งที่ไม่ขาดไม่ได้ในชนบทเลย และคำหยาบคายของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยล้วนเรียนมาจากหลิวชุนฮวาทั้งนั้น
จิ่งเยี่ยนกุยรู้จักนิสัยของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยดี ถ้าเกิดเื่แบบนี้แล้วไม่โวยวายก็คงแปลกอยู่ไม่น้อย เธอไม่มีทางยืนโง่ๆ อยู่ตรงนั้นให้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยทุบตีแน่นอน
เธอก็เลยร้องเสียงดังและวิ่งไปตามทางเล็กๆ ข้างคูน้ำในหมู่บ้าน ขณะวิ่งไปก็พลางะโเสียงดังไปด้วย “ช่วยด้วย เสี่ยวเยวี่ยจะตีฉันให้ตาย!”
“เสี่ยวเยวี่ย ทั้งๆ ที่เธอตกลงไปในนาข้าวเอง จะมาไล่ตีฉันทำไม?”
“ฮือๆ เสี่ยวเยวี่ย อย่าตีฉันเลย! ฉันจะไม่เอาเื่นี้ไปบอกแม่หรอก!”
หลังจากวิ่งไปตามทางข้างคูน้ำแล้ว เธอก็วิ่งไปตามถนนใหญ่ในหมู่บ้าน ระหว่างทางเธอกรีดร้องเสียงดังและร้องไห้ให้ดูน่าสงสาร แต่ก็ยังวิ่งไปพร้อมกับรักษาระยะห่างจากจิ่งเสี่ยวเยวี่ย เพื่อไม่ให้ไล่ตามทัน
ความเร็วแบบนี้ทำให้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าถ้าออกแรงอีกนิดก็คงไล่ตามทันและทุบตีเธอได้
เมื่อครู่ตอนที่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยตกลงไปในนาข้าว รองเท้าของหล่อนเต็มไปด้วยโคลนจนเดินลำบาก เพื่อที่จะไล่ตามจิ่งเยี่ยนกุย หล่อนจึงถอดรองเท้าออก ผมเผ้าก็ปล่อยสยาย ดวงตาแดงก่ำ ดูไม่ต่างอะไรกับคนบ้าเลย
ส่วนจิ่งเยี่ยนกุยใส่รองเท้า เดินไปบนถนนที่เต็มไปด้วยหินกรวดเล็กๆ และความแข็งของก้อนหินก็ทำให้เท้าเปลือยเปล่าของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยเจ็บจนทนไม่ไหว
สองพี่น้องวิ่งไล่กัน โดยคนหนึ่งวิ่งอยู่ข้างหน้า อีกคนวิ่งตามหลังไปตามถนนหินกรวดกลางหมู่บ้าน เสียงดังโหวกเหวกจนชาวบ้านที่กำลังยุ่งกับการเก็บเกี่ยวในนาต่างมองดูภาพฉากนี้ด้วยความประหลาดใจ
ก่อนหน้านี้ หลิวชุนฮวามักจะป่าวประกาศในหมู่บ้านว่า จิ่งเยี่ยนกุยเป็เด็กเอาแต่ใจไร้เหตุผล ส่วนจิ่งเสี่ยวเยวี่ยเป็เด็กที่อ่อนน้อมถ่อมตนและมีมารยาทงาม แต่สถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาตอนนี้ ดูเหมือนจะแตกต่างออกไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง คนที่เอาแต่ใจดูเหมือนจะเป็จิ่งเสี่ยวเยวี่ย
ก่อนหน้านี้มีชาวบ้านไปหาหลิวชุนฮวาที่บ้านตระกูลจิ่งแล้ว “นี่คนบ้านจิ่ง ไม่รู้ว่าเสี่ยวเยวี่ยลูกสาวเธอตกลงไปในนาข้าวได้อย่างไร ตอนนี้กำลังวิ่งไล่ตีเยี่ยนกุยไปทั่วหมู่บ้านแล้ว!”
เมื่อหลิวชุนฮวาได้ยินว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยตกลงไปในนาข้าว ก็รู้สึกปวดใจแทนลูกสาว ถึงกับไม่สนใจประโยคหลัง หล่อนลุกขึ้นแล้วพูดกับเจียงอี่โหลวว่า “ฉันจะไปดูสักหน่อย!” ก่อนจะรีบสาวเท้าออกไป
เจียงอี่โหลวขมวดคิ้วเล็กน้อย หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เดินตามไป
หลิวชุนฮวาเพิ่งเดินออกจากบ้านมาไม่ถึงยี่สิบก้าว จิ่งเยี่ยนกุยก็วิ่งร้องไห้เข้ามาหา แล้วพูดว่า “แม่ ช่วยหนูด้วย เสี่ยวเยวี่ยจะตีหนูให้ตาย!”
