ตอนที่ 60 ร่ำรวยแล้ว
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ภายในระยะเวลาสิบกว่าวัน เฟิร์สนั้นได้เดินทางกวาดผ่านเหล่ามอนสเตอร์มาไกลมาก
ต้องรู้ไว้ว่ายิ่งเขาต่อสู้เท่าไหร่ ความเชี่ยวชาญของเขาที่มีต่อไอเทมสปีริตก็ยิ่งเพิ่มขึ้น แม้แต่วิถีกระบี่ก็ยังก้าวหน้าขึ้นด้วยเช่นกัน
เด็กหนุ่มเดินทางกว่าสี่ร้อยกิโลเมตรกว่าจะถึงประตูอบิส
เมื่อเข้าสู่เขตเซฟโซน จู่ๆ เขาก็หยุดชะงักขึ้นมา แล้วกวาดสายตาออกไปรอบๆ
“ฉันใช้เวลาไปชั่วโมงกว่าเพื่อเดินทางมาถึงที่นี่ ทำไมตอนแรกฉันไม่วางค่ายกลเคลื่อนย้ายเอาไว้นะ”
เขารู้สึกเสียเวลาเป็นอย่างมากไปกับการกระทำโง่ๆ นี้
“ช่างเถอะ อย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกของฉัน ครั้งต่อไปฉันจะวางค่ายกลเคลื่อนย้ายไว้ตรงจุดเซฟโซนทุกครั้ง”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเฟิร์สจึงเดินทางออกไปจากอบิสแห่งนี้ทันที
สำหรับค่ายกลเคลื่อนย้ายนั้น ด้วยอำนาจของผู้ใช้อักขระ เขาสามารถสร้างมันขึ้นมาได้โดยง่ายอยู่แล้ว เพียงแต่ค่ายกลนี้จะมีแค่เขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้งานมัน นอกเสียจากว่าเขาจะตั้งเงื่อนไขใส่ลงไปในค่ายกล เพื่อให้คนอื่นสามารถใช้งานมันได้ โดยที่จะต้องจ่ายค่าพลังงานที่มากพอในการกระตุ้นค่ายกลลงไป
หากเป็นในโลกแห่งเวทมนตร์ ค่ายกลเคลื่อนย้ายเหล่านี้นับว่าเป็นสิ่งที่หาพบได้ทั่วไป แต่สำหรับโลกแห่งนี้แล้ว มนุษย์นั้นยังไม่มีความสามารถที่จะแตะชายขอบของศาสตร์ลึกลับนี้ได้ เว้นแต่สิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญาจะถ่ายทอดความรู้นี้ลงมา
ซึ่งนั่นย่อมไม่ใช่เฟิร์สอย่างแน่นอน เพราะการบ่มเพาะอักขระสูงสุดของเขานั้นอยู่ที่ขั้นสีเขียวเท่านั้น มันยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนๆ หนึ่งกลายเป็นผู้ใช้อักขระได้ หรือต่อให้ทำได้ก็ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตอย่างแน่นอน
เฟิร์สเดินออกมาจากประอบิสท่ามกลางสายตามากมายที่จ้องเข้ามา
ผู้คนจำนวนนับร้อยกำลังจ้องมาที่เขา โดยที่ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่คนนี้เป็นใคร
พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นเวเนเตอร์ที่เก่งกาจและถูกเรียกตัวให้มาจัดการอบิสแห่งนี้โดยเฉพาะ
น่าเสียดายที่คำสั่งหยุดยั้งของผู้กองภาวินส่งออกไปไม่ทันการ นั่นจึงทำให้เหล่าเวเนเตอร์ดาราขาวแปดถึงเก้าแฉกมากมายได้มารวมกันที่นี่ เพื่อหวังที่จะกำจัดกองทัพมอนสเตอร์และราชาปีศาจของพวกมันที่อยู่เบื้องหลัง
หากผู้กองภาวินรู้ตั้งแต่แรกว่าเฟิร์สสามารถจัดการมอนสเตอร์ข้างในไปได้มากขนาดนั้น เขาคงจะไม่คิดออกคำสั่งระดมพลขนาดนี้
แต่เมื่อทุกอย่างนั้นไม่ทันการแล้ว ก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลยไปเสียอย่างนี้
เฟิร์สนั้นกลับมาในสภาพชุดสูทสีขาวที่สะอาดสะอ้าน นั่นทำให้หนึ่งในพนักงานที่เคยเข้าไปกับผู้กองภาวินมองอย่างตกตะลึง
“ไม่ใช่ว่าตอนนั้นเขาห้ำหั่นกับราชามอนสเตอร์จนมีสภาพที่ไม่น่าดูมากกว่านี้ไม่ใช่หรอ?” พนักงานคนนั้นเอ่ยพึมพำออกมา
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาและคนอื่นๆ ได้เจอในอบิสไม่ได้ถูกแพร่งพรายออกไป
ผู้คนแม้จะสงสัยอยู่บ้างว่าเจ้าหน้าที่เด็กหนุ่มคนนี้เป็นใคร แต่เขาก็ไม่แปลกใจอะไรหากนิวโฮปจะส่งคนเข้าไปสำรวจความเรียบร้อยในเซฟโซนก่อนจะปฏิบัติภารกิจกวาดล้าง
สักพักผู้คนทั้งหมดก็ละความสนใจ
มีเพียงแต่เจ้าหน้าที่ของนิวโฮปเท่านั้นที่มองเด็กหนุ่มอย่างไม่วางตา เพราะพวกเขารู้ว่าผู้หมวดอายุน้อยคนนี้เข้าไปในอบิสมาเกือบสองอาทิตแล้ว
“ผู้หมวดเฟิร์สวัน ผู้กองภาวินมีคำสั่งให้คุณเข้าพบเมื่อคุณกลับมา” พนักงานชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
เฟิร์สพยักหน้าอย่างเรียบสงบ
“ผมรู้แล้ว”
หลังจากตอบรับเขาก็เดินจากไปและตรงไปยังห้องทำงานของผู้กองภาวิน
เลขาสาวหน้าห้องเมื่อได้เห็นผู้หมวดอายุน้อยเธอก็รีบเข้าไปรายงานเจ้านายของเธอในทันที
“ผู้หมวดเฟิร์สวันเชิญค่ะ ผู้กองรอคุณอยู่ข้างในแล้ว”
“ขอบคุณ”
เฟิร์สยิ้มและพยักหน้าเล็กน้อยอย่างมีมารยาท ก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน
“ในที่สุดคุณก็กลับมา” ผู้กองเฒ่าเอ่ยพลางยิ้ม
“ครับ ... ผมกลับมาแล้ว” เฟิร์สเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเขา
“ผมคิดว่าการที่คุณเข้าไปข้างในอบิสนานถึงเกือบสองอาทิตย์คงจะมีข้อมูลข้างในนั้นกลับมาให้ผมบ้างใช่ไหม?”
“ผู้กอง คุณต้องไม่ลืมนะครับว่าการที่ผมเข้าไปข้างในนั้น ผมไม่ได้ไปในฐานะผู้ปฏิบัติงาน” เฟิร์สเอ่ยและเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “นี่คือข้อมูลบางส่วนที่ผมได้รับมา ผมหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ที่คุณพอใจ”
เด็กหนุ่มส่งไฟล์ข้อมูลในกำไล แม้การเข้าไปข้างในเขาจะไม่ได้ใช้โดรนบินตรวจสอบ แต่เขาก็จดบันทึกรายละเอียดเอาไว้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยว่าเขาใช้สัมผัสรับรู้ตรวจจับด้วยแล้ว ภาพรวมของข้อมูลนั้นแทบจะไม่ต่างอะไรไปจากภาพที่โดรนจับได้เลย
สิ่งที่นิวโฮปต้องการมากที่สุดในอบิสก็คือทรัพยากร ข้อมูลที่เฟิร์สส่งให้ไปจึงเป็นแผนที่เหมืองแร่สปีริตสองสามแห่งข้างในนั้น
ซึ่งโดยปกติแล้วแร่สปีริตนั้นแทบจะปรากฏในทุกอบิส เว้นเสียแต่ว่ามันจะถูกเก็บเกี่ยวหมดไป พวกเขาจึงหาพวกมันไม่พบ
“ขอบคุณมาก ผมจะรายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนรับทราบ ไม่แน่ว่าสิ้นปีนี้คุณอาจจะได้รับโบนัสดีๆ จากนิวโฮป” ผู้กองภาวินกล่าว
“โอ้ แปปนั้นก็ดีสิ ดูเหมือนว่าผมต้องขยันแบบนี้บ่อยๆ ขอตัวก่อนนะครับ”
เฟิร์สโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะหันหลังจากไป
ผู้กองภาวินมองข้อมูลที่ได้รับมาและแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่พึ่งจากไปอย่างเงียบงัน ห้องทำงานของเขาจึงตกอยู่ในความเงียบ
หลังจากที่เฟิร์สออกมาจากห้องทำงานของผู้กอง ดูเหมือนว่ามีหลายคนต้องการจะเข้าหาเพื่อพูดคุยกับเขา
“ผมต้องขอตัวก่อน พอดีว่าพรุ่งนี้ผมมีงานอีกที่หนึ่ง ตอนนี้ผมต้องรีบแล้ว” เฟิร์สกล่าวและยิ้มออกมาอย่างราบเรียบปฏิเสธพวกเขาไป
เด็กหนุ่มมาถึงที่รถยนต์ของตนเองแล้วขับออกไป
แม้ว่าความจริงแล้วการเหินกระบี่ของเขาจะรวดเร็วกว่ามาก แต่การเดินทางด้วยตนเองนั้นก็กินพลังสำหรับเขาไม่น้อย
หากเขามีสถานที่ทำงานประจำไม่แน่ว่าเขาอาจจะวางค่ายกลเคลื่อนย้ายเอาไว้ใช้ แต่น่าเสียดายที่เขาทำงานไม่เป็นที่ อบิสแต่ละแห่งนั้นโผล่ออกมาอย่างไม่มีวันคาดเดา
รถยนต์สีดำพุ่งทะยานออกไป
หลังจากนั้นผู้คนมากมายก็ต่างพูดถึงเขา จนทำให้เวเนเตอร์ที่พึ่งมาถึงเกิดความสนใจ
เมื่อถึงวันรุ่งขึ้น กลุ่มเวเนเตอร์ดาราขาวระดับสูงนับร้อยกว่าคนก็เข้าไปยังอบิส ภาพที่พวกเขาเห็นทำให้เกิดเสียงโวยวายเกิดขึ้นระงม
“ไหนบอกว่าอบิสสีขาวระดับกลางที่นี่มีฝูงมอนสเตอร์เยอะมากแถมยังมีราชามอนสเตอร์อยู่ใกล้ๆ ประตูไง? แต่ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้?”
“นิวโฮปเล่นตลกอะไรกันแน่? มอนสเตอร์พวกนี้ถูกกวาดล้างไปแล้วไม่ใช่หรอแล้วจะเรียกพวกเรามาอีกทำไม?”
“การกวาดล้างระลอกสองแบบนี้ควรจะเป็นงานของพวกเวเนเตอร์ดาราขาวระดับกลาง ทำไมถึงเรียกพวกเรามา?”
เสียงวิจารณ์บ่นด่าเกิดขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ ผู้กองภาวินเองก็ได้แต่แก้ต่างออกไปว่าพอดีมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงผ่านมาที่นี่พอดีผลเลยออกมาเป็นแบบนี้
แต่ถึงยังไงมอนสเตอร์ภายในอบิสก็ไม่ได้ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น พวกเขายังสามารถทำเงินจากที่นี่ได้
เวเนเตอร์หลายคนไม่พอใจแล้วกลับในทันที แต่บางคนยังถือว่ากำขี้ดีกว่ากำตด ยังไงพวกเขาก็ต้องได้อะไรกลับไปจึงต้องอยู่ต่อ
ความจริงแล้วเหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้มีข้อเสียไปเสียหมด เห็นได้ชัดว่าเฟิร์สนั้นจัดการมอนสเตอร์ข้างในนั้นไปเกือบครึ่ง นั่นจึงทำให้ผู้กองภาวินไม่ต้องเสียเวลาทำการกวาดล้างที่นี่มากจนเกินไป
เมื่อกวาดล้างได้เร็ว ทีมเก็บเกี่ยวก็ทำงานได้เร็วขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้นภารกิจของผู้กองเฒ่าในครั้งนี้จึงมีโอกาสที่จะเสร็จก่อนกำหนดอย่างแน่นอน
ผู้กองภาวินแม้จะต้องจัดการเรื่องยุ่งยากอยู่บ้าง แต่เขาก็รู้สึกผ่อนคลายกับภารกิจนี้มากเช่นกัน
เฟิร์สกลับไปถึงบ้านด้วยเวลาไม่กี่ชั่วโมง
หลังจากกลับมาเขานั้นต้องการพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้เขาจะกินอิ่ม แต่ก็มีเวลานอนหลับเพียงเล็กน้อย การนอนไม่เต็มอิ่มในเวลาสิบกว่าวันทำให้ร่างกายของเขาเริ่มอ่อนเพลีย
แต่โชคดีที่เขาสามารถสร้างวงแหวนอักขระที่เป็นค่ายกลฟื้นฟูขึ้นมาได้ นั่นจึงทำให้เขาสามารถลดเวลาพักผ่อนลงได้อย่างสบายใจ
ก่อนที่เฟิร์สจะหลับลงเขายังตรวจสอบร่างกายและผลประโยชน์ที่เขาได้รับ
“ครั้งนี้ได้แร่สปีริตมาหนึ่งแหวนเก็บของ แถมยังได้แกนสปีริตมาถึงสามพันเก้าร้อยกว่าก้อน นี่นับว่าเป็นการทำงานที่คุ้มค่าเลยทีเดียว”
เฟิร์สมองดูผลประโยชน์ที่เขาได้รับอย่างมีความสุข
แกนสปีริตเกือบสี่พันก้อนก็เป็นเงินเกือบสองพันล้านบาท
หากนี่ไม่เรียกว่าร่ำรวยแล้วจะเรียกว่าอะไร
ภายในเวลาไม่ถึงเดือน เฟิร์สก็สามารถหาเงินนับพันล้านได้แล้ว
รอยยิ้มที่มีความสุขปรากฏบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม
“ดูเหมือนว่าฉันจะคิดถูก นี่เป็นแค่อบิสระดับสีขาวเท่านั้น หากฉันสามารถตะลุยแบบนี้ในอบิสระดับสีแดงได้ เรื่องเงินก็ไม่ใช่ปัญหาของฉันอีกต่อไป” เฟิร์สกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ
แล้วในคืนนั้นเขาก็หลับไปอย่างมีความสุข และพร้อมที่จะตื่นขึ้นมาทำงานในวันรุ่งขึ้นได้อย่างเบิกบาน