ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 63 แร่โลหิตมังกร

            “เฉพาะโอสถก็พอที่เมืองหลิวโจวโอสถมีจำนวนน้อยมากแถมราคาก็แพงมากข้าอยากให้ชาวบ้านได้เข้าถึงโอสถที่ดีและราคายุติธรรม”เฟิ่งหยูกล่าวออกมา

            “ได้ทางสมาคมจะทำการจัดส่งสินค้าให้กับพวกท่าน ตามกำหนดเวลาทุกเดือนและทางเรายินดีที่จะช่วยเหลือปรมาจารย์เฟิ่งอย่างเต็มที่” ลู่เจ๋อกล่าว

            “งั้นก็ดียิ่งขอบคุณท่านผู้อาวุโสมากที่ช่วยเป็นธุระให้กับข้า”

            เฟิ่งหยูตกลงรายละเอียดต่างๆ พร้อมลงนามในสัญญาการซื้อขายไว้อย่างชัดเจน ตลอดระยะเวลาที่ตกลงกัน จื่อฮุ่ยและจื่อซ่งได้แต่นั่งมองตาปริบๆ  สิ่งที่เฟิ่งหยูทำทำไมมันง่ายขนาดนั้นเลยหรอผู้คนมากมายที่ต้องการทำการค้ากับสมาคมมังกรดำพยายามติดต่อและเข้าหาผู้นำของสมาคมหลายต่อหลายวิธี แต่พวกเขาก็ยากที่จะตอบรับที่จะทำการค้าด้วยแต่เฟิ่งหยูสามารถทำได้โดยง่าย แถมข้อตกลงที่ได้รับยังมากกว่า ตัวแทนคนอื่น ๆมากมายนัก

            “เอาหละในเมื่อพวกเราคุยธุระกันเสร็จเรียบร้อยแล้วข้าคงต้องขอตัวก่อน ไว้เจอกันใหม่ท่านผู้อาวุโสลู่”เฟิ่งหยูกล่าวลาลู่เจ๋อด้วยรอยยิ้ม

            “ไม่ต้องเกรงใจท่านปรมาจารย์ข้ายินดีที่ได้บริการให้กับท่าน ไว้ว่างๆ ท่านก็มานั่งดื่มกับข้าสักวันก็แล้วกัน”

            “ไว้ข้าว่างๆ ข้าจะแวะมาหาท่านก็แล้วกัน”

            หลังจากออกมาจากสมาคมการค้ามังกรดำจื่อฮุ่ยชวนเฟิ่งหยูพาและจื่อซ่งเดินดูตลาดในเมืองซานเป่ากิจการการค้าที่นี่ดูคึกคักเป็นอย่างยิ่ง หลายปีที่ผ่านมาช่องทางการค้าของเมืองซานเป่าและเมืองหลิวโจวถูกตระกูล ฉี ผูกขาดมาช้านานส่งผลให้ตระกูลเล็กๆจึงต้องพยายามประจบประแจงสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพราะหวังพึ่งใบบุญจากตระกูล ฉี

            “ท่านผู้อาวุโสจื่อซ่งไม่ทราบว่าในเมืองซานเป่าแห่งนี้มีเหมืองแร่อยู่มากน้อยเพียงใด”เฟิ่งหยูถาม

            “ก็มีมากพอสมควรส่วนมากจะเป็นของตระกูลฉี ตระกูลอื่น ๆ ก็มีบ้างแต่ก็เป็นแค่เหมืองเล็ก ๆ เท่านั้นตั้งแต่สมัยโบราณ มีเหมืองแร่ปรากฏขึ้นมามากมายในอาณาจักรตะวันฉายมีคนขุดได้แร่หินล้ำค่าต่าง ๆ มากมายที่สำคัญคือเมืองซานเป่านั้นเป็นเมืองที่มีการขุดพบแร่มากที่สุดเป็นเหตุให้เหล่าจอมยุทธ์จำนวนมากลงหลักปักฐานกันอยู่ที่นี่ แล้วที่เมืองนี้ยังมีสถานที่พนันหินแร่ด้วยนะนายน้อยอยากไปลองพนันดูไหม”

            “ก็น่าสนใจดีนะแต่ว่าข้าไม่ค่อยถนัดเรื่องของการพนัน พวกเราลองไปที่สถานที่พนันหินกันดูก็แล้วกันข้าเองก็อยากรู้เช่นกันว่ามันเป็นสถานที่เช่นไร?”

            สถานที่พนันหินนั้นเป็นสถานที่ดึงดูผู้คนจอมยุทธ์ทั่วไปมักชอบมาพนันหินที่นี่ มีหลายคนที่ตัดหินออกมาได้หินพิสดารล้ำค่าอยู่บ่อยครั้งลานพนันหินนี้จึงเป็นแหล่งเงินหมุนเวียนอันดับต้น ๆ ของเมืองซานเป่าแห่งนี้เหล่าขุมพลังจำนวนมากจากเมืองอื่น ๆ จำนวนไม่น้อยที่มายังสถานที่แห่งนี้แต่ก็มีหลายคนที่ต้องสูญเสียเงินทองไปมากมายเช่นกัน

            ในใจกลางเมืองซานเป่ามีถนนสายหนึ่งเป็นเส้นทางยาวสองข้างทาง มีอาคารรับรองสองชั้น ชั้นแรกเป็นสถานที่ที่มีหินสำหรับการเสี่ยงดวงในการพนันหินชั้นที่สองสำหรับร้านอาหารหรือไม่ก็เป็นที่พัก จื่อฮุ่ย และเฟิ่งหยูจ้องมองดูถนนเส้นนี้ที่ยาวประมาณหนึ่งลี้เห็นจะได้ ถนนสายนี้จึงได้ชื่อว่าถนนซิงลู่  หรือถนนแห่งดวง

            “เชิญจ้าเชิญท่านอาจร่ำรวยภายในค่ำคืน หากมาเสี่ยงดวงภายในร้านของเรา” ร้านพนันหินหลากหลายใช้กลยุทธ์แตกต่างกันชักชวนลูกค้าที่เดินจับจ่ายใช้สอย เข้าไปยังร้านของตน ชายวัยกลางคนทั้งคนชราหนุ่มสาว ที่อยู่หน้าทางทางเข้าตึกหลาย ๆแห่งบนเส้นทางต่างสอบถามและเรียกลูกค้าที่มาเดินจับจ่ายใช้สอยบนถนนเส้นนี้

            “พวกเจ้าต้องการเสี่ยงดวงหาความร่ำรวยใช่ไหม?”มาสอบถามข้าได้นะจะพนันหรือไม่ก็ไม่ว่ากันสายตาที่กวาดมองไปยังพวกเฟิ่งหยู ดูแล้วพวกเขาคงไม่ใช่คนของเมืองซานเป่าแห่งนี้เพราะเสื้อผ้าที่สวมใส่ นั้นดูธรรมดามาก แถมยังไม่มีของมีค่าติดตัวสักชิ้นแต่ก็ต้องเรียกลูกค้าตามหน้าที่ของตน

            “พวกข้าต้องการจะเข้าไปดูสักหน่อยจะพนันหรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจ” เฟิ่งหยูกล่าว

            สีหน้าของชายวัยกลางคนดูไม่ยินดีมากนักแต่ก็มิได้ว่าอะไร เขาเดินนำเฟิ่งหยูและจื่อฮุ่ย จื่อซ่ง เข้าไปในตึกพร้อมกับเอ่ยออกมาว่า

            “หากพวกเจ้าหาหินได้ก็ดูราคาที่ติดอยู่ตรงหินก็แล้วกัน เมื่อพอใจแล้วก็นำมาจ่ายเงินที่ข้าลานหินนี้เป็นของตระกูลฉี เจ้าอย่าได้สร้างความวุ่นวายก็แล้วกัน”พูดจบชายวัยกลางคนก็เดินจากไป

            เฟิ่งหยูและจื่อฮุ่ย จื่อซ่งเดินเข้าไปในตึกขนาดกว้างขวางเป็นอย่างมากทว่าภายในนี้เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก พวกเขาต่างพูดกันอย่างคึกคักบนพื้นมีที่วางหินตั้งอยู่ ทั้งหมดมีขนาดเท่าๆ กันซึ่งส่วนมาตรงที่วางหินนั้นจะมีราคา ติดระบุเอาไว้

            ด้านหน้าที่วางหินเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากยืนอยู่พวกเขาต่างชี้ไปที่หินแล้วกล่าวออกมาต่าง ๆ นานาหินที่วางอยู่มีทั้งสวยงามสมบูรณ์แบบ มีทั้งแตกร้าว ผุกร่อนหินเหล่านี้ต่างถูกขุดมาจากเหมืองในบริเวณเมืองซานเป่าแห่งนี้โดยปกติแล้วหินเหล่านี้จะถูกตรวจสอบก่อนแล้วจึงจะถูกนำมาวางให้พนันภายในลานหินแห่งนี้ ซึ่งจะมีทั้งหินที่มีแร่ที่มีค่าและหินที่ไม่มีแร่ใดๆทั้งสิ้น ซึ่งคนที่มาพนันหินบ่อย ๆ จะรู้พื้นฐานการสังเกตหินแต่ละชนิดกันอยู่แล้ว

            เมื่อเดินดูได้สักพัก....

            “เฟิ่งหยูเป็นอย่างไรบ้าง พอมีก้อนไหนที่น่าสนใจบ้างไหม” จื่อฮุ่ยเอ่ยถามออกมา

            เฟิ่งหยูหยิบหินก้อนหนึ่งขึ้นมาดูเป็นหินที่มีรอยแตกระแหง

            “เจ้ามาพนันหินอย่างนั้นหรือ?”ชายชรามองดูเด็กหนุ่มที่จับหินขึ้นมาชินหนึ่งพลางขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามขึ้น

            เฟิ่งหยูกวาดสายตามองไปยังหินก้อนอื่นๆ อีกครั้งพร้อมกับหยิบขึ้นมาดูอีกก้อน จากนั้นก็วางเก็บไว้ที่เดิมพลันสายตาของเฟิ่งหยูหันไปเห็นหินก้อนหนึ่ง เป็นหินที่ผุกร่อนมีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก น้ำหนักมันราว ๆ หกร้อยถึงเจ็ดร้อยชั่งเห็นจะได้

            “เจ้าจับอันนั้นวางอันนี้ สรุปแล้วเจ้าจะพนันหรือไม่?”ชายชราเริ่มไม่พอใจนักเขารู้สึกว่าเด็กหนุ่มนี้มาเพื่อดูเล่นๆไม่ได้ตั้งใจมาพนันหิน

            “โอ้นี่แม่สาวน้อยเจ้ามากับนักพนันหินเช่นนั้นหรือ?” เสียงของฉีฟู่ที่ดังออกมาพร้อมกับผู้คุ้มกันของเขาอีกห้าถึงหกคนซึ่งมีพลังยุทธ์ระดับนภาขั้นที่ห้า ถึงขั้นที่หกเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฟิ่งหยูทำให้ดึงดูดสายตาของผู้คนจำนวนไม่น้อย ฉีฟู่ นายน้อยตระกูลฉีที่ทุกคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดีในกลุ่มของนักพนันหินกลุ่มคนมองมาที่กลุ่มของเฟิ่งหยู ที่ก้ม ก้ม เงย เงย ลงมองหินก้อนใหญ่อยู่พลางแผนเสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

            “เจ้าหนูนั่นเป็นใครมาจากไหนข้าไม่เคยเห็นเขามาก่อน? เขาพนันหินเป็นอย่างนั้นหรือหินก้อนนั้นดูอย่างไรก็เป็นหินที่พวกเราต่างดูกันมาทุกคนแล้วน่าจะอยู่ที่นี่มาหลายสิบปีแล้วกระมัง ไม่มีใครสักคนที่จะพนันมันหรอก” หลายคนกระซิบกระซาบกัน

            “ข้าจะเป็นนักพนันหินหรือไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า?”เฟิ่งหยูเอ่ยออกมาอย่างเรียบ ๆ

            “สามหาวนักเจ้ารู้หรือไม่ข้าเป็นใคร?” ฉีฟู่เลิกคิ้วพลางเอ่ย

            “คนที่เขาพนันหินหินที่ผ่านการดูของผู้คนนับหมื่น จนได้ชื่อว่าหินขยะแบบนี้แค่เรื่องนี้เจ้ายังไม่รู้ แสดงว่าเจ้าไม่ได้มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับการพนันหิน?”

            “ใช่แล้วจะทำไม”เฟิ่งหยูกล่าวออกมาลอย ๆ ทำให้ผู้คนรอบด้านหัวเราะ

            “หินก้อนนี้จะมีแร่ หรือไม่มี ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับข้า เพียงแต่ข้าสงสารแม่นางที่มากับเจ้า กว่าพวกเจ้าจะเก็บเงินมาพนันหินได้คงใช้เวลาหลายเดือนข้าก็แค่เตือนพวกเจ้า เพราะเห็นแก่แม่นางคนนั้น ก็แค่นั้นเอง”ฉีฟู่เอ่ยกลับ พร้อมกับส่งสายตามองมายังจื่อฮุ่ย

            “งั้นหรือแต่ข้าคิดว่าหินก้อนนี้มีหินแร่ที่มีค่าอยู่ภายใน”เฟิ่งหยูกล่าวด้วยท่าทางเรียบเฉย

            “ทำไมเราไม่ลองมาพนันกันดูเล่าหินก้อนนั้นก็ตั้งอยู่มาตั้งหลายสิบปีแล้ว ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะมีหินแร่อยู่หรือไม่เช่นกัน”ฉีฟู่กล่าวออกมา พร้อมกับสายตาเจ้าเล่ห์

            “เจ้าจะพนันยังไงหละ”เฟิ่งหยูพูดพร้อมกับสายตาที่เหยียดหยามทำให้ฉีฟู่ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง

            “ไม่ยากหากว่าหินก้อนนี้มีแร่ที่มีค่าอยู่ ตระกูลฉีของเราจะรับซื้อในราคาสิบเท่า แต่หากหินแร่ก้อนนี้ไม่มีแร่มีค่าเจ้าก็เพียงแค่ให้แม่นางคนนั้นมาดื่มและเที่ยวเล่นกับข้าสักวันหนึ่งก็พอ”ฉีฟู่กล่าวด้วยวาจาและสายตาที่เย้ยหยัน

            “แล้วถ้าหากข้าเจอแร่มีค่าแล้วข้าไม่ยอมขายให้พวกเจ้าหละ”เฟิ่งหยูกล่าวถาม

            “หากเจ้าเจอแร่มีค่าและไม่ยอมขายให้ตระกูลฉีพวกเราก็ไม่ว่าอะไรเจ้า ข้าเองยังจะให้เจ้าสิบเท่าของราคาหินก็แล้วกัน”

            เฟิ่งหยูมองหน้าจื่อฮุ่ยพร้อมกับพยักหน้าให้กับจื่อฮุ่ยจื่อฮุ่ยเองก็พยักหน้าตอบรับโดยไม่คิดระแวงเฟิ่งหยูเช่นกัน

            ตอนนี้เหล่าผู้คนเริ่มเดินเข้ามาล้อมโดยรอบเพื่อดูเหตุการณ์ที่นาน ๆ ครั้งจะมีการเดิมพันแบบนี้โดยเฉพาะผู้ที่เป็นคนท้าทายคือคุณน้อยชายตระกูลฉี  ผู้ที่ช่ำซองในเรื่องของหินแร่

            “ก็ได้แต่เจ้าต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องมีผู้รับรองที่เชื่อถือได้เพราะพวกข้ามีเงินเพียงน้อยนิด” เฟิ่งหยูกล่าว

            ทุกคนต่างหัวเราะเฟิ่งหยูมีเงินเพียงน้อยนิดยังกล้ามาเดิมพันกับนายน้อยตระกูลฉีอีก

            “งานนี้คงเป็นความซวยของหญิงสาวที่มากับเด็กหนุ่มคนนี้เป็นแน่”ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา

            “นั่นนะสิยังสาวยังแส้แท้ๆ ไม่น่ามาตามคนแบบนี้เลย”

            “น่าสงสารหญิงสาวคนนั้นจังข้าละอยากไปกระทืบเจ้าเด็กไม่รู้ที่ต่ำที่สูงคนนั้น” หลากหลายเสียงนินทาและเสียงกล่าวสงสารจื่อฮุ่ย ดังไปทั่วตึก

            “ฮ่าๆๆๆๆ ได้ ได้ ได้แน่นอน เจ้าก็หาคนมารับรองเองก็แล้วกันจะเลือกเอาใครก็ตามใจเจ้าเลย”ฉีฟู่กล่าว

            เมื่อได้ยินคำพูดของฉีฟู่ทุกคนพยายามหลบหน้าไม่กล้าสบตากับเฟิ่งหยูเพราะไม่อยากเป็นพยานการรู้เห็นในเรื่องนี้ ทุกคนต่างรู้ดีถึงอำนาจบารมีของตระกูลฉีเป็นอย่างดีเฟิ่งหยูมองไปรอบๆ พบแต่คนที่คอยหลบเลี่ยงสายตาของเขา พลันเหลือบไปเห็นลู่เจ๋อผู้ดูแลสมาคมมังกรดำของเมืองซานเป่าเดินมาแต่ไกล

            “ได้ข้าเลือกผู้อาวุโสท่านนั้นเป็นผู้รับรอง”

            เฟิ่งหยูชี้ไปยังลู่เจ๋อซึ่งพึ่งเดินทางมาถึงถนนซิงลู่ แห่งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเขาเพราะลู่เจ๋อชอบมาเสี่ยงดวงที่นี่เป็นประจำ หลังจากที่เฟิ่งหยูออกจากสมาคมลู่เจ๋อก็เดินทางมาที่นี่ เพื่อเสี่ยงดวงตามปกติของเขาอยู่แล้ว

            “เจ้าไปเรียกเขามา”

            “ขอรับ”ผู้คุ้มกันฉีฟู่คนหนึ่งตอบรับ พร้อมกับวิ่งไปที่ลู่เจ๋อพร้อมกับเชิญเขามาเมื่อลู่เจ๋อมองมาที่ผู้คุ้มกันชี้ พลันเจอกับเฟิ่งหยู จื่อซ่ง และ จื่อฮุ่ยพลันพยักหน้าตอบรับและเดินตามผู้คุ้มกันมาหาฉีฟู่และเฟิ่งหยู

            “พวกเจ้าต้องการให้ข้าเป็นพยานในการพนันของพวกเจ้าเช่นนี้หรือ?” ลู่เจ๋อเอ่ยถาม

            “ใช่พวกข้าต้องการให้เจ้าเป็นพยานในการพนันของพวกข้า”ฉีฟู่เอ่ย และมองด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ลู่เจ๋อ

            “ได้ข้าจะเป็นพยานให้กับพวกเจ้าทั้งคู่” ลู่เจ๋อกล่าว

            “งั้นก็ดีข้าก็ไม่อยากเสียเวลามาก” ฉีฟู่มองไปทางเฟิ่งหยูพร้อมเขียนร่างสัญญา

            “ตอนนี้พยานที่รับรองก็มีครบแล้วสัญญาเจ้าอ่านเอง ถ้าตกลงตามนั้นก็ลงชื่อในสัญญาซะ”

            เฟิ่งหยูอ่านสัญญาพร้อมกับลงชื่อ เรียบร้อยแล้ว

            “หินก้อนนั้นมีราคาหนึ่งพันเหรียญทองใคร ๆ ก็ทราบกันดี ส่วนค่าตัดหินข้าจะเป็นคนออกให้เจ้าเองเพราะเจ้าคงไม่เหลือเงินที่จะมาจ้างคนตัดหินก้อนนี้ หินก้อนนี้จะตัดต่อหน้าทุกคนทุกคนจะได้เห็นไปพร้อมๆ กัน” ฉีฟู่ประกาศด้วยเสียงอันดัง พร้อมกับเรียกคนตัดหินให้มาตัดหิน

            “ไม่มีปัญหาเอาตามที่เจ้าสะดวกก็แล้วกัน” เฟิ่งหยูตอบกลับ

            ชายวัยกลางคนเดินมาพร้อมกับเดินมาพร้อมกับยิ้มเย้ยหยันให้กับเฟิ่งหยู

            “เจ้าคิดดีแล้วอย่างนั้นหรือ”

            “ตัดสิตัดเสียแต่ตอนนี้ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าข้างในจะมีแร่มีค่าหรือไม่” เฟิ่งหยูพยักหน้าพร้อมกับกล่าวยืนยัน

            ชายวัยกลางคนพลันหน้าอัปลักษณ์ก่อนที่เขาจะกล่าวออกมา

            “ได้ข้าจะตัดหินให้เจ้าข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะโชคดีเพียงไหน”

            เขานำมีดออกมาก่อนจะกดมีลงบนหินก้อนนั้นมีดที่ใช้ตัดหินนั้นเป็นเครื่องมือเฉพาะ หากนำมีดอย่างอื่นมาตัดจะทำให้แร่ที่อยู่ภายในเสียหายได้ผู้คนเริ่มมุงมากขึ้นเรื่อย ๆ

            หินเริ่มถูกตัดไปเรื่อยๆ มีดตัดหินนั้นคมมากไม่นานชายวัยกลางคนก็ตัดหินก็เหลือเพียงแค่ครึ่งเดียว

            “ผ่าไปแล้วครึ่งหนึ่งยังไม่เจอะไรเจ้าหนูซวยแน่ๆ” เสียงหัวเราะของผู้คนโดยรอบและเสียงพูดคุยดังขึ้นเรื่อย ๆ

            เมื่อเห็นดังนั้นหัวใจที่บีบรัดของฉีฟู่ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง เขามองดูหินที่ดูเล็กลงเรื่อย ๆ พร้อมกับหัวเราะลั่น

            “ข้าบอกเจ้าแล้วเห็นหรือไม่ว่าหินก้อนนี้ไม่มีแร่บริสุทธิ์ หรือแร่มีค่าอะไรให้เจ้าหรอก”

            ผู้คนโดยมากที่มามุงดูพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของฉีฟู่มีเพียงจื่อฮุ่ยที่ยังจ้องดูหินก้อนนั้นแทบไม่กระพริบตา

            ทันใดนั้นดวงตาของนางพลันเบิกโพลงพร้อมด้วยเสียงของนางที่ดังออกมาด้วยความตกตะลึง

            “แร่เห็นแร่แล้ว”ทุกสายตาจ้องมองไปยังแร่สีแดงบริสุทธิ์ที่เริ่มส่องแสงให้เห็นทีละน้อยเหงื่อไหลออกมาจากใบหน้าของชายวัยกลางคนเขาคิดไม่ถึงเลยว่าหินก้อนนี้จะมีแร่อยู่ทั้งยังเป็นแร่ระดับสูงอีกด้วย

            ใบหน้าของฉีฟู่เย็นยะเยือกสายตาจับจ้องไปยังหินแร่ ขนาดมันเล็กมากพอ ๆ กับนิ้วหัวแม่มือ

            “รีบร้อนอะไรกันยังเหลืออีกตั้งสองร้อยชั่งที่ยังไม่ได้ตัด รีบตัดให้ข้าเร็ว”เสียงของเฟิ่งหยูที่ดังออกมาทำให้ผู้คนเริ่มกลับมาสนใจอีกครั้งชายวัยกลางคนจึงเริ่มตัดหินต่อสีหน้าของฉีฟู่เริ่มอัปลักษณ์มากยิ่งขึ้นเพราะภายในหินยังมีแร่อยู่อีก อีกทั้งยิ่งตัดยิ่งเห็นแร่สีแดงสดก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

            “ออกมาแล้วออกมาแล้ว” ผู้คนเริ่มเห็นแร่สีแดงบริสุทธิ์ มันมีขนาดเท่ากำปั้น แถมข้างในยังเป็นของเหลวอยู่ภายในแร่อีกด้วย

            “แร่โลหิตมังกร”เป็นผู้อาวุโสลู่เจ๋อเอ่ยขึ้นมาเพราะอยู่สมาคมมังกรดำมานานจึงทำให้รู้จักแร่ชนิดนี้

            “แร่โลหิตมังกรเป็นแร่ที่หายากเกิดจากการรวมตัวของโลหิตมังกรจนกลายเป็นแร่ ขึ้นมาส่วนมาที่เขาพบจะเป็นแร่โลหิตมังกรที่มีโลหิตมังกรเพียงน้อยนิด แต่ที่ตัดเจอกลับเป็นแร่โลหิตมังกรที่มีระดับสูงและที่เห็นเป็นของเหลวอยู่ด้านในไม่แน่อาจจะเป็นโลหิตมังกรที่หาได้ยากยิ่งก็อาจเป็นไปได้”ผู้อาวุโสลู่เจ๋อพลันอธิบาย