บทที่5
การพบกันครั้งแรกกับเทวทูตฝ่ายอารยทิฐิ
เข้าวันหนึ่งปฐวีกำลังจะไปทำงาน ปฐวีเดินขึ้นสะพานลอยเห็นชายชราขอทาน นั่งถอดเสื้อ และเต็มไปด้วยรอยสัก อ้าปาก ตาลอย เดี๋ยวก็โวยวาย แบบไม่ศัพท์จับกระเดียด เดี๋ยวก็ว่า์บอก ์สั่ง เดี๋ยวก็พูดกับใครก็ไม่รู้ พูดอยู่คนเดียว แล้วบอกว่า แกเชื่อฉันสิ แกเชื่อฉัน ปฐวีมองสักพัก ดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ชายชราหันมองมาที่ปฐวี แกก็ยิ่งร้องโวยวาย ปฐวีคิดว่า เออ… คงไม่ใช่กิจของเรา เราไม่ยุ่งด้วยดีกว่า แล้วก็รีบเดินจากไป
มีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับปฐวี เดินเข้ามาใกล้ๆ ปฐวี จู่ๆ ก็มีเสียงก้องเข้ามาในหูของปฐวี ปฐวีได้ยินว่า “เดี๋ยวสิจะรีบไปไหนล่ะ เทวทูตน้องใหม่ เราเป็คนจัดการเขาเองล่ะ ไอ้พวกคนพูดไม่รู้เื่”
ปฐวีหยุดนิ่ง แล้วคิดว่า ต้องเป็พวกอารยทิฐิแน่ เพราะปฐวีเคยรู้มาว่ามีเทวดาจำพวกหนึ่ง เรียกตัวเองว่าอารยทิฐิคอยคุมกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ประเทศวางไว้ แต่นิสัยมักจะใช้วิธีการลงโทษอย่างรุนแรงเพื่อให้ผู้กระทำผิดหลาบจำ หรือไม่ก็ขจัดออกสังคมไปเลยก็เป็ได้
การที่ปฐวี และชายหนุ่มไม่สามารถพูด หรือแสดงตนออกมาเพื่อทำความรู้จักกันได้ เพราะเนื่องจาก เทวทูตทั้งสองฝ่าย ยังไม่มีความยินยอมจากทางรัฐบาล ว่าให้สามารถสร้างเทวทูตขึ้นมาจัดการกับสิ่งที่เป็ปัญหาต่างๆ ได้ ดังนั้นการแสดงตัวว่าเป็เทวทูตนั้น ก็เป็การผิดจากกฎเกณฑ์ของสังคม เทวทูตทั้งสองจึงไม่สามารถแสดงตัวออกมาได้เช่นกัน
ดังนั้น ปฐวีหันไปมองหน้าชายหนุ่มผู้นั้น แล้วก็พูดโดยใช้โทรจิตเช่นเดียวกับ ชายหนุ่มผู้นั้น
“เขาทำอะไรผิด” ปฐวีถามชายผู้นั้น
ชายผู้นั้นตอบว่า เ้านี้มีคาถาอาคม แต่ใช้มันไปในเพื่อแสวงหาผลโประโยชน์ ก่อความเดือดร้อนไปทั่ว ผิดทั้งศีลธรรม และกฏหมายบ้านเมือง เรานี้ก็ได้แจ้งแก่เทวดาฝ่ายอารยทิฐิ ว่า ชายผู้นี้ไม่ประคองตนให้ตั้งอยู่ในศีลในธรรม และยังก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
เรากับเทวดาฝ่ายอารยทิฐิสรุปว่าชายขอทานนี้ ไม่ประคองตนรักษาศีล การไม่พึงระวังและสำรวมร่างกาย และจิตใจ ร่างกายและจิตใจจะอ่อนแอลง และนับวันก็ยิ่งกระทำแต่ความชั่ว ก็ยิ่งทำร้ายร่างกายและจิตใจตัวเอง เพราะเช่นนี้เขาจึงไม่สามารถควบคุมร่างกายและจิตใจได้ เวลามีอะไรเข้ากระทบสภาวะการรับรู้ของเขา ร่างกายและจิตใจของชายขอทานนี้จึงไม่เกิดสภาพเพียงพอที่จะรับรู้ได้ ดังนั้นจึงทำให้ชายผู้นั้น เห็นคนกลายเป็ผี เห็นผีกลายเป็เทวดา ได้ยินเสียงหลอกหลอนตลอดเวลา ไม่สามารถควบคุมสติได้และพูดจาไม่รู้เื่
เทวทูตฝ่ายอารยทิฐิยังบอกอีกว่า วันนี้เราคาดการณ์ว่าเทวทูตฝ่ายปราณปรมัตถ์จะมา เราเลยนำพาชายขอทานผู้นี้มาให้เ้าดู ว่าชายผู้นี้กระทำความผิดเช่นนี้ตามที่เราเล่า จึงเป็เช่นนี้ เรานี้ก็ได้ยินมาว่า พวกท่านนี้สามารถแก้ไขคนได้ด้วยความรัก ความเมตตา จึงอยากทราบจากท่าน ถ้าเป็ท่านจะทำอย่างไร แต่คราวนี้ชายผู้นี้ได้สติฟั่นเฟืองไปแล้ว คราวนี้เราจึงขอให้ท่านได้ทำหน้าที่เรียกโรงพยาบาลจิตเวชมารับชายขอทานผู้นี้ไปรักษาเสียก่อน คราวหน้าหากเราเจอเหตุการณ์เช่นนี้อีกจะเชิญท่านไปแก้ไขร่วมกัน
ปฐวีก็พยายามนิ่งเงียบ กับคำท้าทายที่ว่าปฐวีทำได้ก็แค่เรียกโรงพยาบาลมารักษาให้หาย แต่คราวนี้คงช่วยเหลือชายขอทานไม่ทันแล้วจริงๆ คงต้องปล่อยให้เป็หน้าที่ของโรงพยาบาลเป็ผู้รักษาชายผู้นี้ ดังนั้น ปฐวีจึงโทรไปที่สายด่วนกทม.เพื่อนำตัวชายขอทานผู้นี้ไปดำเนินการรักษา
พอวันรุ่งขึ้น ทางตำรวจโทรไปหาปฐวี เพื่อให้ปฐวีไปชี้จุดที่พบชายขอทานที่จะโวยวายเหมือนจะมาทำร้าย (คือปฐวีต้องแจ้งความว่าขอทานผู้นี้ มีอาการเหมือนจะมาทำร้ายด้วย ทางตำรวจถึงจะมารับตัวขอทานไปบำบัด)
เสร็จแล้วปฐวี ก็ไปที่สถานีตำรวจตามนัด แต่ปฐวีไปก่อนประมาณ1ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ไปสาย แต่ปฐวีกลับเจอเทวทูตฝ่ายอารยทิฐิกำลังนั่งยิ้มอย่างมีความสุข และมองมาที่ปฐวี
ทันใดนั้นปฐวีได้ยินเสียงทางโทรจิตว่า “ดูสิ ดูสิ ชายสวมชุดสูทนั้น ที่สวมกุญแจนั่น เป็ถึงผู้อำนวยการโรงเรียนเชียวนะ กลับต้องมาติดคุก ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย”
เทวทูตฝ่ายอารยทิฐิ บอกว่า คนๆ เนี่ย ฉันแทบไม่ได้จัดการอะไร เขาคิดว่าตัวเค้า เป็หล่อ เก่ง และฉลาดที่สุด หลงตัวเองแบบสุดๆ เลย แล้วเทวทูตฝ่ายอารยทิฐิก็หัวเราะด้วยความสะใจ
สมัยเป็ครูสอนก็กลั่นแกล้งครูเพื่อนวิชา เอาใจประจบหัวหน้า จนได้เป็หัวหน้าสายชั้น พอตัวเองมียศก็ยิ่งโกงเวลาสอน ไม่สนถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับนักเรียน มุ่งสนใจจะทำงานวิชาการให้ตัวเองเป็ผู้อำนวยการโรงเรียนให้ได้
พอตัวเองได้เป็ผู้อำนวยการโรงเรียน ก็มีพฤติกรรมยักยอก ฉ้อโกง การจัดซื้อจัดจ้าง เงินที่ได้มาก็มัวแต่เอาเงินไปบำเรอสาวๆ มีบ้าน2-3หลัง มีรถ5-6คัน ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อ แบบหาได้เป็ล้านๆ ก็ใช้หมด
ฉันไม่ได้ทำอะไรผอ.คนนี้เลยจริงๆ นะ คิดไปแล้วยังขำ คือฉันแค่ไปเร่งความโกรธของพวกครูที่เคยผอ.กลั่นแกล้งนะ พวกครูเขาเลยพากันหาหลักฐานไปแจ้งตำรวจ แค่เนี้ย เป็งานที่หมูมากๆ เลย
พอเทวทูตฝ่ายอารยทิฐิพูดจบ ก็มองหางตามาที่ปฐวี เรานี้ก็ได้ยินมาว่า พวกท่านนี้สามารถแก้ไขคนได้ด้วยความรัก ความเมตตา จึงอยากทราบจากท่านว่า คนบ้าอำนาจ ละโมบโลภมากอย่างนี้ ถ้าเป็ท่านจะทำอย่างไร คราวหน้าหากเราเจอเหตุการณ์เช่นนี้อีกจะเชิญท่านไปแก้ไขร่วมกัน เสร็จแล้วเทวทูตฝ่ายอารบทิฐิก็ยิ้มแล้วเดินจากไป
ปฐวีได้รับคำท้าทายอีกครั้ง แต่ปฐวีก็ยังพยายามสงบใจเพราะยังไม่เป็โอกาสของตัวเอง แล้วก็มาถึงเวลาของปฐวีที่จะต้องไปกับตำรวจ เพื่อไปชี้จุดให้เทศกิจจับขอทานคนนั้น
โชคดีมากที่ขอทานคนนั้นยังไปไหน เทศกิจจึงจับตัวขอทานคนนั้นขึ้นแล้วส่งโรงพยาบาลจิตเวชทันที เสร็จแล้วปฐวีกับตำรวจจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน
สองสามสัปดาห์ผ่านมา ทางโรงพยาบาลจิตเวชจึงโทรศัพท์มาหาปฐวีว่าตอนนี้อาการของคนไข้อยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่ากลับบ้านได้แล้ว ตอนนี้กำลังติดต่อกับทางญาติเพื่อมารับกลับไปดูแล ปฐวีก็ดีใจที่ในสุดขอทานคนนั้นไม่เป็อะไรมาก และยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ต่อไป เพราะปฐวีคิดว่า แม้ว่าเขาจะกระทำผิดเพียง หากเขายังมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยเขาก็ยังมีโอกาสที่เขาจะทำความดีต่อไปได้
พอมาถึงวันอาทิตย์ วันนี้ปฐวีว่าจะไปซื้อของในเมือง จึงออกจากบ้านมารอรถที่ป้ายรถโดยสารประจำทาง ทันใดใจของปฐวีหวิวขึ้นมาทันที พอหันไปที่สะพานลอยเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังคิดจะฆ่าตัวตาย คือกำลังจะก้าวเท้าข้างหนึ่ง โดดออกจากรั้วของสะพานลอย
ปฐวีรีบวิ่งขึ้นไปที่สะพานลอยทันที ร้องะโ “อย่านะ อย่านะ ช่วยที มีคนจะโดดสะพาน” ปฐวีรีบวิ่งขึ้นอย่างเร็วที่สุด แต่มันดูจะสายเกินไป เพราะเขากำลังจะโดดแล้ว
แต่ทันใดนั้น ปฐวีเห็นเทวทูตฝ่ายอารยทิฐิะโมาดึงตัวเด็กหนุ่มคนนั้นเข้ามาข้างในได้ เขากดไหล่ทั้งสองของเด็กหนุ่มไม่ให้ขยับ แล้วะโบอกปฐวีว่ารีบแจ้งรถพยาบาล ประมาณห้านาทีต่อมา รถพยาบาลมา พยาบาลก็รีบนำยาระงับประสาทมาฉีดให้เด็กหนุ่มคนนั้นหลับไป
พยาบาลก็บอกปฐวีกับเทวทูตฝ่ายอารยทิฐิว่าให้ขึ้นรถไปด้วยกัน เพราะเดี๋ยวพอตำรวจมาที่โรงพยาบาลจะได้ให้การกับทางตำรวจได้ ปฐวีกับเทวทูตฝ่ายอารยทิฐิก็ขึ้นรถพยาบาลไปด้วยกัน
พอถึงโรงพยาบาล ฝ่ายฉุกเฉินก็นำเด็กหนุ่มคนนี้เข้าห้องฉุกเฉิน เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด สำหรับปฐวีกับเทวทูตฝ่ายอารยทิฐิก็ต้องนั่งรออยู่หน้าห้องเพื่อรอดูอาการเด็กหนุ่มคนนั้น และรอตำรวจมาสอบพยาน
มันเป็โอกาสที่ดีสำหรับปฐวีที่จะได้ทำความรู้จักกันกับเทวทูตอารยทิฐิ
“นายชื่ออะไรน่ะ” ปฐวีถาม
“เราชื่อเมฆ แล้วนายล่ะ” เทวทูตฝ่ายอารยทิฐิตอบกลับ
“เราชื่อปฐวีครับ เออว่าแต่ทำไมนายไปอยู่ตรงนั้นได้ล่ะ” ปฐวีถามต่อ”
“เด็กหนุ่มคนนี้เขาชื่อโน้ต ตอนนี้ก็คงอายุได้ประมาณ24ปีแล้ว ฉันติดตามเ้าหนุ่มคนนี้มานานแล้ว ตอนแรกฉันว่ามันจะโดนเข้าคุก แต่ทำไปทำมากลับเป็ฆ่าตัวตายแทน” เมฆกล่าวต่อ
“ที่เขาโดดสะพานเพราะเมายาเหรอครับ” ปฐวีถามด้วยความสงสัย
” เปล่าๆ คือเ้าเด็กคนนี้ก็มียุ่งเื่ยาบ้าง ก็เป็ไปตามเพื่อนที่คบนั้นแหละ แต่ผมว่าเป็เขารับเื่เครียดและปัญหารอบตัวไม่ไหวมากกว่า” เมฆกล่าว
เ้าโน้ตเป็เด็กปัญหา เกิดก็ในชุมชนแออัด พ่อแม่ทะเลาะตบตีกันทุกวัน เ้าโน้ตอยู่บ้านก็ต้องทนกับคำด่า โดนทุบ โดนตี จากญาติพี่น้องตลอด
สมัยยังเด็ก จะกินข้าวแต่ะละก็ต้องอดมื้อกินมื้อ ตัวโน้ตเองก็ต้องช่วยครอบครัวขายพวงมาลัยตามสี่แยกไฟแดง แล้วก็รวบรวมเงินกันไปซื้อข้าวกินกัน
เวลาไปโรงเรียนก็เป็คนไม่ฉลาด แถมมักจะโดนเพื่อนแกล้งอยู่เสมอ พอเขาเริ่มโตขึ้นก็คบเพื่อนที่เกเรเหมือนกัน และมักทำเกะกะระรานเพื่อเรียกร้องความสนใจแก่คนอื่นอยู่เสมอ
โชคยังดีที่เ้าโน้ตจบได้วุฒิม.3 ่แรกๆ ก็พยายามหางาน ฉันก็พอโล่งใจว่าจะรอดพ้นจากภัยสังคมต่างๆ ได้ คือเข้าเส้นทางการทำมาหากินอย่างสุจริต
แต่พอโน้ตได้ทำงานเข้าจริงๆ ก็ไม่วายโดนเพื่อนแอนตี้ว่าเ้าโน้ตเป็ไอ้ปัญญาอ่อน ทำอะไร ก็ไม่เป็ แล้วก็โดนเพื่อนแกล้งต่างๆ นานา แถมบรรดาหัวหน้าก็พยายามกดดันให้เ้าโน้ตปรับตัวให้เข้าสถานที่ให้เร็วที่สุด
แต่สติปัญญาของโน้ต บวกนิสัยใจคอของโน้ตก็ทำงานที่ไหนก็ไม่รอดเลยสักที สุดท้ายโน้ตมันก็ต้องดิ่งไปทำมาหากินกับแก๊งค้ายาอย่างทุกวันนี้
“นายเป็เทวทูตฝ่ายปราณปรมัตถ์ใช่มั้ย” เมฆถาม
“ใช่” ปฐวีพยักหน้า
“นายคิดว่า เ้าโน้ตคนนี้ที่ทั้งโง่ ทั้งเลว สมควรอยู่บนโลกต่อไปมั้ย” นายเมฆถาม แต่ปฐวีก็ทำหน้านิ่งไม่ตอบอะไร
“มันเป็ไปได้เหรอ ที่นายจะทำให้สังคมเน่าๆ เนี่ย โอบอุ้มไอ้ตัวถ่วงเลวๆ คนนี้” นายเมฆถามต่อ
“เชิญคุณปฐวี และคุณเมฆค่ะ เดี๋ยวเข้ามารอในห้องนะค่ะ เดี๋ยวพ่อแม่น้องโน้ตกับเ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจะมา” พยาบาลกล่าวเชิญปฐวีและนายเมฆ
พอปฐวี และนายเมฆเดินเข้ามาใน แล้วก็ยิ้มให้น้องโน้ตที่น้องโน้ตอยู่บนเตียง แต่น้องโน้ตตาลอยมองออกไปที่หน้าต่างห้องพยาบาล สักพักก็เสียงเท้า เสียงดังลั่น และปิดประตูอย่างดัง คนที่เข้ามานั่นก็คือคนเข้ามาคือพ่อและแม่โน้ตนั่นเอง
“แก ทำไมมึงไม่ตายไปซะเลย ั้แ่เกิดมาแกมันสร้างแต่ความเดือดร้อน ฉิบหายให้ฉันก็ขายขี้หน้าอยู่เรื่อย” พ่อของโน้ตตวาดเสียงดัง แถมยังจะเดินเข้าไปตบ แต่แม่ของโน้ตได้ห้ามเอาไว้
“ได้สิ การเกิดมาของฉัน มันให้ทุกๆ คนต้องเดือดร้อน ถ้าอย่างนั้น ก็ขอตายไปซะดีกว่า” โน้ตร้องะโสุดเสียงพร้อมทั้งน้ำตา แล้ววิ่งะโลงจากเตียงและวิ่งไปทางหน้าต่าง
มันเป็สิ่งที่ทั้งปฐวีและเมฆคาดไม่ถึง ว่าสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง ถึงแม้ปฐวี กับนายเมฆต่างคนต่างวิ่งจะเข้าไปช่วย แต่ทุกอย่างก็ไม่ทันเสียแล้ว โน้ตได้ตกจากตึกลงสู่พื้นเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
นายเมฆและปฐวีก็นั่งลงบนพื้นด้วยกัน และนายเมฆก็พูดเบาๆ กับปฐวีว่า ฉันบอกว่ากับแกแล้วว่า” คนโง่และคนอ่อนแอไม่สามารถอยู่บนโลกนี้ได้” ส่วนปฐวีถึงแม้เขาจะพยายามสงบใจนิ่งแต่น้ำตาก็ค่อยๆ ไหลออกมา