สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 225 ระเบิดพลัง

        อันเจิงชี้ไปยังด้านหน้า กระดิ่งแก้วจึงหายไปอย่างรวดเร็วและปรากฏขึ้นด้านหลังของติงเซิ้นซาก่อนกระดิ่งแก้วจะโจมตีติงเซิ้นซา พลังจากกระดิ่งแก้วก็มาถึงก่อนคลื่นพลังกระทบชุดเกราะแล้วแยกเป็นสองทางไปด้านหลัง ดูแล้วไม่ต่างจากสายน้ำที่ไหลผ่านก้อนหินขนาดใหญ่เลยจากนั้นก็ตามมาด้วยกระดิ่งแก้วที่พุ่งเข้าไป แต่ทว่าติงเซิ้นซากลับไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยสักนิด

 

        กระดิ่งแก้วพุ่งชนด้านหลังของติงเซิ้นซาอย่างแรงทันใดนั้น ชุดเกราะของติงเซิ้นซาก็เปล่งแสงประกาย แล้วร่างเขาก็หายไปทันที

 

        กระดิ่งแก้วพุ่งผ่านไปจากนั้นก็พุ่งกลับมาหาอันเจิง อันเจิงใช้จิตสั่งการทำให้กระดิ่งแก้วพุ่งกลับมาอยู่เหนือหัวเขาอย่างรวดเร็ว

 

        ร่างของติงเซิ้นซาปรากฏขึ้นอีกครั้งในตำแหน่งเดิมจากนั้นก็ยิ้มดุร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ “เป็นอย่างไร? ดูเหมือนเจ้าจะหมดวิธีสู้แล้วสินะ?อันเจิง...เจ้ายังเป็นอันเจิงคนเดิมแต่ข้าไม่ใช่ข้าคนเดิมอีกต่อไปแล้ว”

 

        ทวนพุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วอันเจิงไม่หลบ แต่ในมือกลับเปล่งแสงประกาย ทันใดนั้น ดาบนิลกาฬก็ปรากฏ

 

        ดาบนิลกาฬมีขนาดเล็กมากแต่อย่างไรมันก็เป็นอาวุธระดับสีม่วง หากไม่ใช่เพราะถึงเวลาคับขันอันเจิงไม่มีทางหยิบของวิเศษระดับสีม่วงออกมาใช้แน่

 

        ฉับ!

 

        ลำแสงสีดำบนทวนเปล่งประกายเพียงชั่วพริบตา ทวนครึ่งหนึ่งก็ถูกดาบนิลกาฬตัดขาด ติงเซิ้นซาเบิกตาโตแต่เพียงครู่เดียวก็กลับมาดูดุดันดังเดิม เขาไม่ได้หยุดลง แต่กลับใช้ทวนที่เหลือครึ่งหนึ่งพุ่งมายังอันเจิงในขณะที่อันเจิงกำลังแปลกใจอยู่นั้น ทวนอีกครึ่งที่หล่นลงบนพื้นก็หายไปทันที

 

        ทวนในมือของติงเซิ้นซาฟื้นฟูกลับมาเป็นเหมือนเดิมจากนั้นก็กระแทกเข้าที่เกล็ดมัจฉาอย่างแรง

 

       ร่างอันเจิงถอยไปด้านหลังอย่างไม่อาจควบคุมได้แล้วแผ่นหลังก็กระแทกเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่ง ภายใต้พลังที่มหาศาล ต้นไม้ขนาดใหญ่หักทันทีแล้วล้มไปยังด้านหลัง

 

        อันเจิงรู้สึกแน่นที่หน้าอกจากนั้นสีหน้าก็ดูหนักอึ้งขึ้นไม่น้อย

 

        ในเมื่อทวนถูกดาบนิลกาฬตัดไปครึ่งหนึ่งแล้วเพราะอะไรมันถึงฟื้นฟูกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก?

 

        ติงเซิ้นซาพุ่งทวนมาด้านหน้าอีกครั้งทันใดนั้น ทวนในมือก็มีรูปร่างอ่อนลงทันที มันพุ่งไปหาอันเจิงราวกับอสรพิษ อันเจิงรีบถอยไปด้านหลังจากนั้นทวนที่แปลงเป็นงูยักษ์ก็ฟาดมาทางอันเจิง ทำให้ต้นไม้ที่หักกลายเป็นเศษผุยผงแต่ที่น่ากลัวก็คือ ต้นไม้ต้นนั้นเปลี่ยนเป็นผงสีดำอย่างรวดเร็ว

 

        ถึงแม้อันเจิงจะมีการปกป้องจากเกล็ดมัจฉาแต่ทว่าพลังสีดำที่แปลกประหลาดยังคงเลื้อยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และตอนนี้มันกำลังแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังของอันเจิงแล้ว

 

        อันเจิงรู้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่อาจเก็บงำพลังวัตรไว้ได้อีกต่อไปแล้วแววตาของเขาเปล่งประกาย “เปิดออก!”

 

        หลังเสียงคำรามดังขึ้น จู่ ๆ อันเจิงก็มีพลังปกคลุมไปทั่วร่างจากนั้นก็ระเบิดออกอย่างกะทันหัน นั่นเป็นการเปิดผนึกในตัวของอันเจิง

 

        ระเบิดครั้งที่หนึ่ง!

 

        เศษดินและเศษหญ้าลอยขึ้นกลางอากาศ พลังสีดำที่มาจากทวนถูกแรงระเบิดทำให้ปลิวถอยไปด้านหลังความแรงจากระเบิดซัดทุกอย่างที่อยู่รอบตัวอันเจิงออกไป เหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่าอีกทั้งบนพื้นยังกลายเป็นรูใหญ่อีกด้วย

 

        ระเบิดครั้งที่สอง!

 

        พลังภายในร่างของอันเจิงเปลี่ยนเป็นพลังระเบิดออกมารอบตัวซึ่งไม่ต่างจากพลังดาบที่พุ่งออกไปรอบด้านจำนวนนับไม่ถ้วนตอนนี้พลังเหล่านี้พุ่งออกไปด้วยความเร็วสูงสุด ติงเซิ้นซายกมือขึ้นมาบังหน้าตัวเองไว้พลังระเบิดพุ่งตรงมาทางด้านติงเซิ้นซา แต่ในขณะที่พลังเหล่านี้กำลังจะถึงตัวเขาชุดเกราะสีแดงบนตัวก็เปล่งแสงประกายอีกครั้ง ทำให้พลังที่พุ่งเข้ามาปลิวออกไป

 

        รอบด้านติงเซิ้นซา...ทุกที่ที่พลังพุ่งออกไปดั่งเม็ดฝนตัดขาดต้นหญ้าและต้นไม้

 

        ระเบิดครั้งที่สาม!

 

        คลื่นพลังขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นรอบตัวอันเจิงแล้วหมุนตัวลอยเหมือนพายุขึ้นไปบนฟ้าแม้กระทั่งอากาศรอบด้านก็ถูกคลื่นพลังนี้ทำให้เปลี่ยนแปลงไปเพียงครู่เดียวพายุนี้ก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน ดูแล้วช่างน่ากลัวเหลือเกินแม้กระทั่งสิ่งของที่อยู่ห่างออกไปก็ถูกซัดจนเกิดเสียงดัง ผ่านไปครู่หนึ่งหน้าต่างของหอด้านข้างก็แตกสลาย ทั้งหมดถูกซัดให้ลอยออกไป

 

        สีหน้าของติงเซิ้นซาขาวซีดทันที เขาคิดไม่ถึงว่าอันเจิงจะเลื่อนระดับพลังของตัวเองในตอนนี้ก่อนหน้านี้เขารู้ระดับพลังที่อันเจิงมีเป็นอย่างดี มากที่สุดอันเจิงก็มีพลังในขอบเขตสุมารุขั้นสามเท่านั้นแต่ตอนนี้ พลังรอบตัวอันเจิงระเบิดออกมาติดต่อกันสามครั้งและนั่นก็หมายความว่าอันเจิงเลื่อนระดับพลังไปสามขั้นซึ่งนี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ต่อให้จะเป็นคนที่มีพรสวรรค์มากก็ตาม แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะเลื่อนระดับพลังจากขอบเขตสุมารุขั้นสามมาเป็นสุมารุขั้นหกในชั่วพริบตาแบบนี้

 

        ทวนในมือติงเซิ้นซาคำรามเสียงดังจากนั้นก็พุ่งตรงไปยังอันเจิง ทวนเปลี่ยนเป็นขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมด้านหน้าสุดของทวนระเบิดพลังสีดำและเปล่งประกาย ท่ามกลางลำแสงสีดำ ราวกับมีมือล่องหนขนาดใหญ่จับมันเอาไว้ราวกับท่ามกลางลำแสงสีดำมีวิญญาณเต็มไปหมด

 

        พลังสีดำที่มาพร้อมลำแสงเปล่งประกายพุ่งมาชนร่างของอันเจิงอย่างแรง

 

        ในขณะนี้เอง อันเจิงก็เบิกตาโต“เปิดออกซะ!”

 

       หลังจากเสียงคำรามครั้งที่สองของอันเจิงดังขึ้น ติงเซิ้นซาก็ได้ยินเสียงประตูเปิดออกนั่นเป็นเสียงประตูที่หนักอึ้งกำลังขูดกับพื้นแล้วเปิดออกเล็กน้อยเสียงนั้นหนักแน่นทั้งยังเสียดแก้วหูอีกด้วย

 

        ตูม!

 

        ระเบิดครั้งที่สี่!

 

        คลื่นขนาดใหญ่ซัดออกไปรอบด้านทำให้กลายเป็นพายุขนาดใหญ่มาก สิ่งของทุกอย่างที่อยู่ภายในรัศมีห้าร้อยกิโลเมตรถูกพายุสีเขียวอ่อนซัดปลิวทั้งหมดจากพลังสีเขียวอ่อน ตอนนี้สีของพายุเข้มขึ้น ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้นก้อนเมฆที่อยู่บนฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนแปลง เมฆที่อยู่รอบ ๆถูกพายุซัดให้เข้ามารวมตัวกัน กลุ่มเมฆสีขาวเริ่มหนามากขึ้นเรื่อย ๆอีกทั้งพลังของพายุที่แรงมหาศาล ทำให้กลุ่มเมฆด้านบนกลายเป็นสีดำครึ้ม

 

        ฟ้าร้อง

 

        ฟ้าผ่า!

 

        ระเบิดครั้งที่สี่ทำให้เกิดพลังที่มหาศาลแล้วพุ่งตรงออกไปยังติงเซิ้นซาถึงแม้ชุดเกราะบนร่างเขาจะแบ่งรับพลังที่พุ่งเข้ามาโจมตีไปบ้างแล้วก็ตามแต่เพราะพลังที่มหาศาลลอยไปทั่วและทำให้รอบด้านเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด ไม่ว่าชุดเกราะจะแข็งแกร่งมากเท่าไหร่แต่ก็ไม่อาจต้านทานพลังที่มหาศาลแล้วพุ่งโจมตีอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำให้สุดท้ายติงเซิ้นซาก็ได้รับบาดเจ็บอยู่ดี

 

        ติงเซิ้นซาตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้นจากนั้นก็กระอักเลือดแล้วพ่นไปยังทวนของเขา ทันใดนั้น ทวนก็เปล่งแสงประกายสีดำ ผ่านไปเพียงครู่เดียวทวนก็เปลี่ยนเป็นงูยักษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม แล้วเลื้อยพุ่งไปยังอันเจิงทวนที่เหมือนงูยักษ์ถูกติงเซิ้นซาเหวี่ยงออกไป แล้วพุ่งชนร่างอันเจิงอย่างจัง

 

       แต่ทว่าทวนนี้ไม่ได้ส่งผลกับอันเจิงเลยสักนิด เพราะระเบิดครั้งที่ห้าก็เกิดขึ้น

 

        ตูม!

 

       บนพื้นรอบด้านอันเจิงกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า จากนั้นพลังที่บริสุทธิ์ในร่างอันเจิงก็กระจายออกมาแล้วก่อตัวเป็นฟองอากาศสีเขียวอ่อนที่มีขนาดใหญ่กว่าสิบเมตรส่วนคลื่นพายุยังคงซัดไปด้านหน้าเรื่อย ๆ แล้วดูดซับพลังลมปราณที่อยู่รอบ ๆ เข้ามาหาอันเจิงเพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น อันเจิงที่มีพลังในขอบเขตสุมารุขั้นสาม ก็เลื่อนขึ้นมามีพลังในขอบเขตสุมารุขั้นแปดแล้ว!

 

        ทวนของติงเซิ้นซากลายเป็นงูยักษ์ที่ม้วนกลับมามันเหวี่ยงตัวออกไปรอบ ๆ ภายในรัศมีสิบเมตรถูกกวาดจนเป็นพื้นที่ว่างเปล่า งูยักษ์กระแทกไปที่หอตำราทำให้ประตูและหน้าต่างได้รับความเสียหาย หอตำรากลายเป็นรูขนาดใหญ่กว่าหนึ่งเมตรจากนั้นงูยักษ์ก็สะบัดตัว ทำให้เศษหินบนพื้นปลิวไปทั่ว

 

        “เป็นไปไม่ได้!”

 

        ติงเซิ้นซาคำรามในแววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง จากนั้นก็พุ่งมาด้านหน้าอย่างบ้าคลั่งแต่ทว่าเขายังไม่สามารถทำลายได้แม้กระทั่งพลังที่ล้อมรอบตัวอันเจิงเลยด้วยซ้ำ นั่นเป็นพลังที่บริสุทธิ์และทรงพลังมาก!

 

        ทางด้านอันเจิงยังคงไม่หยุดการเคลื่อนไหวเพียงไม่กี่วินาที พายุและเมฆครึ้มทั้งหมดก็หดตัวลงแล้วเข้ามารวมกับพลังสีเขียวอ่อนผ่านไปครู่หนึ่ง พลังสีเขียวอ่อนที่ใหญ่ประดุจหุบเขาก็กระจายออกไปด้านนอกจากนั้นก็หดตัวกลับมาอีกครั้ง แล้วคลื่นพลังนี้ก็ไหลเวียนเข้าสู่ร่างอันเจิง

 

        ตูม!

 

        ระเบิดครั้งที่หก!

 

        พลังระเบิดทำให้พื้นดินม้วนตัวขึ้นทันที พื้นดินลึกครึ่งเมตรถูกพลังระเบิดซัดให้ม้วนตัวไปยังด้านหน้าเหตุการณ์เช่นนี้มักจะเห็นในทะเลทรายเท่านั้น และต้องเป็นพายุทะเลทรายถึงจะทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้

 

        พลังก่อตัวขึ้นไม่ต่างไปจากผนัง กำแพงดินถมสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

        พลังในขอบเขตสุมารุ...ขั้นเก้า!

 

        ภายใต้การช่วยเหลือจากสร้อยลูกประคำโลหิตอันเจิงเคยมีพลังวัตรในขอบเขตกิเลสมารในระยะเวลาอันสั้นมาแล้ว แต่นั่นเป็นเพียงพลังที่สร้อยลูกประคำโลหิตถ่ายทอดมาเท่านั้นและเป็นพลังที่ซากศพบนเทือกเขาชางหมานเอาไป หลังจากวันนั้น พลังของอันเจิงก็ยังอยู่ในขอบเขตสุมารุขั้นสามแต่ทว่าตอนนี้ อันเจิงปลดปล่อยพลังที่ตัวเองซ่อนไว้ออกมาทั้งหมดและนี่ก็คือการข้ามระดับพลังของอันเจิงอย่างแท้จริง!

 

        พลังในขอบเขตสุมารุสามารถนำพลังภายในมาใช้ภายนอกส่วนพลังในขอบเขตกิเลสมารสามารถแปลงกายได้

 

        ขณะนี้ อันเจิงมีพลังอยู่ในขอบเขตสุมารุขั้นสูงสุดแล้ว

 

        เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆแล้วดูดพลังสีเขียวอ่อนเข้าจมูกทั้งหมด จากนั้นก็พ่นพลังเสียงออกมาแล้วลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน

 

        เหมือนตอนนี้พลังในร่างของติงเซิ้นซาอ่อนแอมากการต่อสู้กับอันเจิงก่อนหน้านี้ทำให้ความกลัวที่เคยมีหวนกลับมาอีกครั้งความกดดันและความกลัวที่เขาได้รับมาจากอันเจิงมากถึงมากที่สุดมากจนในใจเขาไม่อาจรับมันไหว อีกทั้งความรู้สึกนี้เป็นเหมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลึกในจิตใจกลายเป็นเงาที่ฝังลึกในตัว ศักดิ์ศรีและความหยิ่งทะนงของเขาถูกอันเจิงทำลายลงครั้งแล้วครั้งเล่าจนไม่เหลือชิ้นดี

 

       เดิมทีเขาคิดว่าครั้งนี้ตัวเองจะชนะอย่างราบคาบ และคิดว่าจะชนะอันเจิงได้ภายในระยะเวลาอันสั้นก็เหมือนที่อันเจิงเคยทำกับเขาก่อนหน้านี้เขาจะทำให้ความหวังและศักดิ์ศรีของอันเจิงสลายไปทั้งหมด

 

       แต่เมื่อเขาเห็นพลังในร่างอันเจิงระเบิดออกติดต่อกันหกครั้ง ความกล้าความอัปยศและความกลัวจึงหวนกลับมาสู่จิตใจอีกครั้ง

 

       เมื่อคนคนหนึ่งเกิดความกลัวขึ้นระหว่างการต่อสู้นั่นก็หมายถึงจุดจบที่ไม่อาจคาดคิดได้

 

        พลังสีเขียวอ่อนหายไปกับตาเพราะมันถูกอันเจิงสูดเข้าไปในร่างจนหมด หลังจากเลื่อนระดับพลังร่างอันเจิงจึงต้องการพลังลมปราณมหาศาลและเขาก็ได้สูดมันเข้าไปแปลงเป็นพลังในร่างกายแล้ว

 

        เขาเดินไปด้านหน้าหนึ่งก้าวเพียงก้าวเดียวก็มาถึงตรงหน้าติงเซิ้นซา

 

        ติงเซิ้นซายกทวนขึ้นอย่างทุลักทุเลอันเจิงยื่นมือซ้ายออกไปแล้วจับทวนของติงเซิ้นซาไว้จากนั้นทวนก็เริ่มเคลื่อนไหวไปมา อันเจิงออกแรงไปที่นิ้วมือทั้งห้ามากยิ่งขึ้นจากนั้นทวนก็เคลื่อนไหวราวกับอสรพิษ ทวนเปล่งเสียงคำรามที่ดุร้ายออกมาจากนั้นก็กลายเป็นพลังสีดำแล้วจางหายไป

 

        ในมือติงเซิ้นซาว่างเปล่า

 

        “ที่แท้ก็สร้างขึ้นมาจากพลังนี่เองแต่ไม่ใช่อาวุธมารของจริง”

 

        อันเจิงมองติงเซิ้นซาแล้วพูดขึ้น“คนคนนั้นแค่ให้พลังส่วนหนึ่งที่ตัวเขามีเท่านั้น แต่เจ้าก็คิดว่าตัวเองได้ของวิเศษที่สุดยอดแล้ว”

 

        เขาก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว “แต่อย่างไรเจ้าก็เป็นเพียงคนไร้ค่าต่อให้เจ้าจะมีอาวุธที่วิเศษจริง ๆ แต่เจ้าก็ไม่มีทางชนะข้าได้เพราะใจเจ้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เจ้าอยากฆ่าข้าครั้งแล้วครั้งเล่านั่นก็เพราะตัวเจ้ากลัวข้าอย่างถึงที่สุดเท่านั้นแหละข้าเป็นปีศาจและฝันร้ายสำหรับเจ้า เพียงแค่ข้ายืนอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็เป็นได้แค่คนที่พ่ายแพ้ตลอดกาล!”

 

        อันเจิงยื่นมือไปจับชุดเกราะสีแดงของติงเซิ้นซาจากนั้นก็กระชากไปด้านหลังอย่างแรง “ไม่ว่าของวิเศษอะไรก็ไม่มีทางช่วยเจ้าได้เพราะเมื่ออยู่ต่อหน้าข้า ในใจเจ้าจะไม่มีวันแข็งแกร่ง ข้าชนะเจ้าหนึ่งครั้งสองครั้ง สามครั้ง และทุกครั้งข้าก็จะเป็นคนชนะ เจ้าจบเห่ตั้งแต่แรกแล้วและไม่เหมาะจะเป็นคู่ต่อสู้ข้าด้วย!”

 

        หลังจากอันเจิงกระชากชุดเกราะสีแดง มันก็ฉีกขาดแล้วหล่นลงไปกองอยู่บนพื้น

 

        ในมืออันเจิงเปล่งแสงประกายสีทองและแสงนั้นก็สว่างราวกับดวงอาทิตย์

 

        แสงสว่างจ้าทำให้ติงเซิ้นซารู้สึกถึงความหวาดกลัวที่มีในจิตใจ

 

        “ทำลายจิตวิญญาณ!”

 

        อันเจิงกดลำแสงในมือลง จากนั้นก็ประทับไปที่หน้าผากของติงเซิ้นซา

 

        ภายใต้ลำแสงที่แข็งแกร่งรอบด้านเปลี่ยนเป็นเศษฝุ่นสีดำเท่านั้น

 

        หลังลำแสงที่ทรงพลังจางลงทุกอย่างกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน