จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 102 สังหารพวกมันทันที

                “มันมีพรรคพวก!เพิ่มความระวังขึ้น อย่าปล่อยให้พวกมันหลุดรอดไปได้!”

                ผู้นำหน้ากลุ่มไล่ล่าเป็นภูตวิญญาณระดับต้นและระดับกลางด้านหลังทั้งคู่เป็นกลุ่มวีรชนวิญญาณและปัจเจกวิญญาณรวมแล้วราวยี่สิบคน พวกมันแผ่รังสีฆ่าฟันครอบคลุมผืนฟ้าจนไป๋หยุนเฟยด้านหน้าต้องตื่นตระหนก

                ไม่ใช่ความเดือดดาลแต่เป็นความคิดฆ่าฟัน!

                ไป๋หยุนเฟยฟาดมือใส่จิ้งหมิงเฟิงที่เฉียดผ่านร่างไปมันคำรามด้วยความโกรธกริ้ว “เจ้าสารเลว! เจ้าไปทำอะไรมา!?”

                การกระทำนี้ส่งผลให้จิ้งหมิงเฟิงชะลอความเร็วลงไป๋หยุนเฟยก็ชะงักไปวูบ แล้วจิ้งหมิงเฟิงก็สะบัดมือที่อยู่บนคอเสื้อออก จากนั้นพยายามอธิบายราวกับตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์“ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน เข้าใจหรือไม่?ข้าเพียงคิดจะลอบเข้าไปดูโน่นดูนี่ในคฤหาสน์หลังหนึ่ง แต่คิดไม่ถึงว่าด้านในจะชุมนุมไว้ด้วยยอดฝีมือ!ทันทีที่พวกมันพบเห็นข้า ก็ไล่เข่นฆ่าทันที ถ้าอยู่ต่อคงถูกฆ่าตายแน่! ที่จริงพวกมันก็แทบเอาชีวิตข้าไปได้ถึงสองครั้งแล้ว”

                ขณะกล่าววาจาจิ้งหมิงเฟิงพลันหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดพลางใช้มือขวาจับไหล่ซ้ายเอาไว้ ไป๋หยุนเฟยจึงพบว่าไหล่ซ้ายจิ้งหมิงเฟิงถูกคมอาวุธกรีดเป็นแผลสาหัสแม้จะโลหิตจะหยุดไหลแล้ว แต่เสื้อผ้าครึ่งร่างมันก็ถูกย้อมไปด้วยโลหิตที่ไหลออกมาจนชุ่มโชก

                “เจ้าไม่ได้ทำอะไรจริงๆ?”ไป๋หยุนเฟยคว้าไหล่ขวามันพร้อมกับใช้ออกด้วยท่าเท้าเหยียบคลื่นเพื่อเร่งความเร็วขึ้น

                ดวงตาจิ้งหมิงเฟิงฉายแววขอบคุณวูบหนึ่งขณะพยักหน้า“ข้าไม่ทราบจริงๆ ข้ายังไม่ทันได้ทำอะไร จะมีก็แค่ ก่อนคนด้านในจะรู้ตัว ข้าทันได้เห็นพวกมันสองคนกำลังสนทนากันบางอย่างพวกมันฝีมือร้ายกาจยิ่ง ข้าเอาตัวรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิดแล้วคนกลุ่มใหญ่ก็ตามไล่ล่าข้า...”

                ไป๋หยุนเฟยยังคงโกรธเคืองจิ้งหมิงเฟิงอยู่แต่ก็ไม่สงสัยเรื่องที่อีกฝ่ายบอกเล่าหันไปมองกลุ่มคนที่ไล่ล่ามาด้านหลังก็เห็นแต่สายตาดุร้ายอำมหิตตัวมันถูกนับเป็นพรรคพวกของจิ้งหมิงเฟิงไปแล้ว หากพวกมันทั้งคู่ถูกตามทันยังไม่ทันจะได้อธิบายเรื่องราวก็คงถูกรุมสังหารก่อน

                “ตั้งแต่พบเจ้าก็ไม่เคยมีเรื่องดีเกิดขึ้นเลย!!” ไป๋หยุนเฟยเขม้นมองไปยังจิ้งหมิงเฟิง มันไม่คิดเพียงต้องการชกใส่หน้าที่เหมือนกับตนนี้สักคราแต่เมื่อแลเห็นสีหน้าอับจนปัญญาและสำนึกเสียใจของจิ้งหมิงเฟิงก็ถอนหายใจ “พวกเราค่อยมาคิดบัญชีที่ติดค้างกันในภายหลัง! ตอนนี้ต้องสลัดพวกที่ไล่หลังพวกเราให้หลุดก่อน!”  

                “เคล็ดวิญญาณท่าร่างเจ้ารวดเร็วพอจะทำได้เจ้าหนีไปก่อน เป้าหมายพวกมันคือข้า ข้าจะดึงความสนใจพวกมันแล้วค่อยหลบหนี...”จิ้งหมิงเฟิงมองดูกลุ่มคนด้านหลังก่อนจะหันไปหาไป๋หยุนเฟย

                “อย่าได้คิดจะทำตัวเป็นมีคุณธรรมจนน่าคลื่นไส้!หรือเจ้าคิดจริงๆว่าพวกมันจะปล่อยให้ข้าไป!?”ไป๋หยุนเฟยแค่นเสียง ก่อนจะเอ่ยปากเสียงค่อย“ข้ายังต้องพาเจ้าไปอธิบายต่อแม่นางและท่านป้านั้นก่อนว่าทุกอย่างเป็นฝีมือเจ้า! ไม่รู้หรือว่าข้าถูกตราหน้าเป็นคนวิปริตก็เพราะเจ้า!?”

                “เอ่อ...”จิ้งหมิงเฟิงดูละอายใจอยู่บ้าง แต่ก็สำนึกขอบคุณไป๋หยุนเฟยยิ่ง

                “พล่ามให้น้อยลงแล้ววิ่งให้เร็วขึ้นไม่เช่นนั้นพวกเราคงไม่อาจสลัดพวกมันพ้น!” ไป๋หยุนเฟยกระตุ้น

                จิ้งหมิงเฟิงกล่าวอย่างคับข้องใจ“ข้าบาดเจ็บจึงไม่อาจเร่งฝีเท้า ก่อนหน้านี้เพื่อจะทิ้งห่างพวกมันข้าได้ใช้พลังธาตุลมออกไปแทบหมดสิ้นแล้ว...”

                “เฮอะ!”ในใจไป๋หยุนเฟยเริ่มกังวลขึ้นมา หากดำเนินต่อไปเช่นนี้ ต่อให้ไปจนถึงประตูเมืองก็คงไม่อาจสลัดพวกที่ไล่ตามมาพ้น หากว่าทอดทิ้งจิ้งหมิงเฟิงแล้วหนีไปตนเองมั่นใจว่าจะสามารถหนีรอด แต่กระนั้นความคิดนี้ก็ถูกสลัดไปจากจิตใจทันทีหากทำเช่นนั้นจริงตัวมันก็ไม่ได้ต่างจากคนที่ยอมสังเวยทุกคนยกเว้นตัวเองเพื่อความปลอดภัยของตนอันที่จริงมันก็ไม่คิดจะทำเช่นนั้นอยู่แล้ว ที่สำคัญสถานการณ์ตอนนี้ก็ยังไม่เลวร้ายดังที่คิด 

                สองตาไป๋หยุนเฟยทอประกายวูบวาบทันทีที่มันทั้งคู่ไปถึงปากทางเข้าถนนสายหนึ่งไป๋หยุนเฟยก็ตัดสินใจได้ชายหนุ่มสะบัดมือเรียกแหวนสองวงมาถือไว้ ขณะผลักแหวนไปให้กับจิ้งหมิงเฟิงก็สั่งว่า“สวมเอาไว้!”

                “หา?”จิ้งหมิงเฟิงเพียงเพ่งสมาธิอยู่กับเส้นทางตรงหน้าโดยไม่ได้สนใจรอบกายดังนั้นยามที่ไป๋หยุนเฟยยื่นแหวนมาให้อย่างกะทันหันจึงค่อยรู้สึกตัวขณะจ้องมองไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าประหลาดใจก็เอ่ยปากถาม “เจ้าว่าอะไร?”

                “เลิกพล่ามแล้วสวมแหวนสองวงนี้ซะ!สวมบนมือข้างละวง!”

                เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของไป๋หยุนเฟยจิ้งหมิงเฟิงก็ย่นคิ้วเข้าหากันราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่างมันไม่กล่าวอันใดก็หยิบแหวนทั้งสองวงไปสวมบนนิ้วชี้ทั้งสองข้าง

                พริบตาที่สวมแหวนลงไปจิ้งหมิงเฟิงก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจขณะที่กำลังตกตะลึงก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันพิสดารเอ่อล้นขึ้นในร่างเสริมให้ความเร็วมันเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย!

                “สวมสองชิ้นนี้ไว้ด้วย!”

                ยามนี้จิ้งหมิงเฟิงไม่ลังเลที่จะรับกำไลข้อมือซึ่งไป๋หยุนเฟยส่งมาให้และรีบสวมไว้ทันที

                แล้วความเร็วมันก็เพิ่มขึ้นอีกครั้ง!

                ……

                “หา...ไฉนพวกมันยังเร่งความเร็วขึ้นได้อีก!” ผู้บรรลุที่ด่านภูตวิญญาณระดับกลางอดไม่ได้ต้องร่ำร้องออกมาเมื่อเห็นทั้งสองเร่งความเร็วขึ้นกว่าเดิม

                หลังจากไล่ตามอีกหลายอึดใจสองคนตรงหน้ายิ่งมาก็ยิ่งทิ้งห่างออกไปผู้ไล่ล่าเริ่มเผยสีหน้ากังวลยามเห็นว่าเป้าหมายใกล้จะหลุดรอดไปได้ หลังจากมองหน้ากันหนึ่งในกลุ่มผู้ไล่ล่าก็เริ่มเร่งเร้าพลังวิญญาณเพื่อไล่ติดตาม

                “ไม่ต้องตามแล้ว...”

                จู่ๆเสียงแผ่วเบาก็แว่วฝ่าอากาศมาจากด้านหลังมันสะดุ้งหยุดเท้าลง คนที่เหลือในกลุ่มก็ได้ยินเสียงนี้เช่นกัน ทำให้พวกมันฝืนร่างหยุดลงแล้วเงยหน้ามองไปด้านหลัง

                ที่กลางอากาศห่างออกไปหลายสิบวาปรากฏเงาร่างหนึ่งดำหนึ่งม่วงกำลังเดินฝ่าอากาศเข้ามา

                คนด้านซ้ายเป็นชายวัยกลางคนในชุดสีม่วงผมของมันเริ่มมีสีขาวแซม บนใบหน้าฝั่งซ้ายปรากฏรอยแผลเป็นยาวสองนิ้ว สีหน้ามันเฉยชาปราศจากอารมณ์ความรู้สึกคำพูดเมื่อครู่เป็นชายผู้นี้เอ่ยปากสั่ง แต่ละก้าวที่มันย่างผ่านอากาศธาตุปรากฏแสงสีม่วงแผ่วจางก่อตัวใต้ฝ่าเท้าราวกับจะผนึกเป็นทางเดินให้แก่มัน

                ชายอีกคนแต่งกายชุดดำคลุมไปทั้งร่างแม้แต่ใบหน้าก็ยากจะมองเห็นและก็เช่นเดียวกับชายคนแรกใต้ฝ่าเท้ามันปรากฏแสงสีทองแผ่วจางคอยพยุงให้สามารถข้ามอากาศได้

                ขณะชะลอความเร็วลงเงาร่างทั้งสองก็ฝ่าอากาศเข้ามาอีกห้าสิบวาก่อนจะหยุดเหนือกลุ่มผู้ไล่ล่า

                “นายท่าน...”ผู้นำกลุ่มคารวะอย่างนอบน้อม

                ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับรู้“พาคนของเจ้ากลับไป ระวังอย่าให้ผู้ฝึกปรือวิญญาณคนอื่นตื่นตัว”

                “ทราบแล้ว!”ทั้งกลุ่มตอบรับโดยไม่ลังเล พวกมันไม่เอ่ยปากอันใดก็เริ่มจากไปอย่างรวดเร็ว

                “ท่านคิดว่าอย่างไร?มันจะได้ยินที่พวกเราสนทนากันหรือไม่?” จากนั้นก็ไม่แยแสกลุ่มคนเบื้องล่างอีก ชายในชุดดำและม่วงเริ่มเคลื่อนที่ไปยังทิศทางไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงหลบหนีไป

                “สนใจไปใยว่าพวกมันได้ยินหรือไม่ก็แค่สังหารพวกมันซะ” เงาร่างในชุดดำกล่าว; คนผู้นี้กลับมีน้ำเสียงที่เยาว์วัยนัก

                “ตกลงที่เหลือดูก็แค่ดูว่าพวกมันมีพวกพ้องอีกหรือไม่ พวกเราตามไปเถอะหากไม่มีผู้ใดอีกก็สังหารพวกมันทันที”

     

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน