Chapter 06 : ผมกลับมาแก้มือแล้วครับ
“เฮือก!”
จูสะดุ้งตื่นขึ้น เด็กหนุ่มหายใจเข้าออกถี่ๆ อย่างแรงด้วยความตื่นตัวพลางมองไปรอบด้าน เขากำลังนั่งอยู่บนเตียงที่นุ่มสบาย ขนาดห้องมีความกว้างในระดับหนึ่ง รอบๆ ตัวของเขาเต็มไปด้วยเตียงแบบเดียวกันกับที่เขานอนอยู่ มีแสงจากหลอดไฟที่สว่างจ้าแต่กลับไม่ทำให้เขาแสบตาเลยแม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มลุกออกจากเตียงด้วยความสงสัยว่าที่นี่คือที่ใดกัน ในหัวของเขาก็พอจะเดามันออกแต่เพื่อความแน่ใจ เขาจึงเดินออกจากห้อง ลงบันไดซึ่งมีสีครีมสะอาด เรียบง่ายแต่เรียบหรูในเวลาเดียวกัน
เมื่อเขาเดิมตามขั้นบันไดลงมาแล้ว เด็กหนุ่มก็พบกับชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่เคาน์เตอร์และในขณะที่เขากำลังจะเรียกอีกฝ่ายนั้น หญิงสาวผมดำผู้มีใบหน้าอันน่ารักก็หันมาทางเขา
“โอ้! ห้านาที ถือว่าใช่ได้นะน้องเนี่ย” เธอเริ่มประโยคด้วยสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ ก่อนที่เธอจะกล่าวต่อ “ช่างมันเถอะ ฮ่าฮ่าฮ่า หลังจากได้เข้าดันเจี้ยนที่นี่แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะน้อง”
“เหมือนจริงมากเลยครับ ไม่เห็นเหมือนที่เคยดูตามโฆษณาเลย” จูกล่าว
เพราะว่าฐานะทางบ้านยากจน ไม่ได้มีเงินเหลือใช้ (นอกจากจะเอามาซื้ออาหารให้เขา) จูเลยไม่ได้มีความสนใจในการฝึกวิชา นอกจากจะฝึกนิดหน่อยเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นเพื่อที่จะได้เดินไปกลับโรงเรียนและบ้านได้อย่างไม่ยากเย็น
อีกทั้งเนื่องจากการจะเป็จอมยุทธหรือพ่อมดนั้น จะต้องใช้เงินในการซื้อทั้งอุปกรณ์และวัตถุดิบหรือยาต่างๆ เพื่อรับประทานเพื่อเพิ่มศักยภาพของร่างกายซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เด็กหนุ่ม้าเท่าไหร่นัก สู้เอาเงินไปซื้ออาหารอร่อยๆ ยังดีกว่า
“ใช่ม้า ใช่ม้า ถ้าไงว่างๆ ก็มาอีกนะ รอบหน้าจะเพิ่มเนื้อหมูให้ตามคำสัญญา” มายไม่ลืมที่จะล่อเหยื่- ลูกค้าของเธอ
“ผมมาแน่พี่ ข้าวที่นี่อร่อยโคตร!!”
พูดเสร็จเด็กหนุ่มก็ร่ำลาทั้งสองและเดินออกไป เมื่อเห็นว่าลูกค้าคนที่สองของเขาได้ออกไปจากร้านแล้ว มินผู้ซึ่งนึกได้ว่าจะถามอะไรบางอย่างกับหญิงสาวั้แ่ก่อนหน้านี้จึงหันไปหาเธอแล้วเอ่ย
“มาย ไอ้พวกค่าต่างๆ ที่ขึ้นหลังจากซื้อพวกก็อบลินน่ะ มันคืออะไรเหรอ คือก็พอจะเดาออกอยู่หรอกแต่อยากให้อธิบายเพิ่มเติมหน่อย” ชายหนุ่มพูดขึ้นพร้อมๆ กับยกหน้าจอสมาร์ตโฟนของเขาหันไปหาหญิงสาว
“อ๋อ ค่าสเตตัสของมอนสเตอร์ต่างๆ น่ะ” เสียงหวานตอบ
“อันนี้ฉันเห็นก็ดูออกไหม แต่ฉันอยากให้เธออธิบายแบบละเอียดต่างหากว่าทำไมมันไม่เหมือนกัน” มินใช้นิ้วของเขาสไลด์หน้าจอขึ้นลงไปมาเพื่อเลื่อนให้อีกฝ่ายดูหน้าต่างสถานะของก็อบลินทั้งสามตัว
เผ่าพันธุ์: ก็อบลิน (F)
เทียร์ | ★☆☆
พละกำลัง | ★☆
พลังโจมตี | ★☆
ความชำนาญดาบ | ☆☆☆
สกิล: -
[ค่าประสบการณ์ ------ 31% ------]
เผ่าพันธุ์: ก็อบลิน (F)
เทียร์ | ★☆☆
พละกำลัง | ☆☆
พลังโจมตี | ★☆
ความชำนาญธนู | ☆☆☆
สกิล: -
[ค่าประสบการณ์ ------ 13% ------]
เผ่าพันธุ์: ก็อบลิน (F)
เทียร์ | ★☆☆
พละกำลัง | ☆☆
พลังโจมตี | ☆☆
ความชำนาญมีด | ☆☆☆
สกิล: -
[ค่าประสบการณ์ ------ 9% ------]
“อ๋อ รับทราบค่ะคุณผู้ชาย” พูดด้วยน้ำเสียงกวนๆ ก่อนที่จะทำท่าตะเบ๊ะอย่างทหารและพูดอธิบายให้เขาฟังด้วยน้ำเสียงใสๆ
“ต้องเริ่มอธิบายส่วนไหนก่อนดีละ อืม… เห็นแรงค์ F ใช่ไหม อย่างที่รู้ๆ กันมันคือระดับแรงค์โลกใบนี้ ที่หน้าต่างสเตตัสโชว์ของมอนสเตอร์แบบนั้นเพราะว่าซิสเตม้าให้นายเข้าใจง่ายๆ ยังไงล่ะ ถ้าระดับของมอนสเตอร์ที่แสดงออกมาไม่หมือนกับของบนโลกนี้ มันคงจะทำให้สับสนเอาง่ายๆ”
เื่ระดับแรงค์ของจอมยุทะ์และผู้วิเศษบนโลกนี้นั้น ขอเริ่มจากอ่อนแอสุดไปยังแข็งแกร่งสุดโดยเริ่มจากระดับ G ซึ่งเป็ขั้นที่อยู่ต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารอย่าง โดยระดับหลังจากนั้นก็ไล่ขึ้นไปตามความแข็งแกร่งตามลำดับั้แ่ G F E D C B A และ S
ต่อมาคือเทียร์ซึ่งโดยปกติแล้วในแต่ละขั้นของแต่ละเทียร์จะมีแรงค์ของมันอยู่ ยกตัวอย่างง่ายๆ กับมอนสเตอร์ของมินเช่น ก็อบลินทั้งสามตัว อยู่เทียร์ 1 แรงค์ F และถ้าหากพวกมันพัฒนาความแข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนแกร่งกว่าแรงค์ Aแล้วล่ะก็ เทียร์ของพวกมันก็จะถูกเลื่อนให้เป็ 2 และแรงค์ของพวกมันจะกลับไปอยู่ที่ G
ต่อไปเป็ค่าความสามารถซึ่งใช้สัญลักษณ์แทนด้วยรูปดาวในมอนสเตอร์ดิสเพล จำนวนดาวบอกถึงพัฒนาการความสามารถว่ามอนสเตอร์ตัวนั้นๆ สามารถเพิ่มระดับของความสามารถนั้นได้กี่ขั้นโดยจำนวนดาวของมอนสเตอร์แต่ละตัวนั้นจะมีไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับตัวมอนสเตอร์เอง
ส่วนดาวซึ่งเป็สีดำ (★) หมายความว่าความสามารถของมอนสเตอร์ตัวนั้นอยู่ระดับไหนและดาวสีขาว (☆) หมายความว่ามอนสเตอร์ตัวดังกล่าวๆ สามารถเพิ่มระดับความสามารถนี้ได้ถึงขั้นไหนซึ่งสามารถเพิ่มระดับได้เมื่อค่าประสบการณ์เต็มหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
ส่วนเหตุผลว่าทำไมของอาวุธของก็อบลินแต่ละตัวถึงไม่เหมือนกันนั้น ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อช่วยเที่ยงๆ ที่มินได้ทำการสร้างดันเจี้ยนอยู่ เมื่อชายหนุ่มเห็นว่ามอนสเตอร์ของเขาทั้งสามตน มีเพียงตัวเปล่า
เขาจึงใช้เงินที่เหลืออยู่เกือบทั้งหมดซื้ออาวุธชุดเกราะให้กับพวกมัน จนเงินในบัญชีของเขาตอนนี้เหลือเพียงหนึ่งพันบาทถ้วนเท่านั้น ถ้าหากมีเื่อะไรฉุกเฉินต้องใช้เงินขึ้นมาล่ะก็ เขาอดตายแน่ๆ
“คร่าวๆ ก็ประมาณนี้แหละ ส่วนเื่ศักยภาพตอนนี้ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก ยังไงก็ไม่ได้ใช้ในเร็วๆ นี้อยู่แล้ว” มายกล่าวพลางทำท่ายืดเส้นยืดสาย
“แต๊งกิ้วเธอมากๆ ฉันพอจะเข้าใจภาพรวมละ”
หลังจากนั้นชายหนุ่มและหญิงสาวก็ต่อบทสนทนากันอยู่พักหนึ่งแล้วจึงทำการปิดร้านในวันแรกโดยที่ตัวมินเองได้เงินในวันนี้ไปเพียงสิบบาทเท่านั้น คิดทบทวนเื่รายได้ของตัวเองบนเตียงนุ่มสบายก่อนที่จะผล็อยหลับไปทั้งๆ ที่มีน้ำตาคาอยู่ที่หางตา
_________________________
เด็กหนุ่มตัวสูงรูปร่างท่าทางสมาร์ตกำลังยืนอยู่หน้าปากซอยบ้านของตัวเองด้วยท่าทางร้อนรน เป็เพราะเ้าเพื่อนคู่แฝดตัวดีของตนบอกว่ามันพวกจะเอารถยนต์มารับเขาแต่ดันมาช้ากว่าเวลาที่นัดไวน่ะสิ
จากสิบเอ็ดนาฬิกาล่วงเลยมาจนเที่ยงเศษๆ ไม่มีวี่แววแม้แต่เงาหัวของเ้าเพื่อนแฝดตัวดี จะไลน์ไปหรือโทรไปก็ไม่มีการรับสาย ทำให้เขาสันนิษฐานว่า เพื่อนทั้งสองของเขานั้นอาจจะยังไม่ตื่น อารมณ์ของเด็กหนุ่มเริ่มหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ เขาส่ายหัวก่อนจะยกสายโทรไปหาเพื่อนอีกคน
“โหลไอ้นน พวกมันไปรับมึงยังวะ”
“ยังอีกเหรอ ห่าเอ๊ย”
“งั้นกูไปรอที่ร้านละ ถ้ามันยังไม่มารับมึงก่อนบ่ายโมงมึงก็นั่งรถเมล์มาได้เลย”
“เออดิ สองคนก็เอา มีมึงไม่มีพวกมันก็น่าจะไหวอยู่”
กล่าวกับเพื่อนสนิทของตนเรียบร้อยแล้วเด็กหนุ่มจึงสาวเท้าออกเดินไปยังจุดหมายปลายทางโดยมีสายตารอบข้างมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นพร้อมกับเดินตามเขาไป
เป็ธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้วที่จะสงสัยเมื่อเห็นผู้ชายวัยรุ่นใส่ชุดเกราะเต็มยศเดินกลางวันแสกๆ แถมยิ่งที่นี่คือประเทศไทยด้วยแล้ว ยอดไทยมุงจงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระหว่างทาง
ชุดเกราะของบอยเป็ชุดเกราะที่ผสมผสานกันระหว่างเกราะหนังและเกราะหนัก เนื่องจากเขาไม่้าใช้เงินของพ่อแม่เพื่อมาสั่งทำชุดเกราะแบบเต็มยศเท่าไหร่นัก เงินที่เขาหามาได้ส่วนใหญ่คือการทำงานพิเศษและการประลองดูเอล (Duel Tournament) ตามงานต่างๆ ซึ่งจัดแข่งขันทั่วไป แม้จะไม่เคยได้ที่หนึ่งเลยก็ตามแต่ที่สองที่สามเขาก็ไม่เคยพลาด
เนื่องจากอารมณ์เสียและหงุดหงิดทำให้เขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งรอบข้างโดยบอยที่ไม่ทราบเลยว่าข้างหลังเขานั่นมีฝูงชนจำนวนหนึ่งกำลังเดินตามเขาอยู่ห่างๆ
เหตุใดวัยรุ่นคนนี้ถึงแต่งตัวเต็มยศขนาดนี้นะ และดูจากคุณภาพของชุดแล้ว นั่นไม่ใช่การคอสเพลย์แน่ๆ และหากไม่ใช่การคอสเพลย์ก็คงมีเหตุผลไม่กี่อย่าง หนึ่งในนั้นคือการดูเอลระหว่างพวกมีวิชา ซึ่งหาดูได้ยากยิ่ง – กลุ่มคนที่เดินตามบอยแลกเปลี่ยนความคิดต่างๆ กันโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าเด็กหนุ่มคนนี้แค่้าจะเอาชนะก็อบลินในดันเจี้ยนสตูดิโอเท่านั้นเอง
มินตื่นขึ้นมาั้แ่แปดนาฬิกาเพื่อมาเปิดร้านแต่รอแล้วรอเล่าก็ไร้วี่แววของลูกค้า แม้แต่สุนัขก็ยังไม่เดินผ่านร้านของเขาเลย ชายหนุ่มผู้ซึ่งนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
ถึงจะรู้ดีว่าชีวิตการทำธุรกิจจะต้องใช้เวลาและความตั้งใจแต่เขากลับไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นดีจริงๆ หรือเปล่า เหมือนกับว่าเขาตามน้ำมาและให้มันพาไปยังจุดหมายซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขาชอบมันรึเปล่าเพราะนี่คือความตั้งใจของเ้าของร่างคนเดิม
แต่ก็แปลกดีนะ เพราะว่าเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะทำมัน ไม่มีอาการหรือความคิดที่จะขัดขืนต่อสิ่งที่เขาทำอยู่ ‘นี่เราปัญญาอ่อนตามเ้าของร่างเดิมรึเปล่าวะ’ คิดกับตัวเองในใจเพราะว่านั่งอยู่ว่างๆ คนเดียว
ส่วนมาย ผู้ช่วยของเขาก็นั่งอยู่ตรงโซฟาด้วยท่าทางนิ่งเฉย แต่ความฟุ้งซ่านก็ต้องหยุดลงเมื่อประตูกระจกใสๆ เปิดขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มวัยรุ่นในชุดเกราะซึ่งก็คือลูกค้าคนแรกของร้านเขาเมื่อวาน
“โห วันนี้กะมาจัดเต็มเลยสิน้อง”
เอ่ยทักออกไปพร้อมๆ กับไล่สายตามองไปยังส่วนต่างๆ ของชุดเกราะ แม้บางส่วนจะดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่นักแต่เขาก็พอเข้าใจได้ ก็เด็กมัธยมที่ไหนจะไปมีชุดเกราะดีๆ ได้ละ จริงไหม?
“ครับ! วันนี้ผมกะมาแก้มือเต็มที่เลย” บอยตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“ไอ้น้อง พี่ว่าเมื่อวานพี่บอกไปแล้วนะว่าจำนวนคนที่เขามาในดันเจี้ยนต่อครั้งได้แค่ครั้งละหกคนนะ”
“ผมรู้แล้วพี่ ทำไมพูดกับผมแบบนั้นอะ” เด็กหนุ่มถามกลับด้วยความสงสัย
“อ๋อ แสดงว่าที่เหลือเป็คนดูสินะ น้องคงดังใช่ย่อยล่ะสิมีคนมารอดูด้วย” มินกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่ข้างหลังของลูกค้าของเขา
“คนดูอะไรพี่ ผมมาคนเดี— เชี้ย!”
เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงพร้อมกับอุทานออกมาเมื่อเขาหันหลังไปตามทิศทางที่อีกฝ่ายชี้ไป เผยให้เห็นถึงจำนวนฝูงชนซึ่งอยู่ด้านหลังของเขา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามากันจากไหนเยอะแยะ แถมดูเหมือนว่าคนพวกนี้จะไม่ได้เป็ลูกค้าร้านนี้ซะด้วยแต่เข้ามาเพราะตามเขามา!
“โทษทีๆ ไอ้บอย พอดีข้าเห็นเอ็งใส่ชุดเต็มยศเลย คิดว่าอาจจะได้ดูอะไรๆ สนุกน่ะ”
เหมือนจะรู้ว่าเด็กหนุ่ม้าคำตอบ ชายชราคนหนึ่งในกลุ่มคนจึงเอ่ยขึ้นพร้อมกับที่คนอื่นๆ พยักหน้าตาม บอยกลอกตาทันทีเมื่อได้ยินคำตอบ ก็จะอะไรซะอีกล่ะ ก็พวกคุณตาคุณลุงพวกนี้ก็แค่พวกวันๆ ไม่ทำงาน เอาแต่เชียร์มวยเชียร์บอลเชียร์ไก่ และเหตุผลที่แท้จริงของคนพวกนี้ไม่ใช่แค่ตามมาดูเขาเฉยๆ แน่แต่เป็แต่อย่างอื่น!
เด็กหนุ่มเดาะลิ้นครั้งหนึ่งพลางทำหน้าเหนื่อยใจพร้อมกับคำคิดในใจว่า ‘พวกผีพนันเอ๊ย!!!!!’
พวกไทยมุงซึ่งเดินตามเด็กหนุ่มมาเดินสำรวจไปทั่วร้าน บ้างใในความหรูหรา บ้างใกับเครื่องมือที่แสนจะทันสมัยแต่ที่ช็อกทุกคนที่สุดก็เห็นจะเป็ราคาค่าเข้าดันเจี้ยนซึ่งไม่ใช่ราคาที่เห็นได้ทั่วไป บางคนถึงขนาดะโหามินถามถึงเื่คุณภาพ
“ลุงจะลองเข้าไปพิสูจน์ไหมล่ะ รับประกันคุณภาพน้า”
มินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกวนๆ ไม่ใช่ว่าเขา้าจะยั่วโมโหคนตรงหน้าแต่เขาลองยั่วให้อีกฝ่ายเข้าดันเจี้ยนเท่านั้น เหตุผลนะเหรอ? ก็เข้า้าให้มีคนเข้าไปเยอะๆ ไง รายได้สิบบาทที่เขาได้รับเมื่อวานมันไม่พอหรอกนะ แถมเงินในบัญชีของเขาก็เหลือเพียงหนึ่งพันบาทถ้วนเท่านั้น จะต้องรีบหาเงินให้ได้เร็วที่สุด
“ไม่ดีกว่า ข้ารู้สึกเสียดายตัง ว่าแต่เอ็งเถอะ ไอ้บอย แค่ก็อบลินไม่กี่ตัว เอ็งถึงขนาดต้องแต่งเต็มยศเลยเหรอวะ เสียชื่อรองแชมป์ การแข่งขันจอมยุทธ์สยามรุ่นเยาวชนหมด ฮ่าฮ่า”
ไม่ทันที่จะได้สวนอะไรกับชายชราตรงหน้า เสียงเรียกชื่อเด็กหนุ่มก็ดังขึ้นจากบานประตู
“ไอ้บอย”
ประตูใสถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง เผยให้เห็นเด็กวัยรุ่นอีกคนชุดธรรมดา เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนขายาว เขาเดินเข้าไปหาบอยในร้านพร้อมกับหันไปถามเพื่อนสนิทของเขาว่าเกิดอะไรขึ้น
“พวกลุงๆ เขาตามมาอะดิ เห็นกูแต่งเต็มยศเลยอ้างว่าอยากมาดูอะไรสนุกๆ แต่อย่างที่มึงรู้แหละ น่าจะมาเล่นพนันกัน”
“โห นอกจากชนไก่ มวยกับบอลแล้ว พวกลุงๆ เขาจะยังเล่นเพิ่มอีกเหรอวะ” นนเอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ
ไม่อยากสนใจพวกชายชรา เขาจึงยักไหล่และพูดกับเพื่อนของตน “ช่างเหอะ ว่าแต่ไอ้นนมึงมาไงเนี่ยพวกไอ้สองไอ้สามอะ”
“พวกมันกำลังมา ส่วนกูขี่กระบี่มาอะดิ ดีนะกูไปทำใบอนุญาตเหาะมาแล้ว”
นนพูดขึ้นพร้อมกับเรียกกระบี่เล่มหนึ่งออกมา ไม่ใช่เวทมนตร์เสกของออกมาจากอากาศแต่อย่างใดแต่เป็การเรียกวัตถุซึ่งถูกเก็บไว้ในแหวนเก็บของเวทมนตร์ของเขา
“กูบอกแล้วว่าให้มึงเก็บตังซื้อแหวนเวทมนตร์ จะได้เอาชุดมาเปลี่ยนได้ เป็ไงล่ะ ต้องแต่งตัวแบบนี้เดินออกมาจากบ้านทุกรอบ สะดุดตาคนฉิบหาย” นนอดเหน็บแนมเพื่อนสนิทของตนเสียไม่ได้
“กูเก็บตังทำชุดอยู่ ไม่อยากเอาเงินไปลงกับอะไรที่ยังไม่จำเป็” บอยตอบกลับเสียงแห้ง
มินยืนดูเด็กหนุ่มสองคนคุยกัน พลันเห็นความทรงจำเก่าๆ ในอดีตของเขาทั้งของตัวมินในเองอีกโลกและในโลกนี้ พร้อมกับคิดในใจ ‘เป็วัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ เลยเนอะ’
สิบนาทีหลังจากนั้น ประตูร้านก็ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ปรากฏบุคคลสามคน สองคนในนั้นเป็เด็กผู้ชายหัวเกรียนในชุดไปรเวทสบายๆ ที่มีหน้าตาเหมือนกันราวกับกดคัดลอกและวางอย่างไงอย่างนั้น
คนหนึ่งมีั์ตาสีน้ำตาลเข้มและอีกคนมีั์ตาสีน้ำตาลอ่อน ส่วนอีกคนเป็หญิงสาวในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัย ทั้งสามเดินมาหาเด็กหนุ่มสองคนที่มาถึงก่อนแล้ว ระหว่างทางพวกเขาก็ไหว้ไปยังเหล่าชายชราที่พวกเขาคุ้นหน้าคุ้นตาซึ่งกำลังนั่งคุยกันเหมือนที่นี่เป็บ้านของพวกเขาเอง
และแล้วเด็กหนุ่มสี่คนก็ได้พบเจอกันตามสถานที่นัดพบสักที ใครก็ไม่ดีใจไปกว่าบอยผู้ซึ่งเป็คนชักชวนทั้งสามให้มาในวันนี้ ปาร์ตี้ของเขาจะได้แสดงฝีมือกันอย่างเต็มๆ สักทีไม่ใช่เพียงแค่ในดันเจี้ยนของโรงเรียน
“หวัดดีค้าบพี่น้ำ” บอยกับนนไหว้หญิงสาวผู้มีอายุมากกว่าตัวเองสี่ห้าปี พี่สาวของสองแฝดเพื่อนสนิทของพวกเขา น้ำหนึ่ง
“มาช้านะพวกมึง” นนพูดกับเพื่อนแฝดของตน
“โทษทีวะ อาจารย์ปล่อยพี่น้ำช้าอะดิเลยมารับพวกกูช้า”
แฝดผู้มีั์ตาสีน้ำตาลอ่อนพูดขึ้น ชื่อของเขาคือสอง ถึงแม้เขาเป็ดูตัวเล็กที่สุดในกลุ่มก็ตามเมื่อมองจากบุคคลภายนอกแต่อย่าให้ร่างบางๆ ของเขาหลอกได้เพราะว่าเขาคือคนที่มีหน้าที่แทงค์ในปาร์ตี้นี้ อาวุธประจำตัวของเขาคือโล่เหล็กหนาหนักเกือบสองร้อยกิโลกรัม
หากถามว่าตัวเล็กๆ อย่างเขาทำไมถึงยกมันได้ล่ะก็ คำตอบก็คือเขาเป็คนเดียวในปาร์ตี้ที่ซึ่งวรยุทธ์อยู่ที่แรงค์ B สูงกว่าคนที่เหลือในปาร์ตี้หลายขั้น สามารถแปลงพลังลมปราณเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อได้แม้ร่างกายจะผอมขนาดไหนก็ตาม
“อย่ามาขี้โม้ กูโทรไปตั้งหลายรอบไม่รับ เพิ่งตื่นก็บอกมา” บอยพูดขึ้นพร้อมกับเตะไปที่ก้นของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ สอง
เด็กหนุ่มหัวเกรียนอีกคน ผู้ใช้เวทมนตร์เปลี่ยนไปอยู่ในชุดสูทสีเทาของเขาบ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าเขาเป็ลูกคนมีฐานะ บวกกับผ้าคลุมซึ่งมองจากภายนอกแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าทำจากวัสดุมีราคา ไม่ต้องสืบก็รู้ว่าเขามีตำแหน่งใดในปาร์ตี้นี้
เป็แนวหลัง เป็นักเวทย์ บุคคลคนเดียวในปาร์ตี้นี้ที่ฝึกวิชาเวทมนตร์ นอกจากนี้แล้วเขายังเป็นักกลยุทธ์อีกต่างหากเพราะเขาเป็คนเดียวซึ่งอยู่แนวหลังทำให้เขาสามารถมองสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีกว่าคนอื่นในปาร์ตี้
“ใช่ที่ไหน! พวกกูลืมชาร์จแบตเมื่อคืนหรอกเว้ย ตอนออกไปรอพี่น้ำที่คณะก็ไม่ได้เอาสายชาร์ตไป เนี่ยไม่ได้โม้ ถามพี่น้ำเลย” สามแก้ต่างให้ตัวเองและแฝดของตนทันทีพร้อมกับชี้ไปทางพี่สาวของตัวเอง
“แบตพวกมันหมดจริง” เสียงหวานเอ่ย
“เห็นไหมพวกกูบอกแล้ว”
สองและสามหันไปหาบอยกับนนพร้อมกับพยักหน้าเป็เชิงว่าพวกเขาไม่ได้โกหกจริงๆ พลางยิ้มกรุ้มกริ่มแต่รอยยิ้มของเด็กหนุ่มก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินพี่สาวของตนพูดประโยคถัดมา
“เพราะพวกมันคุยกับสาวทั้งคืนเลยลืมชาร์จแบต”
“พี่น้ำ!!”
สองแฝดะโออกมา อุตส่าห์เตี๊ยมกันไว้ก่อนมาแล้วว่าให้บอกกับเพื่อนพวกเขาไปว่าแบตหมดเฉยๆ ทั้งคู่หันไปยิ้มแห้งๆ ให้กับเพื่อนของตนก่อนจะก่นด่าในใจ ‘ยัยพี่สาวนิสัยไม่ดีเอ๊ย! ฝากไว้ก่อนเหอะ’
“ที่แท้ก็ติดหญิง”
บอยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย เขาไม่ได้ว่าอะไรหรอกถ้าเพื่อนจะคุยกับแฟนของพวกมันแต่ไอ้การที่คุยแล้วลืมเวลานัดเพื่อนนี่ก็… ส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะบอกให้ทั้งสามคนเดินเข้าไปจ่ายเงินค่าเข้าดันเจี้ยนกับมินซึ่งยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์
ทั้งสามคนประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นราคาค่าเข้าดันเจี้ยนแม้จะรู้อยู่แล้วจากการบอกเล่าผ่านแชทของบอยแต่เมื่อมาเจอจริงๆ ก็อดเสียดายเงินเสียไม่ได้ เด็กอายุสิบห้าสิบห้าสิบหกต้องมาเสียเงินกับอะไรไม่รู้ตั้งหนึ่งร้อย เป็เด็กคนไหนก็คงรู้สึกเสียดายทั้งนั้นแหละแต่เพราะเพื่อนสนิทของเขารับประกันว่าคุ้มค่า ทั้งสามจึงยอมจ่ายแต่โดยดี
มินอธิบายวิธีการใช้ห้องสเตชันคร่าวๆ ให้กับทั้งสามฟัง ทั้งการใช้ป้ายด็อกแท็กและการใช้ช่องเก็บของเวทมนตร์ในสเตชันและเมื่ออธิบายให้กับเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มผู้เป็เ้าของดันเจี้ยนสตูดิโอแห่งนี้จึงเดินไปหน้าจอโทรทัศน์เพื่อรอรับชมโชว์ที่น่าตื่นเต้น
ภายในสเตชันหนึ่ง บอยกำลังยืนมองเพื่อนสนิทของเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ ด้วยความที่บ้านของสองและสามนั้นมีฐานะอยู่พอสมควรทำให้พวกเขาทั้งสองนั้นมีแหวนเวทมนตร์ที่สามารถเก็บของไว้ข้างในได้ ไม่ได้ใส่เดินออกมาจากบ้านเหมือนบอย
ชุดเกราะของสองเป็ชุดเกราะเหล็กทั้งตัวพร้อมกับโล่ั์ใหญ่กว่าสองเมตรซึ่งแตกต่างจากชุดของสามที่เป็ชุดผ้าบางเบา พร้อมกับผ้าคลุมและไม้เท้า
กระบี่ของนนเป็กระบี่ธรรมดาไม่ใช่ของคุณภาพดีอะไรเนื่องจากเขายังไม่บรรลุวรยุทธ์ขั้นสูงเหมือนสามจึงทำให้การใช้อาวุธคุณภาพดีนั้นมีความเสี่ยงที่จะสึกหรอและด้อยคุณภาพลงได้ง่าย
ส่วนชุดของนนนั้นเป็ชุดหนังทั้งตัวซึ่งทำให้เขาเคลื่อนไหวได้คล่องตัว เหมาะกับผู้ใช้วิชากระบี่
เมื่อเด็กหนุ่มหัวเกรียนทั้งสี่เตรียมเต็มเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงทยอยนำป้ายด็อกแท็กไปแตะที่ป้ายรูปตัวนากก่อนที่พวกเขาจะหายไปทีละคนจากสเตชันหนึ่ง
ฟึ่บ
ฟึ่บ
ฟึ่บ
ฟึ่บ
ร่างของทั้งสี่ปรากฏตัวขึ้นบริเวณป่าใหญ่ บอยไม่มีท่าทีแปลกใจเนื่องจากเขาเคยเข้ามาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง แตกต่างจากเพื่อนสนิทของเด็กหนุ่มทั้งสามที่ต่างพากันตกตะลึงกับความเหมือนจริงโดยรอบ ทั้งกลิ่น เสียงและัั
“ก็บอกแล้วไงว่าคุ้มหนึ่งร้อยอะ”
บอยพูดกับเพื่อนทั้งสามของเขาก่อนจะยักคิ้วกวนๆ ไปให้ หลังจากนั้นเขาจึงหันไปถามสาม นักวางแผนของปาร์ตี้นี้
“เอาไงไอ้สาม”
“ภูมิประเทศคล้ายกัน ลองใช้แผนเดิมเหมือนที่เคยใช้ตอนเข้าค่ายก่อนเพราะกูยังไม่คุ้นกับที่นี่”
“โห เอางั้นเลยเหรอวะ เหนื่อยกูอีกเนี่ย” สองบ่นขึ้นเมื่อได้ยินแผนของแฝดของตัวเอง
“มึงอย่าบ่น เก่งสุดก็ต้องรับหน้าที่ไป” นนขัดเด็กหนุ่มผู้ทำหน้าที่เป็แทงค์ของกลุ่ม
“จ้าไอ้สามน้องชายที่รักยิ่ง อย่าให้พลาดเหมือนคราวนั้นละกัน” สองกล่าวพร้อมหรี่ตาไปหาแฝดของเขา
“กูไม่พลาดสะดุดล้มซ้ำสองหรอกเว้ย แล้วอีกอย่างนะกูเป็พี่มึงหรอก!” สามโวยวายกลับ
“พอเลยพวกมึงอะ ค่อยไปเถียงกันต่อที่อื่น”
บอยห้ามไม่ให้แฝดทั้งสองเถียงกันไปมากกว่านี้เพราะกลัวว่าศัตรูจะได้ยินแล้วจะเสียแผน แม้เขาไม่รู้ว่าเอไอพวกก็อบลินพวกนี้จะฉลาดขนาดไหนแต่ที่บอยมั่นใจแน่นอนคือพวกมันมีฝีมือมากกว่ามอนสเตอร์ในดันเจี้ยนของโรงเรียนที่พวกเขาฝึกมา
หลังจากห้ามทัพเพื่อนแฝดให้หยุดตีกันได้แล้ว เด็กหนุ่มจึงหันไปพูดกับนักเวทย์คนเดียวของกลุ่มอีกครั้ง
“อะไอ้สาม ร่ายเลย”
สิ้นประโยคของเด็กหนุ่มผู้ใช้มือเปล่าเป็อาวุธนั้น เด็กหนุ่มอีกคนผู้ซึ่งสวมชุดใส่ผ้าคลุมสีดำก็ยืนยื่นไม้เท้าเก่าๆ ซึ่งมีความยาวประมาณสองเมตรกว่าไปข้างหน้าพร้อมกับปักมันลงบนพื้นก่อนจะเริ่มร่ายบทเวทย์ที่เขาฝึกมันมาั้แ่ยังเด็ก
“ข้าแต่พระพายแห่งพายัพ ข้าขอวิงวอนในฐานะบริวารแห่งท่าน โปรดประทานวายุแก่ข้า พัดพาให้ทั่วทุกสารทิศ พัดผ่านแมกไม้ พัดผ่านใบหญ้า ค้นหาศัตรูข้า ค้นหาอริข้า”
และในขณะที่สามกำลังร่ายบทเวทย์อยู่นั้น มุมปากของบอยก็ยกยิ้มขึ้น เขากำลังตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนในชีวิต ั้แ่เกิดจนโตนี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกเช่นนี้ ความรู้สึกของอาดรีนาลีนที่หลั่งจนหัวใจสูบฉีดพลุ่งพล่าน ไม่เหมือนกับตอนที่สู้กับมอนสเตอร์จำลองที่โรงเรียน หรือฝึกต่อสู้ตอนเข้าค่ายหรือจะเป็ตอนที่ไปแข่งทัวร์นาเมนต์ไม่มีครั้งใดที่ทำให้เขาตื่นเต้นได้เท่าครั้งนี้
เด็กหนุ่มสะกดอาการตื่นเต้นของตัวเองไว้เพราะกลัวจะไม่มีสมาธิกับแผนของเพื่อนแต่เขาก็อดคิดในใจกับตัวเองไม่ได้ว่า
‘เตรียมตัวให้ดี บอยคนนี้กลับมาแก้มือแล้วเว้ย!’