สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 ตอนที่ 266 แผ่นดินนี้เป็นของข้า

        หลังจากระเบิดครั้งนี้เกิดขึ้นแม้กระทั่งตู้โซ่วโซ่วก็ชะงักไป พลังมหาศาลจากคลื่นระเบิดทำให้เขาเกือบหล่นจากเก้าอี้ที่อยู่บนกำแพงสูงหากผู้เฒ่าฮั่วไม่คว้าตัวเอาไว้ละก็ เขาต้องตกลงไปแล้วแน่นอน

 

        “ผู้ ๆ ๆ...ผู้เฒ่าฮั่วของชิ้นนี้เรียกว่าอะไร?”

 

        “ระเบิดเพลิงนิล”

 

        “มารดามันเถอะ ทรงพลังจริง ๆ!”

 

        ตู้โซ่วโซ่วกระโดดโลดเต้นจากนั้นก็มองไปยังพื้นดินที่ถูกกวาดล้างด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น“เพียงระเบิดลูกแรกก็ซัดคนที่พุ่งเข้ามาจนหมด ข้าขอดูก่อนนะว่ายังเหลือกี่คน?”

 

        ถนนที่เดิมทีกว้างขวางอยู่แล้วกลับใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิมไม่น้อยร้านค้าทั้งสองข้างทางถูกกวาดล้างจนเรียบ ส่วนคนที่พุ่งเข้ามาหลายร้อยคนก็กลายเป็นเพียงผุยผงเท่านั้นไม่เหลือแม้กระทั่งซากศพ โชคดีที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ส่งคนออกไปย้ายประชาชนและผู้ที่เปิดกิจการข้างทางออกไปหมดแล้วอีกทั้งยังมอบเงินในจำนวนที่มากพอต่อการสร้างรากฐานใหม่ให้เป็นการชดเชยอีกด้วย หลังการระเบิดในครั้งนี้สีหน้าของขันทีที่ดูหยิ่งทะนงก่อนหน้านี้ซีดไปทันที

 

        เขาเองยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่า เมื่อครู่มีหยกแห่งวิญญาณระดับสีเขียวก้อนหนึ่งระเบิดขึ้นไม่ห่างจากเขามากนักทำให้แขนกว่าครึ่งท่อนของเขาแหลกกระจายไปแล้ว เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วฉะนั้นเขาจึงไม่ทันสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

 

        ระเบิดหนึ่งครั้งมีหยกแห่งวิญญาณกว่าสิบเม็ดที่พุ่งออกไปถึงแม้จะไม่ใช่หยกแห่งวิญญาณระดับสูง ทว่าการระเบิดในครั้งนี้ก็มีอานุภาพที่ร้ายแรงมากแคว้นเยี่ยนในวันนี้ยังไม่มีตระกูลไหนกล้าใช้ระเบิดหรือทำเรื่องบังอาจเช่นนี้มาก่อน

 

        ระเบิดเพียงหนึ่งครั้งด่านแรกของฝ่ายตรงข้ามก็ถูกทำลายไปจนหมด

 

        สีหน้าของถางไทเช้อที่นั่งอยู่บนหลังคาก็ดูแย่มากเขาหันไปมองอันเจิง “ระเบิดนี้ราคาเท่าไหร่?”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ในเวลาแบบนี้ ใครจะมัวมาคิดเรื่องเงินอยู่”

 

        ถางไทเช้อถอนหายใจ “ข้าก็พอจะดูออกว่าเจ้าเป็นพวกร่ำรวยและใจกว้าง”

 

        อันเจิงส่ายหน้า“เงินพวกนั้นก็ใช้ได้เพียงบางเวลาเท่านั้น หากจะเทียบเรื่องเงินจริง ๆเจ้ามีมากกว่าข้าเสียอีก”

 

        “แต่ข้าเสียดายที่จะใช้ของมีค่าเหล่านั้น”

 

        “นี่เป็นเพียงแค่เริ่มต้นอีกประเดี๋ยวจะมีความน่าตื่นตาตื่นใจกว่านี้เยอะ”

 

        ถางไทเช้อกลอกตา “นี่ไม่ใช่การปะทะแล้วแต่มันคือการเผาเงินเล่นต่างหาก”

 

        ขณะกำลังพูดอยู่นั้นไกลออกไปมีเสียงกลองดังขึ้นจากนั้นก็มีทหารหลวงเดินเข้ามาเป็นขบวนอย่างพร้อมเพรียง ด้านหน้าคือธนูขนาดใหญ่ขนาดของลูกธนูใหญ่เท่าขาของคนคนหนึ่ง เพียงแค่ดอกเดียวก็สามารถทำลายบ้านได้หนึ่งหลังหากธนูนี้มาถึงละก็ ทหารหลวงที่เสียเปรียบในตอนนี้ก็จะได้เปรียบขึ้นมาทันทียังไม่พูดถึงเรื่องอื่น หากมีลูกธนูขนาดใหญ่หลายชุดยิงมาทางสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์พร้อมกันเช่นนั้นต้องเกิดความวุ่นวายแน่ คนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์สามารถหลบได้ทว่าบ้านเรือนไม่อาจหลบได้

 

        เซียงจุนที่เหลือแขนข้างเดียววิ่งกลับไปด้วยความโมโหจากนั้นก็คำรามเสียงดัง “ฆ่าพวกมันให้ตาย!”

 

        บนถนนฝั่งตรงข้ามธนูขนาดใหญ่หลายสิบชุดเรียงตัวยาว จากนั้นทหารหลวงก็ช่วยกันง้างสายธนูออกแล้วลูกธนูขนาดเท่าขาก็ถูกวางลงบนคันธนู

 

        หลางจิ้งยืนอยู่ด้านหลังของตู้โซ่วโซ่ว“ท่านอ้วน ๆ ครั้งที่สองเปลี่ยนให้ข้าเล่นบ้างได้หรือไม่?”

 

        ผู้เฒ่าฮั่วที่ยืนอยู่ด้านข้างพูดขึ้น“ครั้งแรกคือการข่มขวัญ ฉะนั้นหยกแห่งวิญญาณที่ใช้จึงอยู่ในระดับต่ำ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้วส่วนครั้งที่สองคือการสร้างความหวาดกลัว ฉะนั้นจึงไม่ใช่หยกแห่งวิญญาณจำนวนมากเช่นนั้นแต่ใช้สิ่งนี้แทน”

 

        ผู้เฒ่าฮั่วชี้ไปยังกระเป๋าผ้าที่วางอยู่ด้านข้างอย่างดี“ด้านในสุดของระเบิดเพลิงนิลอาศัยหยกแห่งวิญญาณระดับสีทองขั้นสูงเป็นตัวผลักดันซึ่งสามารถผลักดันของที่อยู่ในนี้ออกไปไกลเจ็ดถึงแปดร้อยเมตร ระยะห่างจากธนูขนาดใหญ่มาที่นี่เป็นระยะเพียงห้าร้อยเมตรเท่านั้นซึ่งด้วยระยะห่างเท่านี้ก็ไม่ใช่ปัญหา หลางจิ้ง...มานี่สิเล็งให้ดีแล้วความสนุกครั้งที่สองก็จะเป็นของเจ้า”

 

        หลางจิ้งหัวเราะอย่างเบิกบานจากนั้นก็ใส่โอสถลงไปตามที่ผู้เฒ่าฮั่วบอก เพียงแค่เพิ่มพลังวัตรเข้าไปอีกนิดหน่อยหยกแห่งวิญญาณระดับสีทองที่ผู้เฒ่าฮั่วสร้างให้มีความพิเศษก็จะออกแรงส่งของด้านบนออกไปหลางจิ้งออกแรงกดลงไป ตูม! ของบางอย่างที่มีขนาดใหญ่พุ่งออกไปทันทีแต่เพราะเขาเล็งไม่ตรงเป้า ฉะนั้นทำให้มันระเบิดออกเหนือศีรษะของทหารหลวง

 

        ฟิ้ว!

 

        เปลวเพลิงขนาดใหญ่พุ่งตรงออกไปกลางอากาศอย่างรวดเร็วซึ่งเปลวเพลิงนี้ครอบคลุมพื้นที่รัศมีอย่างน้อยหนึ่งร้อยเมตร ทหารหลวงที่อยู่ภายในรัศมีนี้ไม่มีโอกาสรอดเลยสักคนหลังจากระเบิดครั้งนี้ กระสุนเล็ก ๆ จำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งออกไปอย่างวุ่นวายทำให้ทหารหลวงที่ยืนเป็นระเบียบล้มระเนระนาด ส่วนทหารหลวงที่ยืนควบคุมธนูขนาดใหญ่โชคร้ายไปหน่อยเพราะพวกเขาถูกระเบิดจนร่างกระจุยกระจาย

 

       ธนูขนาดใหญ่ของทหารหลวงกว่าครึ่งถูกทำลายจนเสียหาย ต่อให้ลูกธนูจะไม่ถูกระเบิดจนหมดทว่าคันธนูที่เหลืออยู่ก็ไม่สมประกอบและไม่อาจใช้การได้แล้ว ซึ่งก็ไม่มีใครกล้ามาควบคุมมันอีก

 

        การต่อสู้เริ่มขึ้นเช่นนี้ทำให้พวกเขาไม่อาจบุกเข้าไปได้ ถึงแม้ธนูขนาดใหญ่ของทหารหลวงจะใช้วัสดุชั้นดีก็ตามทว่าผลงานการสร้างอาวุธวิเศษของทหารเหล่านั้นไม่มีทางสู้ผู้เฒ่าฮั่วได้อยู่แล้วหากนำคุณสมบัติของอาวุธมาเปรียบเทียบตามระดับสีแล้ว ของที่เหล่าทหารสร้างขึ้นก็เป็นได้แค่ระดับสีเขียวเท่านั้นทว่าของที่ผู้เฒ่าฮั่วสร้างเป็นถึงระดับสีม่วงขั้นกลางถึงขั้นสูงเลยทีเดียว

 

        ในใต้หล้า ปรมาจารย์สร้างอาวุธวิเศษระดับสีม่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เห็นจะเหลือเพียงผู้เฒ่าฮั่วแล้วต่อให้จะอยู่ในจักรวรรดิต้าซี องค์จักรพรรดิยังต้องต้อนรับเขาอย่างนอบน้อมเลย

 

        อีกทั้งนี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดเพราะใครจะไปนึกว่าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ที่ดูธรรมดาจะมีผู้เก่งกาจเช่นนี้อยู่

 

        กลิ่นอายของการรังแกคนอื่นมันช่างสนุกจริงๆ

 

        ถางไทเช้อมองไปยังระเบิดลูกที่สองแล้วส่ายหน้า“นอกจากทหารหลวงเหล่านี้จะโง่เง่า ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครกล้าพุ่งออกมาแน่หากของชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นจำนวนมากและส่งไปช่วยทหารที่สู้รบแถบชายแดนละก็ตอนนี้แคว้นเยี่ยนอาจชนะแคว้นโยวไปแล้วก็ได้”

 

        อันเจิงถอนหายใจ“หากสามารถสร้างของเช่นนี้ออกมาจำนวนมากก็คงดี เจ้ารู้หรือไม่ว่าอะไรคือตัวผลักดันระเบิดเหล่านี้?มันคือหยกแห่งวิญญาณระดับสีทองขั้นสูง ต่อให้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของข้าจะมีแต่ก็มีไม่เกินสี่ห้าก้อนเท่านั้น...”

 

        ถางไทเช้อหัวเราะเบา ๆ “เจ้าช่วยโอ้อวดตัวหน่อยได้หรือไม่?สามารถครอบครองหยกแห่งวิญญาณระดับสูงถึงสี่ห้าก้อน นี่ยังน้อยอีกรึ?”

 

        เขามองไปยังอันเจิง“ข้ามักจะรู้สึกว่าเหตุการณ์ตรงหน้าไม่ถูกต้อง ลองคิดดูนะ...หากเป็นเหมือนนิทานที่ข้าเคยได้ยินมาละก็คนที่ซื่อสัตย์มักจะต้องทุกข์ยากเสมอ ไม่มีเงิน อยากได้อะไรก็ไม่เคยได้ อีกทั้งยังถูกข่มเหงและมีชีวิตที่ทุกข์ทรมานแต่เมื่อเป็นเจ้า ทำไมถึงไม่เป็นเหมือนที่ข้าพูดมาเลยสักอย่างล่ะ?ถึงแม้เจ้าจะไม่ใช่คนที่ร่ำรวย แต่คนที่มีเงินมากกว่าเจ้าก็มีไม่มากแล้วตั้งแต่เจ้าเข้าเมืองฟางกู้ ข้าก็แอบดูเจ้ามาโดยตลอด เจ้าไม่เคยยอมอดกลั้นอะไรเลยสักอย่างอยากทำอะไรก็ทำ...เพราะอะไร?”

 

        “เพราะข้าไม่ใช่คนที่ซื่อสัตย์”

 

        ถางไทเช้อเบ้ปาก “ไสหัวไป ๆ แต่คำอธิบายเช่นนี้ก็มีเหตุผลดี”

 

        อันเจิงพูดขึ้น“นี่ยังไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของข้า หลังจากข้าร่ำรวยมากแล้วข้าจะแจกเงินทุกวัน หากใครทำความดีก็ได้รับเงิน หากใครช่วยเหลือคนอื่นข้าก็แจกเงินหากใครทำเรื่องชั่วก็ต้องถูกตีตาย เงื่อนไขมีเพียงเท่านี้คาดว่าเพื่อเป้าหมายที่ข้าตั้งไว้ ข้ายังต้องดิ้นรนสร้างมันอีกหลายปียังไม่ต้องไปถึงจักรวรรดิต้าซี เพียงแค่ประชาชนในแคว้นเยี่ยนนี้ข้าก็เลี้ยงไม่ไหวแล้ว”

 

        สีหน้าถางไทเช้อเปลี่ยนไปทันที“ความฝันและเป้าหมายของเจ้าช่างพิเศษไม่เหมือนใคร...”

 

        ขณะที่ทางด้านสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ยังไม่มีความกดดันเลยสักนิดทางด้านทหารหลวงก็วุ่นวายมากแล้ว

 

        หัวหน้าทหารหลวงมีชื่อว่าชวีเต๋อตอนนี้สีหน้าของเขาดูแย่มาก เขาสั่งให้ทหารทุกคนออกไปจากรัศมีที่อาวุธแปลกประหลาดจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จะโจมตีถึงแล้วให้ทุกคนรีบช่วยเหลือคนบาดเจ็บ ระเบิดเพียงแค่สองครั้ง ทหารหลวงก็สูญเสียคนไปมากแล้ว

 

        “จะทำอย่างไรดีขอรับ?” ทหารคนสนิทของเขาถามขึ้น

 

        ชวีเต๋อหันไปมองด้านหลัง “มีฎีกาจากตำหนักจิงเซี่ยวมารึยัง?”

 

        “ยังไม่มี”

 

        “จากฝ่าบาทล่ะ?”

 

        “ยังไม่มีเช่นกัน”

 

        “แล้วจากพวกขุนนางล่ะ?”

 

        “ไม่มีใครเคลื่อนไหวเลยสักคน”

 

        ขณะกำลังพูดกันอยู่นั้นทหารที่รับผิดชอบส่งข่าวก็รีบวิ่งกลับมา จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างเหนื่อยหอบ “ฝ่าบาททรงรับสั่งให้ฆ่าทุกคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แต่ไม่รู้เพราะอะไร หน่วยถีจี้ของกรมราชทัณฑ์หายไปกันหมด ส่วนยอดฝีมือคนอื่น ๆ ในกรมราชทัณฑ์ก็ไม่รู้หายไปไหนส่วนศาลในหน่วยฟางกู้...หลังจากได้ยินข่าวเรื่องการต่อสู้นี้แล้วพวกเขาก็ถอดชุดเครื่องแบบแล้วบอกว่าจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ส่วนเหล่าใต้เท้าในราชสำนักก็ทำเหมือนไม่ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ว่าฝ่าบาทจะตรัสอะไรก็ไม่มีขุนนางคนไหนก้าวออกมาเลยสักคน”

 

        หึ! ชวีเต๋อเปล่งเสียงที่เย็นยะเยือก“พวกเจ้าเล่ห์นั่นจะก้าวออกมาตอนนี้ได้อย่างไรล่ะ หากมู่ชีเต้าเป็นสายเลือดของรัชทายาทจริงๆ ละก็ สำหรับพวกเขา การให้มู่ชีเต้าเป็นราชาต้องดีกว่ามู่ฉางเยียนอยู่แล้วในเมื่อการควบคุมเด็กคนหนึ่งง่ายกว่าควบคุมมู่ฉางเยียนมาก แต่ถึงกระนั้นตอนนี้พวกเขายังคงแอบดูเหตุการณ์นี้อยู่ หากสถานการณ์เปลี่ยนเมื่อไหร่พวกเขาต้องออกตัวแน่นอน แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือทำไมตอนนี้ทางด้านตำหนักจิงเซี่ยวยังไม่มีการเคลื่อนไหวอีก?” 

 

        “เราจะทำอย่างไรดี?” ทหารคนสนิทถามขึ้นอีก

 

        ชวีเต๋อโบกมือ “ล้อมที่นี่เอาไว้หากไม่มีคำสั่งจากข้า ใครก็ห้ามจากไปทั้งนั้น และห้ามจู่โจมพวกเขาด้วย รอยอดฝีมือจากตำหนักจิงเซี่ยวก่อน”

 

        ขณะเดียวกันที่ตำหนักจิงเซี่ยว

 

        ซูไทเฮาทอดพระเนตรไปยังซูเป่ยกับซูเม่าที่คุกเข่าอยู่ตรงเบื้องพระพักตร์

 

       “เมื่อไหร่พวกเจ้าทั้งสองคนจะทำให้ข้ารู้สึกวางใจได้บ้าง?ขุนนางที่คนอื่นเลี้ยงมักจะช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้านาย แต่กลับกันข้าเลี้ยงพวกเจ้าแล้วยังต้องจัดเตรียมทุกอย่างเองอีก พวกเจ้าตัดสินใจอะไรไม่ได้เลยรึ?”

 

        ซูเม่าพูดขึ้น “ทหารหลวงบุกเข้าไปไม่ได้ตอนนี้ต้องให้ยอดฝีมือในตำหนักจิงเซี่ยวช่วย”

 

        “อย่างนั้นก็จัดการซะ...ให้คนที่แคว้นจ้าวส่งมาไปทั้งหมดอย่างน้อยก็มีจำนวนหลายร้อยคน ผู้ฝึกพลังวัตรหลายร้อยคนยังจัดการสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เล็กๆ ไม่ได้อีกรึ?”

 

        ซูเม่าพูดอย่างนอบน้อม “ไทเฮาเราจะประเมินสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ต่ำไปไม่ได้ ตอนนี้สถานการณ์วุ่นวายมาก สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ปล่อยข่าวของมู่ชีเต้าฉะนั้นตอนนี้จึงไม่มีใครกล้าลงมืออีกทั้งเฉินไจ่เหยียนของหน่วยทหารก็พาเชียนจีและกองทัพอัศวินเพลิงเหล็กไปเฝ้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้วบวกกับยอดฝีมือในโรงจวี้ฉ่าง ฉะนั้นสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จึงมีอำนาจต่อต้านพวกเรา”

 

        ซูไทเฮาทรงมองไปยังซูเม่า“ฝึกกองทัพมานาน ทว่าเวลาใช้จริงเพียงชั่วพริบตา นักเรียนในสำนักต้าติงควรออกมาสร้างผลงานช่วยแผ่นดินได้แล้วอีกอย่าง ถ่ายทอดราชโองการของข้าไปยังสำนักไท่ซ่างเต้า บอกให้พวกเขารวบรวมผู้ฝึกพลังวัตรไปโจมตีสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ข้าไม่อยากเชื่อว่าอำนาจคนในเจียงหูจะไม่สามารถฆ่าล้างสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ได้...”

 

        ซูไทเฮาทรงเอนพระวรกายไปด้านหลัง“หากใครยังรายงานข่าวร้ายกับข้า หรือทำให้ข้าไม่สบอารมณ์อีกละก็ ข้าจะฆ่าคนคนนั้นซะ”

 

        สีหน้าของซูเม่าเปลี่ยนไปทันที“แต่ว่าไทเฮา...สำนักเหล่านั้นอาจไม่ยอมทำตาม”

 

        ซูไทเฮาตรัสขึ้น “อย่างนั้นก็คงต้องดูความสามารถของเจ้าแล้วล่ะเมื่อก่อนเจ้ามักจะโอ้อวดให้ข้าฟังว่า กว่าครึ่งของเจียงหูในเมืองฟางกู้อยู่ในมือเจ้าไม่ใช่รึ?ทำไมเมื่อถึงเวลาใช้จริงเจียงหูนี้ก็ไม่ใช่เจียงหูที่เจ้าพูดถึงแล้วหรือ?”

 

        สีหน้าซูเม่าแย่มาก “กระหม่อมมีความผิดกระหม่อมไม่กล้ารับประกันว่าสำนักเหล่านั้นจะยอมทำตาม”

 

        “พวกเจ้าช่างไร้ความสามารถจริง ๆ...ไปบอกเจ้าสำนักทั้งหลายบอกว่าข้าเป็นคนสั่ง หากสำนักไหนสามารถฆ่าล้างสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ได้ภายในวันนี้พรุ่งนี้ข้าจะแต่งตั้งให้สำนักนั้นเป็นสำนักประจำแคว้นเยี่ยนทันทีแล้วแต่งตั้งเจ้าสำนักให้เป็นขุนนางระดับหนึ่งของราชสำนัก พวกนักพรตในสำนักไท่ซ่างเต้าอยากให้สำนักตัวเองเป็นสำนักประจำแคว้นเยี่ยนมานานแล้วไม่ใช่รึ?ไปบอกพวกเขาว่าข้าอนุญาตแล้ว เพียงแค่ฆ่าล้างสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ให้ได้เท่านั้นเอง”

 

        ซูเม่ารีบพูดทันที “หากไทเฮาทรงอนุญาตแล้วเรื่องนี้ก็คงไม่ยาก กระหม่อมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”

 

        ซูไทเฮาพยักพระพักตร์ “อย่ากังวลไปก็แค่พวกสัตว์ป่าเท่านั้นเอง ในเมื่อฟางจือจี่ไม่อยู่ในเมืองหลวงอะไรก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวทั้งนั้น อีกทั้งยังสามารถใช้โอกาสนี้มากำจัดทุกคนตายมากเท่าไหร่ยิ่งดี”

 

        ทรงลูบพระครรภ์ตัวเองเบา ๆ“ไม่ว่าใครก็ห้ามมาแย่งแผ่นดินเยี่ยนกับข้าทั้งนั้น ไม่ว่าใครก็ตาม...”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน