ยามเฝ้าประตูระดับพระเจ้า

    หัวหน้าสำนักมารจ้าวสวรรค์

    ท่ามกลางความตื่นตะลึงของฝูงชนที่เห็นซ่งฉือแขนขาดและกรีดร้องอย่างโหยหวน เย่ฟานค่อยๆ ยกมือขึ้นปลดสายรัดหน้ากาก

    กึก...

    หน้ากากสีขาวร่วงหล่นลงสู่พื้น เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองหลวง แต่ต่อมากลับถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ

    "นั่นมัน... เย่ฟาน!" "ลูกชายตระกูลเย่ที่ถูกไล่ออกจากสำนักกระบี่เมฆาครามไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนไม่ใช่รึ?" "ข้าจำได้! เขาถูกทำลายตันเถียนเพราะคบคิดกับสำนักมารนี่นา! ทำไมถึงยังมีวรยุทธ์แถมยังแข็งแกร่งขนาดนี้!"

    เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง แต่เย่ฟานไม่ได้สนใจ เขาประกาศก้องด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ข้า เย่ฟาน ไม่เคยคบคิดกับสำนักมาร! คนที่ใส่ร้ายข้า ทำลายตันเถียนข้า และสมคบคิดกับพวกมารที่แท้จริง... คือพ่อลูกตระกูลซ่งแห่งสำนักกระบี่เมฆาครามต่างหาก!"

    ในขณะนั้นเอง กลุ่มศิษย์หญิงจาก สำนักหอคอยวารีเร้นลับ ที่นั่งอยู่ด้านหลังชิงเสวี่ยต่างลุกฮือขึ้นด้วยความตื่นเต้น

    "ใช่เขาจริงๆ ด้วย! ศิษย์พี่หญิง! นั่นคือคนที่ช่วยพวกเราจากฝูง สุนัขป่าโลกันตร์เกล็ดนิล ในป่าทมิฬเมื่อเดือนก่อน!" ศิษย์น้องคนหนึ่งตะโกนชี้ไปที่เย่ฟาน

    "ดาบเล่มนั้น... รูปร่างแบบนั้น ข้าจำได้แม่น! ในวันที่พวกเราสิ้นหวังเกือบจะถูกสัตว์อสูรฉีกร่าง ก็เป็นเขาที่เข้ามาช่วยชีวิตพวกเราไว้!" "เขาไม่ใช่คนเลวที่คบคิดกับมารแน่นอน! เขาคือผู้มีพระคุณของพวกเรา!"

    คำยืนยันจากศิษย์สำนักใหญ่อย่างหอคอยวารี ทำให้ข้อกล่าวหาของเย่ฟานมีน้ำหนักขึ้นทันที หลักฐานประจักษ์พยานเริ่มปรากฏ สายตาของฝูงชนที่เคยมองเขาด้วยความรังเกียจ เริ่มเปลี่ยนเป็นความศรัทธาและความละอายใจ และหันไปจ้องมองซ่งฉือด้วยสายตาอาฆาตแทน

     

    "แก... เป็นแกมาตลอด!" ซ่งฉือที่นอนกุมแผลเลือดโชก กรีดร้องออกมาด้วยความเคียดแค้นจนแทบกระอักเลือด "ไอ้นิรนาม... ไอ้เย่ฟาน! แกคือคนที่ขัดขวางข้าทุกอย่าง!"

    ความโกรธเกลียดพุ่งทะลุขีดจำกัด ซ่งฉือไม่สนความเจ็บปวด เขาใช้พลังเฮือกสุดท้ายจากฤทธิ์ยาโลหิตมารที่เหลืออยู่ รวบรวมปราณทั้งหมดไว้ที่แขนซ้ายที่เหลืออยู่

    "ตายซะเถอะ! ข้าจะลากแกไปลงนรกด้วยกัน!"

    ซ่งฉือพุ่งเข้าใส่เย่ฟานด้วยความเร็วสุดท้าย หวังจะระเบิดตัวเองไปพร้อมกับศัตรู

    เย่ฟานมองดูภาพนั้นด้วยสายตาเวทนาปนสมเพช "เจ้าจบเห่แล้ว ซ่งฉือ"

    เย่ฟานกระโดดลอยตัวขึ้นกลางอากาศ หมุนตัวอย่างรวดเร็วดุจลูกข่าง ขาขวาและดาบในมือผสานกันเป็นหนึ่งเดียว พลังฮาคิเกราะไหลบ่าเข้าเคลือบทั้งตัวและดาบจนดำสนิท

    "ท่าวายุศาสตรา: พายุดาบทมิฬ!"

    ตู้ม!

    เย่ฟานตวัดดาบและขาเตะออกไปพร้อมกัน ส่งคลื่นดาบสีดำขนาดมหึมาหมุนวนเป็นพายุ พุ่งเข้ากระแทกกลางลำตัวของซ่งฉืออย่างจัง!

    "อั่ก!"

    คลื่นพลังนั้นไม่ได้ตัดร่างกายซ่งฉือให้ขาด แต่กระแทกเจาะจงไปที่จุดเดียว... จุดตันเถียน

    เพล้ง!

    เสียงเหมือนลูกแก้วแตกดังลั่นออกมาจากร่างของซ่งฉือ พลังปราณมารทั้งหมดสลายไปในพริบตา ร่างของเขาร่วงลงกระแทกพื้นเหมือนว่าวเชือกขาด นอนดิ้นพราดๆ ด้วยความเจ็บปวดที่คุ้นเคย... ความเจ็บปวดของการสูญเสียพลังยุทธ์

    "ตันเถียนข้า... พลังของข้า..." ซ่งฉือร้องไห้ออกมาอย่างไร้ศักดิ์ศรี

     

    ในขณะเดียวกัน บนปะรำพิธี ฤทธิ์เดชของ "ลูปเวลา" ที่หลี่หมิงสร้างไว้ได้คลายลง

    ซ่งเทียนหาว เจ้าสำนักกระบี่เมฆาคราม หลุดจากการถูกตรึง เขารีบพุ่งตัวลงไปในสนามทันที แต่ภาพที่เห็นทำให้เขาแทบช็อคตายคาที่

    ลูกชายของเขา... ความหวังหนึ่งเดียวของตระกูล... นอนจมกองเลือด ร่างกายพิการ แขนขวาขาดสะบั้น และที่สำคัญที่สุด ตันเถียนถูกทำลายจนแหลกละเอียด

    สภาพของซ่งฉือในตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับ "ขยะ" ที่ครั้งหนึ่งสองพ่อลูกคู่นี้เคยกระทำกับเย่ฟานไว้ไม่มีผิดเพี้ยน กงล้อแห่งกรรมได้หมุนกลับมาสนองคืนอย่างสาสมแล้ว!

    "ซ่งฉือ! ลูกพ่อ!" ซ่งเทียนหาวประคองร่างลูกชาย มือสั่นระริก

    เขาเงยหน้าขึ้น จ้องมองเย่ฟานด้วยดวงตาที่แดงก่ำและเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแตกจากโทสะที่พุ่งทะลุจุดเดือด "ไอ้เด็กสารเลว! เจ้าทำลายลูกข้า! เจ้าทำลายแผนการร้อยปีของตระกูลข้า!"

    เย่ฟานยืนเช็ดเลือดออกจากดาบ แล้วยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา "ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ท่านเจ้าสำนัก... การกำจัดมารร้ายและคืนความสงบสุขให้ยุทธภพ เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ข้าแค่คืนสิ่งที่พวกท่านเคยทำกับข้า ให้ลูกชายท่านได้ลิ้มลองบ้างก็เท่านั้น... รสชาติของการเป็นขยะ มันเจ็บปวดดีไหมล่ะ?"

    "เจ้า!!" ซ่งเทียนหาวคำรามลั่น "ตายยยยยย!"

    ด้วยความโกรธจนขาดสติ ซ่งเทียนหาวระเบิดพลังปราณระดับ ขั้นที่ 7 (ขั้นบรรพชน) ขั้นปลาย ซึ่งเกือบจะแตะขอบเขตของขั้นกึ่งเซียน (ขั้น 8) แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นสนามยุบตัวลงทันที เขาพุ่งเข้าใส่เย่ฟานหมายจะตบให้ตายคามือในฝ่ามือเดียว!

    เคร้ง! เคร้ง!

    แต่ก่อนที่ฝ่ามือมรณะของซ่งเทียนหาวจะถึงตัวเย่ฟาน เงาร่างสองสายก็พุ่งเข้ามาขวางไว้ เจ้าสำนักวิหคอัคคี และ เจ้าสำนักหอคอยวารีเร้นลับ เข้ามารับการโจมตีนั้นไว้พร้อมกัน!

    "หยุดนะซ่งเทียนหาว!" เจ้าสำนักวิหคอัคคีตะโกนก้อง ใบหน้าเคร่งเครียดเพราะต้องต้านรับพลังระดับบรรพชน "เย่ฟานทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว! ลูกชายเจ้าใช้วิชามารและพยายามฆ่าคน เย่ฟานเพียงแค่ลงทัณฑ์ตามกฎยุทธภพ!"

    "เจ้าสำนักกระบี่... ท่านเสียสติไปแล้วรึที่ปกป้องคนใช้วิชามาร!" เจ้าสำนักหอคอยวารีเร้นลับเสริม พลางเร่งพลังวารีเพื่อต้านทานเปลวเพลิงโทสะของซ่งเทียนหาว

     

    ซ่งเทียนหาวถอยหลังออกมา เขามองไปรอบๆ เห็นสายตาของทุกคน... เจ้าสำนัก แม่ทัพ องค์จักรพรรดิ และประชาชน ต่างมองเขาด้วยความรังเกียจและเป็นศัตรู

    "ฮ่า... ฮ่าๆๆๆๆ!"

    ซ่งเทียนหาวระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง "ดี! ดีมาก! ในเมื่อพวกเจ้าบังคับข้า... ข้าก็ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนภายใต้หน้ากากจอมปลอมนี้อีกต่อไป!"

    ซ่งเทียนหาวล้วงมือเข้าไปในเสื้อ หยิบ ยันต์สีดำ แผ่นหนึ่งออกมา ยันต์นั้นสลักด้วยอักขระสีเลือดที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวล

    "ในเมื่อลูกข้าทำภารกิจไม่สำเร็จ... ข้าก็จะขออัญเชิญ ท่านผู้นั้น มาจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง!"

    แควก!

    ซ่งเทียนหาวฉีกยันต์นั้นทิ้ง

    ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือสนามประลองที่เคยสดใสกลับมืดครึ้มลงในพริบตา เมฆดำทมิฬก่อตัวขึ้นหมุนวนเป็นก้นหอย สายฟ้าสีแดงผ่าเปรี้ยงปร้างลงมาจนพื้นดินสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองหลวง

    เปรี๊ยะ... แคว่ก!

    มิติเบื้องบนถูก มือปริศนาขนาดใหญ่สีซีดขาว ฉีกกระชากออกจากกันราวกับฉีกกระดาษ! ช่องว่างมิติสีดำสนิทปรากฏขึ้น พร้อมกับกลิ่นอายความตายที่เข้มข้นจนหายใจไม่ออก

    ร่างของชายชราในชุดคลุมสีดำยาวลอยลงมาจากรอยแยกนั้น ผมยาวสีขาวปลิวไสว แววตาสีดำสนิทไร้ตาขาว แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขามหาศาลจนอากาศบิดเบี้ยวและหนักอึ้งราวกับตะกั่ว

    ผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำในสนามต่างกระอักเลือดและสลบเหมือดไปทันที แม้แต่ระดับเจ้าสำนักและแม่ทัพนายกองยังต้องทรุดเข่าลงด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาไม่สามารถขยับได้

    "น... นั่นมัน..." องค์จักรพรรดิหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทา เหงื่อไหลพราก "แรงกดดันระดับนี้... หรือว่า..."

    ซ่งเทียนหาวคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นด้วยความเคารพสูงสุด "คารวะท่านประมุข! หัวหน้าสำนักมารจ้าวสวรรค์!"

    เสียงเย็นเยียบดังกังวานไปทั่วฟ้าดิน "ใคร... บังอาจทำลายหมากของข้า?"

    ระดับพลังของชายผู้นี้คือ ขั้นที่ 8 (ขั้นกึ่งเซียน) ระดับปลาย! ตัวตนที่เกือบจะทัดเทียมเซียนได้เสด็จลงมาแล้ว! ความสิ้นหวังปกคลุมไปทั่วทั้งสนามประลอง ทุกคนต่างคิดว่าวันสิ้นโลกของแคว้นจ้าวมาถึงแล้ว

    ทว่า... ท่ามกลางผู้คนที่หวาดกลัวจนหัวหด

    ที่มุมหนึ่งของอัฒจันทร์ หลี่หมิง ยังคงนั่งเท้าคางมองดูเหตุการณ์บนฟ้าด้วยสายตาปลาตาย ส่วน หลิวรั่วเฉิน ก็นั่งด้วยท่าทีสงบนิ่ง

    ทั้งสองคนมองดู "กึ่งเซียน" ผู้ยิ่งใหญ่บนฟ้านั้น... ราวกับมองดูลุงแก่ๆ ธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังโวยวายเสียงดัง ไม่มีแววตาของความตกตะลึงหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย

    "เสียงดังชะมัด..." หลี่หมิงบ่นพึมพำเบาๆ

     

    คล้ายกับเรื่องยามเฝ้าประตูระดับพระเจ้า ที่คุณอ่าน