ประตูเส้นทางโบราณ

    บทที่ 102 เอาชีวิตรอด (3)

    บทที่ 102 เอาชีวิตรอด (3)


       ‘ทำไมเธอถึงคิดว่าการกลัวความตายมันจะทำให้ฉันไม่สามารถเข้าสู่สภาวะนิ่งสงบสูงสุดได้ล่ะ?’ สายฝนถาม เขาไม่อาจยอมรับสิ่งที่ผีเสื้อเทพธิดาราตรีกล่าวได้ สำหรับเขาการกลัวตายมันเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เขามีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้


       ในตอนเด็ก เขาไม่มีอิสระ ไม่สามารถทำตามที่ตนเองต้องการได้ เขาต้องดีทุกๆอย่างเพื่อครอบครัว ถ้าไม่เก่งก็ต้องฝึกฝนให้เก่งแม้จะไร้พรสวรรค์ก็ตาม ฝึกฝน ฝึกฝน แล้วก็ฝึกฝน ฝึกเรื่อยๆจนกว่าจะเก่ง


       ทุกๆวันเต็มไปด้วยแรงกดดัน ชีวิตที่คล้ายกับว่าไม่ใช่ชีวิตของตัวเอง เขาเหมือนกับหุ่นยนต์ที่ต้องทำตามคำสั่งเจ้านายทุกอย่าง ไม่สามารถปฏิเสธได้ ชีวิตซึ่งเป็นแบบนั้นแทบไม่มีเด็กคนไหนสามารถทนไหว คงจะเป็นการกล่าวเกินจริงถ้าบอกว่าสายฝนทนไหว


       ตอนแรก สายฝนไม่อาจทนไหว เขาไม่มีความสุขกับชีวิต เขาอยากจะตาย หายไปตลอดกาล ไม่ต้องทนทุกข์ทรมาร น่าเสียดาย สายฝนไม่มีความกล้ามากพอ สุดท้ายแล้วถึงเขาจะทนไม่ไหวแต่สายฝนก็เลือกที่จะทนต่อไป เป็นอะไรที่น่าแปลก!


       สายฝนไม่เข้าใจเลยซักนิด คนบางคนสามารถยอมตายได้เพื่อ พ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง เพื่อน คนที่รัก เขาไม่เข้าใจว่าคนพวกนั้นทำไมถึงสามารถทำเช่นนั้นได้ เป็นตัวเขาคงไม่อาจทำได้ จะให้เขาทิ้งชีวิตตนเองเพื่อชีวิตคนอื่นหรือ? ไม่เคยมีความคิดนั้นอยู่ในหัวเขา!


       ผีเสื้อเทพธิดาราตรีไม่ได้โกรธที่สายฝนไม่ยอมรับ เธอตอบกลับเขาว่า ‘การกลัวตัวก็เป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง สภาวะสงบนิ่งสูงสุดจะต้องไม่มีอารมณ์หลงเหลือเลย ข้าเข้าใจ การทำให้ตัวเองไร้อารมณ์ มันน่าจะยากสำหรับมนุษย์ ขนาดเทพยังยากที่จะทำให้ตนเองไร้อารมณ์เลย’


       ผีเสื้อเทพธิดาราตรีกล่าวต่อ ไม่รอให้สายฝนได้พูดอะไรออกมา ‘สภาวะสงบนิ่งสูงสุดคงยากไปสำหรับเจ้าในตอนนี้ เอาเป็นว่าข้าจะสอนส่วนหนึ่งของเพลงดาบที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเองให้เจ้าก็แล้วกัน ดูจากสถานการณ์แล้ว ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเจ้าน่าจะหมดแรงก่อนจะชนะ’


       ‘เรียนรู้ตอนนี้เนี่ยนะ? เธอคิดว่าฉันเป็นคนมีพรสวรรค์? พรสวรรค์ด้านการต่อสู้ฉันอยู่ในระดับตํ่าสุดๆ’ เอ่ยเช่นนั้นภายในใจ ภายนอก กระตุ้นความสามารถของดาบเพลิงโลกันตร์ โจมตีใส่โครงกระดูกตรงหน้า

       ฉึก! ฉึก! ฉึก!


       ลูกธนูพลังงานถูกยิงใส่หลังสายฝนซํ้าๆ ทำให้ตอนนี้หลังสายฝนเริ่มเกิดบาดแผลและเลือดออก เวลานี้ไม่ใช่แค่โครงกระดูกอดีตนักดาบฝีมือดีเท่านั้นที่สายฝนต้องต่อสู้ ยังมีเหล่าโครงกระดูกตัวอื่นซึ่งถือดาบพลังงานมืดด้วย


       ‘ไม่ว่าพรสวรรค์ด้านการเจ้าจะตํ่าแค่ไหน เจ้าก็ต้องเรียนรู้เพลงดาบที่ข้าจะสอนให้เจ้าให้ได้ ไม่งั้นภายในครึ่งชั่วโมงเจ้าจะไม่มีทางรอดชีวิตออกไปจากที่นี่ได้แน่’ ผีเสื้อเทพธิดาราตรีกล่าวจบ เธอพลันส่งข้อมูลจำนวนมากเข้ามาในหัวสายฝน


       อ๊ากกกกกกก เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของสายฝนดังขึ้น


       ‘บัดซบ! บัดซบ! บัดซบ!’ เพราะข้อมูลจำนวนมากที่เขามาภายในหัว สายฝนจึงรู้สึกปวดหัวมาก ปวดหัวราวกับหัวกำลังจะระเบิด เวลาเดียวกัน สภาวะสงบนิ่งพลันหายไป ดาบพลังงานมืดจำนวนมากถูกฟันใส่ร่างกายเขา ลูกธนูหลายดอกปักกลางหลังสายฝน


       ในหนึ่งวินาทีเกิดบาดแผลจำนวนมากตามร่างกายสายฝน แม้เขาจะอยากป้องกันการโจมตีจากพวกโครงกระดูกแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจทำได้ ความเจ็บปวดได้ดึงความสนใจเขาไปหมด


       ‘ข้อมูลคงเยอะเกินไป’ ผีเสื้อเทพธิดาราตรีกล่าวด้วยนํ้าเสียงสงบนิ่ง เธอมองร่างสาวฝนที่เต็มไปด้วยเลือด ‘มนุษย์ช่างอ่อนแอจริงๆ เพียงแค่ส่งข้อมูลนิดเดียวเข้าไปในหัวก็เกือบตายแล้ว เพราะอ่อนแอแบบนี้ไง มนุษย์จึงไม่สามารถก้าวข้ามระดับเจ็ดได้’


       ผีเสื้อเทพธิดาราตรีใช้หนึ่งในพลังทั้งหมดของเธอ ปรากฏผีเสื้อสีดำทองหกตัวบินรอบร่างกายสายฝน ตอนนั้นเป็นจังหวะที่ดาบพลังงานมืดโจมตีใส่เขาพอดี ผีเสื้อดำทองตัวหนึ่งรีบบินไปหาดาบพลังงานซึ่งโจมตีเข้ามา ก่อนที่ดาบพลังงานจะถึงตัวผีเสื้อดำทองมันพลันถูกโล่สีทองโปร่งใสป้องกันเอาใว้


       ผีเสื้อดำทองทั้งหกบินวนรอบร่างกายสายฝน คอยปกป้องไม่ให้เขาตาย ผีเสื้อเทพธิดาราตรีไม่ปล่อยให้สายฝนเสียชีวิตตอนนี้


       สามวินาที... สี่สิบนาที… หกวินาที… สิบวินาที…


       วินาทีที่สิบเอ็ด สายฝนเริ่มหายปวดหัว เขารีบสำรวจร่างกายตนเองก่อนเป็นอย่างแรก เมื่อหลายวินาทีก่อน เขาโดนโครงกระดูกจำนวนมากโจมตี บาดแผลคงไม่ใช่น้อยๆแน่


       เมื่อสำรวจ สายฝนก็พบว่าร่างกายเขาเป็นอย่างที่คิดจริงๆ ตามร่างกายมีบาดแผลมากมาย บาดแผลแต่ละที่ดูแล้วน่ากลัวมาก โชคดี ส่วนหัวไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมายนัก ส่วนหัวมีบาดแผลเล็กๆ


       ถึงจะมีบาดแผลจำนวนมากตามร่างกายทว่าสายฝนก็ยังไม่ได้อยู่ในสภาพใกล้ตาย เมื่อไหร่ที่เขาใช้ความสามารถอักษรลี้ลับ“ทนทาน” ต่อให้เป็นการโจมตีของระดับสองก็ไม่อาจทำให้เขาตายได้ ไม่ต้องพูดถึงระดับหนึ่งพวกนี้เลย


       ตราบใดที่สายฝนยังคงใช้ความสามารถอักษรลี้ลับ“ทนทาน” พวกโครงกระดูกจะไม่มีทางทำให้เขาตายได้ ไม่ใช่อักษรลี้ลับ“สับสน”อย่างเดียวที่โครตโกง อักษรลี้ลับ“ทนทาน”ก็โคตรโกงไม่ต่างกัน


      หากใช้อักษรลี้ลับต่อสู้กับศัตรูที่มีความแข็งแกร่งต่างจากเขาไม่มากนัก สาบฝนแทบจะเป็นอมตะ แน่นอน หากความสามารถอักษรลี้ลับหยุดทำงานนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง


       ‘ผีเสื้อพวกนี้คอยปกป้องฉันใว้สินะ’ พบว่าไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส สายฝนก็หันไปสนใจผีเสื้อทั้งหกที่บินวนอยู่รอบตัวเขา ผีเสื้อพวกนี้คงจะถูกส่งมาโดยผีเสื้อเทพธิดาราตรี


       ‘ข้าให้เวลาเจ้าทำความเข้าใจเพลงดาบที่ข้าให้ไปครึ่งชั่วโมง ต่อจากนั้นข้าจะไม่ช่วยเหลือเจ้าอีก ชีวิตของเจ้าขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง ถ้าขนาดข้าช่วยแล้วเจ้ายังตาย นั่นก็แสดงว่าเจ้าอ่อนแอเกินไป ไม่มีความสามารถพอช่วยข้า’ ผีเสื้อเทพธิดาราตรีวกล่าว เรื่องที่เธอต้องการให้สายฝนช่วยเหลือนั้นอันตรายมาก หากพลาดแม้เพียงนิดเธออาจต้องตาย เทพธิดาราตรีจะไม่ยอมให้สายฝนช่วยเด็ดขาด หากเขาอ่อนแอเกินไป


       เป็นเพราะตอนนี้แบบทดสอบได้เปลี่ยนแปลงไป วงแหวนเลือดบนท้องฟ้าได้ทำให้แบบทดสอบยากขึ้น ดังนั้นผีเสื้อเทพธิดาราตรีจึงยอมช่วยเหลือเขา


       สิ้นสุดคำพูดผีเสื้อเทพธิดาราตรีไม่นาน ผีเสื้อดำทองที่บินวนรอบสายฝนก็เคลื่อนที่ไปยังบาดแผลของเขา เกิดแสงสว่างสีทองที่บาดแผล วินาทีถัดมา บาดแผลพลันค่อยๆฟื้นฟู สายฝนมองเหตุการณ์แล้วอดอยากเรียนรู้ทักษะรักษาไม่ได้ ทักษะรักษาน่าจะมีติดตัวใว้!


       เมื่อก่อนสายฝนคิดว่าทักษะรักษานั้นไม่จำเป็น เขาสามารถสร้างยาฟื้นฟูได้อยู่แล้ว จะมีทักษะรักษาไปทำไม? เพื่ออะไร? แต่ตอนนี้ความคิดสายฝนเปลี่ยนไป การมีทักษะรักษาติดตัวก็ไม่แย่เท่าไหร่นัก ทักษะรักษาไม่ต้องใช้วัตถุดิบในการใช้งาน ใช้แค่พลังตนเองเท่านั้น ยารักษาน่ะแตกต่าง จำเป็นต้องใช้วัตถุเพื่อสร้างขึ้น งบในการสร้างไม่ใช่น้อยๆ


       ถ้าถามว่าระหว่างทักษะรักษากับยารักษาสิ่งไหนดีกว่ากัน คงต้องตอบว่าทั้งคู่มีทั้งข้อดีข้อเสีย สิ่งไหนดีสิ่งไหนไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์


       ‘ครึ่งชั่วโมงเหรอ? ฉันจะฝึกฝนเพลงดาบของราตรีทันมั้ยเนี่ย?’ ตามร่างกายเหลือแค่บาดแผลเล็กๆ บาดแผลใหญ่ๆถูกรักษาจนหายดีเรียบร้อยแล้ว ตามที่กล่าวไป สายฝนตัดสินใจเริ่มฝึกฝนเพลงดาบที่ได้รับจากผีเสื้อเทพธิดาราตรี


    ---


    จบบทที่ 102 เอาชีวิตรอด (3)