ตอนที่ 31
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมซากปรักหักพังของ ‘แฟรี่ ทาเวิร์น’ ในทันทีที่ลูกแก้วแห่งอำนาจปรากฏโฉม แรงดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากวัตถุทรงกลมสีม่วงในมือของเซเลส ทำให้มวลอากาศรอบด้านหนักอึ้งจนหายใจลำบาก
เซเวียร์ยืนนิ่งค้างดุจรูปปั้น ตาเบิกกว้างจ้องมองสลับระหว่างใบหน้าอันนิ่งเฉยของวอร์ล็อกสาวกับของล้ำค่าที่เขามั่นใจนักหนาว่ามันไม่มีจริง
ความเงียบสั้นๆ นั้นทำให้แวมไพร์ผู้โอหังรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่
ทว่าแทนที่จะอับอาย ราชาแวมไพร์ในร่างเปลือยเปล่าล่อนจ้อน กลับเงยหน้าขึ้นหัวเราะลั่นสนั่นซากปรักหักพังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ยอดเยี่ยม!! ยอดเยี่ยมมากเซเลส!!”
เซเวียร์เสยผมขึ้นอย่างมาดมั่น เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ โดยไม่ยี่หระต่อสายตาที่จ้องมองเรือนร่างอันสมบูรณ์แบบที่ไร้อาภรณ์ปิดบังของตนเลยแม้แต่น้อย
“ในที่สุดเจ้าก็ติดกับดักอันแยบยลของข้าจนได้!! คิดหรือว่าราชันผู้ยิ่งใหญ่อย่างข้าจะไม่รู้ว่ามีพลังมหาศาลซ่อนอยู่? ที่ข้าแกล้งพูดสบประมาทไปเมื่อครู่ ก็เพื่อยั่วยุบีบให้เจ้าคาย ‘ของจริง’ ออกมาแสดงต่างหากล่ะ!!”
เขาผายมือออกกว้างอย่างภาคภูมิใจในความแถของตัวเอง
“ช่างเป็นแผนการที่สมบูรณ์แบบอะไรเช่นนี้!! ข้านี่มันอัจฉริยะจริงๆ ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”
แม้จะเป็นการแก้ตัวที่สีข้างแทบถลอกปอกเปิก แต่ด้วยท่าทางที่ยืนเท้าสะเอวหัวเราะร่าท้าฟ้าดินทั้งที่ตัวล่อนจ้อน ก็ทำให้คำพูดที่ดูไร้เหตุผลนั้น กลับดูมีพลังอำนาจกดดันขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ด้วยความมั่นหน้าในระดับที่มนุษย์เดินดินไม่อาจเทียบชั้น
ในขณะที่เซเวียร์กำลังวุ่นอยู่กับการกู้หน้า อริสาก็ขยับกายเข้าไปหาเซเลสอย่างรวดเร็ว สีหน้าของจีโอแมนเซอร์สาวเปลี่ยนจากความตกตะลึงเป็นความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
เธอไม่ได้สนใจกลิ่นอายมหาศาลที่แผ่ออกมาจากลูกแก้ว แต่กลับจ้องมองความอ่อนล้าที่เริ่มกัดกินใบหน้าของเพื่อนร่วมอดีต
“สตาร์…ร่างกายของเจ้าสั่นไปหมดแล้ว” อริสาพึมพำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เธอขยับเข้าไปใกล้ร่างที่ไร้อาภรณ์ของเซเลส พลางกางแขนออกเล็กน้อยเพื่อเตรียมประคองหากอีกฝ่ายทรุดลง
ส่วนบลัดดี้นั้น เมื่อเห็นว่าบรรยากาศมาคุของการต่อสู้สลายไป เธอก็เลิกสนใจวอร์ล็อกสาวและลูกแก้วประหลาดนั่นทันที ปีศาจสาวผมสีพีชแค่นจมูกอย่างขัดใจ
“เหอะ!! จะเป็นของวิเศษหรือเศษขยะ ข้าก็ไม่สนทั้งนั้นแหละ!!”
บลัดดี้บ่นอุบอิบ พลางก้มลงอุ้มเจ้าหน้าบี้ที่ยังคงทำหน้ายับย่นขึ้นมาไว้ในอ้อมอก แล้วเบอร์เซิร์กเกอร์สาวก็เดินเตาะแตะฝ่าซากไม้และเศษอิฐ มุ่งหน้าไปทางครัวที่พังยับเยินอย่างไม่แคร์สายตาใคร
เซเลสทรุดกายลงนั่งกับพื้นไม้ที่ยังหลงเหลือท่ามกลางซากปรักหักพัง สองมือกุมลูกแก้วแห่งอำนาจไว้แนบทรวงอกที่ยังคงขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่โรยแรง
เธอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะเริ่มเปิดปากเล่าความจริงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากวอร์ล็อกสาวผู้เย็นชา
“ตระกูลของข้า…พิทักษ์สิ่งนี้มานานจนนับรุ่นไม่ถ้วน มันคือมรดกที่ส่งต่อมาถึงข้า” เธอเอ่ยด้วยเสียงสั่นพร่า
สาวผมสีขาวนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาฉายความเจ็บปวดเมื่อนึกถึงอดีตที่เคยเชื่อว่าตนเองโชคดี
“ที่มหาสังฆราชรับข้าเป็นบุตรบุญธรรม…ข้าเคยหลงกราบไหว้ในความเมตตาของเขา แต่ความจริงมันช่างโสมม เขารู้เรื่องลูกแก้วนี้มาตลอด และเชื่อตำนานน้ำเน่าที่ว่าใครครอบครองครบทั้งหกลูก จะมีอำนาจสยบโลกได้”
“หึ!! พวกมนุษย์หน้าโง่…”
เซเวียร์ที่ยืนล่อนจ้อนเท้าสะเอวอยู่ไม่ไกล พ่นลมหายใจออกจมูกอย่างเหยียดหยัน
“คิดยึดครองโลกรึ? แค่ยืนจ้องตาข้าไม่ให้ฉี่ราดก่อนครบนาที พวกมันยังทำไม่ได้เลยมั้ง!!”
เซเลสไม่ได้สนใจคำขัดจังหวะของแวมไพร์จองหอง เธอเล่าต่อถึงแผนการที่ใหญ่กว่านั้น
“เมื่อหัตถ์ราชาล่วงรู้ความลับนี้ คำสั่งตามล่าลูกแก้วจึงเริ่มขึ้น พวกเขาอ้างความชอบธรรมในการรวบรวมพลังเพื่อทำสงครามกับพวกออร์ค ก็อบลิน และโทรลล์ ที่กำลังรุกราน…ทั้งที่ความจริง ไม่มีใครเคยเห็นแม้แต่เงาของลูกแก้วด้วยซ้ำ”
เธอกระชับลูกแก้วในมือแน่นขึ้น จนเส้นเลือดบนหลังมือปูดโปน
“พวกเขามองมันเป็นแค่ก้อนพลังงานสำหรับทำลายล้าง แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าราคาที่ต้องจ่ายให้กับมันคืออะไร”
เซเลสกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง พลางเหลือบมองลูกแก้วในมือ
“มวลมานาที่อัดแน่นอยู่ในลูกแก้วแต่ละลูกนั้น เข้มข้นดุจดาริกาที่กำลังระเบิดออก เกินกว่าที่ร่างกายของมนุษย์หรือเผ่าพันธุ์ใดจะทนทานได้ เพียงแค่พยายามจะผูกพันธนาการกับมัน วิญญาณก็แทบจะถูกบดขยี้ให้แหลกสลาย…”
เธอกวาดสายตาที่เริ่มพร่ามัวมองไปยังอริสาและเซเวียร์ที่ยืนล่อนจ้อนอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนจะเอ่ยถึงความลับที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
“และที่สำคัญที่สุด…ตำนานเรื่องการรวบรวมลูกแก้วทั้งหกน่ะมันคือเรื่องเพ้อเจ้อ เพื่อหาเรื่องฆ่ากันตายชัดๆ เพราะในความเป็นจริง ไม่มีใครสามารถถือครองลูกแก้วพร้อมกันสองลูกได้!!”
ทันทีที่ได้ยินคำเตือนอันน่าพรั่นพรึง ทั้งเซเวียร์และอริสาต่างตกอยู่ในห้วงแห่งความสับสนอย่างไม่อาจเลี่ยง
“พลังมานาที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจะทำปฏิกิริยาปะทะกันภายในร่าง จนเกิดกระแสพลังงานที่บ้าคลั่งไหลบ่าเข้าแผดเผาทุกอณูขุมขน มันจะฉีกกระชากเส้นเลือดและกล้ามเนื้อให้ปริแตกออก ก่อนที่ร่างของผู้ครอบครองจะทนรับแรงดันไม่ไหวและถูกกัดกร่อนจนสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปอย่างน่าสยดสยอง”
เธอหยุดหอบหายใจ ทรวงอกอวบอิ่มที่เปลือยเปล่าสะท้อนขึ้นลงรัวเร็วตามแรงอารมณ์และความเจ็บปวดที่กัดกินจากภายใน
“เมื่อราชสำนักโซลาราเริ่มเคลื่อนไหว ข้าจึงไม่มีทางเลือก…ข้าต้องนำมรดกต้องสาปที่ตระกูลข้าเฝ้ารักษา หนีออกมาให้ไกลที่สุด ข้าไม่อาจยอมให้พวกกระหายอำนาจ เปลี่ยนมันให้กลายเป็นเครื่องมือสังหารหมู่ที่จะล้างบางโลก”
อริสาขยับยิ้มละไมพลางเอียงคอเล็กน้อย แววตาคู่สวยสีมรกตจ้องมองเพื่อนเก่าด้วยความเห็นอกเห็นใจทว่าน้ำเสียงกลับแฝงความซุกซนตามสไตล์ของเธอ
“สตาร์…เจ้าเนี่ยนะ ชอบทำอะไรเกินตัวอยู่เรื่อยเลย”
อริสากล่าวพลางทอดถอนใจสั้นๆ ท่าทางดูเหมือนจะดุแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอาทร
เซเลสเค่นเสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งผากเหมือนใบไม้ที่ถูกบดขยี้ เธอเงยหน้าที่บัดนี้ซีดเผือดลงเรื่อยๆ มองดูเพื่อนเก่าด้วยสายตาที่เริ่มพร่าเลือน
“มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว อริสา…ร่างวอร์ล็อกที่เจ้าเห็นเมื่อครู่ แท้จริงแล้วมันไม่ใช่พลังของข้าเลยแม้แต่นิดเดียว”
เธอกระชับมือที่โอบกอดลูกแก้วแห่งอำนาจไว้แน่นขึ้น แม้มันจะเริ่มจางแสงลงและเตรียมจะสลายหายไปสู่มิติเร้นลับอีกครั้ง
“ข้าทำได้เพียง ‘หยิบยืม’ เศษเสี้ยวพลังจากมรดกต้องสาปชิ้นนี้มาใช้ แต่มันไม่มีสิ่งใดในโลกที่ได้มาเปล่าๆ”
เซเลสหอบหายใจหนักขึ้น จนร่างที่เปลือยเปล่าสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ผิวพรรณที่เคยนวลเนียนบัดนี้ดูเปราะบางราวกับเศษแก้วที่กำลังจะร้าว
“ทุกครั้งที่ข้าเรียกใช้พลังของมัน…ข้าสัมผัสได้ว่าวิญญาณของข้าถูกดึงให้ขยับเข้าใกล้ขุมนรกมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกการแปลงร่างคือการเดินเข้าหาความตายทีละก้าว…โดยที่ข้าไม่อาจถอยหลังกลับได้อีกแล้ว”
เมื่อสิ้นกระแสเสียงที่สั่นเครือ หยาดเหงื่อเม็ดสุดท้ายซึมผ่านผิวพรรณที่ซีดเซียวราวกับกระดาษขาว ร่างเปลือยเปล่าของวอร์ล็อกสาวโอนเอนไร้การทรงตัว ก่อนจะทรุดฮวบลงมาอย่างหมดแรงราวกับตุ๊กตาที่ถูกตัดสายป่าน
ไอพลังลึกลับที่เคยแผ่ออกมาปกคลุมร่างกายมลายหายไปในพริบตา หลงเหลือเพียงร่างที่ดูบอบบางจนน่าใจหาย ราวกับว่าเพียงแค่ลมพัดเบาๆ ก็อาจทำให้เธอแตกสลายได้ทุกเมื่อ
ทว่าก่อนที่เรือนร่างอันงดงามนั้นจะกระแทกเข้ากับซากไม้ที่แหลกเหลว เซเวียร์ที่ยังอยู่ในร่างเปลือยเปล่าล่อนจ้อนก็พุ่งทะยานดุจเงาอสูรที่ตัดผ่านห้วงเวลา เข้าไปประชิดตัวด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัดของสายตามนุษย์
เขายื่นวงแขนอันกำยำออกไปช้อนรับร่างของเธอไว้ได้ทันท่วงที แววตาสีโลหิตที่เคยฉายแววซุกซนขี้เล่น บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความกระหายในเรือนร่างอันเย้ายวนอย่างปิดไม่มิด
เขากระชับอ้อมแขนรัดรึงร่างที่อ่อนแรงของเซเลส ให้แนบชิดกับแผงอกเปลือยของตนจนไร้ช่องว่าง ราวกับกำลังประคองเหยื่ออันโอชะที่เขาตั้งใจจะตีตราจองและลิ้มลองทุกตารางนิ้วในค่ำคืนนี้
“หึ…แค่กลิ่นกายสาวที่โชยมาแตะจมูกข้า มันก็ฟ้องชัดแล้วว่าเจ้าจะต้องเป็นเหยื่อรสเลิศ เกินกว่าที่ข้าจินตนาการไว้แน่นอน”
เซเวียร์พึมพำชิดใบหูของหญิงสาวที่ไม่ได้สติ…แสยะยิ้มกว้างอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าในทุกด้าน เขาปรายตามองอริสาที่ยืนดูอยู่ด้วยแววตาของผู้ชนะ
“เอาล่ะ อริสา…ภารกิจของเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว กลับไปซะ”
เมื่อสิ้นเสียงสั่งการ นัยน์ตาสีเพลิงคู่เดิมก็แปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดที่ฉาบด้วยตัณหา เขาจ้องมองและใช้สายตาแทะโลมเรือนร่างขาวซีดราวกระเบื้องเคลือบในอ้อมแขนอย่างหิวโหย
“เดี๋ยวก่อนสิ เซเวียร์…”
อริสาแย้งขึ้นพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าฉายแววกังวลอย่างชัดเจน
“สตาร์เป็นเพื่อนเก่าของข้านะ ร่างกายนางอ่อนแอจนแทบจะแหลกสลายขนาดนี้ ให้ข้าอยู่ช่วยดูแลนางก่อนไม่ดีกว่าเหรอ?”
“ไม่จำเป็น!!”
แวมไพร์หนุ่มสวนกลับทันควัน แสยะยิ้มที่ดูอันตรายและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
“คืนนี้ข้าจะ ‘ดูแล’ นางด้วยตัวเอง…รับรองว่านางจะได้พักผ่อนอย่าง ‘เต็มอิ่ม’ ในแบบที่เจ้าไม่มีวันทำได้แน่นอน!!”
ใบหน้าของจีโอแมนเซอร์สาวพลันแดงซ่านขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงความหมายแฝงของคำว่า ‘ดูแล’ ในแบบฉบับของราชาแวมไพร์ที่ยืนล่อนจ้อนอยู่ตรงหน้า
และโดยไม่รอให้อริสาได้เอ่ยทักท้วงอีก เซเวียร์ก็สะบัดมือวาดนิ้วกลางอากาศอย่างรวดเร็ว เรียกวงเวทอัญเชิญย้อนกลับสีม่วงเข้มขึ้นมาใต้เท้าของหญิงสาวผมน้ำตาลหม่นทันที
“กลับไปได้แล้ว…ข้ามี ‘งานด่วน’ ที่ต้องสะสางกับแม่สาววอร์ล็อกคนนี้อีกยาว!!”
สิ้นกระแสเสียงโอหัง แสงสว่างวาบก็พุ่งขึ้นโอบล้อมร่างในชุดบิกินีของอริสา ก่อนที่เธอจะเลือนหายไปจากซากร้านเหล้าในพริบตา ทิ้งให้ราชาแวมไพร์ผู้ยืนเปลือยเปล่าล่อนจ้อนอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัดกับเหยื่อสาวที่ไร้อาภรณ์เพียงลำพัง
แวมไพร์หนุ่มจ้องมองเรือนร่างสั่นเทาด้วยนัยน์ตาวาวโรจน์ เขาพานางกึ่งประคองกึ่งบังคับร่างที่แทบไร้สติของวอร์ล็อกสาว ให้ไปยืนพิงกับเสาหินที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง
“ข้าจะดูแลเจ้าพร้อมกับจ่ายค่าอาหารคืนให้ ด้วยการทำให้เจ้ามีความสุข จากหยาดเหงื่อและเสียงครางไปตลอดทั้งคืนนี้เอง”
เซเวียร์จับมือเรียวบางที่สั่นระริกของเซเลส ให้โอบกอดเสาหินที่เย็นเฉียบเอาไว้เพื่อพยุงร่างกายที่แทบจะยืนไม่ไหว ก่อนที่ร่างอันกำยำที่ไร้อาภรณ์ของเขาจะทาบทับรุกรานเข้าหาจากเบื้องหลังอย่างดิบเถื่อน
ความร้อนผ่าวจากผิวกายของราชันแวมไพร์ที่สัมผัสกับแผ่นหลังซีดเซียวของหญิงสาว ทำเอาศัตรูที่เพิ่งสิ้นฤทธิ์สะดุ้งสุดตัวด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันจนแยกไม่ออก
ทันทีที่การ ‘สะสาง’ เริ่มต้นขึ้นอย่างหนักหน่วง คลื่นความเสียวซ่านมหาศาลก็โถมเข้าใส่ร่างที่อ่อนปรกของวอร์ล็อกสาวดุจพายุร้าย
แรงอารมณ์ที่กระแทกกระทั้นจากด้านหลัง ทำให้เรือนร่างที่เคยทรงอำนาจสั่นสะท้านไปทั้งตัว จนเกือบจะหลุดจากเสาหิน ทว่าวงแขนแกร่งกลับรัดตรึงนางไว้แน่นหนาไม่ยอมให้หนีไปไหน
“อืมมม~” เสียงครางแผ่วเบาที่สั่นเครือ เริ่มดังลอดออกมาจากริมฝีปากบางของเซเลสอย่างไม่อาจกลั้น
มันไม่ใช่เสียงแห่งความทรมาน แต่เป็นเสียงแห่งการยอมจำนนต่อความกระสันที่ถูกปลุกเร้าจนถึงขีดสุดท่ามกลางซากปรักหักพังที่มืดมิด
มีเพียงแสงจันทร์เลือนลางที่สาดส่องลงมาอาบไล้แผ่นหลังของทั้งคู่ ในค่ำคืนที่ตำนานกำลังถูกตีตราจองด้วยราคะอันแสนเย้ายวน
“หึ…ความงดงามระดับนี้ จะให้ข้าเชยชมเพียงผู้เดียวมันก็น่าเสียดายเกินไปหน่อยนะ…จงให้พวกมดปลวกที่แอบซ่อนอยู่นั่น ได้เห็นเป็นขวัญตาเสียเถอะว่า ‘ของสะสม’ ชิ้นใหม่ของข้านั้นวิเศษเพียงใด!!”
มือหนาของราชาแวมไพร์เลื่อนลงไปคว้าข้อเท้าซ้ายของวอร์ล็อกสาวอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะออกแรงยกมันขึ้นพาดบ่าแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของตนอย่างง่ายดาย
การกระทำอันแสนเอาแต่ใจนี้ บังคับให้ร่างอ่อนระทวยต้องเอียงตะแคงไปตามแรงดึง ส่งผลให้บุปผาลับที่ฉ่ำชื้นถูกเปิดเผยออกมาท้าทายสายตา และเปิดรับการรุกรานในมุมที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
แม้ซากร้านเหล้าจะดูเงียบสงัดในระยะประชิด แต่ในเงามืดรอบด้านที่ห่างออกไป กลับมีสายตาหลายคู่ของชาวบ้านบางส่วน ที่ยังคงแอบซ่อนตัวด้วยความหวาดกลัวปนใคร่รู้ จ้องมองฉากร่วมรักอันดิบเถื่อนอยู่อย่างไม่วางตา
ความรู้สึกอับอายอย่างยิ่งยวดที่ถูกตีแผ่เรือนร่างอันเปลือยเปล่า ต่อหน้าธารกำนัลแล่นพล่านไปทั่วอกของเซเลสจนใบหน้าที่ซีดเซียวกลับร้อนผ่าวขึ้นมา
ทว่า…ในความอัปยศอดสูนั้น กลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่เร่าร้อนและวูบวาบยิ่งกว่าเดิม ผุดขึ้นมาในห้วงลึกของจิตใจอย่างน่าตกใจ
ความตื่นเต้นจากการถูกจ้องมอง ผสมปนเปกับความเสียวซ่านที่ได้รับ ทำให้สติของเธอพร่าเลือนยิ่งกว่าเก่า ริมฝีปากบางที่สั่นระริก พยายามขยับเอ่ยคำร้องขอที่ขัดแย้งกับความต้องการของร่างกาย
“มะ…ไม่…ไม่เอาแบบนี้…!!”
แต่น้ำเสียงที่หลุดลอดออกมากลับแผ่วเบาและขาดห้วงราวกับคนใกล้หมดลม จนฟังดูเหมือนเสียงครางกระเส่าที่เชื้อเชิญให้เขาบดขยี้ลงมาให้หนักหน่วงและลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมเสียมากกว่า
ท่วงทำนองแห่งกามารมณ์ที่ดิบเถื่อนยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ราชันแวมไพร์ผู้หิวกระหายหาได้ใส่ใจต่อคำทัดทานที่อ่อนระโหยโรยแรงนั้นไม่
เขายังคงโหมกระแทกกระทั้นเข้าหาอย่างหนักหน่วงและบ้าคลั่ง ท่วงทำนองที่ดุดันทำให้เสาหินที่เซเลสยึดเหนี่ยวไว้ถึงกับสั่นสะเทือนตามแรงอารมณ์
มือหนาที่หยาบกร้านเอื้อมมาบีบเค้นขยำขยี้ทรวงอกอวบอิ่มที่ใหญ่โตล้นมืออย่างเพลิดเพลิน แรงบีบที่รุนแรงทำให้เนื้อนวลนุ่มปลิ้นล้นตามง่ามนิ้วของเขาอย่างน่าหวาดเสียว
ในขณะที่เซเวียร์เริ่มเร่งจังหวะจนถึงขีดสุด พละกำลังมหาศาลมุ่งหมายจะปลดปล่อยหยาดธารแห่งชัยชนะเข้าไปในร่างของเหยื่อสาวให้สมใจอยาก ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะถึงฝั่งฝันนั่นเอง…
พรวด…!!
ร่างที่เคยอ่อนระทวยกลับกระตุกเกร็งอย่างรุนแรงจนหลังแอ่นโค้ง ดวงตาเบิกโพลงพร่าเลือนด้วยความซ่านสยิวที่พุ่งทะลุขีดจำกัด กระแสความใคร่ที่ถูกปลุกเร้าจนถึงจุดเดือดส่งผลให้กล้ามเนื้อภายในบีบรัดรุนแรง
ซ่า…!!
ก่อนที่หยาดน้ำใสแห่งความสุขสมจะพุ่งสวนทะลักออกมาจากจุดลี้ลับอย่างมหาศาล แรงดันที่พรั่งพรูนั้นรุนแรงและรวดเร็วราวกับเขื่อนที่ทลายลงมาชั่วพริบตา
มันฉีดพุ่งอาบชโลมท่อนขาและหน้าท้องอันกำยำของราชันแวมไพร์จนเปียกโชก สวนทางกับแรงกระแทกที่เขาส่งเข้าไป…เป็นเครื่องยืนยันถึงความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของกุหลาบงามผู้มีหนามแหลมคม