จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 35 เข้าร่วมแข่งขันกินแหลก 1 Re

            ในห้องอะพาร์ตเมนต์ไป่เจ๋อกำลังเตรียมชุดสำหรับใส่ไปถ่ายรายการราชานักกินวันพรุ่งนี้และวาดอักขระลมปราณเพื่อทำบางอย่างเตรียมเอาไว้

             

             

            เช้าวันต่อมา

             

            ไป่เจ๋อตื่นมาจัดการงานบ้านให้เรียบร้อยก่อนจะออกมารอเรียกรถแท็กซี่ เพื่อไปยังสถานที่แข่งขันของรายการ

             

             

            เมื่อวานเขาคุยกับพ่อแม่แล้วว่าอาจไม่ได้กลับมาสัก2-3 วัน หากสถานที่แข่งขันอยู่ไกลเกินไปวันนี้เขาใส่แค่เสื้อยืดคอวีแขนยาวกับกางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบสีขาวดูสะอาดตาแม้ข้อมือของเขาจะไม่ได้ใส่นาฬิกาหรูที่ได้รับมาจากเมิ่งเจี่ยแต่ก็มีสายรัดข้อมือยางสีดำที่มีลวดลายสีทองปรากฏอยู่

             

             

            ไป่เจ๋อเรียกรถแท็กซี่ไปยังเมืองหลวงที่เป็นสถานที่แข่งรอบคัดเลือกที่จริงนอกจากที่เมืองหลวงแล้วยังมีการจัดแข่งรอบคัดเลือกตามเมืองใหญ่ ๆอีกหลายแห่งพร้อมกัน เพื่อไม่ให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องของเวลาฝึกซ้อม

             

             

            การไปเมืองหลวงในตอนเช้าวันหยุดแบบนี้รถจึงไม่ติด ไป่เจ๋อนั่งรถเพียง 1 ชั่วโมงนิดหน่อยก็มาถึงจตุรัสกิเลนซึ่งเป็นลานกว้างใจกลางสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวง

             

             

            ไป่เจ๋อเดินหาจุดลงทะเบียนทันทีแม้เขาจะแต่งตัวให้ธรรมดา แต่ก็ยังเด่นสะดุดสาว ๆ อยู่ดีไม่นานหญิงสาวบริเวณนั้นก็เริ่มพูดคุยกัน

             

             

            “นั่นดาราเหรอ”

             

             

            “ไม่น่าใช่นะดาราที่ไหนจะมาเดินในที่คนเยอะขนาดนี้ล่ะ”

             

             

            “วันนี้มีแข่งขันกินแหลกนี่เขาอาจเป็นดาราที่ทางรายการเชิญมาก็ได้”

             

             

            “พวกนักกินแหลกผู้ชายมีแต่พวกหน้าตาธรรมดาๆ ไม่เหมือนนักกินแหลกหญิงที่มีคนน่ารัก ๆ ตั้งหลายคน”

             

             

            “ฉันได้ยินว่าต่านต้านจะมาด้วย”

             

             

            “ว้าวราชานักกิน ฉายาหมูจอมเขมือบน่ะเหรอ”

             

             

            “ใช่ๆ แต่ว่าจะลองไปทักผู้ชายคนนั้นดีไหม”

             

             

            “ลองเลยฉันสนับสนุน”

             

             

            “ไม่เอาอ่ะฉันไม่กล้า”

             

             

            ขณะที่ไป่เจ๋อกำลังมองหาจุดลงทะเบียนก็มีนิ้วมือมาสะกิดเขา เขาจึงหันหน้าไปหาคนที่สะกิดเขานั่นทำให้เขาเห็นหญิงสาวผมสีดำ ท่าทางสุภาพเรียบร้อย ทำท่าเขินอายอยู่ต่อหน้าเขาอายุของเธอน่าจะประมาณ 20 กว่า

             

             

            “มีอะไรรึเปล่าครับ”ไป่เจ๋อถาม

             

             

            “นายกำลังมองหาอะไรอยู่ให้ฉันช่วยไหม” หญิงสาวผมดำกล่าว

             

             

            “ผมกำลังหาจุดลงทะเบียนแข่งขันรอบคัดเลือกของรายการราชานักกิน น่ะครับ” ไป่เจ๋อกล่าว คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวชะงักค้างไป

             

             

            “เอ๋นายมาแข่งรายการราชานักกินเหรอ” หญิงสาวมีสีหน้าแปลกใจเพราะชายหนุ่มตรงหน้าเธอดูยังไงก็ไม่เหมือนพวกกินจุเลยแม้แต่น้อย พวกกินจุส่วนใหญ่มักจะมีร่างกายที่ค่อนข้างผอมหายากที่จะมีร่างกายสมส่วนหรืออ้วนมาก

             

             

            “ครับพอจะรู้ไหมครับ ว่าจุดลงทะเบียนอยู่ตรงไหน” ไป่เจ๋อกล่าว

             

             

            “งั้นตามฉันมาเลยฉันเองก็จะลงแข่งเหมือนกัน” หญิงสาวผมดำจับมือไป่เจ๋อแล้วพาเขาไปยังจุดลงทะเบียนท่ามกลางสายตาอิจฉาของหญิงสาวหลายคนที่เห็นเหตุการณ์

             

             

            “ว่าแต่เธอชื่ออะไรเหรอผมชื่อไป่เจ๋อ ยินดีที่ได้รู้จัก” ไป่เจ๋อแนะนำตัว

             

             

            “ฉันชื่อหยางผิงฮัวยินดีที่ได้รู้จัก อีกอย่างพวกเราน่าจะอายุเท่ากันเพราะงั้นไม่ต้องพูดสุภาพนักก็ได้” หยางผิงฮัวยิ้ม

             

             

            “ได้เลยพวกเราไปลงทะเบียนกันเถอะ คนเริ่มเยอะแล้ว”ไป่เจ๋อกับผิงฮัวเดินไปจุดทะเบียนด้วยกันเขาไม่คิดจะบอกอีกฝ่ายว่าเขาอายุน้อยกว่าเธอหลายปีทีเดียว

             

             

            “ขอบัตรประจำตัวประชาชนด้วยค่ะ”ทีมงานรายการกล่าว ไป่เจ๋อจึงนำบัตรประชาชนของเขาส่งให้ทีมงาน

             

             

            “เอ๋นายอายุ 15 เหรอ โกงอายุรึเปล่าเนี่ย” ผิงฮัวตกใจ เพราะส่วนสูงกับบุคลิกของไป่เจ๋อทำให้เธอคิดว่าไป่เจ๋ออายุพอๆ กับเธอ หลายคนที่อยู่บริเวณนั้นก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าไป่เจ๋อจะมีอายุเพียง 15ปีเท่านั้น

             

             

            “ก็อย่างที่เห็นผมตัวโตกว่าเด็กรุ่นเดียวกันน่ะ” ไป่เจ๋อยักไหล่

             

             

            “อ๊ะเธอใช่คนที่คุณเฉินเฟิงมายื่นใบสมัครให้ใช่ไหม” ทีมงานชายถามขึ้นเขาจำได้ดีถึงหัวข้อที่คุยกันในที่ทำงานเรื่องเฉินเฟิงส่งดาราหน้าใหม่ที่เพิ่งเซ็นสัญญามาเข้าร่วมการแข่งขันในรายการนี้

             

             

            “ครับพอดีช่วงนั้นผมค่อนข้างยุ่งหลายเรื่องน่ะครับ แล้วตอนนั้นก็ยังไม่มีผู้จัดการด้วยก็เลยรบกวนให้คุณเฉินเฟิงยื่นเอกสารให้แทนครับ”ไป่เจ๋ออธิบาย

             

             

            “นายเป็นดาราเหรอเนี่ยนี่ ๆ มีอะไรยังไม่ได้บอกฉันอีกไหม ฉันจะได้ตกใจทีเดียว”ผิงฮัวใช้มือทั้งสองข้างดึงแก้มไป่เจ๋อเบา ๆ ราวกับกำลังเล่นกับน้องชาย

             

             

            จากการพูดคุยทำให้ทุกคนรู้ว่าไป่เจ๋อนั้นดาราหน้าใหม่ที่เป็นเด็กเส้นของโปรดิวเซอร์ชื่อดังอย่างเฉินเฟิงแน่นอนว่ามีผู้เข้าแข่งขันบางคนเกิดความรู้สึกรังเกียจเพราะคิดว่าไป่เจ๋อแค่อยากออกหน้ากล้องเพื่อให้เป็นที่รู้จักไม่ได้มีเจตนามาแข่งขันจริงจังนัก

             

             

            “แค่เพิ่งเซ็นสัญญาน่ะตอนนี้ผมกำลังเรียนการแสดงอยู่”ไป่เจ๋อหันไปคุยกับผิงฮัวระหว่างรอทีมงานลงทะเบียนให้เขา

             

             

            “คนนั้นเป็นดาราเหรอ”

             

             

            “หึพวกหน้าใหม่อยากดังน่ะสิ คงอยากจะออกหน้ากล้องจนตัวสั่น”

             

             

            “นายน่ะหุบปากไปเลยดาราเขาก็อยากออกหน้ากล้องกันทั้งนั้นแหละ”

             

             

            ใช้เวลาไม่นานไป่เจ๋อก็รับหมายเลขมาติดที่เสื้อของเขา ซึ่งเขาได้เบอร์ 13 ส่วนผิงฮัวได้เบอร์ 14แต่แล้วผู้คนก็ส่งเสียงเอะอะขึ้นไป่เจ๋อกับผิงฮัวจึงหันไปมองในทิศทางที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจ

             

             

            ความสนใจพุ่งเป้ามาที่ชายรูปร่างสมส่วนที่ลงพุงนิดหน่อยกำลังเดินมาที่จุดลงทะเบียนเขาโบกไม้โบกมือทักทายคนรอบข้างอย่างเป็นกันเอง

             

             

            “นั่นต่านต้านเขาคงมาดูคู่แข่งว่ามีใครน่าสนใจบ้าง เพราะเขาได้รับสิทธิ์ไม่ต้องแข่งรอบคัดเลือก”ผิงฮัวกล่าว

             

             

            “จะว่าไปรอบคัดเลือกที่เมืองหลวงจะเอาแค่3 คนสินะ” ไป่เจ๋อเหลือบมองผิงฮัว

             

             

            “อืมรอบคัดเลือกรอบแรกจะเอาแค่ 8 คน นายอย่าตกรอบไปซะก่อนล่ะ” ผิงฮัวกล่าวเธอดูไม่ประหม่าเวลาพูดกับไป่เจ๋อแล้ว ตั้งแต่ที่รู้ว่าไป่เจ๋อเด็กกว่าเธอ

             

             

            ไป่เจ๋อกับผิงฮัวนั่งดูทีมงานเตรียมสถานที่ไม่นานพิธีกรก็มาถึง นอกจากนี้ยังเห็นเต็นท์ที่มีผ้าปิดมิดชิดเขาเดาได้ทันทีว่าที่นั่นเป็นที่เตรียมอาหารสำหรับการแข่งรอบคัดเลือกรอบแรกแน่

             

             

            “นายคิดว่าพวกเราต้องกินอะไร”ผิงฮัวถามไป่เจ๋อ

             

             

            “ขนมปังทอดไส้คัสตาร์ดครีม ของร้านโฮม ร้านนี้เป็นร้านดังของเมืองหลวงเลยล่ะ” ไป่เจ๋อยิ้มทำเอาผิงฮัวหันขวับมามองเขาทันที เธอไม่รู้จะพูดยังไงดีไป่เจ๋อไม่เพียงบอกชื่อของอาหารที่เป็นโจทย์แต่ยังลงรายละเอียดซะจนเธอชักสงสัยแล้วว่าไป่เจ๋อฮั้วกับทางรายการรึเปล่า

             

             

            “นายใช้เส้นรึไงถึงรู้ละเอียดขนาดนั้น”ผิงฮัวถาม

             

             

            “ผมรู้เพราะกลิ่นมันฟ้องน่ะผมจมูกดีมากเลยนะ” ไป่เจ๋อชี้ไปที่จมูกตัวเอง ผิงฮัวได้แต่ส่ายหัว ใครจะไปเชื่อเธอไม่เห็นได้กลิ่นอะไรสักนิด

             

             

            10โมงเช้า

             

            ทีมงานเรียกรวมผู้เข้าแข่งขันให้ไปนั่งตามที่ๆ กำหนดไว้ โดยหน้าของผู้เข้าแข่งขันทุกคนมีบัลลังก์ใหญ่ตั้งอยู่บนบัลลังก์มีร่างของต่านต้าน นั่งทำหน้าเคร่งขรึมอยู่เขามองกวาดไปยังผู้เข้าแข่งขันทุกคนเพื่อสร้างความกดดันตามสคริปต์ของรายการ

             

             

            “สวัสดีครับทุกคนพร้อมที่จะทานกันรึยัง” พิธีกรเดินมาด้านหน้าโต๊ะของผู้เข้าแข่งขันเขาหันไปทางผู้เข้าแข่งขันพร้อมกับชูกำปั้นขึ้น

             

             

            “พร้อม”ทุกคนตอบ

             

             

            “ในรอบคัดเลือกรอบแรกนี้เราจะคัดแค่8 คนแรกที่กินได้มากที่สุด และหลังจากนั้นช่วงบ่ายที่เป็นรอบสองจะทำการแข่งขันอีกครั้งเพื่อคัด3 คนไปแข่งในรอบต่อไป สำหรับอาหารที่เราจะนำมาใช้ในการแข่งขันรอบนี้คือ...”พิธีกรผายมือไปทางทีมงานคนหนึ่งที่ถือถาดอาหารที่มีฝาปิดมามิดชิด

             

             

            “ขนมปังทอดไส้ครีมคัสตาร์ด จากร้านโฮม” พิธีกรกล่าว พร้อมกับเปิดฝาที่ครอบอยู่ออก

             

             

            ผิงฮัวหันขวับมาทางไป่เจ๋อทันทีเธอไม่อยากเชื่อว่าไป่เจ๋อทายถูกเธอคิดว่าไป่เจ๋ออาจจะมีความสามารถในการดมกลิ่นเหมือนที่เขาบอกก็ได้

             

             

            พิธีกรแนะนำร้านโฮมพร้อมกับกินขนมปังทอด และบรรยายถึงรสชาติ ซึ่งไป่เจ๋อคิดว่าต่อให้อร่อยยังไงถ้าต้องกินในปริมาณที่มาก คงเบื่อและถอดใจไปก่อนแน่

             

             

            ตอนนี้ทีมงานเริ่มนำขนมปังทอดจานแรกมาวางไว้หน้าผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนทีมกล้องของรายการก็เริ่มที่จะจับภาพผู้เข้าแข่งขันแล้วเช่นกัน

             

             

            “ทุกคนพร้อมการแข่งกินขนมปังทอด 45 นาที เริ่มได้” พิธีกรเป่านกหวีดเพื่อเริ่มการแข่งขันพร้อมกับนาฬิกาดิจิทัลเริ่มนับถอยหลังเป็น 44:59

             

             

            ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนเริ่มกินบางคนใช้วิธีฉีกเป็นคำเล็ก ๆ เอาใส่ปากอย่างต่อเนื่อง บางคนกัดคำใหญ่ ๆแล้วเคี้ยวเอา ด้านผิงฮัวนั้นใช้วิธีฉีกกินเป็นคำเล็ก ๆ แต่ใส่ปากอย่างต่อเนื่องเธอไม่ลืมหันไปมองไป่เจ๋อ เพราะอยากรู้ฝีมือของอีกฝ่าย และพบว่าไป่เจ๋อนั้นใช้วิธีกัดคำใหญ่ๆ แต่เขาแทบไม่เคี้ยวเลย ราวกับเขากัดแล้วกลืนลงท้องไปเสียมากกว่า

             

             

            พิธีกรประกาศจำนวนจานของผู้เข้าแข่งขันเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่ดุเดือดขณะที่ทีมกล้องตอนนี้เริ่มโฟกัสไปยังผู้เข้าแข่งขันที่มีจำนวนจานนำอยู่อันดับต้น ๆ

             

             

            “เด็กนั่นกินเร็วชะมัด”ทีมงานคนหนึ่งชี้ไปที่ไป่เจ๋อซึ่งนำผู้เข้าแข่งขันคนอื่นอยู่มาก จำนวนจานของไป่เจ๋อตอนนี้คือ30 จาน ส่วนที่รองลงมาคือผิงฮัว เธอกินไป 20 จานแล้ว นอกนั้นก็ลดหลั่นกันลงมาแต่ละคนจะทิ้งกันไม่เกิน 1-2 จานมีเพียงไป่เจ๋อเท่านั้นที่ทิ้งห่างจากผู้เข้าแข่งขันคนอื่น

             

             

            แม้แต่ต่านต้านยังต้องลุกจากบัลลังก์ลงมายืนดูไป่เจ๋อใกล้ไป่เจ๋อกินค่อนข้างสุภาพ แม้จะกัดคำใหญ่แต่ดูไม่มูมมามเขายังคงรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองไว้ พิธีกรที่เห็นว่าต่านต้านกำลังสนใจไป่เจ๋ออยู่จึงเดินไปหาไป่เจ๋อเพื่อสัมภาษณ์เล็กน้อย

             

             

            “ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข13 ลัคกี้นัมเบอร์ ตอนนี้คุณนำเป็นอันดับ 1 เลย ไม่ทราบว่าชื่ออะไรครับ”พิธีกรถามขึ้นพร้อมกับยื่นไมค์ไปหาไป่เจ๋อ

             

             

            “ไป่เจ๋อครับผมเป็นรุ่นน้องคุณใน LSA” ไป่เจ๋อตอบ ทำให้พิธีกรชะงักเล็กน้อย

             

             

            ‘ห๊ะรุ่นน้องในบริษัทเหรอ’ พิธีกรคิด

             

