เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 110 หนานซาน

            ใจกลางของเมืองหลวงมีพระราชวังที่ใหญ่โตมโหฬารและงดงามตั้งตระหง่านอยู่

            บริเวณรอบนอกของพระราชวังมีทหารเฝ้าอย่างหนาแน่นและกำลังเดินลาดตระเวนอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับรอบนอกของเมืองหลวงแล้ว ไม่รู้ว่าจะเคร่งครัดมากกว่ากันกี่เท่า

            ที่นี่คือศูนย์กลางของเมืองหลวงและยังเป็นกำลังหลักของอาณาจักรเสวี่ยเยว่อีกด้วยพระราชวังแห่งนี้เป็นของตระกูลต้วน

            ข่าวลือว่ากันว่าพระราชวังแห่งนี้มีจุดตรวจถึง8,100 จุดและเพียงแค่ผ่านจุดตรวจที่เข้มงวดนี้ไปได้ก็จะสามารถเข้าสู่พระราชวังได้

            อย่างไรก็ตามในขณะนี้กลับมีร่างเงาของคนหนึ่งก้าวเดินเข้าข้างในอย่างเรียบง่ายราวกับว่ากำลังเดินอยู่บนถนนทั่วๆ ไป และไม่มีใครไปขัดขวางทางเดินของเขา

            คนคนนี้สวมใส่ชุดสีดำมีใบหน้าที่คมชัดเจน แม้ว่าอายุยังน้อยแต่กลับทำให้รู้สึกราวกับภูเขาที่มั่นคงและสงบเงียบ

            ชายหนุ่มชุดดำเดินผ่านจุดตรวจที่เข้มงวดจากนั้นก็มาถึงบ่อน้ำ ข้างๆ บ่อน้ำนั่นมีศาลาเก่าแก่ตรงนั้นมีร่างเงานั่งอยู่บนม้าหินในศาลาเก่าแก่และในมือก็ถือไม้ไผ่กำลังตกปลาอยู่

            คนผู้นั้นสวมใส่เสื้อคลุมสีขาวที่เรียบง่ายและมีใบหน้าที่อ่อนโยนเขาอายุประมาณ 20 ปีการที่เขานั่งอยู่ตรงนั้นกลับทำให้มีความรู้สึกที่ดูลึกลับเป็นอย่างมาก

            ชายหนุ่มชุดดำเดินเข้าไปหาอย่างเงียบๆ

            ครู่ต่อมาชายชุดขาวตวัดคันเบ็ดขึ้นมาเผยให้เห็นเส้นเอ็นสีเงินโค้งเว้าอย่างสวยงาม ปลาที่เขาตกได้หนักประมาณหนึ่งชั่งจากนั้นเขาก็เก็บเข้าไปในตระกร้าไม้ไผ่ที่อยู่ข้างๆ เขาจากนั้นใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา

            “หนานซานมาแล้วก็นั่งลงสิ” ชายหนุ่มหันกลับไปมองชายหนุ่มชุดดำด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

            “ขอรับองค์ชาย”หนานซานโค้งคำนับให้ชายหนุ่ม แต่กลับไม่ได้นั่งแล้วชายหนุ่มก็ไม่ได้บังคับเขาด้วย

            “หนานซานเจ้าไม่ได้มาที่นี่หลายวันแล้ว ครั้งนี้มามีข่าวอะไรหรือเปล่า?”

            “ขอรับ”หนานซานพยักหน้าและกล่าวว่า “องค์ชายคุณชายต้าเผิงและคุณชายลั่วเสวี่ยได้มาถึงแล้ว”

            “ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่กำลังจะสถาปนาเป็นครั้งแรกพวกเขาทั้งสองคนมาถึงเมืองหลวงตอนนี้ก็ไม่น่าแปลกใจข้าคิดว่าเจ้าไม่เพียงมาเพื่อบอกข้าด้วยเรื่องแค่นี้ เจ้าแน่ใจนะว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่แต่แรก”

            รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่มยังคงอ่อนโยนแต่แววตาที่อ่อนโยนนั่นกลับดูฉลาดหลักแหลมเป็นอย่างมาก

            “องค์ชายท่านมีสัมผัสที่สามารถรับรู้ได้ก่อนใครวันนี้ที่ร้านอาหารชิงซิน หนานซานได้พบสิ่งที่น่าสนใจมากๆนอกจากนี้ยังเจอคนที่น่าสนใจมากถึงสองคน”

            “ร้านอาหารชิงซินที่นั่นค่อนข้างเป็นสถานที่ที่ดี หนานซาน อายุของชิงซินก็ไม่น้อยแล้วทำไมเจ้าไม่แต่งงานกับนางสักที ข้ายินดีที่ไปสู่ขอนางให้เจ้านะ”

            ชายหนุ่มดูเหมือนว่าจะไม่สนใจคำพูดของหนานซานแต่กลับพูดถึงเรื่องของหนานซานแทน

            ชายหนุ่มชุดดำรู้สึกขอบคุณจากใจจริงและในเวลาเดียวกันเขาก็ประทับใจองค์ชายมาก องค์ชายมักจะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้อื่นอยู่เสมอจึงทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความเมตตาขององค์ชายด้วยความจริงใจ

            ชิงซินเป็นผู้หญิงที่หนานซานชอบถ้าองค์ชายจะไปสู่ขอให้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นครอบครัวที่มีชื่อเสียงก็ยังมิอาจปฏิเสธได้แม้ว่าหนานซานจะมีความมุ่งมั่นมากแต่เพียงแค่ประโยคที่เรียบง่ายกลับทำให้หัวใจของเขาต้องสั่นระรัว

            แต่หนานซานรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของเขา

            “องค์ชายวันนี้ต้วนอวี้ได้ไปที่ร้านอาหารชิงซิน แต่กลับพบคนรุ่นเยาว์อายุประมาณ 16 ปีกำลังตบหน้าของนาง”

            “หืม?”ชายหนุ่มยิ้มและกล่าวว่า “ช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจนักใครกันที่กล้าตบหน้าของต้วนอวี้ ต้วนเลี่ยชายชรานั่นจะต้องโกรธเกรี้ยวอย่างแน่นอนและชิงซินก็ไม่น่าที่จะเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น”

            “องค์ชายคิดถูกครึ่งนึงขอรับสิ่งที่เกิดขึ้นในร้านอาหารชิงซิน และชิงซินนั้นไม่สามารถที่จะเพิกเฉยได้และต้วนเลี่ยก็ได้ไปห้ามปรามแล้วแต่สุดท้ายก็ไร้ผลรวมถึงลูกน้องของข้าก็จนมุมจนต้องหนีไป”

            หนานซานยิ้มอย่างขมขื่นทำให้ชายหนุ่มดูสนใจมากยิ่งขึ้น จากนั้นกล่าวอย่างหยอกล้อว่า “อายุเพียงแค่ 16 ปีและยังอยู่ขอบเขตลี้ลับไม่มีน่าจะเป็นไปได้ เขาเป็นลูกหลานมาจากตระกูลไหนกัน?”

            “แต่เรื่องนี้องค์ชายอาจจะคิดผิดคนที่ลงมือมีความแข็งแกร่งของขอบเขตลี้ลับ แต่กลับเป็นผู้หญิงและเป็นผู้หญิงที่สวยงามอย่างยิ่ง แต่ไม่รู้ว่านางเป็นใครกันแน่ส่วนคนรุ่นเยาว์คนนั้นก็ไม่ได้เป็นไปตามที่องค์ชายคิดไว้”

            หนานซานจงใจแสร้งและโอ้อวดนั่นทำให้องค์ชายต้องหัวเราะ “หนานซานคาดไม่ถึงว่าเจ้าทำให้ข้าสนใจได้ แต่หญิงสาวที่อยู่ขอบเขตลี้ลับนั่นแม้เจ้าก็ไม่รู้ว่านางเป็นใคร?”

            “ไม่ทราบขอรับข้าไม่เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับนางเลยสักนิดเดียวแต่ข้าคิดว่าองค์ชายน่าจะสนใจคนรุ่นเยาว์คนนั่นมากกว่านะขอรับ”

            “หืม?”แววตาของชายหนุ่มเปล่งประกายเมื่อเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลี้ลับแต่เขากลับสนใจคนรุ่นเยาว์คนนั่นมากกว่า

            “เขาชื่ออะไร?”

            “หลินเฟิงหลินหมายถึงป่าไม้ ส่วนเฟิงคือใบเมเปิ้ล” ชายชุดดำกล่าวตอบ

            “หลินเฟิง”ชายหนุ่มพึมพำ “ในวันนั้นที่นิกายหยุนไห่มีศิษย์คนหนึ่งที่ได้รับการปกป้องจนคนอื่นๆ ถูกสังหาร ดูเหมือนว่าจะชื่อหลินเฟิง”

            “ใช่แล้วขอรับแต่เรื่องราวของเขาน่าจะทำให้องค์ชายสนใจมากยิ่งขึ้น” ชายหนุ่มชุดดำกล่าว 

            “เล่ามาสิ”แววตาของชายหนุ่มเป็นประกายทันที

            “หลินเฟิงนั้นเกิดที่เมืองหยางโจว”ชายชุดดำกล่าว

            “เมืองหยางโจวหลินเฟิง...” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองแล้วมองไปที่ชายหนุ่มชุดดำ

            “ลูกชายของนาง?”

            “ใช่แล้วขอรับลูกชายของนาง” ชายชุดดำพยักหน้า

            เมื่อชายหนุ่มได้ยินจึงเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็กล่าวว่า “ข้าเริ่มสนใจเขามากยิ่งขึ้นแล้วสิ”

            “หนานซานเรื่องนี้ต้องไม่ให้ใครรู้เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”

            “องค์ชายข้ารู้ดีว่าต้องทำเช่นไร” หนานซานกล่าวตอบขณะยิ้ม

            หลินเฟิงไม่รู้ว่ามีการสนทนาถึงเขาในขณะนี้แต่ตระกูลหลินนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเมืองหยางโจวและก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเมืองหลวงด้วย

            พวกเขาทั้งสี่ลงมาจากรถม้าและมองไปพื้นที่ข้างหน้าที่กว้างขวางในขณะนั้นได้มีผู้ฝึกยุทธ์เดินมาทางประตูใหญ่อย่างต่อเนื่องด้วยแววตาที่ตื่นเต้นและภาคภูมิใจ 

            ด้านหน้าพวกเขาได้มีประตูบานใหญ่บนประตูบานใหญ่นั่นได้สลักด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้ว่า ‘สำนักเทียนอี้’

            ตัวอักษรขนาดใหญ่นี้ดูมีพลังและมีชีวิตชีวาโดยเฉพาะสองตัวอักษรนี้ ‘เทียนอี’ ช่างเป็นถ้อยคำที่ดูอ่อนโยนและเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่หยิ่งยโสและอวดดีอย่างรุนแรง ราวกับเป็นสวรรค์บนดิน และคำว่าเทียนอียังเป็นเอกลักษณ์และไม่ซ้ำใครอีกด้วย

            ด้านหน้าประตูใหญ่ได้มีชายชรากำลังนั่งอยู่บนม้านั่งหินและตรงด้านหน้าของม้านั่งหินมีพู่กันและหมึกดำวางอยู่บนโต๊ะหิน

            ผู้คนเริ่มหลั่งไหลมากันที่นี่และผู้คนที่ไปถึงก่อนก็มอบจดหมายให้แก่ชายชรา จากนั้นก็ลงนามเสร็จแล้วก็จะได้ป้ายไม้หลังจากนั้นก็จะสามารถผ่านประตูใหญ่และเข้าสู่สำนักเทียนอี้

            “ฮึ่มๆ...”ขณะนั้นได้มีเสียงคำรามของสัตว์อสูรปีศาจออกมาซึ่งดึงดูดความสนใจของผู้คนเป็นจำนวนมาก

            ฝูงชนต่างหันไปมองและเห็นหญิงสาวสวมใส่ชุดสีแดงเพลิงที่กำลังขี่สัตว์อสูรปีศาจ

            สัตว์อสูรปีศาจตัวนี้คือราชสีห์มีขนสีน้ำตาลราวกับเป็นเปลวเพลิงอันทรงพลัง ดูแล้วช่างน่าเกรงขามอย่างยิ่งโดยเฉพาะเสียงคำรามซึ่งทำให้หลายๆ คนต่างหวาดกลัว

            “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะใช้สัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณเป็นพาหนะและท่วงท่าของนางก็ช่างสง่างามอย่างยิ่ง”

            บางคนรู้สึกประหลาดใจแต่เมื่อมองไปที่นัยน์ตาของนางนั้นมีความอิจฉาริษยาอยู่

            “จงหลิง!”

            ในขณะนั้นได้มีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นเสียงดังมาจากด้านหลังของหญิงสาว และร่างเงาก็วูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว แล้วปรากฏตัวด้านข้างของหญิงสาวชุดแดงเพลิง

            “นั่นหมาป่าจันทราเป็นสัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณ” ม่านตาของฝูงชนต่างหดตัวลงเมื่อเห็นชายหนุ่มที่ขี่หมาป่าจันทรา สัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณนั่น เขาอายุประมาณ 16 - 17 ปี  

            “สมกับเป็นสำนักเทียนอี้ที่เป็นสถานที่ของชนชั้นสูงอย่างแท้จริง”

            มีหลายคนที่รู้สึกหงอยเหงาและวังเวงสำนักเทียนอี้ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมีชื่อเสียงในสถานที่ที่ห่างไกลจากเมืองหลวงแต่ในเมืองหลวงกลับมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากเพียงแต่คนที่สามารถเข้าสำนักเทียนอี้ได้จะต้องเป็นลูกหลานจากตระกูลสูงศักดิ์และยังต้องมีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งหรือเป็นลูกหลานจากครอบครัวธรรมดาที่มีพรสวรรค์

            แน่นอนว่าบางคนก็มีแววตามุ่งมั่นและเข้มแข็งและก็ไม่ได้มองไปที่สัตว์อสูรปีศาจนั่นในสายตาของพวกเขามีเพียงแต่ความทุ่มเทและมั่นคงเท่านั้น

            “ต้วนเฟิงดูเหมือนพวกเราจะซอมซ่อไปหน่อย” หลินเฟิงกล่าวขณะจูงม้าพวกเขารู้สึกได้ถึงพลังอำนาจของราชสีห์และหมาป่าจันทราซึ่งทำให้ม้าพันลี้ที่หลินเฟิงกำลังจูงอยู่นั่นต้องสั่นระริกไปด้วยความกลัวจนไม่กล้าเดินต่อไปทำให้หลินเฟิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น เขาจึงค่อยๆ ดึงม้าพันลี้ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ

            “พี่หลินเฟิงข้ามาที่นี่เพื่อฝึกฝน ไม่ได้มาเพื่อความเพลิดเพลิน” ต้วนเฟิงกล่าวขณะส่ายหน้าและหัวเราะ

            ขณะนั้นมีหนุ่มสาวสองคนได้ยินและเหลือบมองมาที่ต้วนเฟิงและหลินเฟิง แล้วกล่าวอย่างเยาะเย้ยว่า “พวกคนชั้นต่ำมาอีกแล้วสินะ”

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน