กาลเวลาหมุนวนผ่านไป สามวันล่วงเลยไปแล้ว
ภายในสามวันนี้อวี๋จื่ออวี๋อาศัยซากเหยื่อจากการล่าของเสือขาวและมดทองคำเพื่อเสริมแกร่งกิ่งก้านของตนไปได้เกินกว่าครึ่ง
ยามนี้เมื่อมองขึ้นไปมงกุฎไม้ของอวี๋จื่ออวี๋กำลังอาบไล้ด้วยแสงเรืองรองจางๆ
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่ก้าวล้ำระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองไปแล้วค่อยๆแผ่กระจายออกมา
จุดเด่นที่น่ากลัวที่สุดของแต้มวิวัฒนาการคือมันช่วยให้อวี๋จื่ออวี๋ได้สัมผัสถึงพลังของระดับที่สูงกว่าแม้ร่างกายจะยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าก็ตาม
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดเมื่ออวี๋จื่ออวี๋เลื่อนระดับสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งหรือสองพลังของเขาจึงดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
ไม่ใช่เพราะพลังของเขาหยุดนิ่งแต่เป็นเพราะในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในระดับต่ำพลังของเขาได้ก้าวสู่ระดับที่สูงกว่าไปอย่างเงียบเชียบแล้วนั่นเอง
อย่างไรก็ตามนี่ไม่ได้หมายความว่าอวี๋จื่ออวี๋มีพลังเทียบเท่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามอย่างสมบูรณ์ในยามนี้
อาจกล่าวได้เพียงว่าเขามีพื้นฐานบางส่วนแล้วเท่านั้น
หากไร้ซึ่งพลังวิญญาณนับล้านหน่วยคอยสนับสนุนต่อให้กิ่ง ก้าน และรากของเขาจะไปถึงระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามทั้งหมดก็ยากที่จะแสดงอานุภาพที่แท้จริงของขั้นนี้ออกมาได้
มันเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและแหล่งพลังงานนั่นแหละ
ในยามนี้อวี๋จื่ออวี๋ใช้แต้มวิวัฒนาการเพื่อเสริมสร้าง ‘ร่างเนื้อ’ซึ่งเปรียบเสมือนภาชนะให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องแต่ตราบใดที่พลังงานยังไม่เพียงพอเขาก็ยังถูกจัดให้อยู่ในระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองเท่านั้น
เพราะในยุคแห่งพลังวิญญาณพลังวิญญาณคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอ
“ฟู่...”
อวี๋จื่ออวี๋สูดลมหายใจเข้าลึกพลางจ้องมองกิ่งก้านนับร้อยที่แผ่ขยายปกคลุมท้องฟ้าดุจดั่งฝูงงูเขียวมรกตม่านตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย
“แตกกิ่งทวีคูณ”
เขากล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาอวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่ไหลพุ่งออกมาประดุจน้ำป่าไหลหลากเข้าสู่กิ่งก้านที่แผ่สยายอยู่บนท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง
พริบตาเดียวภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ...กิ่งก้านเหล่านั้นเริ่มแยกตัวออกมาไม่หยุดยั้ง จากหนึ่งเป็นสิบจากสิบกลายเป็นร้อย...
ในขณะเดียวกันพวกมันก็ยืดขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง
เพียงชั่วอึดใจท้องฟ้าทั้งหมดก็ถูกปกคลุมไปด้วยมวลกิ่งก้านสีเขียวขจีดุจมหาสมุทรเถาวัลย์และยังกระเพื่อมไหวราวกระแสคลื่นที่ขยายตัวไปจนถึงสุดเส้นขอบฟ้า
“นั่นมันอะไรกันน่ะ?”
