ชั่วครู่หนึ่ง ขบวนรถม้าก็เคลื่อนตัวผ่านถนนสายหลักของเมืองหนานปิง
จนกระทั่งมาถึงอาณาเขตของตระกูลตง พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยคฤหาสน์และอาคารขนาดใหญ่
ที่บริเวณหน้าประตูใหญ่ของอาณาเขต กลุ่มคนจำนวนมากกำลังยืนรอคอยอยู่ สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเป็นกังวล
หนึ่งในนั้นคือหญิงวัยกลางคนที่ดูมีฐานะ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยร่องรอยของความวิตก
แต่ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมไปด้วยความสง่างาม นางจ้องมองขบวนรถม้าที่กำลังแล่นเข้ามาด้วยความคาดหวัง
ข้างกายของนาง ยังมีชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับเทียนจุน
ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคาย มองดูสง่างามและทรงพลัง แววตาของเขาฉายแววจริงจัง จับจ้องไปที่ขบวนรถม้าไม่กะพริบ
“ท่านแม่.. ท่านพ่อกลับมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว”
“คิดไม่ผิดจริงๆที่ให้พวกอู่จ้านไปกับท่านพ่อด้วย!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงวัยกลางคนก็ถอนหายใจออกมา นัยน์ตาของนางเปล่งประกายความโล่งอก
“ขอบคุณฟ้าดิน..”
ไม่นานนัก ขบวนรถม้าก็หยุดลง อู่จ้าน หัวหน้าทหารของตระกูลรีบก้าวลงจากม้า ก่อนจะก้าวเข้ามาประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม
“ท่านหญิงตงเหวิน เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นระหว่างทาง”
“แต่ยังดีที่พวกเราสามารถผ่านมันมาได้โดยปลอดภัย!”
เสียงของเขาหนักแน่น ทว่าก็แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า
หญิงวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าตงเหวินพยักหน้ารับ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เหนื่อยหน่อยนะท่านอู่จ้าน เชิญพวกท่านกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ”
“ข้าเชื่อว่าพวกท่านเองก็เหนื่อยมามากพอแล้ว”
“ขอบคุณท่านหญิง! งั้นพวกข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อน!”
อู่จ้านโค้งคำนับ ก่อนจะนำคนเดินเข้าไปในอาณาเขตของตระกูลตง และในตอนนั้นเอง ตงจางกับตงหลินก็ได้ก้าวลงมาจากรถม้า
“ท่านแม่!”
เด็กชายตัวน้อยตงหลิน รีบวิ่งเข้าไปกอดมารดาของตนแน่น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา
“ทะ.. ท่านแม่! ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน!”
ตงเหวินย่อตัวลงกอดลูกชายเอาไว้ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความรักและความเป็นห่วง
“ลูกแม่.. แม่ก็คิดถึงเจ้าเช่นกัน”
ขณะที่ครอบครัวตระกูลตงกำลังโอบกอดกัน เทียนจุนก็ค่อยๆก้าวลงจากรถม้า
เส้นผมสีน้ำตาลของเขาถูกมัดรวบไว้ด้านหลัง ใบหน้าหล่อเหลา แม้จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดา แต่กลับดูสงบนิ่งและน่าเกรงขาม
“ชายหนุ่มคนนี้คือ..”
เมื่อสายตาของชายที่ยืนอยู่ข้างตงเหวินมองเห็นเทียนจุน เขาก็ต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย
ขณะเดียวกัน ตงจางก็หันไปทางภรรยาของเขา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“นี่คือผู้มีพระคุณของข้า!!”
เขายกมือขึ้นชี้ไปทางชายหนุ่ม ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ
“เขามีนามว่า ไท่ซวนเทียนจุน”
“แม้จะเห็นว่าเขาอายุยังน้อย... แต่เขาคือผู้ฝึกตนระดับทะเลวิญญาณ!”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนรอบข้างถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างตงเหวินยังต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังทันที
“แข็งแกร่งเป็นอย่างมากเลยละ เพราะเขาสามารถจัดการกับคนของตระกูลโอวที่ลอบดักสังหารข้าได้อย่างหมดจด!”
สิ้นคำพูดของตงจาง บรรยากาศโดยรอบก็เงียบสงัดลงชั่วขณะ
ตงเหวินเบิกตากว้าง นางหันขวับไปมองเทียนจุน แววตาของนางฉายแววตื่นตะลึง
แม้แต่ชายหนุ่มข้างกายนางก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ราวกับกำลังประเมินบุคคลที่อยู่ตรงหน้าใหม่อีกครั้ง
“ท่านคือผู้ฝึกตนระดับทะเลวิญญาณ”
“และยังช่วยท่านพ่อของข้าเอาไว้?”
ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงแววสงสัย ก่อนจะก้าวเข้ามาประสานมือคำนับ
“ข้ามีนามว่า 'ตงหยู' เป็นบุตรชายคนโตของตระกูลตง”
“ขอคารวะท่านผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือบิดาและน้องชายของข้า!”
“ข้าตงหยู ขอแสดงความซาบซึ้งจากใจจริง!”
เทียนจุนมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า และสัมผัสได้ถึงพลังเซียนที่แผ่ออกมาจากตัวของอีกฝ่าย
ถึงจะมิได้รุนแรง แต่ก็บ่งบอกว่าตงหยูเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งเช่นกัน
เทียนจุนไม่ได้กล่าวอะไรมาก เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“ไม่ต้องมากพิธี ข้าเพียงแค่ทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น!”
บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความเงียบงันชั่วขณะ ก่อนที่ตงเหวินจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“งั้นเชิญท่านเข้ามาด้านในก่อนเถอะ ท่านเทียนจุน”
“ท่านคือแขกผู้มีพระคุณของตระกูลตงของเรา”
“ข้าขอเชิญท่านให้เกียรติเข้ามาพักผ่อนภายในจวนของตระกูล”
เมื่อถูกเชิญชวนเช่นนี้ เทียนจุนย่อมไม่ปฏิเสธและพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวตามพวกเขาเข้าไปภายในอาณาเขตของตระกูลตง
พอเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่ของตระกูลตง เทียนจุนกวาดตามองไปรอบๆ อาคารหลังนี้ตกแต่งอย่างหรูหราไม่ได้ฟุ้งเฟ้อเกินไป ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ แสดงให้เห็นถึงฐานะของตระกูลที่มีความมั่งคั่ง แต่ก็ยังคงความเรียบง่ายและภูมิฐาน
ขณะที่ทุกคนกำลังเดินเข้ามาภายใน จู่ๆตงจางก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
การกระทำกะทันหันของเขา ทำให้ตงเหวินและลูกๆทั้งสองเกิดความสงสัยเป็นอย่างมาก
“ท่านพ่อรีบร้อนอะไรกัน?”
“เกิดอะไรขึ้นหรือไง?”
ตงหยูและตงเหวินสบตากัน ก่อนที่พวกเขาจะได้แต่ยืนรอด้วยความงุนงง
ไม่นานนัก ตงจางก็กลับเข้ามาอีกครั้ง ทว่าครานี้ชายร่างใหญ่กลับถือกล่องหยกเล็กๆใบนึงมาด้วย
“ท่านเทียนจุน ตระกูลของข้าไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากเมื่อเทียบกับสำนักวิชาใหญ่ๆ”
“ทว่าพวกข้าตระกูลตงเองก็มั่งคั่งที่ไม่ธรรมดาอยู่ไม่น้อย!”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมกับยื่นกล่องหยกไปยังเทียนจุน
“ได้โปรดรับสิ่งของนี้เป็นการตอบแทนด้วยเถอะ”
“พอเห็นว่าท่านเป็นผู้บำเพ็ญเพียร แต่กลับไม่มีสิ่งของนี้ ซึ่งอาจทำให้การเดินทางหรือการใช้ชีวิตของท่านไม่สะดวก”
“ข้าก็เลยอยากจะมอบมันให้!”
เทียนจุนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของเขาฉายแววประหลาดใจ ก่อนที่ยื่นมือไปรับกล่องหยกมาอย่างสงสัย
“สิ่งของที่จำเป็นสำหรับผู้บำเพ็ญเพียร?”
เขาพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเปิดกล่องหยกขึ้นดู
เมื่อฝากล่องเปิดออก สิ่งที่อยู่ภายในก็ปรากฏให้เห็นวัตถุขนาดเล็ก
“แหวนสีขาวนวล?”
แหวนวงนี้ดูเรียบง่าย แต่ก็แฝงไปด้วยความพิเศษ
มันมีลวดลายเส้นหนึ่งพาดผ่านรอบตัวแหวน ราวกับว่ามันถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้หลอมอาวุธที่เชี่ยวชาญ
ทันทีที่เห็นสิ่งนี้ หัวใจของเทียนจุนก็เต้นระรัวขึ้นเล็กน้อย
“นี่มัน.. แหวนกักเก็บมิติระดับต่ำ!?”
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ขณะที่ปลายนิ้วสัมผัสไปยังแหวนวงนั้น
“ของเช่นนี้.. แม้จะเป็นเพียงระดับต่ำ แต่ก็ยังนับเป็นของล้ำค่า!”
แหวนกักเก็บมิติ คือหนึ่งในสมบัติที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรมากมายปรารถนา เพราะมันสามารถกักเก็บสิ่งของต่างๆเข้าไปในมิติกระเป๋าภายในแหวน ทำให้ผู้ฝึกตนสามารถพกพาอาวุธ ทรัพยากร หรือสิ่งของจำเป็นได้โดยไม่ต้องแบกภาระหนัก
ในชีวิตก่อน เทียนจุนเคยครอบครองแหวนกักเก็บมิติระดับสูงสุด ซึ่งภายในมีอาณาเขตกว้างกว่าหลายพันจั้ง
สามารถเก็บอาวุธ คัมภีร์ เม็ดยา รวมถึงทรัพยากรล้ำค่าจำนวนมหาศาลได้อย่างสบายๆ
แต่ในวันที่เขาตกตาย—แหวนวงนั้นก็ได้สลายหายไปพร้อมกับร่างของเขา
เทียนจุนเงียบไปครู่หนึ่ง ขณะที่ความทรงจำในอดีตแล่นเข้ามาในหัว ก่อนที่จะเผยรอยยิ้มบางๆ และเก็บแหวนวงนั้นไว้กับตัว
“ข้าขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ”
ขณะที่เทียนจุนรับแหวนมา ตงเหวินและตงหยูที่ยืนมองอยู่ก็ต้องประหลาดใจ
ทั้งสองมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่ตงหยูจะเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ท่านพ่อ.. ถึงกับมอบสิ่งนี้ให้กับเขาเลยหรือ?”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ แม้ว่าตระกูลตงจะมีความมั่งคั่งไม่น้อย แต่แหวนกักเก็บมิตินั้น ไม่ใช่สิ่งของที่จะพบได้ทั่วไป มันเป็นของที่ผู้ฝึกตนระดับต่ำทุกคนต้องการ และแหวนเหล่านี้ก็ค่อนข้างมีมูลค่ามหาศาลในโลกปุถุชนคนธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้น
“ท่านพ่อขี้เหนียวจะตายไป”
“ปกติไม่เคยให้ของล้ำค่ากับใครง่ายๆเลยแท้ๆ”
ตงหยูคิดในใจอย่างอดไม่ได้ ขณะที่มารดาของเขาเองก็มีสีหน้าประหลาดใจไม่ต่างกัน
“พ่อเจ้าน่ะหรือ.. มอบของล้ำค่าให้ผู้อื่นโดยไม่ลังเล?”
ตงเหวินเหลือบตามองสามีของนางเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ดูเหมือนว่าเขาจะซาบซึ้งบุญคุณของชายหนุ่มผู้นี้อย่างแท้จริง!”
ตงจางได้ยินเสียงกระซิบของลูกชายและภรรยา แต่ก็เพียงแค่หัวเราะเสียงดัง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ
“หึ! ข้าใช่คนขี้เหนียวอะไรขนาดนั้นเสียเมื่อไหร่!”
เขาหันไปมองเทียนจุน ก่อนจะกล่าวต่อ
“สิ่งที่ข้ามอบให้ไม่ใช่แค่ของตอบแทน..”
“แต่เป็นของที่เหมาะสมกับท่าน!”
เทียนจุนฟังแล้วก็เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ
“แน่นอน ข้าจะไม่ให้มันสูญเปล่า!”
ถึงแหวนวงนี้จะไม่สามารถเทียบกับสิ่งที่เขาเคยครอบครองในอดีตได้ แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับเขาในชาตินี้
หลังจากนั้น บรรยากาศภายในห้องโถงก็ค่อยๆผ่อนคลายลง
ตงจางเชิญเทียนจุนให้นั่งพักผ่อน และสั่งให้คนเตรียมอาหารและที่พักสำหรับชายหนุ่ม
และนี่คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตระกูลตง
ทว่าท่ามกลางความสงบนี้ ภายในเมืองหนานปิงก็กำลังเกิดการเคลื่อนไหวบางอย่างขึ้นโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว