อสูรสยบสวรรค์ 2

    อสูรสยบสวรรค์ 2 ตอนที่ 49 : สังหารมารร้ายยี่สิบสี่อัขระ

    เตาสรรพสิ่งลอยอยู่เหนือร่างทอง ส่งปรานพลังคุ้มภัย ร่างทองนอนมองดู พลันยกยิ้ม


    " แรงกดดันจากธงบ้านั่นหายไปแล้ว " ร่างทองหยัดกายลุกยืน ผินกายมองยังแดนเทพ ที่พินาศย่อยยับ โทษะพลันปะทุขึ้น


    " ไอ้มารชั่ว เจ้าถึงกับใช้ศาตราวุธจักรวาลสังหารผู้คนมากมาย วันนี้หากข้ามิสังหารเจ้า มิต้องเรียกข้าว่าโจวนนท์ " ร่างทองกู่ร้องลั่นแดนเทพ


    " ตาย " ขวานอัสนีบาตสองคมใหญ่ยักษ์พลันปรากฎขึ้น ร่างทองสบัดขวานยักษ์เข้าใส่มารร้ายในทันใด


    " เปรี้ยง " ท้องนภาพลันวิปริต วายุอัสนีคลั่งเก้าสีฟาดผ่าทั่วท้องนภา อัสนีนับพันหมื่นฟาดผ่ามิเลือกทั้งหลุมน้อยหลุมใหญ่พลันบังเกิด


    " ครืน " อัสนีเก้าสีเก้าสายพุ่งทะลวงห้วงมิติจนขาดวิ่น


    " อย่าบอกนะว่าไอ้หนูหยั่งรู้กฎเกณฑ์แห่งอัสนีสวรรค์ได้แล้ว " หมาป่าถึงกับแข็งค้าง


    " น่าจะเป็นเช่นนั้น " เอี้ยชิงเอ่ยขึ้น


    " ท่านโจว ช่างยิ่งใหญ่นัก "


    " พรึ่บ " มารร้ายสะบัดธงสีชาดเข้าต้าน ปรานสังหารแผ่กว้างกวัดกวาดฝุ่นผงฟุ้งกระจาย ทั้งพร่างพรายความหนาวเหน็บอันสุดแสน 


    " ตูม " ร่างทองเหยียดถอยหลัง ยกมือเช็ดเลือดที่เปรอะเปื้อน ตาคมสีทองจับจ้องยังธงสีชาด


    " แข็งแกร่งจริงๆ " ร่างทองหยิบยืมพลังของเตาสรรพสิ่ง ผสานหมัดภูผา


    " ครืน " หมัดภูผาผสานสายอัสนีทะยานออกไป เขย่าแดนเทพจนสั่นไหว ทั้งดวงดารายังสั่นเทิ้ม 


    มารร้ายจับจ้องยังหมัดภูผา ระเบิดพลังในร่างสะบัดธงสีชาด


    " เปรี้ยง " ฟ้าสะท้าน ดินสะเทือน หว้งมิติพลิกผันกลับตาลปัตร ปรานสังหารทะยานเข้าหาหมัดยักษ์


    " ตูม " ร่างทั้งสองต่างเหยียดถอยหลัง ร่างทองครุ่นคิด 


    " จะสู้เช่นไร " ร่างทองพึมพำ


    " ครืน " ท้องนภาพลันแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นสีชาด เมฆหมอกสีขาวลุกโชนจนแดงฉาน เพลิงมารแผ่กระจายสูงชันท่วมท้นฟ้าแผดเผาท้องนภาอย่างบ้าคลั่ง


    เพลิงมารทะยานเข้ากัดกินแดนเทพจนมอดไหม้ ทั้งยังแผดเผาสรรพสิ่งมิหลงเหลือแม้นแต่ฝุ่น 


    " ครานี้แดนเทพคงเหลือเพียงชื่อแล้ว "


    " เป็นที่พวกเราที่โลภมาก "


    " หากเราทำตามหน้าที่ของเรา แดนเทพคงมิต้องพบกับจุดจบเช่นนี้ " เหล่าสภาต่างทอดถอนใจในสิ่งที่ผ่านมา


    " กิ๊ซ " หงษ์เหมันต์สวรรค์โบกโบยเหนือแว่นแคว้น โฉบเฉี่ยวเล่นลมกลางนภาที่แดงฉาน ปีกใหญ่โบกสะบัดพัดพาเกล็ดน้ำแข็งพร่างพรายทั่วแดนดิน


    " ครืน " ปรานเหมันต์หนาวเหน็บลอยละลิ่ว แผ่เข้าข่มความร้อนแรงที่แผดเผา 


    " เปรี้ยง " อัสนีทั้งเก้าทะยานออกจากขวานสองคมอัสนีบาต 


    อัสนีเก้าสายแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นร่างหงษ์เหมันต์อัสนีสวรรค์ ร่างหงษ์เปล่งประกายสายอัสนีแปลบปลาบ พุ่งทะยานเช้าปะทะเพลิงมารอันบ้าคลั่ง


    " ตูม " ร้อนเย็นเข้าปะทะ แรงระเบิดถล่มแดนเทพไปเกือบครึ่ง ร่างยักษ์ทั้งสองต่างปลิวไปไกล 


    " ตึง " ร่างทองร่วงกระแทกพื้นอย่างแรงจนสะเทือนทั้งแดนดิน เลือดทะลักท่วมท้นบนใบหน้า ร่างทองนอนหายใจรวยริน ร่างทองรวมสติเรียกน้ำปรานเทพเข้มข้นออกมาแล้วเร่งกลืนในทันที


    " ครืน " ปรานบริสุทธิ์มากมายถั่งโถมเติมเต็มแก่นต้นกำเนิดเทพอันแห้งขอด


    " พลังบริสุทธิ์มากมายยิ่งนัก แต่ต้องใช้มากถึงหมื่นหยดในการกลั่น " ร่างทองพึมพำ แล้วกวาดตามองหาร่างของมารร้าย


    " อยู่นั่นรึ " ร่างทองเร่งทะยานร่างออกไป


    มารร้ายหยัดกายลุกยืน เมื่อเห็นร่างทองโถมเข้าหาเร่งกลืนโอสถฟื้นฟูในทันที 


    " วิ้ง " ท้องนภาพลันมืดดำ ดวงดาราน้อยใหญ่พลันบังเกิดส่องแสงวิบวับท่ามกลางความมืดมิด 


    " ครืน " ความล้ำลึกแห่งห้วงจักรวาลถือประจักษ์ ขวานสองคมอัสนีบาตชูขึ้นเหนือหัว ผสานกับความล้ำลึกแห่งจักรวาล


    " เปรี้ยง " เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท ผู้มากมายกสองมือปิดป้องหู 


    " ไอ้สาระเลว " มารร้ายร้องตะโกนออกมา พลางสะบัดธงสีชาด 


    " ตูม " ร่างของมารร้ายปลิวไปไกลกระดูกทั่วร่างพลันแตกร้าว 


    " ตาย " ร่างทองทะยานตาม เงื้อชวานขึ้นสุดหมายสะบั้นคอร่างยักษ์ให้แดดิ้น 


    " ไอัชั่ว " มารร้ายร้องออกมา ระเบิดแก่นต้นกำเนิดในร่าง 


    " ครืน " ปรานสังหาร พุ่งเข้าหาร่างทองในทันใด 


    ปรานสังหารรวดเร็วจนมิอาจจัดกระบวนตั้งรับได้ทัน " ตูม " ร่างทองปลิวไปไกล 


    " ยังดีที่ขวานสองคมอัสนีบาตกันไว้ได้ " ร่างทองหยัดกายลุกยืน จับจ้องยังธงสีชาดที่โบกสะบัด


    " อะไรกัน " ร่างทองทิ้งเข่าลงที่พื้นหนึ่งข้าง 


    " อ้าก " ปรานสังหารราวกับล่องหนได้ ทะลวงเข้ากลางอกอย่างแม่นมั่น ร่างทองกระอักเลือดออกมากองโต ก้มลงมองยังอกของตน ปรานสังทะลวงเข้ายังอวัยวะอย่างรวดเร็ว


    " อึก " ร่างทองพลันกระตุก เร่งพลังไปยังเตาสรรพสิ่ง


    " วึ้ด " เตาสรรพสิ่งดูดซับปรานสังหารอย่างเร็วรี่


    " มิน่าเชื่อ เตาก่าๆผุพังของเจ้ากลับ สามารถดูดซับปรานสังหารจากยอดธงแปดทิศได้ รีบๆตายเสียทั้งร่างของเจ้าแหละเตาผุพังนั่นจะได้เป็นของข้าโดยเร็ว " ร่างมารย่างสามขุมเข้าหาร่างทองที่ยังคงฟื้นพลัง


    " มารร้ายเช่นเจ้า มิคู่ควรใช้เตาใบนี้ดอก " นนท์สะบัดมือเรียกพลองมังกรมาจากเอี้ยชิง


    " ฮ่า ของเล่นใหม่รึ " มารร้ายฉีกยิ้มแก้มปริ


    " ครืน " แรงกดดันถาโถมเข้าใส่มารร้ายอย่างรวดเร็ว


    " ตูม " ร่างมารร้ายลอยไปไกล ร่างทองเร่งกลืนน้ำปรานเทพทันที


    " ตาย " ร่างทองกระโจนเข้าหา ฟาดพลองมังกรเข้าใส่ในทันใด 


    " ครืน " ความลึกล้ำห้วงจักรวาลทักทอสอดประสานพลังแห่งกฎเกณฑ์ 


    " เหตุใดพลองนั่นจึงแข็งแกร่งกว่ายอดธงแปดทิศมากนัก " มารร้ายพลันแตกตื่น ชูยอดธงแปดทิศขึ้นรับ


    " ตูม " แรงระเบิดส่งร่างของมารร้ายปลิวไปไกล 


    " อัก " เลือดทะลักออกจากปากส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง 


    " อ้าก " แขนทั้งสองข้างแหลกละเอียด มารร้ายโมโหโกรธาถึงที่สุด ร่างกายพลันขนายใหญ่ขั้นอีกถึงสิบเท่า 


    " พ่อหนุ่ม มารร้ายจะระเบิดพลังอักขระ เจ้าจงเร่งเถิด " ร่างทองพยักหน้า


    ร่างทองทะยานร่างเข้าหามารร้ายในทันใด แล้วระเบิดพลังจากแก่นต้นกำเนิดเทพ


    " พลั่ก " ปลายพลองมังกรแทงเข้าที่กลางตันเถียน แรงมากพอที่จะส่งร่างของมารร้ายปลิวออกนอกแดนเทพ 


    ร่างทองสูดหายใจเข้าลึก แล้วกลืนน้ำปรานเทพเร่งทะยานร่างตามไปในทันที


    " พวกเจ้าทุกคนจงเร่งอพพยพเสีย รีบไปให้ไกล " นนท์ร้องตะโกนออกมา


    เหล่าสหายของนนท์เร่งอพยพผู้คนขึ้นยังเรือเหาะ แล้วเร่งจากไปจากแดนเทพในทันใด 


    " ไอ้สาระเลว เจ้าคิดรึว่าแดนปลอดภัย " ร่างมารลอยตัวอยู่ยังห้วงจักรวาล ร้องตะโกนออกมา


    " ตูม " แรงระเบิดของยี่สิบสี่อักขระรุนแรงถึงขนาด สามารถทำลายจักรวาลได้ถึงหนึ่งส่วนจากห้าส่วน 


    แสงสีทองสว่างวาบทั่วทั้งจักรวาล ผู้คนมากมายต่างพากันจับจ้องยังแสงนั้น แววตาที่สิ้นหวังและท้อแท้พลันบังเกิดขึ้น


    " คงถึงการแตกดับของแดนเทพแล้ว "


    " เป็นเพราะไอ้พวกสภาสาระเลวนั่น ที่มิกำจัดมารร้ายตนนี้ตั้งแต่คราแรก "


    " ใช่ หากท่านโจวมิเอ่ยขึ้น พวกเราคงมิอาจล่วงรู้ภึงความชั่วของพวกมัน "


    " เจ้าอย่าได้คิดว่าจะทำลายแดนเทพได้ " ร่างทองแปรเปลี่ยนเป็นบอลยักษ์เข้าครอบปรานอักขระ


    " ครืน " แรงระเบิดของยี่สิบสี่อักขระ ถูกกักไว้ในร่างทองบอลยักษ์ 


    " ผนึก " ร่างทองเร่งผนึกปรานอักขระที่มากล้น 


    " อา จบแล้ว "


    " ครานี้ท่านโจว ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ "


    " เฒ่าเซี้ยะ เจ้าหมายความความว่าเช่นไร " หมาป่าพลันเอ่ยถาม ผู้เฒ่าเซี้ยะจึงเล่าเรื่องราวของโลกจินซานให้ฟัง


    " เป็นเช่นนี้ " หมาป่าพยักหน้า


    " มารชั่ว ถึงเวลาแล้ว " นนท์ชี้นิ้วไปยังทะเลความรู้พลันพยักหน้า


    " ลาขาด " นนท์ผนึกกายจิตของมารร้ายไว้ แล้วส่งแสงทองเข้าขจัดไอมารในร่างและเศษกระดูกสีดำ 


    " วิ้ง " นนท์เรียกเศษกระดูกเทพออกมาจากร่างของมารร้าย แล้วเก็บทั้งร่างมารและเศษกระดูกเทพไว้


    " แดนเทพพังไปถึงแดน คงฟื้นฟูได้ลำบากนัก ทั้งยังสูญเสียมรรคาแห่งเต๋า เส้นปรานมังกรถุกทำลายลงมากนัก " นนท์ถอนใจหนัก


    " ไอ้หนู ได้เวลาไปจัดการไอ้ตระกูลเลว กับสำนักเลวนั่น " หมาป่าเอ่ยขึ้น


    " เจ้าคิดว่าข้าทำสิ่งใดอยู่ ลำนักเลวและตระกูลเลวนั่น มิมีอยู่บนแดนเทพแล้ว " เหล่าสหายต่างแปลกใจ


    " ข้าพาไอ้มารชั่วไปยังถล่มยังตระกูลเลว และสำนักเลวนั่นแล้ว " หม่าป่าถึงกับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง


    " ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าว่าที่ชั่วน่ะคือเจ้า " หมาป่าฉีกยิ้มจนถึงหู 


    " พี่ชิง " นนท์คืนพลองมังกรให้เอี้ยชิง 


    " น้องเขย เหตุใดพลองมังกรจึงแข็งแกร่งนัก " เอี้ยชิงตื่นตากับพลังของพลองมังกรเป็นอย่างยิ่ง


    " ข้าสลักกฎเกณฑ์แห่งพลังและกฎเกณฑ์แห่งจักรงาลไว้ " เอี้ยชิงพยักหน้า


    " กลับกันเถิด " นนท์ทะยานร่างกลับไปยังแดนเทพ


    " มิรู้ว่าจะฟื้นฟูแดนเทพได้รึไม่ " นนท์พึมพำ


    " ท่านโจว เวลานี้เหล่าสภาที่เหลือรอด ต่างอพยพออกจากแดนเทพแล้ว เวลานี้ข้าว่าท่านอยู่ที่นี่เพื่อสักพักเพื่อป้องกันสิ่งที่คาดมิถึง " นนท์พยักหน้า


    " ดีเหมือนกัน ข้าขะได้หาวิธีฟื้นฟูแดนเทพ " นนท์เอ่ยขึ้น


    " เฒ่าเซี๊ยะ เอาร่างของเหล่ามารมาแลกผลึกปรานเถิด " นนท์เอ่ยขึ้น 


    " ห้าพันล้านคน " นนท์สูดหายใจเข้าลึก


    " นี่ยังมิรวมที่กลาบเป็นฝุ่นผง " เหล่าสหายต่างพยักหน้า


    " ข้าจะให้ศิษย์หลักลองหลอมผลึกอักขระดู " น้องสิบเร่งไปตามศิษย์หลักมาสองคน


    " นี่เป็นรางวัลของพวกเจ้า เร่งหลอมเถิด " ศิษย์หลักทั้งสองหาที่นั่งแล้วเิร่มทำการหลอมผลึกอักขระเทพ


    " ตูม " เสียงระเบิดดังขึ้นในตันเถียนของศิษย์หลักทั้งสอง นนท์พยักหน้า


    " ใช้ได้จริงๆ " นนท์พึมพำ


    " พวกเจ้าลองผสานอักขระ " ศิษย์หลักทั้งสองเริ่มทำการผสานอักขระเทพ


    นนท์ให้ศิษย์หลักทั้งสองทดสอบอีกหลายสิ่งจนมั่นใจว่า ผลึกอักขระใช้ได้จริง 


    " พวกเจ้าไปพักเถิด " ศิษย์หลักทั้งสองประสานสองมือตารวะแล้วเร่งจากไป


    " พวกเจาจะลองรึไม่ " นนท์มองยังเหล่าสหาย ทุกคนต่างส่ายหน้า


    " เอาแหวนห้วงมิติของพวกเจ้ามา " นนท์สลักอักขระเทพลงยังศิลาอนันตกาลให้กับเหล่าสหาย


    " นี่เป็นโอสถกายาเทพ " เหล่าสหายต่างตาโต 


    " เจ้าได้กระดูกเทพจากที่ใด " นนท์มองยังฟั่นตี้ปิง


    " พี่นนท์ท่านมองข้าเช่นนี้หมายความว่าเยี่ยงไร " ฟั่นตี้ปิงงุนงง 


    " พี่ปิง ท่านจำบึงหลอมกายได้รึไม่ " ฟั่นตี้ปิงพยักหน้า


    " กระดูกเทพชิ้นนั้น ข้าได้มาจากบึงหลอมกาย " นนท์เล่าเรื่องราวให้กับเหล่าสหายฟัง


    " ข้าขอเตือน โอสถกายาเทพนี้ ทรงพลังกว่าโอสถหลอมกายไหนๆ เวลาหลอมต้องมีผู้พิทักษ์ " เหล่าสหายต่างพยักหน้า แล้วเร่งไปยังตำหนักของตน


    " สามี " เหล่าภรรยาต่างส้งยิ้มหวนให้สามีจอมหื่น นนท์ยกยิ้มพาเหล่าภรรยาเข้าไปในแหวนห้วงมิติ แล้วจัดการสยบเหล่าภรรยา


    " พวกข้าจะหลอมโอสถกายาเทพ " นนท์พยักหน้า 


    ผ่านไปราวหกชั่วยามเสียงที่ดังอย่างทรมานจึงยุติ


    " พวกเจ้าแข็งแกร่งขึ้นมาก " นนท์ยกยิ้มให้เหล่าภรรยา


    " ดูซิว่าครานี้จะสยบมังกรน้อยกายทองได้รึไม่ " หลางจี้เสวี่ยกระโจนเข้าสยบมังกรน้อยกายทองในทันใด 


    " ท่านโจว เวลานี้แดนเทพขาดผู้นำ พวกข้านั้นอยากให้ท่านเป็นผู้นำของแดนเทพ " เฒ่าเซี้ยะเอ่ยขึ้น


    " ผู้เฒ่าทั้งหลายตัวข้านั้นมิอาจอยู่ที่ใดได้นานนัก เพราะข้ามีภารกิจให้ทำอีกมากมาย เอาเป็นว่าจัดให้มีสภาเหมือนเดิมจะดีกว่า " เหล่าผู้เฒ่าต่างพยักหน้า


    " แต่ที่สำคัญ สภาชุดใหม่จะต้องมิเดินตามรอยชุดเก่าเป็นอันขาด " ทุกคนต่างพยักหน้า


    " ไปยังจิตทัศนะกัน " นนท์ทะยานร่างไปยังจิตทัศนะ 


    นนท์ส่งจิตพูดคุยกับจิตทัศนะถึงเรื่องราวที่ผ่านมา


    " หากพวกเจ้าต้องการจัดตั้งสภาชุดใหม่ขึ้น ข้าก็ยินดี " จิตทัศนะส่งป้ายทองนทีให้กับเหล่าสภาชุดใหม่ 


    " ข้าได้แต่หวังว่าพวกเจ้าสภาชุดใหม่จะมิเอาแบบอย่างสภาชุดเก่า " เหล่าสภาต่างพยักหน้า


    " แดนเทพเสื่อมโทรมลงอย่างมาก พวกเจ้ากลับไปเถิด ข้าจะทำการฟื้นฟูแดนเทพ " เหล่าสภาชุดใหม่ต่างทะยานร่างกลับยังตระกูลและสำนักของตน


    " ครืน " แดนเทพพลันสั่นไหว 


    " กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว " นนท์สูดหายใจเข้าลึก


    " อยู่ที่นี่อีกสักพักค่อยกลับ " นนท์พึมพำ


    " ไอ้หนู แดนเทพมีสถานที่ลึกลับรึไม่ " นนท์ครุ่นคิด 


    " ที่ข้าอยากไปตรวจสอบมันถูกทำลายลงแล้ว คงต้องรอให้มันฟื้นตัวก่อน " เหล่าสหายต่างพยักหน้า


    " เวลานี้จะทำอันใดได้ นอกจากฝึกฝน " นนท์พาเหล่าภรรยาเข้าไปในแหวนห้วงมิติแล้วทำการฝึกฝน


    เวลาจริงไหลผ่านไปราวสามเดือน " ตูม " ร่างของนนท์พลันสะท้าน


    " อักขระตัวที่ยี่สิบเอ็ด ขั้นย่อยที่แปด พลังกายประมือกับสิบเอ็ดอักขระได้ หากผสานกฎเกณฑ์แห่งพลังสามารถประมือกับสิบสี่อักขระได้ หากใช้อาวุธประมือกับสิบเจ็ดอักขระได้ " นนท์พึมพำ


    " พวกเจ้าก็หยั่งรู้ได้สิบหกตัวแล้วรึ " นนท์ยกยิ้มให้กับเหล่าสหาย


    " พ่อหนุ่ม เจ้าจงเร่งไปยังจักรวาลปรานแสง โลกปรานแสง ไปให้เร็ว เวลามิคอยท่า " นนท์พยักหน้า


    " ไอ้หนู ภารกิจมาอีกแล้วรึ " นนท์พยักหน้า


    " ครานี้ไปที่ใด " เอี้ยชิงเอ่ยถาม


    " จักรวาลปรานแสง โลกปรานแสง " นนท์เอ่ย


    " พระผู้สร้าง ข้าพาเหล่าสหายไปด้วยได้รึไม่ " นนท์ล่งจิตไปหา


    " พ่อหนุ่ม ย่อมได้ เวลานี้ป้ายทองนทีที่เจ้ามี เจ้าสามารถพาผู้ใดออกจากแดนเทพก็ได้ " นนท์พยักหน้า


    " ขอบคุณพระผู้สร้าง " นนท์ยกยิ้มออกมา


    " ข้าจะพาพวกเจ้าไปเที่ยว เมื่อเสร็จภารกิจแล้วค่อยกลับมาฝึกที่นี่ให้ครบพันปี " เหล่าสหายต่างฉีกยิ้มออกมา


    นนท์จัดแจงทุกอย่างแล้วเสร็จ จึงเร่งไปยังแท่นค่ายกลเคลื่อนย้าย มุ่งหน้าไปยังวิหารสีขาวแดนโกลาหลเมฆา

    คล้ายกับเรื่องอสูรสยบสวรรค์ 2 ที่คุณอ่าน