เชียนฉินก้าวออกมาจากบ้านต้นไม้พลางจ้องมองภาพบนท้องฟ้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
“อึก... นี่มันเรื่องจริงเหรอเนี่ย”
เหลิ่งเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกพลางมาปรากฏตัวข้างกายเชียนฉินตั้งเมื่อใดไม่อาจทราบนัยน์ตาของเขาหดเล็กลงเท่ารูเข็ม
เขาต่างจากสาวน้อยอย่างเชียนฉิน
หากพูดถึงสัญชาตญาณ เขาอาจจะตามหลังเธอไปมาก
แต่ในเรื่องความเข้าใจถึงขุมพลังเชียนฉินกลับไม่สามารถเทียบเขาได้เลย
ยามนี้เมื่อมองไปยังคลื่นกิ่งก้านสีเขียวที่บดบังท้องฟ้าเหลิ่งเฟิงสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังที่แฝงอยู่นั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
ลำพังคลื่นสีเขียวนี้หากมันร่วงหล่นลงมาสู่พื้นดิน ก็เพียงพอจะบดขยี้เทือกเขาเล็กๆให้ราบคาบได้ในพริบตา
และนี่ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงแม้แต่น้อย
......
ทันใดนั้นคลื่นสีเขียวขจีบนท้องฟ้าก็หยุดชะงักลงก่อนจะเริ่มหดตัวกลับมาอย่างบ้าคลั่งราวกับได้รับการกระตุ้น
เพียงชั่วพริบตาพวกมันก็กลับกลายเป็นกิ่งก้านเรียวยาวดังเดิม โบกสะบัดพลิ้วไหวอยู่บนฟากฟ้า
ในเวลาเดียวกัน
“แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก...”
เสียงหอบหายใจหนักๆ ดังขึ้นอวี๋จื่ออวี๋รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่ค่อยได้เป็นบ่อยนัก
“อัตราการเผาผลาญพลังวิญญาณนั้นน่าตกใจมาก”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำพลางตระหนักถึงขีดจำกัดของตนในยามนี้
ด้วยพลังวิญญาณไม่ถึงสี่แสนหน่วยการจะเร่งเร้าพลังของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามอย่างเต็มที่จึงดูจะเป็นเรื่องที่ยากเกินกำลังไปบ้าง
แค่เพียงไม่กี่อึดใจพลังวิญญาณนับแสนก็มลายหายไปทำให้เขารู้สึกหมดเรี่ยวแรงไปทั่วทั้งร่างประหนึ่งถูกสูบพลังออกไปจนเกลี้ยง
“เฮ้อ...”
อวี๋จื่ออวี๋ลอบบ่นในใจพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจที่เห็นกิ่งก้านโบกสะบัดอยู่เบื้องบน
“สุดท้ายพลังระดับนี้ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่สิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองสามารถครอบครองได้โดยง่าย”
เขาถอนหายใจยาวก่อนจะเบนสายตาไปที่ทิศทางอื่น
ทันใดนั้นเขาสังเกตเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของคนรอบข้าง
ไม่ใช่เพียงเชียนฉินหรือเหลิ่งเฟิงเท่านั้นแม้แต่สัตว์ป่าอย่างเสือขาวหรือมดทองคำสายตาที่มองมาที่เขาก็เต็มไปด้วยความยำเกรงและหวาดหวั่น
“ดูเหมือนว่าการแสดงพลังเมื่อครู่จะช่วยข่มขวัญพวกมันได้ดีทีเดียว”
เขายิ้มออกมาพลางรวบรวมสมาธิเพื่อเริ่มการฟื้นฟูพลังวิญญาณ
ทว่าต้องยอมรับว่าการเสริมแกร่งกิ่งก้านนั้นส่งผลดีในด้านอื่นด้วย
ยามนี้ อวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ชัดเจนว่ากิ่งก้านที่ผ่านการเสริมแกร่งไปแล้วนั้นมีความเร็วในการดูดซับพลังวิญญาณจากอากาศเหนือกว่ากิ่งก้านทั่วไปอย่างมหาศาล
หากกิ่งก้านของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองเปรียบได้กับลำธารขนาดเล็ก
กิ่งก้านของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามย่อมเปรียบได้กับแม่น้ำสายใหญ่ที่ดึงดูดพลังวิญญาณให้ไหลหลั่งเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนบนท้องฟ้าปรากฏไอปราณห้าสีอันงดงามสายหนึ่งจางๆ ให้เห็น
.....
ขณะที่อวี๋จื่ออวี๋กำลังปรับสมดุลพลัง ณพื้นที่ส่วนลึกใต้ดิน
“มอ...”
เสียงคำรามที่กึกก้องราวกะมาจากยุคดึกดำบรรพ์ดังกัมปนาทไปทั่วท้องนภาอย่างฉับพลัน
ในเวลาเดียวกันพื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็เริ่มสั่นไหวอย่างช้าๆ
“ครืน ครืน...”
ราวกับเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ผืนดินสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องแปลกใจคือผืนดินบริเวณที่ต้นไม้เทพหยั่งรากกลับคงความสงบเงียบเยี่ยงปกติ
ประหนึ่งว่าแม้แต่ภัยธรรมชาติก็ยังต้องสยบลงต่อหน้า
ทันใดนั้น ราวกับนึกอะไรบางอย่างออก
“โฮก...”
เสียงพยัคฆ์คำรามอย่างตื่นเต้นดังขึ้นเสือขาวพุ่งตัวมุ่งหน้าไปยังปากถ้ำใต้ดินในทันที
อีกด้านหนึ่งมดทองคำที่ยืนกอดอกอยู่พลันมีแววตาประหลาดใจวูบหนึ่ง
“พี่รอง...”
มดทองคำพึมพำพลางกระโดดลงจากกิ่งไม้มุ่งหน้าไปเพื่อต้อนรับการกลับมาของราชันตนหนึ่ง
ทว่าโดยไม่ต้องรอให้พวกมันเข้าใกล้
“ตึง ตึง ตึง...”
เสียงฝีเท้าที่หนักอึ้งดังก้องเข้ามาในโสตประสาทของเหล่าสัตว์ป่า
ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกมันถึงกับหน้าถอดสีคือเสียงฝีเท้านั้นกลับประหนึ่งเหยียบลงบนหน้าอกของพวกมันจนรู้สึกอึดอัดชั่วขณะหนึ่งพวกมันถึงกับหายใจลำบาก
“เจ้ากระทิงตัวนี้ดูเหมือนจะตื่นรู้ความสามารถที่ยอดเยี่ยมเข้าเสียแล้ว”
อวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ถึงความเกรียงไกรที่ไม่ด้อยไปกว่าใครจึงเข้าใจสถานการณ์ได้ทันที
หากคาดการณ์มิผิดเจ้ากระทิงคงทะลวงระดับพลังได้สำเร็จแล้ว
ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าที่ซีดเผือดของสัตว์ร้ายแต่ละตัวอวี๋จื่ออวี๋ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ
“ระดับพลังงานมันต่างชั้นกันเกินไปจริงๆ”
เขาสะบัดกิ่งก้านเพียงไม่กี่กิ่งเพื่อสลายแรงกดดันที่วนเวียนอยู่ในใจของพวกมันให้มลายไป
ทว่าอวี๋จื่ออวี๋เองก็อดที่จะสงสัยมิได้
ลำพังระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งแม้จะน่ากลัวแต่มันไม่ควรจะสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับพวกระดับแรกเริ่มได้เพียงแค่เสียงฝีเท้าไม่ใช่หรือ
หรือว่าเมื่อครู่มีพลังงานบางอย่างที่เขาพลาดสังเกตไป
ด้วยความใคร่รู้อวี๋จื่ออวี๋จึงทอดสายตาไปยังปากถ้ำใต้ดิน
ที่นั่นปรากฏร่างที่กำยำล่ำสันร่างหนึ่งกำลังย่างกรายออกมาอย่างเชื่องช้า
“ตึง ตึง ตึง...”
ทุกย่างก้าวที่มันเหยียบลงราวกับเหยียบลงบนใจของทุกคน แรงกดดันที่หนักอึ้งแผ่กระจายไปทั่วทุกอณูอากาศ
ความพร่ามัวรอบกายทำให้สัมผัสได้ว่าแม้แต่อากาศเองก็ดูจะหนักอึ้งขึ้นอย่างประหลาด