Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 5 บทที่ 148 ปีศาจกระทิงทะลวงระดับ

            กาลเวลาหมุนวนผ่านไป สามวันล่วงเลยไปแล้ว

            ภายในสามวันนี้อวี๋จื่ออวี๋อาศัยซากเหยื่อจากการล่าของเสือขาวและมดทองคำเพื่อเสริมแกร่งกิ่งก้านของตนไปได้เกินกว่าครึ่ง

            ยามนี้เมื่อมองขึ้นไปมงกุฎไม้ของอวี๋จื่ออวี๋กำลังอาบไล้ด้วยแสงเรืองรองจางๆ

            กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่ก้าวล้ำระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองไปแล้วค่อยๆแผ่กระจายออกมา

            จุดเด่นที่น่ากลัวที่สุดของแต้มวิวัฒนาการคือมันช่วยให้อวี๋จื่ออวี๋ได้สัมผัสถึงพลังของระดับที่สูงกว่าแม้ร่างกายจะยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าก็ตาม

            นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดเมื่ออวี๋จื่ออวี๋เลื่อนระดับสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งหรือสองพลังของเขาจึงดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก

            ไม่ใช่เพราะพลังของเขาหยุดนิ่งแต่เป็นเพราะในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในระดับต่ำพลังของเขาได้ก้าวสู่ระดับที่สูงกว่าไปอย่างเงียบเชียบแล้วนั่นเอง

            อย่างไรก็ตามนี่ไม่ได้หมายความว่าอวี๋จื่ออวี๋มีพลังเทียบเท่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามอย่างสมบูรณ์ในยามนี้

            อาจกล่าวได้เพียงว่าเขามีพื้นฐานบางส่วนแล้วเท่านั้น

            หากไร้ซึ่งพลังวิญญาณนับล้านหน่วยคอยสนับสนุนต่อให้กิ่ง ก้าน และรากของเขาจะไปถึงระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามทั้งหมดก็ยากที่จะแสดงอานุภาพที่แท้จริงของขั้นนี้ออกมาได้

            มันเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและแหล่งพลังงานนั่นแหละ

            ในยามนี้อวี๋จื่ออวี๋ใช้แต้มวิวัฒนาการเพื่อเสริมสร้าง ‘ร่างเนื้อ’ซึ่งเปรียบเสมือนภาชนะให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องแต่ตราบใดที่พลังงานยังไม่เพียงพอเขาก็ยังถูกจัดให้อยู่ในระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองเท่านั้น

            เพราะในยุคแห่งพลังวิญญาณพลังวิญญาณคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเสมอ

            “ฟู่...”

            อวี๋จื่ออวี๋สูดลมหายใจเข้าลึกพลางจ้องมองกิ่งก้านนับร้อยที่แผ่ขยายปกคลุมท้องฟ้าดุจดั่งฝูงงูเขียวมรกตม่านตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย

            “แตกกิ่งทวีคูณ”

            เขากล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาอวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่ไหลพุ่งออกมาประดุจน้ำป่าไหลหลากเข้าสู่กิ่งก้านที่แผ่สยายอยู่บนท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง

            พริบตาเดียวภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ...กิ่งก้านเหล่านั้นเริ่มแยกตัวออกมาไม่หยุดยั้ง จากหนึ่งเป็นสิบจากสิบกลายเป็นร้อย...

            ในขณะเดียวกันพวกมันก็ยืดขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง

            เพียงชั่วอึดใจท้องฟ้าทั้งหมดก็ถูกปกคลุมไปด้วยมวลกิ่งก้านสีเขียวขจีดุจมหาสมุทรเถาวัลย์และยังกระเพื่อมไหวราวกระแสคลื่นที่ขยายตัวไปจนถึงสุดเส้นขอบฟ้า

            “นั่นมันอะไรกันน่ะ?”

            เชียนฉินก้าวออกมาจากบ้านต้นไม้พลางจ้องมองภาพบนท้องฟ้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง

            “อึก... นี่มันเรื่องจริงเหรอเนี่ย”

            เหลิ่งเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกพลางมาปรากฏตัวข้างกายเชียนฉินตั้งเมื่อใดไม่อาจทราบนัยน์ตาของเขาหดเล็กลงเท่ารูเข็ม

            เขาต่างจากสาวน้อยอย่างเชียนฉิน

            หากพูดถึงสัญชาตญาณ เขาอาจจะตามหลังเธอไปมาก

            แต่ในเรื่องความเข้าใจถึงขุมพลังเชียนฉินกลับไม่สามารถเทียบเขาได้เลย

            ยามนี้เมื่อมองไปยังคลื่นกิ่งก้านสีเขียวที่บดบังท้องฟ้าเหลิ่งเฟิงสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังที่แฝงอยู่นั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด

            ลำพังคลื่นสีเขียวนี้หากมันร่วงหล่นลงมาสู่พื้นดิน ก็เพียงพอจะบดขยี้เทือกเขาเล็กๆให้ราบคาบได้ในพริบตา

            และนี่ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงแม้แต่น้อย

            ......

            ทันใดนั้นคลื่นสีเขียวขจีบนท้องฟ้าก็หยุดชะงักลงก่อนจะเริ่มหดตัวกลับมาอย่างบ้าคลั่งราวกับได้รับการกระตุ้น

            เพียงชั่วพริบตาพวกมันก็กลับกลายเป็นกิ่งก้านเรียวยาวดังเดิม โบกสะบัดพลิ้วไหวอยู่บนฟากฟ้า

            ในเวลาเดียวกัน

            “แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก...”

            เสียงหอบหายใจหนักๆ ดังขึ้นอวี๋จื่ออวี๋รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่ค่อยได้เป็นบ่อยนัก

            “อัตราการเผาผลาญพลังวิญญาณนั้นน่าตกใจมาก”

            อวี๋จื่ออวี๋พึมพำพลางตระหนักถึงขีดจำกัดของตนในยามนี้

            ด้วยพลังวิญญาณไม่ถึงสี่แสนหน่วยการจะเร่งเร้าพลังของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามอย่างเต็มที่จึงดูจะเป็นเรื่องที่ยากเกินกำลังไปบ้าง

            แค่เพียงไม่กี่อึดใจพลังวิญญาณนับแสนก็มลายหายไปทำให้เขารู้สึกหมดเรี่ยวแรงไปทั่วทั้งร่างประหนึ่งถูกสูบพลังออกไปจนเกลี้ยง

            “เฮ้อ...”

            อวี๋จื่ออวี๋ลอบบ่นในใจพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจที่เห็นกิ่งก้านโบกสะบัดอยู่เบื้องบน

            “สุดท้ายพลังระดับนี้ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่สิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองสามารถครอบครองได้โดยง่าย”

            เขาถอนหายใจยาวก่อนจะเบนสายตาไปที่ทิศทางอื่น

            ทันใดนั้นเขาสังเกตเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของคนรอบข้าง

            ไม่ใช่เพียงเชียนฉินหรือเหลิ่งเฟิงเท่านั้นแม้แต่สัตว์ป่าอย่างเสือขาวหรือมดทองคำสายตาที่มองมาที่เขาก็เต็มไปด้วยความยำเกรงและหวาดหวั่น

            “ดูเหมือนว่าการแสดงพลังเมื่อครู่จะช่วยข่มขวัญพวกมันได้ดีทีเดียว”

            เขายิ้มออกมาพลางรวบรวมสมาธิเพื่อเริ่มการฟื้นฟูพลังวิญญาณ

            ทว่าต้องยอมรับว่าการเสริมแกร่งกิ่งก้านนั้นส่งผลดีในด้านอื่นด้วย

            ยามนี้ อวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ชัดเจนว่ากิ่งก้านที่ผ่านการเสริมแกร่งไปแล้วนั้นมีความเร็วในการดูดซับพลังวิญญาณจากอากาศเหนือกว่ากิ่งก้านทั่วไปอย่างมหาศาล

            หากกิ่งก้านของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองเปรียบได้กับลำธารขนาดเล็ก

            กิ่งก้านของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามย่อมเปรียบได้กับแม่น้ำสายใหญ่ที่ดึงดูดพลังวิญญาณให้ไหลหลั่งเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนบนท้องฟ้าปรากฏไอปราณห้าสีอันงดงามสายหนึ่งจางๆ ให้เห็น

            .....

            ขณะที่อวี๋จื่ออวี๋กำลังปรับสมดุลพลัง ณพื้นที่ส่วนลึกใต้ดิน

            “มอ...”

            เสียงคำรามที่กึกก้องราวกะมาจากยุคดึกดำบรรพ์ดังกัมปนาทไปทั่วท้องนภาอย่างฉับพลัน

            ในเวลาเดียวกันพื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็เริ่มสั่นไหวอย่างช้าๆ

            “ครืน ครืน...”

            ราวกับเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ผืนดินสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

            ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องแปลกใจคือผืนดินบริเวณที่ต้นไม้เทพหยั่งรากกลับคงความสงบเงียบเยี่ยงปกติ

            ประหนึ่งว่าแม้แต่ภัยธรรมชาติก็ยังต้องสยบลงต่อหน้า

            ทันใดนั้น ราวกับนึกอะไรบางอย่างออก

            “โฮก...”

            เสียงพยัคฆ์คำรามอย่างตื่นเต้นดังขึ้นเสือขาวพุ่งตัวมุ่งหน้าไปยังปากถ้ำใต้ดินในทันที

            อีกด้านหนึ่งมดทองคำที่ยืนกอดอกอยู่พลันมีแววตาประหลาดใจวูบหนึ่ง

            “พี่รอง...”

            มดทองคำพึมพำพลางกระโดดลงจากกิ่งไม้มุ่งหน้าไปเพื่อต้อนรับการกลับมาของราชันตนหนึ่ง

            ทว่าโดยไม่ต้องรอให้พวกมันเข้าใกล้

            “ตึง ตึง ตึง...”

            เสียงฝีเท้าที่หนักอึ้งดังก้องเข้ามาในโสตประสาทของเหล่าสัตว์ป่า

            ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกมันถึงกับหน้าถอดสีคือเสียงฝีเท้านั้นกลับประหนึ่งเหยียบลงบนหน้าอกของพวกมันจนรู้สึกอึดอัดชั่วขณะหนึ่งพวกมันถึงกับหายใจลำบาก

            “เจ้ากระทิงตัวนี้ดูเหมือนจะตื่นรู้ความสามารถที่ยอดเยี่ยมเข้าเสียแล้ว”

            อวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ถึงความเกรียงไกรที่ไม่ด้อยไปกว่าใครจึงเข้าใจสถานการณ์ได้ทันที

            หากคาดการณ์มิผิดเจ้ากระทิงคงทะลวงระดับพลังได้สำเร็จแล้ว

            ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าที่ซีดเผือดของสัตว์ร้ายแต่ละตัวอวี๋จื่ออวี๋ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ

            “ระดับพลังงานมันต่างชั้นกันเกินไปจริงๆ”

            เขาสะบัดกิ่งก้านเพียงไม่กี่กิ่งเพื่อสลายแรงกดดันที่วนเวียนอยู่ในใจของพวกมันให้มลายไป

            ทว่าอวี๋จื่ออวี๋เองก็อดที่จะสงสัยมิได้

            ลำพังระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งแม้จะน่ากลัวแต่มันไม่ควรจะสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับพวกระดับแรกเริ่มได้เพียงแค่เสียงฝีเท้าไม่ใช่หรือ

            หรือว่าเมื่อครู่มีพลังงานบางอย่างที่เขาพลาดสังเกตไป

            ด้วยความใคร่รู้อวี๋จื่ออวี๋จึงทอดสายตาไปยังปากถ้ำใต้ดิน

            ที่นั่นปรากฏร่างที่กำยำล่ำสันร่างหนึ่งกำลังย่างกรายออกมาอย่างเชื่องช้า

            “ตึง ตึง ตึง...”

            ทุกย่างก้าวที่มันเหยียบลงราวกับเหยียบลงบนใจของทุกคน แรงกดดันที่หนักอึ้งแผ่กระจายไปทั่วทุกอณูอากาศ

            ความพร่ามัวรอบกายทำให้สัมผัสได้ว่าแม้แต่อากาศเองก็ดูจะหนักอึ้งขึ้นอย่างประหลาด

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน