ยอดยุทธ์ท้าชะตา พิชิตยุทธภพ

    บทที่ 38 นี่มันไม่ใช่การไม่ไว้หน้าเขาหรอกหรือ?

    บทที่ 38 นี่มันไม่ใช่การไม่ไว้หน้าเขาหรอกหรือ?


    ณ มุมเล็ก ๆ ที่ไม่สะดุดตาของสำนักไท่เสวีย ภายในลานเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ท่านผู้อาวุโสแห่งกฎหมายเดินเข้ามา พร้อมกับคำนับแล้วกล่าวว่า “ท่านขงจื๊อ เขากลับไปแล้วขอรับ”


    “ไม่ได้ตอบตกลงหรือ?” ภายในลานเล็ก ชายชราเอ่ยปากถามพลางยิ้มน้อย ๆ


    “เขาบอกว่าต้องขอพิจารณาดูก่อน” ผู้อาวุโสแห่งกฎหมายตอบ


    “อืม” ชายชราพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าเองก็คิดว่าเขาคงไม่ตอบตกลงเร็วขนาดนั้น ปล่อยเขาไปเถิด เมื่อถึงเวลา เขาจะตอบตกลงเอง”


    “ขอรับ!” ผู้อาวุโสแห่งกฎหมายตอบรับอย่างนอบน้อม


    “จริงสิ…” ในลานเล็ก ชายชราครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ศิษย์ของเจ้าเคร่งครัดมากจนเกินไป ให้เขาสนิทสนมกับทายาทของตระกูลหลี่มากขึ้นเถิด”


    เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของผู้อาวุโสแห่งกฎหมายก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็อดทนไว้ แล้วค้อมคำนับอีกครั้งอย่างนอบน้อม ก่อนจะตอบว่า “ขอรับ!”


    “กลับไปทำงานของเจ้าเถิด” ชายชรากล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม

    ผู้อาวุโสแห่งกฎหมายพยักหน้า แล้วหมุนตัวจากไปทันที


    …


    ครึ่งวันต่อมา ภายในสำนักไท่เสวี่ย นักปราชญ์หนุ่มในชุดขาวคนหนึ่งเดินออกมาจากสำนัก จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าเดินตรงไปยังจวนหลี่ทันที


    ณ จวนหลี่ หลังจากฝึกกระบี่เสร็จ หลี่จื่อเย่กำลังนั่งดื่มชาพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งภาพนี้หาได้ยากยิ่งนัก

    ทว่าเมื่อได้ฟังคำพูดของนักปราชญ์หนุ่มชุดขาวตรงหน้า น้ำชาในปากก็พ่นออกมา


    “แค่ก! แค่ก! แค่ก!”


    หลี่จื่อเย่เช็ดน้ำชาที่มุมปาก แล้วถามด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อว่า “เจ้าจะพักอาศัยที่นี่ ผู้อาวุโสแห่งกฎหมายส่งเจ้ามาหรือ?”


    “อืม”


    ไป๋หวั่งอวี้คำนับแล้วกล่าวอย่างจริงจัง “ข้าหวังว่าท่านพี่หลี่จะรับข้าไว้ มิเช่นนั้น เมื่อข้ากลับไป ข้าจะไม่สามารถชี้แจงต่อท่านอาจารย์ได้”


    “การให้เจ้าพักอาศัยนั้นก็ไม่เป็นไร แต่ว่า…”


    หลี่จื่อเย่กลอกตาไปมา หันไปมองหงจู่ที่อยู่ด้านหลังแล้วกระซิบว่า “คนผู้นี้เก่งกาจหรือ?”

    “ไม่ใช่แค่เก่งกาจธรรมดา…” หงจู่ตอบเสียงเบาเช่นกัน “ไป๋หวั่งอวี้ผู้นี้เป็นศิษย์เอกของฝ่ายนักปราชญ์ เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของเหล่าศิษย์ทั้งหมดในสำนักไท่เสวีย ว่ากันว่าวรยุทธ์ของเขาถึงขั้นสูงสุดของขอบเขตที่สองแล้ว อีกไม่นานก็จะเปิดจุดเทพซ่อนที่สามได้”


    “โอ้โห! เก่งขนาดนี้เลยหรือ?!” หลี่จื่อเย่ตกใจ คนเรานี่เปรียบเทียบกันแล้วน่าอิจฉาจริง ๆ ในขณะที่เขายังดิ้นรนอยู่ในช่วงต้นของขอบเขตแรก คนอื่นกำลังจะบุกเข้าสู่ขอบเขตที่สามแล้ว


    “จะไม่มีกลอุบายอะไรหรือ?” หลี่จื่อเย่ถามอย่างไม่วางใจ


    “คงจะไม่มีหรอก” หงจู่กล่าวเสียงเบาว่า “ความเคร่งครัดของไป๋หวั่งอวี้นั้นเลื่องชื่อ หากผู้อาวุโสแห่งกฎหมายมีจุดประสงค์อื่น ก็คงไม่ส่งคนผู้นี้มา ข้าว่ารับเขาไว้ก่อนเถิด เรื่องอื่น ๆ ค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้จวนหลี่กำลังต้องการคน หากเก็บไป๋หวั่งอวี้ไว้ พวกเราก็เท่ากับได้นักยุทธ์เพิ่มอีกคนไม่ใช่หรือ อีกทั้งเขายังมีฐานะสูงส่ง ต่อไปหากผู้ใดคิดมาก่อกวนจวนหลี่ก็ต้องคิดให้ดีเสียก่อน”


    “มีเหตุผล!” หลี่จื่อเย่ชูนิ้วโป้งขึ้น จากนั้นก็กระแอมเบา ๆ นั่งตัวตรงมองไปยังชายหนุ่มชุดขาวตรงหน้า แล้วกล่าวว่า “รับเจ้าไว้ก็ได้ แต่จวนหลี่มีกฎของจวนหลี่ หากเจ้าจะพักอาศัยที่นี่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของจวนหลี่ของข้า”


    “ข้ายินดีทำตามที่ท่านพี่หลี่สั่งทุกอย่าง” ไป๋หวั่งอวี้ตอบอย่างจริงจัง


    “เข้าใจง่ายดี” หลี่จื่อเย่พอใจมาก ตอนนี้เขาขาดแค่นักยุทธ์ที่เก่งกาจและว่านอนสอนง่ายเช่นนี้


    ในที่สุดสวรรค์ก็นึกถึงบุตรชายคนนี้ของพระองค์ จัดสรรผลประโยชน์มาให้เขาบ้างแล้ว


    “ไปเถิด ข้าจะพาเจ้าไปยังห้องของเจ้า” หลี่จื่อเย่ลุกขึ้นพาไป๋หวั่งอวี้ไปจัดการเรื่องที่พักด้วยตนเอง


    “ขอบคุณท่านพี่หลี่” ไป๋หวั่งอวี้ตอบรับอย่างนอบน้อม แล้วก้าวเดินตามไป


    ทางตะวันตก หลี่จื่อเย่พาไป๋หวั่งอวี้เดินมา ระหว่างทางก็ไม่ลืมที่จะพูดคุยเรื่องเงื่อนไขต่อ เขากล่าวว่า “ท่านไป๋ ช่วงนี้ข้าฝึกกระบี่อยู่ และขาดคู่ต่อสู้ เจ้าคิดว่าหากมีโอกาสจะลองประลองกันสักตั้งได้หรือไม่?”


    “หากท่านพี่หลี่ต้องการประลอง ข้าย่อมยินดีรับใช้อย่างสุดความสามารถ” ไป๋หวั่งอวี้ตอบ


    “อืม... ก็ไม่จำเป็นต้องใช้สุดความสามารถหรอก” หลี่จื่อเย่พูดอย่างเก้อเขิน “แค่ประลองกันเล่น ๆ เท่านั้น ลดวรยุทธ์ลงมาอยู่ในระดับที่หนึ่งก็พอ เพื่อไม่ให้บาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย เจ้าว่าดีหรือไม่?”


    “ท่านพี่หลี่พูดถูกต้องแล้ว” ไป๋หวั่งอวี้พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง


    “ฮ่าๆๆ” มองดูศิษย์พี่ใหญ่สำนักไท่เสวียที่บริสุทธิ์ราวกับดอกไม้สีขาวตรงหน้า หลี่จื่อเย่หัวเราะอย่างเก้อเขิน ในใจพลันรู้สึกผิดเป็นครั้งแรก

    เขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนหมาป่าตัวใหญ่ที่กำลังหลอกลวงหนูน้อยหมวกแดงอย่างไรอย่างนั้น

    …


    แสงแรกของวันใหม่เพิ่งสาดส่อง ท้องฟ้ายังคงฉาบไล่แสงสีอันอ่อนละมุน หลี่จื่อเย่ก็รีบตรงดิ่งมายังเรือนตะวันตกด้วยความกระตือรือร้น เป้าหมายของเขาในวันนี้คือ การประลองฝีมือกับไป๋หวั่งอวี้!


    ผลลัพธ์น่ะหรือ...


    ไม่เอ่ยถึงก็ย่อมได้


    “วิชาเซียนเหินเวหาที่ท่านพี่หลี่ใช้เมื่อครู่นี้ เป็นวิชาที่ยากที่สุดในใต้หล้า ข้าได้ยินมาว่าท่านพี่หลี่ฝึกวิชานี้เพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน แค่หนึ่งเดือนก็มีความสามารถถึงเพียงนี้ แม้แต่ใช้วิชานี้เพียงอย่างเดียวก็สู้กับข้าได้ถึงสามกระบวนท่า ช่างเป็นอัจฉริยะที่สวรรค์ประทานมาจริง ๆ” ไป๋หวั่งอวี้ยังคงพูดอย่างจริงจัง


    “...” หลี่จื่อเย่นั่งอยู่บนพื้นด้วยใบหน้าชุ่มเหงื่อ รู้สึกอยากจะร้องไห้


    หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าไป๋หวั่งอวี้มีท่าทีจริงใจ เขาคงสงสัยว่าคนผู้นี้กำลังเยาะเย้ยเขาอย่างอ้อมค้อมอยู่เป็นแน่!


    สามกระบวนท่าแต่อีกฝ่ายนั้นยังอยู่ในสภาพที่ข่มพลังทั้งหมดของตนเองเอาไว้ด้วย


    สวรรค์! ท่านยังจะให้ข้ามีชีวิตอยู่รึ!


    “น้องสาม ถึงเวลาต้องไปแล้ว”


    ในตอนนั้นหลี่โย่วเวยเดินมาที่หน้าเรือนตะวันตกเพื่อเตือนเขาพอดี


    หลี่จื่อเย่ได้ยินคำพูดนั้น จึงลุกขึ้นทันที เกือบจะลืมธุระสำคัญไปเสียแล้ว


    หลังจากเดินไปสองก้าว หลี่จื่อเย่ก็หยุดลง มองไปที่หนูน้อยหมวกแดงที่อยู่ด้านหลัง ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มเหมือนหมาป่าใหญ่แล้วพูดว่า    “ท่านไป๋ ไปด้วยกันไหม?”


    ไป๋หวั่งอวี้ได้ยินดังนั้น จึงพยักหน้าเบา ๆ โดยไม่ถามว่าจะไปที่ไหน


    …


    สมาคมการค้า สวนดอกซิ่ง


    สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดเอื่อยเฉื่อยโชยอวล ใบไม้ของเหล่าดอกซิ่งในสวนต่างพากันแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม งดงามจับตาเกินกว่าคำใดจะพรรณนา


    ณ ใจกลางสวน ตัวแทนแห่งสามตระกูลใหญ่ต่างมาชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียง ติดตามมาด้วยเหล่าบุตรหลานที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น ต่างปรารถนาจะซึมซับประสบการณ์อันล้ำค่า ณ ที่แห่งนี้


    ตระกูลฉางซุน สมาคมการค้า และเฉียนจวงตระกูลอวิ่น คือสามตระกูลผู้ยิ่งใหญ่ที่ครอบครองทรัพย์สมบัติมหาศาลเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวง ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังของพวกเขายังเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าตกตะลึงที่ผู้ใดต่างก็ไม่อาจคาดเดา


    โดยเฉพาะตระกูลฉางซุน เบื้องหลังคือสายตรงของฮองเฮาแห่งราชวงศ์ ต้าซาง อำนาจและอิทธิพลมหาศาล ด้วยเหตุนี้แม้ตระกูลฉางซุนจะเริ่มต้นธุรกิจช้าที่สุด แต่กลับพัฒนาเร็วที่สุด


    ส่วนสมาคมการค้าและเฉียนจวงตระกูลอวิ่นก็มีการสนับสนุนจากอำนาจในราชสำนักเช่นกัน ทำให้ไม่มีใครกล้าดูแคลน


    วันนี้ทั้งสามตระกูลมาพร้อมกัน เพื่อร่วมกันตัดสินใจเรื่องการแบ่งเขตการค้าในเมืองหลวง


    “ตัวแทนตระกูลหลี่มาถึงแล้ว”


    ในขณะนั้นเสียงประกาศดังขึ้น ทำให้งานเลี้ยงที่คึกคักเงียบลงทันที


    ทุกคนมองไปทางนอกสวน


    สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปยังร่างสามร่างที่ปรากฏกายขึ้น นำโดยชายหนุ่มรูปงามในชุดผ้าไหมลายเมฆ ใบหน้าคมคายราวกับหยกชั้นดี  ท่วงท่าสง่างามดุจเทพเซียนผู้ถูกลงโทษให้มาจุติยังโลกมนุษย์ ช่างงดงามราวกับหยกสลักเสลา สมกับเป็นคุณชายรูปงามผู้เลอโฉมหาผู้ใดเทียบ  


    “ทายาทตระกูลหลี่!”


    เมื่อเห็นชายหนุ่มที่อยู่ด้านหน้า ตัวแทนของทั้งสามฝ่ายก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมา


    ทายาทตระกูลหลี่ผู้นี้ช่างเป็นคนมีความสามารถและหล่อเหลาสมคำร่ำลือจริง ๆ สมแล้วที่เซียนกระบี่เหมยฮวายอมรับเขาเป็นศิษย์ 


    ในบรรดาตัวแทนจากสามตระกูล สตรีรุ่นเยาว์หลายคนเห็นรูปลักษณ์ของหลี่จื่อเย่ ดวงตาของพวกนางเป็นประกายวาววับ

    หลี่จื่อเย่กวาดตามองผู้คนรอบข้าง ในใจรู้สึกพอใจยิ่งนัก


    เช่นนี้สิถึงจะถูกต้อง ก่อนหน้านี้คนที่เขาพบล้วนแต่เป็นพวกตัวประหลาด มองเขาราวกับมองคนโง่เขลา


    อย่างไรก็ตาม ก่อนที่หลี่จื่อเย่จะได้ภาคภูมิใจไปมากกว่านี้ ตัวแทนทั้งสามตระกูลก็เห็นชายชุดขาวที่อยู่ด้านหลังหลี่จื่อเย่แล้ว สีหน้าของพวกเขาก็ตกตะลึง รีบลุกขึ้นต้อนรับทันที


    “ท่านไป๋ เหตุใดท่านจึงมาด้วยตนเองเล่า?”


    ตัวแทนทั้งสามตระกูลถามทักทายด้วยรอยยิ้มประจบ


    ไป๋หวั่งอวี้ผู้นี้เป็นศิษย์เอกแห่งสำนักไท่เสวีย มีสถานะสูงส่ง อนาคตมีโอกาสสูงที่เขาจะได้เป็นท่านขงจื๊อ


    “ไป๋หวั่งอวี้ เขาคือไป๋หวั่งอวี้”


    ในตอนนี้บรรดาสตรีรุ่นเยาว์ที่มากับสามตระกูลจำตัวตนของไป๋หวั่งอวี้ได้แล้ว ต่างพาได้เอ่ยด้วยความตื่นเต้นดีใจจนเสียกิริยา


    “...” หลี่จื่อเย่รู้สึกเสียใจมาก หากรู้แต่แรกก็คงไม่พาหลอดไฟดวงใหญ่นี้มาด้วย


    นี่มันไม่ใช่การไม่ไว้หน้าเขาหรอกหรือ?


    คล้ายกับเรื่องยอดยุทธ์ท้าชะตา พิชิตยุทธภพ ที่คุณอ่าน