บนภาพหนังที่ตาแก่เย่แสดงให้ทั้งสองคนดู เป็ภาพของบุคคลสองคนที่แตกต่างกัน
คนแรกเป็ชายชาตรี ร่างกำยำ ที่แต่งกายเหมือนคนในยุทธภพ ใส่เกราะหนัง ปลอกแขนหนัง สะพายดาบโค้งใหญ่ ยืนมองไกล
ในส่วนภาพของบุคคลที่สองเป็บุรุษเช่นเดียวกัน แต่แต่งกายคล้ายชายชั้นสูง ลูกผู้ดี มือข้างนึงไพล่หลัง อีกข้างกำหลวมๆ ไว้ด้านหน้า สายตามองไปบนฟ้า และสิ่งที่ดึงดูดสายตาเด็กทั้งสองคนที่สุดคือบนภาพที่สอง บุรุษคนนั้นเท้าสองข้างเหยียบบนกระบี่สีเงินที่ลอยอยู่ท่ามกลางนภากาศ ดูสูงส่งราวเทพมาโปรดมนุษย์
“ข้าจะกล่าวถึงผู้ฝึกยุทธก่อน อย่างไรเ้าก็น่าจะคุ้นชินกับล่างูเามากกว่า” ตาแก่เย่โบกมืออีกหนึ่งครั้ง บนแผ่นภาพบุรุษที่เป็เซียนนั้นหายไป กลับเป็บุรุษร่างกำยำที่เริ่มเคลื่อนไหว เปลี่ยนท่าทางประกอบการพูดของตาแก่เย่
“ผู้ฝึกยุทธจะเน้นที่การฝึกกายนอก พวกเราผู้ฝึกยุทธขัดเกลาร่างกายของตน สั่งสมกำลังภายใน หล่อหลอมกายให้แข็งแกร่งดั่งศาตรานับหมื่น อาวุธที่ดีที่สุดของผู้ฝึกยุทธก็คือร่างกายของผู้ฝึกยุทธ”
“ผู้ฝึกยุทธมีการแบ่งสี่ขั้นใหญ่หลายขั้นย่อย ขั้นหนึ่งคือการหลอม แบ่งเป็หลอมกล้ามเนื้อ หลอมกระดูก หลอมเส้นเอ็น หลอมจิตใจ”
“ขั้นที่สอง ขั้นของการบ่มเพาะ แบ่งเป็บ่มเพาะกายาทองคำ สร้างกายาทองคำ กระดูกทองคำ”
“หลังจากนั้นจึงเริ่มขั้นก่อกำเนิด แบ่งเป็หัวใจทองคำและกายาเทพ”
“ขั้นที่สี่จึงเป็การบ่มจิตเทพแห่งการต่อสู้ ในประวัติศาสตร์การฝึกยุทธผู้ที่แตะระดับจิตเทพได้มีเพียงสามคนเท่านั้น” ระหว่างตาแก่เย่อธิบาย บุรุษในภาพวาดก็ขยับตามไปด้วย
่แรกก็เป็ภาพการฝึกกายนอกแบบเซิ่งมู่และต้าจิน ขัดเกลาร่างกาย แบกหินไว้บนหลังวิ่งขึ้นลงเขา
่ที่สองเป็ภาพการฝึกวรยุทธที่หลากหลาย มีทั้งดุดัน อ่อนช้อย มีทั้งการใช้ศาสตราวุธหลากชนิด กระบี่ ทวน ดาบใหญ่ ดาบคู่หรือกระบองั์ที่มีหนามดูไม่น่าให้มนุษย์ธรรมดาใช้
่ที่สามเป็ภาพบุรุษนั่งขัดสมาธิในสถานที่ต่างๆ ทั้งธารลาวาร้อนระอุ พื้นที่กันดารที่ปกคลุมด้วยหิมะหรือบนูเาที่มีไอมืดปกคลุม
่สุดท้ายจึงกลับไปเป็ภาพแรกเริ่ม ทำให้เห็นเป็ภาพบุรุษยืนมองไกลอีกครั้ง
หลังอธิบายจบตาแก่เย่จึงเปิดปากเอ่ยว่า “หากพวกเ้าสงสัยก็จงถามเสีย วันนี้ข้าจะอธิบายวิถีทางบนโลกทั้งหมดที่รู้แก่เ้าทั้งสอง”
“พวกข้ากำลังอยู่ในขั้นตอนหลอมใช่ไหม แล้วอีกนานหรือไม่กว่าพวกข้าจะเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะ” เซิ่งมู่เอ่ยถาม ส่วนต้าจินก็พยักหน้ารัวๆ แสดงออกว่าอยากรู้เช่นกัน
เหตุที่ต้าจินเริ่มเงียบั้แ่ตาแก่เย่เปิดปากพูดเื่ทั้งหมด ไม่ใช่เขาไม่อยากถาม แต่ข้อมูลมากมายที่ล้นทะลักพุ่งเข้าหัวคนอย่างต้าจิน ทำให้ปวดสมองอยู่ไม่น้อย
“พวกเ้าทั้งคู่ผ่านพ้น่หลอมกล้ามเนื้อไปแล้ว ในตอนนี้กำลังอยู่ใน่หลอมกระดูก เป็เหตุที่ข้าให้พวกเ้าทั้งคู่แช่ในถังสมุนไพรหลังฝึกหมัดทุกครั้ง นี่จะทำให้รากฐานของเ้าแข็งแกร่งกว่าการฝึกยุทธทั่วไป”
เซิ่งมู่และต้าจินพยักหน้ารับ เข้าใจความหวังดีของตาแก่เย่แล้ว “แล้วเซียนละตาแก่ พวกเขาฝึกเหมือนเราหรือไม่?” ต้าจินเปิดปากถาม
ตาแก่เย่ส่ายหัวพร้อมโบกมืออีกหนึ่งที คราวนี้บนภาพวาดปรากฎร่างบุรุษหนุ่มผู้ดีคนนั้นแทน
“ผู้ฝึกตนหรือเซียนฝึกคนละอย่างกับผู้ฝึกยุทธอย่างสิ้นเชิง หนึ่งคือพวกเซียนเ่าั้ไม่ได้หลอมกายนอกเหมือนผู้ฝึกยุทธ แต่เซียนเลือกที่จะดึงพลังิญญาแห่งฟ้าดินเข้าไปยังรากิญญาแต่กำเนิด กักเก็บพลังไว้ในรากิญญาและนำออกมาใช้ มีอภินิหารหลากหลาย โบยบินบนนภากาศได้อย่างอิสระเสรี เหล่าเซียนมีการแบ่งขั้นพลังเช่นเดียวกับผู้ฝึกยุทธ”
“แบ่งเป็รวมปราณบริสุทธิ์สามขั้นย่อย จากนั้นจึงเป็ขั้นขัดเกลาปราณบริสุทธิ์ สี่ขั้นตอนนี้เปรียบได้ดั่งขั้นตอนหลอมของผู้ฝึกยุทธ ไม่ต่างกันมากนัก”
“ขั้นต่อไปจึงเป็การสร้างแก่นปราณ ก่อรูปจิต สร้างจิตสมมติ ขั้นนี้เปรียบเทียบดั่งขั้นบ่มเพาะของผู้ฝึกยุทธเช่นกัน” “ขั้นต่อไปสร้างจิตบริสุทธิ์ พิศเต๋าและสุดท้ายเป็การผสานกับฟ้าดิน”
“สามขั้นสุดท้ายนี้จะว่าคล้ายก่อกำเนิดของผู้ฝึกยุทธก็ว่าคล้าย แต่จะบอกว่าไม่ใช่ก็ว่าไม่ใช่ ยิ่งผู้ฝึกตนฝึกไปสูงขึ้นเท่าไหร่ พลังการสังหารจะยิ่งแตกต่างกันตามเต๋าของตนเอง กลับกันถ้าหากผู้ฝึกยุทธอยู่ในระดับขั้นเดียวกัน พลังสังหารจะแบ่งกันที่วรยุทธเป็หลักเสียมากกว่า”
ในขณะที่ตาแก่เย่อธิบาย ภาพบนแผนภาพก็ปรากฎแตกต่างกันไป เริ่มแรกเป็ภาพบุรุษนั่งขัดสมาธิแล้วจึงเป็การรวมพลังิญญาแห่งฟ้าดินเข้ามาในร่างกาย ในร่างกายปรากฎลูกกลมๆ ที่จุดตันเถียน แล้วจึงเป็ภาพิญญาของบุรุษก่อตัวเป็บุรุษตัวน้อยแล้วใสกระจ่างขึ้น สุดท้ายกลายเป็ภาพบุรุษหนุ่มและบุรุษตัวน้อยในกายสลายหายไปรวมกับฟ้าและดิน ก่อเป็โลกใบเล็กในกายของบุรุษหนุ่มแทน
“ถ้าแบบนั้นสำนักผู้ฝึกตนที่พ่อของข้าบอกหมายถึงการฝึกตนเป็เซียนเรอะ ตาแก่เ้าสอนวรยุทธข้าแบบนี้ ข้าฝึกสองอย่างพร้อมกันไม่ธาตุไฟเข้าแทรก กายดับจิติญญาสลายเอาเรอะ” ต้าจินะโผลุงออกจากถังสมุนไพรก่อนจะลากเก้าอี้ไม้ไผ่ไปนั่งใกล้ๆ ตาแก่ หน้าตาแสดงความสนอกสนใจอย่างมาก พร้อมหยิบโถเมล็ดแตงมามอบให้ตาแก่อย่างว่าง่าย
“โดยปกติแล้วหากยิ่งเ้าฝึกยุทธด้วยขั้นที่สูงขึ้น การฝึกตนก็ยากลำบากตามไปด้วย ดังนั้นการหลอมกระดูกจึงเป็ขั้นสุดท้ายที่ข้าจะสอนเ้าแล้ว ส่วนยากอย่างไรเมื่อเ้าฝึกตนบำเพ็ญเป็เซียนแล้วเ้าจะรู้เอง” ตาแก่เย่เอ่ยพลางหยิบเมล็ดแตงขึ้นมาแกะกิน
“แล้วใครเก่งกว่ากันเรอะ” ต้าจินถามต่อ ในหัวของต้าจินตอนนี้ ฟังจากชื่อระดับขั้นแล้ว ไม่ใช่ว่าเซียนนั้นเหนือกว่าหรอกหรือ บินก็ได้ แล้วไหนจะผสานกับฟ้าดินอีก มิใช่ว่ามนุษย์ทุกคนอยู่ใต้ฟ้ารึ
“อยู่ที่คน ถ้าคนอย่างเ้าเด็กน้อยเปิดก้นยังชนะได้เลย” ตาแก่พูดพร้อมพ่นเมล็ดแตงใส่ต้าจิน
“ท่านปู่แล้วเื่เข้าสำนักของต้าจินละหมายความว่าอย่างไร” เมื่อคิดถึงเื่ที่พูดกันก่อนหน้าแล้ว ต้าจินเคยบอกว่าพ่อของเขาจะให้เขาเข้าสำนักที่ไหน ต้าจินไม่รู้ เซิ่งมู่ก็ยิ่งไม่รู้ แต่เซิ่งมู่รู้สึกได้ว่าปู่ของเขาอย่างเย่น่าหลันต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน
“เป็สำนักเก่าของเ้าเด็กหุ้ย ถึงจะเป็สำนักผู้ฝึกตนแต่เน้นหลากหลายศาสตร์นัก มีชื่อว่าสำนักประจำเมืองอวิ๋นสุ่ย เป็สำนักใหญ่แห่งหนึ่งในอาณาจักรชิงอวิ๋น นอกนั้นข้าไม่รู้อะไรแล้ว”
เซิ่งมู่ร้องอ้อครั้งนึง แสดงออกว่าเข้าใจแล้ว ก่อนจะค่อยๆ ลุกจากถังสมุนไพรมาใส่เสื้อผ้า ต้าจินที่เห็นจึงลุกจากเก้าอี้มาช่วยเซิ่งมู่เอาน้ำในถังแช่ออก
“แล้วเซิ่งมู่ละตาแก่ ข้าจะไปขอร้องท่านพ่อให้พาเขาไปด้วย ดีหรือไม่?” ต้าจินหันมาถามตาแก่เย่ไปพลางช่วยงานเซิ่งมู่ไปพลาง
เซิ่งมู่ได้ยินดังนั้นจึงหันหน้าไปมองเย่น่าหลัน
“รอผ่านพ้นคืนนี้ไปค่อยคิดยังไม่สาย” ตาแก่เย่โบกมือปัด ก่อนจะลุกเดินเข้าไปในเรือนบ้าน “อย่าลืมไปซื้อยากับของมากินเย็นนี้ด้วยละ เทียบยาของใช้ข้าเขียนไว้ครบแล้ว” สิ้นเสียงพูดประตูก็ปิดดังปัง
บนโต๊ะเป็เทียบยาและรายการของกินที่ตาแก่เย่จดไว้ พร้อมเงินถุงเล็กๆ ใบนึง
“ไปกันเถอะ ข้าจะไปหาพ่อเ้าด้วย” เซิ่งมู่หยิบของบนโต๊ะพร้อมเดินนำต้าจินออกจากเรือนบ้าน มุ่งหน้าไปยังตลาดทางทิศเหนือของเมืองเล็ก
ระหว่างทางเดินไปตลาดเมืองเล็กเซิ่งมู่และต้าจินก็คุยันถึงเื่ที่ตาแก่เย่พึ่งเล่าให้ฟัง บางครั้งก็ถกกันว่าใครเก่งกว่า ผู้ฝึกยุทธหรือผู้ฝึกตน? บางครั้งก็คุยถึงว่าผู้ฝึกยุทธจะบินได้แบบเซียนหรือไม่? เซิ่งมู่เลยกล่าวว่างั้นรอเจอพ่อต้าจิน ค่อยถามเป็อย่างไร?
เพราะอย่างไรเสียจากที่ปู่เย่เล่าให้ฟัง พ่อของต้าจินน่าจะเป็ผู้ฝึกตนเหมือนกัน ต้าจินได้ยินจึงพยักหน้าตกลง
พร้อมบ่นอิดออดว่าอยู่มาหลายปี พึ่งมารู้ตอนนี้ ถ้ารู้ว่าพ่อตนเป็เทพเซียนแต่แรก ตอนนี้ตนคงขอให้ท่านพ่อสอนขี่กระบี่บิน เอาไว้อวดเด็กทั่วเมืองแล้วกระมัง...
คุยเล่นไปเดินเล่นไปประมาณครึ่งเค่อ ทั้งคู่ก็มาถึงพื้นที่ที่คนเดินกันขวั่กไขว่ สองข้างทางเริ่มมีร้านตลาดแผงลอยและโรงเตี๊ยมประปราย
“ซื้อยาก่อนดีกว่า ข้ากลัวร้านยาผู้าุโหลิวจะปิดเสียก่อน” เซิ่งมู่หันไปพูดกับต้าจิน ก่อนจะเดินนำไปยังร้านยาเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ปลายถนน ซึ่งเป็จุดที่ครึกครื้นที่สุดในตลาด
ร้านยาหลิวที่เซิ่งมู่พูด เป็ร้านยาที่อยู่คู่เมืองเล็กมาหลายชั่วอายุคน ร้านยาหลิวขึ้นชื่อเื่ความเอาแต่ใจ ไม่มีเวลาเปิดปิดแน่นอน บางวันก็เปิดแต่ยามอิ๋น (03.00-04.59) บางวันผ่านไปยันยามเว่ย(13.00-14.59) แล้วยังไม่เห็นแม้แต่เงาคน ส่วนบางวันยามจื่อ(23.00-00.59) ไฟร้านก็ยังเปิด บางวันดีนัก ผ่านไปทั้งวันจนไก่โห่รอบสองดันไม่มีแม้แต่เงาคนอีกแล้ว
เดินผ่านรวงร้านไม่นานเบื้องหน้าปรากฎร้านยาสองชั้นขนาดไม่ใหญ่ มีป้ายไม้สลักคำว่า “หลิว” อยู่้า วันนี้ทั้งคู่ถือว่าโชคดี ดูจากประตูและหน้าต่างแล้วเหมือนจะยังรับลูกค้าอยู่
ทั้งคู่จึงเดินก้าวเข้าไปในร้านก่อนที่เซิ่งมู่จะบอกรายชื่อยาบางส่วนในเทียบให้กับต้าจิน
ต้าจินร้องอ้อรับ ก่อนจะเริ่มเดินหาช่วยเซิ่งมู่อย่างคุ้นเคย
ในส่วนเซิ่งมู่เดินไปหลังร้าน ซึ่งแบ่งเป็พื้นที่สำหรับสมุนไพรบำรุงกายโดยเฉพาะ ทุกครั้งที่มาซื้อยาให้ตาแก่เย่ ต้าจินจะรับหน้าที่ซื้อยาโอสถทั่วไป ส่วนเซิ่งมู่ที่มีความรู้ด้านสมุนไพรมากกว่ามักจะรับหน้าที่เลือกและดูสมุนไพรด้วยตนเอง
ระหว่างที่เซิ่งมู่กำลังเลือกสมุนไพร ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าเบาๆ แอบเดินก้าวเข้ามา เซิ่งมู่ที่ได้ยินกลับแกล้งทำเป็ไม่รับรู้
เมื่อเสียงใกล้เข้ามา เซิ่งมู่จึงเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย ทำให้เห็นเป็ภาพคนคนหนึ่งพุ่งตัวเข้าลิ้นชักเก็บสมุนไพรที่เซิ่งมู่ยืนดูอยู่เมื่อครู่
ก่อนที่คนคนนั้นกำลังจะล้มหน้าคะมำใส่ชั้นวางสมุนไพรจนเละเทะ เซิ่งมู่พลันรีบเอามือคว้าข้อมือของคนคนนั้นเอาไว้
“อั๊ยหยา! พลาดอีกแล้ว” สิ้นเสียงแหลมเล็ก คนที่พุ่งใส่เซิ่งมู่เมื่อครู่จึงหันมาพูดปนขำๆ กับเซิ่งมู่
บุคคลนั้นก็คือสตรีน้อยคนนึงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเซิ่งมู่และต้าจิน ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มทะเล้นร่าเริง
สตรีน้อยคนนี้ใส่ชุดเขียวสะอาดสะอ้าน ไม่สูงเท่าไหร่นัก มัดผมหางม้า ใบหน้ากลมอวบอิ่มเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทรวดทรงและหน้าตาเริ่มปรากฎเค้ารางของสตรีรูปโฉมงดงามคนนึง เว้นเสียแต่ว่าหน้าตาขี้เล่นที่ไม่ค่อยเหมาะกับคนที่ย่างเข้าสู่สตรีเต็มวัยเท่าไหร่
นางมีชื่อว่า หลิวจื่ออี้ หลานสาวโทนคนเดียวของ หลิวจิ้งเจ๋อ หมอผู้มากฝีมือและเ้าของโรงยาคนเดียวในเมืองเล็ก
“สมัยก่อนทั้งเ้าทั้งต้าจินยังเป็สมุนมือขวามือซ้ายข้าอยู่เลย ส่วนตอนนี้ดีนัก พอเป็วรยุทธนิดหน่อยก็เอามาแกล้งกันซะแล้ว” หลิวจื่ออี้กอดอก พร้อมทำแก้มป่อง ท่าทางทะเล้น
เซิ่งมู่ได้ยินจึงออกเสียงหัวเราะ ก่อนที่จะยื่นเทียบยาให้ “ข้าและต้าจินก็ยังเป็สมุนผู้ภักดีของแม่นางหลิวอยู่แล้ว หากไม่รบกวนเกินไปนัก ฝากแม่นางหาสมุนไพรตามเทียบนี้ให้ข้าหน่อย” เซิ่งมู่ประสานมือคารวะพร้อมพูดบนขำๆ
“หัวหน้าแบบใดกันโดนลูกน้องสั่ง” หลิวจื่ออี้บ่นพึมพำแต่ก็ยังเดินหาสมุนไพรมาให้เซิ่งมู่อย่างคุ้นเคย