ผู้กล้าหญิงสุดแกร่งกับการเริ่มต้นใหม่ในโลกใบใหม่

    บทที่ 4 หญิงรับใช้และจดหมาย ตอนปลาย

             ถึง ลูกสาวของแม่
              จากการสังเกตลูกมาหลายวันที่ผ่านมาไม่มีใครสามารถแข่นขันกับลูกต่อไปได้แล้ว นับวันความสามารถของลูกก็ยิ่งโดดเด่นมากขนาดนี้ในวัยแค่เจ็ดขวบปียังมีความสามารถขนาดนี้แม่เชื่อว่าท่านจอมมารจะต้องสนใจในตัวลูกมากกว่าเดิมอย่างแน่นอนถ้าท่านได้ยินว่าลูกมีพรสวรรค์ขนาดนี้ คงปลื้มใจมากน่าดูวันนี้แม่ก็เลยมีภารกิจพิเศษมาให้ลูกและเอเลน่าไปทำนั่นก็คือไปเป็นตัวแทนของท่านจอมมารในฐานะทูตเพื่อเจรจาครั้งสำคัญระหว่างปีศาจและมนุษย์ส่วนเรื่องอะไรนั้นลูกไปที่หน้างานได้เลย และจุดนัดพบนั้นก็ถามกับอัครราชทูตแทนท่านจอมมารในครั้งนี้ได้เลย ฝากด้วยนะลูกรัก 
              จากแม่ที่รักลูก  
             ‘ท่านลุงอย่างนั้นหรือ ข้าก็ไม่ได้พบท่านตั้งแต่วันนั้นแล้วเพราะเรื่องงานของท่านลุง ช่างเถอะจะต้องได้พบกันในสักวันอยู่แล้วจะไปเครียดทำไมกัน แต่ว่าเรื่องหลักคือเรื่องการไปเป็นทูตนี่บอกตามตรงค่อนข้างตกใจที่แม่ของข้าให้ของแก้เบื่อมาแบบนี้ แต่ว่าให้เด็กสาวคนหนึ่งติดสอยห้อยตามไปกับการเจรจาครั้งสำคัญแบบนี้มันก็ ช่างเถอะ….’
              มันก็ดีใจอยู่ที่ได้ออกไปนอกพระราชวังแต่ว่าคนอื่นจะไม่มองว่านางเด็กเกินกว่าที่จะไปเป็นทูตกับพวกเขาอย่างนั้นหรือ? แต่มันก็ช่วยไม่ได้นี่นะมันเป็นสิ่งที่แม่ของนางบอกมาด้วยและตอนนี้ก็น่าเบื่อเต็มทนแล้ว ชีวิตของเจ้าหญิงกับสามัญชนนี่ช่างแตกต่างกันจริงๆ 
              การใช้ชีวิตแบบเจ้าหญิงมันก็ดีจริงสบายจริงที่มีคนคอยรับใช้ตลอดเวลาจะทำอะไรก็ได้ทำรวมถึงมีอำนาจเบ็ดเสร็จที่สามารถสั่งใครให้ทำอะไรก็ได้ แต่มันก็ไม่มีสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำวันหรือสิ่งที่ทำซ้ำๆได้แบบสามัญชนการใช้ชีวิตก็ต้องวางตัวตลอดเวลา 
             ไม่สามารถผ่อนคลายได้แบบสามัญชนทั่วไปได้รวมถึงผู้คนทุกคนก็จะไม่กล้าที่จะเสนอความคิดเห็นก่อนหรือไม่สามารถทำในสิ่งที่สามารถทำได้ก่อน ซึ่งต่างกันมากกับสามัญชนขนาดที่พวกเขาใช้ชีวิตในแต่ละวันมักจะมีอะไรซ้ำๆแบบเดิม 
             อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงตลอดเวลาก็จะเป็นเงินทองและความสุขในการใช้ชีวิตของพวกเขา แต่มันก็เป็นอิสระไม่มีข้อผูกมัดอะไรกับใครเหมือนกัน เมื่อคิดถึงตรงจุดนี้ไม่ว่าอะไรก็ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป 
              “ซานดร้า ข้าคิดว่าการที่เจ้าตอบรับคำที่ท่านแม่ให้มามันจะดีกว่านะลองไปที่นั่นดูบางทีเจ้าอาจได้เรียนรู้อะไรบางอย่างมาก็ได้ เจ้าไม่ต้องห่วงกังวลอะไรไม่ว่าเจ้าจะไปที่ไหนข้าก็จะไปกับเจ้าด้วย” 
              “ได้ยินเจ้าพูดมาแบบนี้ข้าค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย เพราะข้าเองก็กลัวเจ้าลำบากใจเหมือนกัน ข้าคิดอยู่แล้วว่าจะไปลองดูสักครั้งและครั้งนี้จะไม่ใช่ข้าคนเดียวที่ไปแต่ท่านแม่ของข้าจะให้เจ้าไปในฐานะคู่หูของข้า” 
                    “นั่นเป็นเรื่องที่ดีเลยไม่ใช่หรือ ข้าเองก็ตั้งหน้าตั้งตาอยากจะไปผจญภัยกับเจ้ามานานแล้ว เหลือก็แค่คำสั่งลงมานี่แหละ เพราะว่าในพระราชวังเจ้าหญิงปีศาจและพื้นที่ราชวงศ์ส่วนในไม่มีอะไรให้ข้าสนใจแล้ว” 
                    “อืม นั่นสิ บางทีบททดสอบรัชทายาทอาจเริ่มต้นขึ้นแล้วก็ได้และไม่ใช่บททดสอบที่เด็กสาววัยเจ็ดขวบปีสองคนจะทำได้ง่ายๆเลยอาจต้องใช้ทั้งความสามารถ ประสบการณ์ และชีวิตเข้าแลก ข้าจะถามเจ้าอีกครั้งในฐานะที่ข้าคือ อเล็กซานดร้า เอเวลิน อารีอาน่า เจ้าหญิงรัชทายาทแห่งราชวงศ์ปีศาจ เจ้า เอเลน่า เอลโกรุส บุตรีดยุกแห่งลีโอพาร์ทเจ้าพร้อมจะเดินทางเผชิญหน้ากับข้าหรือไม่” 
                    “ข้าขอน้อมรับด้วยความยินดี ข้าจะขอใช้ทั้งชีวิตปกป้องท่าน ชีวิตของข้า เอเลน่า เอลโกรุส คือของท่านตั้งแต่ที่ข้าเอ่ยคำสัตย์สาบานจะติดตามท่านตั้งแต่นั้นสืบมาล้วนให้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อท่านไม่ว่าจะเป็นครั้งนั้น ครั้งนี้หรือครั้งต่อๆไปตราบจนชั่วนิรันดร์” 
                    เอเลน่าคุกเข่าลงมือทั้งสองข้างวางไว้ที่หน้าแล้วหลับตากล่าว กระทั่งกล่าวจบก็จุมพิตลงที่หลังมือของอเล็กซานดร้า 
                    ทั้งสองจ้องหน้ากันสักพักก่อนที่จะหลุดหัวเราะออกมา 
                    “คิกๆ เอเลน่าทำไมเจ้าถึงได้ทำท่าทางจริงจังขนาดนั้นอีกแล้ว” 
                    “คิกๆ เจ้าเองก็เถอะซานดร้า บางทีเจ้าอาจจริงจังในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้” 
                    ทั้งสองหัวเราะให้กันอยู่สักพักก็กลับมาสำรวมกิริยาเหมือนเดิม ทำแบบนี้บ่อยๆถึงมันจะขำขันแต่มันก็ไม่ดีต่อภาพลักษณ์เท่าไหร่ เพราะว่าภาพภายนอกของทั้งคู่คือสองอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ที่เป็นที่หน้านับถือและไม่มีใครกังขาในความสามารถ ทำไมน่ะหรือ เนื่องจากทั้งสองล้วนท้าทายแข่นขันในเรื่องต่างๆกับผู้คนจวบจนรวมถึงท้าทายเหล่าศาสตราจารย์หลายแขนงมากมายทำให้ทั้งสองได้รับการยอมรับจากผู้คน เหลือเพียงแค่เวทมนตร์เท่านั้นที่ยังไม่อาจท้าทายได้ 
                    แน่นอนว่าเวทมนตร์มันต้องได้รับการร่ำเรียนในวัยสิบขวบปีแต่ว่านั่นก็เป็นเวทมนตร์ที่ใช้ทำอะไรที่มากกว่าเวทมนตร์ในชีวิตประจำปกติ ทั้งสองล้วนได้รับการถ่ายทอดในเวทมนตร์จริงแต่มันก็เป็นแค่ระดับที่ใครก็ใช้ได้กระทั่งถึงคนทั่วไปที่ไม่มีพรสวรรค์อะไรเลยก็เข้าถึงได้ ศาสตร์เวทมนตร์ที่แท้จริงนั้นคือศาสตร์ที่เหนือกว่าเวทมนตร์ชีวิตประจำวันทั่วไปอยู่แล้วและมันก็มีความพิเศษในตัวของมัน 
                    “เจ้ามีแผนจะเดินทางไปเมื่อไหร่กันล่ะซานดร้า” 
                    “วันนี้เลยก็แล้วกันเจ้าไปบอกให้หญิงรับใช้คนอื่นไปบอกพวกอัครราชทูตคนอื่นและคณะเดินทางที่จะไปครั้งนี้ให้เตรียมตัวเถอะ ขืนไปชักช้าก็อดพบเรื่องน่าสนใจก็ได้” 
                    “ดีเลย ข้าจะไปเตรียมของที่ใช้เดินทางครั้งนี้ให้ เจ้าเตรียมเสร็จแล้วก็ไปรอข้าที่ห้องรับแขกก็แล้วกัน” 
             เอเลน่าเดินออกไปจากห้องก่อนที่จะปล่อยอเล็กซานดร้าให้คิดอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว 
             จากนั้นอเล็กซานดร้าก็มองมาที่หลังมือข้างขวาของตนเองสัญลักษณ์สีทองที่บ่งบอกถึงพลังของผู้กล้าหญิงของนางที่ตามติดมาตั้งแต่โลกก่อนมาด้วย นางมองมันอยู่ตลอดไม่ว่าจะเป็นวันไหน พร้อมกับมือข้างซ้ายที่มีสัญลักษณ์สีดำที่บ่งบอกว่าดาบเล่มสีดำที่นางไม่รู้จักชื่อของมันที่มันได้ติดตามนางมาจาก “ลานประหารเทพ” ครั้งนั้น นางยังจำพลังความสามารถที่แท้จริงของมันได้ขนาดที่ว่าไม่ได้ขยับดาบไปไหนมันก็แช่แข็งทุกสิ่งทุกอย่างแช่ได้แม้กระทั่งกาลเวลา 
             พอนางเพ่งสมาธิเข้าไปตัวแทนรูปร่างของมันที่เรียกว่า “อาวุธแห่งจิตวิญญาณนิรันดร์สีทอง”ถึงอย่างไรมันก็คือ “ดาบเอกซ์คาลิเบอร์”เหมือนเดิมที่เพิ่มเติมเข้ามาคือความสามารถที่ได้จากที่มันเข้าไปในหลอมรวมเป็นหนึ่งกับดวงวิญญาณของนาง การเพ่งสมาธิของนางเข้าไปทำให้มันปรากฏออกมาที่มือข้างขวาเป็นดาบเล่มสีทองที่ในโลกก่อนนั้นเป็นคู่หูร่วมทางไปกับนางจนถึงวาระสุดท้าย 
             ความจริงแล้วดาบเล่มสีทองเล่มนี้ที่ชื่อ ดาบเอกซ์คาลิเบอร์ นั้นเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของผู้กล้าที่แท้จริงที่เป็นของที่ผู้ใดนำไปครอบครองเป็นหนึ่งเดียวกับตนเองไม่ได้นอกจากถือไว้นอกกายและกักเก็บไว้ในอุปกรณ์เก็บได้ชั่วคราวเท่านั้น แต่ทำไมตอนนั้นมันถึงเลือกที่จะหลอมรวมไปกับดวงวิญญาณของนางเรื่องนี้มันก็ทำให้นางสงสัยงุนงงมาโดยตลอด 
             เหตุที่มันทำไมถึงเรียกว่า “อาวุธแห่งจิตวิญญาณนิรันดร์สีทอง” มีที่มาที่ไปเป็นยังไงนั้น นางเองก็ยังหาคำตอบอะไรไม่ได้จวบตนถึงทุกวันนี้นั่นทำให้นางร้อนใจที่อยากจะรู้เรื่องของมันมาก 
              นางเพ่งสมาธิเข้าไปที่มือข้างซ้ายเองก็ปรากฏดาบเล่มสีดำออกมาเป็นดาบเล่มที่นางไม่รู้ที่มาที่ไปนอกจากได้มาจาก “ลานประหารเทพ”แล้วก็ไม่สามารถหาข้อมูลของมันได้อีกชื่อของมันตัวนางเองก็ยังไม่สามารถเข้าใจภาษาแปลกๆนั่นได้ แต่พลังของมันช่างน่าประหลาดจนน่าตกใจ ความสามารถของมันพอๆกันกับดาบเอกซ์คาลิเบอร์เลยด้วยซ้ำและพลังของมันก็เป็นด้านตรงข้ามกับดาบเอกซ์คาลิเบอร์อย่างสิ้นเชิง 
    ที่สงสัยมากกว่านั้นทำไมพวกมันถึงสามารถอยู่ร่วมกันได้ความรู้สึกที่นางได้รับคือดาบสองเล่นนี้แม้จะเป็นพลังที่ตรงกันข้ามกันสุดขั้วแต่พวกมันกลับใช้พลังของตนเองโคจรรอบๆกันไปมาแบบนั้นราวกับว่าทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดที่ห่างหายกันไปนานโคจรมาพบกัน 
              ส่วนความสามารถที่ว่าทำไมมันต่างกันสุดขั้วนั้นก็คือดาบเล่มสีทองเต็มไปด้วยพลังงานชีวิตจำนวนมากสื่อออกมาในลักษณะแสงสีทองซึ่งต่างไปจากดาบเล่มสีดำที่เต็มไปด้วยทั้งพลังงานด้านลบและพลังทำลายล้างสื่อออกมาในลักษณะแสงสีดำ พลังของพวกมันทั้งสองถ้าอิงมาจากตอนที่ลงมือใช้พลังของมันส่วนหนึ่งของมันนั้นสามารถบอกได้เลยว่ามันน่ากลัวมาก ความสามารถแบบนั้นสามารถขึ้นปกครองสรรพสิ่งได้เลยด้วยซ้ำไป 
                    แน่นอนว่ามันควรเป็นเช่นนั้นทว่าพอพวกมันมากับนางและเข้าสู่ร่างใหม่นั้นพลังทั้งหมดของดาบทั้งสองเล่มถูกผนึกเอาไว้และถูกกำหนดให้ทุกสิ่งทุกอย่างของดาบสองเล่มนั้นขึ้นกับความแข็งแกร่งของนาง ว่ากันเข้าใจง่ายๆยิ่งนางแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ดาบทั้งสองเล่มก็จะยิ่งแสดงพลังอำนาจได้มากเท่านั้นและยังจะช่วยปลดผนึกพลังของมันทีละอย่างมันออกมาด้วย 
                อีกสิ่งที่นางยังคงหวั่นใจคือดาบเล่มสีดำที่มีพลังที่น่าหวาดกลัวที่อัดแน่นไปด้วยพลังงานด้านลบมหาศาลและอุดมไปด้วยพลังทำลายล้างแบบที่ได้เห็นไปนั้นนางมีความรู้สึกไม่สบายใจไปกับมันอาจเป็นเพราะพลังของผู้กล้าที่ติดตัวมาหรือไม่ นี่อาจเป็นเรื่องที่นางต้องการไขข้อข้องใจมากที่สุด 
             นางจะต้องหลีกเลี่ยงการใช้ดาบเล่มสีดำเล่มนี้ไปก่อนเพราะนางเองก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อใช้ออกมาแล้วมันจะมีผลอะไรพิเศษหรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็ไม่ต้องนำออกมาจะเป็นการดีที่สุด ส่วนดาบเล่มสีทองนั้นยิ่งเอาออกมาใช้ไม่ได้เด็ดขาดไม่เช่นนั้นผู้คนจากเผ่าปีศาจและเหล่าผู้ครอบครองพลังแห่งความมืดนั้นต้องมองนางว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในเผ่าพันธุ์เป็นแน่ 
                    ถึงแม้ว่านางจะมีพวกมันอยู่ในมือก็จริงในตอนนี้การปกครองโลกหรือขึ้นเป็นใหญ่นั้นมันแทบไม่มีในหัวของนาง นางคิดว่าตัวเองอย่างที่จะทำตามความฝันที่ว่าอยากใช้ชีวิตปกติทั่วไปอยากเติมเต็มมันเสียมากกว่าเมื่อคิดได้แบบนั้น นางเลือกที่จะเก็บดาบทั้งสองเล่มกลับไป 
             "อย่าได้เจอเหตุการณ์ที่ต้องนำดาบทั้งสองเล่มนี่มาใช้เลย" 
                    .............