มีหรือหลิวชุนฮวาจะสนใจจิ่งเยี่ยนกุย เมื่อเห็นจิ่งเสี่ยวเยวี่ยผมเผ้ายุ่งเหยิง เนื้อตัวเลอะไปด้วยคราบโคลน ที่เท้าดูเหมือนจะมีเืออกด้วย หัวใจของหล่อนปวดร้าวขึ้นมาทันที รีบผลักจิ่งเยี่ยนกุยออกไป แล้วเดินเข้าไปหาจิ่งเสี่ยวเยวี่ย “เสี่ยวเยวี่ย ลูกเป็อะไรหรือเปล่า?”
ตอนนี้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยวิ่งไม่ไหวแล้ว ตอนยังไม่เห็นหน้าหลินชุนฮวายังพอทนได้ แต่พอเห็นหลิวชุนฮวาก็ยิ่งรู้สึกเจ็บเท้าจนทนไม่ไหว หล่อนล้มตัวเข้าไปซบในอ้อมกอดของหลิวชุนฮวาแล้วพูดว่า “แม่ จิ่งเยี่ยนกุยผลักหนูตกลงไปในนาข้าว หนูกินน้ำโคลนเข้าไปจนเต็มท้องเลย อายคนอื่นเขาจะตายอยู่แล้ว!”
“วันนี้มันตั้งใจจะทำให้หนูขายหน้า แม่ ช่วยตีมันให้หนูหน่อย!”
หลิวชุนฮวารู้สึกเหมือนกำลังจะะเิ จิ่งเยี่ยนกุยกับจิ่งเสี่ยวเยวี่ยวิ่งไล่กันกลับมาแบบนี้ เกิดเป็เื่เอะอะมะเทิ่งขนาดนั้น จิ่งเยี่ยนกุยขายหน้าไม่เป็ไร แต่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยวิ่งไปทั่วหมู่บ้านในสภาพแบบนี้ คงอับอายขายหน้ามากแน่ๆ!
หล่อนฉุนถึงขีดสุด ไม่สนใจจะสร้างภาพลักษณ์แม่ที่ดีอีกต่อไป และง้างมือจะตบหน้าจิ่งเยี่ยนกุยทันที
จิ่งเยี่ยนกุยไม่แปลกใจกับปฏิกิริยาของหลิวชุนฮวา ตอนที่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยกำลังพูดอยู่นั้น เธอก็ขยับเปลี่ยนตำแหน่ง ตอนที่ฝ่ามือของหลิวชุนฮวาตบเข้ามา เธอก็รีบลงนั่งยองๆ บนพื้นแล้วเอามือกุมหัวแกล้งทำเป็ปวดหัวจนร้องออกมา
จากนั้นฝ่ามือของหลิวชุนฮวาก็เหวี่ยงกระทบเข้าใบหน้าของเจียงอี่โหลวที่กำลังเดินเข้ามาพอดิบพอดี
เจียงอี่โหลว “…”
จิ่งเยี่ยนกุยคิดไม่ถึงเช่นกัน เธอแค่้าหลบฝ่ามือของหลิวชุนฮวาเท่านั้น แต่ก็ไม่คิดว่าฝ่ามือนั้นจะไปโดนหน้าเจียงอี่โหลวเข้า ในตอนนั้นเอง โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนลงเฉียบพลัน
หลิวชุนฮวาใจนยืนแข็งทื่อ ผ่านไปครู่หนึ่งก็เริ่มพูดตะกุกตะกัก “พะ… พี่เจียง ขะ… ขอโทษนะ! ฉันไม่ได้ตั้งใจ ทั้งหมดเป็ความผิดของยายเด็กเยี่ยนกุย…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ดูเหมือนหล่อนจะจับจุดสำคัญได้ จึงจ้องเขม็งไปที่จิ่งเยี่ยนกุยแล้วล้งเล้งว่า “ยายเด็กบ้านี่ ทำผิดแล้วยังกล้าหลบอีก ฉันเลยเผลอตบพี่เจียงไป เดี๋ยวฉันจะตีแกให้ตายเลย!”
พูดจบก็เตรียมจะลงมืออีก เจียงอี่โหลวพลันจับมือหล่อนไว้ “คุณแค่ฟังความข้างเดียวจากเสี่ยวเยวี่ย ไม่ถามให้รู้เื่เสียก่อน กลับลงมือทำร้ายคนอื่น จิ่งเยี่ยนกุยก็เป็ลูกสาวของคุณเหมือนกัน เธอยังมีแผลที่หัวอยู่เลย ฉันว่าคุณควรจะถามให้รู้เื่ก่อนที่จะพูดอะไรออกมานะ”
เจียงอี่โหลวไม่อยากยุ่งเื่ในบ้านของตระกูลจิ่งแม้แต่น้อย แต่เธอก็ไม่ยอมให้หลิวชุนฮวาตบโดยไร้เหตุผลเหมือนกัน เธอเป็คนมีการศึกษา คงไม่มีทางที่จะตบกลับ เช่นนั้นจึงต้องช่วยออกหน้าแทนจิ่งเยี่ยนกุย
เมื่อเจียงอี่โหลวเอ่ยปากพูด หลิวชุนฮวาก็ไม่กล้าโต้แย้ง ได้แต่แก้ตัวว่า “เสี่ยวเยวี่ยเป็เด็กดีว่านอนสอนง่าย ไม่เคยโกหกแม้แต่ครั้งเดียว แต่เยี่ยนกุยกลับไม่เป็อย่างนั้น คำพูดแต่ละวันของยายเด็กนี่มีไม่กี่ประโยคที่เป็ความจริง…”
“ฉันไม่รู้ว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยเป็เด็กดีว่านอนสอนง่ายหรือเปล่า” เจียงอี่โหลวขัดจังหวะคำพูดของหลินชุนฮวา “แต่พวกเราก็เห็นกับตาว่าเสี่ยวเยวี่ยไล่ตีเยี่ยนกุยที่กำลังาเ็”
ความหมายในคำพูดของเธอชัดเจน จิ่งเสี่ยวเยวี่ยวิ่งไล่ตีจิ่งเยี่ยนกุยเหมือนผู้หญิงปากร้ายด่ากราดไปทั่ว จะเป็เด็กดีที่รู้ความได้อย่างไร? หลิวชุนฮวาพูดโกหกหน้าตาย!
เมื่อพูดจบ ด้านข้างก็มีป้าคนหนึ่งที่ชมชอบเื่บันเทิงก็เปรยขึ้น “จะไม่ใช่ได้อย่างไร วันนี้เสี่ยวเยวี่ยวิ่งไล่ตีเยี่ยนกุยไปครึ่งหมู่บ้าน! ลูกสาวคนรองของตระกูลจิ่งดุร้ายชะมัด! ลูกสาวคนโตก็ใจเสาะเกินไป ไม่สู้เลยสักนิด เอาแต่หลบ!”
สีหน้าหลิวชุนฮวาย่ำแย่ลงทันใด จิ่งเสี่ยวเยวี่ยวิ่งไล่ตีจิ่งเยี่ยนกุยไปครึ่งหมู่บ้าน! แย่แล้ว แย่ซะแล้ว ภาพลักษณ์ที่หล่อนสร้างให้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยกำลังจะพังทลายหมดแล้ว!
แล้วยังมียายเด็กจิ่งเยี่ยนกุยนั่นอีก ปกติก็สอนให้ยอมคนอื่นตลอด วันนี้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยจะตี มันกลับกล้าวิ่งหนี! นี่มันจะเกินไปแล้ว!
หล่อนโมโหสุดปรอท จึงตะคอกกลับไปทันที “เื่ของบ้านฉัน เกี่ยวอะไรกับแก!”
หลังจากตะคอกป้าคนนั้นแล้ว เธอก็เอานิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของจิ่งเยี่ยนกุย “แกบอกมาซิ แกผลักเสี่ยวเยวี่ยตกลงไปในนาข้าวใช่ไหม? แกก็โตขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่รู้จักกาลเทศะ! ทำไมแกถึงได้เลวขนาดนี้!”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยรู้สึกว่ามีหลิวชุนฮวาเข้าข้างก็รู้สึกดีใจขึ้นมา แต่กลับทำท่าทางน่าสงสารแล้วพูดว่า “ใช่แล้ว พี่ใจร้ายมาก! วันนี้ผลักหนูตกลงไปในนาข้าวก็ไม่เป็ไร แต่ยังทำให้หนูขายหน้าอีก! ไม่มีความเป็พี่สาวเลยสักนิด!”