             

            “งั้นคิดว่ารอบแรกนี้จะกินได้สักเท่าไหร่กันล่ะ”พิธีกรเปลี่ยนวิธีการพูดให้ดูเป็นกันเองมากขึ้น

             

             

            “ผมกินแค่พอให้ติด8 อันดับแรกก็พอครับ ต้องเก็บแรงไว้แข่งรอบถัดไปด้วย” ไป่เจ๋อตอบก่อนจะหันไปมองผู้เข้าแข่งขันคนอื่น แล้วค่อยวางขนมปังในมือลง

             

             

            “เอ๋นี่ออมแรงเหรอครับเนี่ย” พิธีกรถาม

             

             

            “ครับผมกลัวว่ามันจะอืดเต็มท้องตอนบ่ายน่ะครับ” ไป่เจ๋ออธิบาย

             

             

            ส่วนผิงฮัวเองแม้เธอจะอยากออมแรงไว้แต่ที่ 3 ก็ไล่บี้เธอมาห่างกันไม่ถึง 2 จาน เธอจึงหยุดกินเหมือนไป่เจ๋อไม่ได้

             

             

            พิธีกรหันไปถามต่านต้านที่ยืนดูไป่เจ๋อว่ารู้สึกยังไงที่เจอคนที่มีฝีมือโดดเด่นแบบไป่เจ๋อ ต่านต้านยิ้มและตอบกลับไป

             

             

            “หวังว่าเขาคงไม่ตกรอบไปก่อนที่จะเจอกับผมนะครับที่วางขนมปังเอาไว้คงจะเริ่มอิ่มแล้วแน่ ๆ” ต่านต้านพูดยั่วยุสำหรับคนที่มีความสามารถระดับนี้ เขาอยากจะกำจัดทิ้งไปก่อนเป็นอย่างแรกหากเขายั่วให้อีกฝ่ายกินจนอิ่ม ในรอบ 2 อีกฝ่ายก็จะกินไม่ไหวและตกรอบไป

             

             

            ส่วนไป่เจ๋อเมื่อเห็นต่านต้านคิดจะเล่นสงครามประสาทแบบนี้เขาคงต้องมอบของตอบแทนที่ชื่อว่าการหักหน้าให้สักหน่อย ในฐานะแชมป์ 5 สมัยสถิติที่ต่านต้านเคยทำได้สูงสุดไม่เคยเกิน 9 กิโลกรัมจากการชั่งนำหนักรวมของอาหารที่กินดังนั้นเขาจะให้อีกฝ่ายได้เจอกับสิ่งที่เรียกว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือขี้หมายังมีแมลงวัน

             

             

            “จะว่าไปผมได้ข่าวว่าคุณต่านต้านเคยกินได้น้ำหนักสูงสุดถึง8 กิโลกรัมเลยนี่ครับ”พิธีกรเห็นว่าต่านต้านกำลังเล่นสงครามประสาทกับรุ่นน้องของเขาในฐานะรุ่นพี่คงต้องช่วยสักหน่อย ด้วยถามเบี่ยงประเด็น

             

             

            “นั่นเป็นสถิติที่ดีที่สุดของผมและมันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เชื่อคุณก็คอยดูแล้วกันครับ”ต่านต้านกล่าวด้วยความมั่นใจ

             

             

            “ผมอิ่มจริงรึเปล่าคุณแชมป์ 5 สมัย เดี๋ยวผมจะแสดงให้ดูเองว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า มันเป็นยังไง”ไป่เจ๋อพูดยั่วยุต่านต้าน ทำให้อีกฝ่ายเริ่มฉุนนิด ๆเมื่อพิธีกรเห็นว่าบรรยากาศเริ่มไม่ดีก็พยายามจะพูดตัดจบการโต้เถียงนี้และแยกทั้ง2 ออกจากกันให้เร็วที่สุด

             

             

            “งั้นเราคงต้องมาดูกันยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมง คุณต่านต้านเชิญกลับไปนั่งที่บัลลังก์ได้เลยครับ”พิธีกรทำการเชิญต่านต้านกลับไปนั่งที่เพื่อกันการกระทบกระทั่งไปมากกว่านี้

             

             

            หลังต่านต้านกลับไปนั่งที่แล้วไป่เจ๋อก็เริ่มกินอีกครั้ง แต่ความเร็วในการกินของเขานั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดผิงฮัวที่เห็นว่าไป่เจ๋อกัดแล้วกลืนเลยเธอคิดว่าไป่เจ๋อติดกับดักของต่านต้านเรียบร้อยแล้ว