ชายาสองตำหนัก

    บทที่ ๗ ทั่ววังล้วนต้องสยบได้ ใต้เท้าพระชายา (๒){PART 1}


    บทที่๗ทั่ววังล้วนต้องสยบได้ ใต้เท้าพระชายา (๒)

    การต้องมาอยู่วังหลวงเช่นนี้ก็น่าเบื่อพอแล้ว แต่การถูกจองจำในวังหลวงนี่น่าชังยิ่งกว่า หนำซ้ำก็มิสามารถนอนอยู่เฉยๆ ยังต้องเขียนหนังสือสำนึกผิดวนไปทั้งวี่วัน แม้แต่คนสนิทที่ต้องคอยฝนแท่งหมึกอย่างฮัวชุน นางยังลอบกระดิกนิ้วคลายอาการเคล็ดเกรงเป็นระยะ แล้วคนที่ต้องเวียนเขียนหนังสือหลายฉบับเช่นพระชายาจำทนอย่างนาง ไม่คร้านจะอยากบิดขี้เกียจทิ้งตัวนอนหรือ
    ครั้นพอคิดว่าจะแอบเหยียดตัวลงนอนเสียหน่อย ท้องเจ้ากรรมก็โอดครวญดังสนั่น ทั้งตึกปีกวังบูรพาอันนางพำนักอยู่ก็แลจะได้ยินกันทั่ว สร้างเสียงหัวเราะนินทาแก่บ่าวไพร่ แต่แฝงความอายแทบแทรกแผ่นดินหนีแก่เจ้าของท้อง
    “นี่ยังไม่พ้นหนึ่งวันอีกหรือ ฮัวชุน” นางถามเสียงอ่อยๆ ด้วยหมดแรง
    “พระชายาอดทนหน่อยนะเจ้าคะ ข้าก็จะอดอาหารเป็นเพื่อน อย่าได้คิดว่าอยู่เพียงลำพังนะเจ้าค่ะ” บ่าวผู้แสนซื่อกล่าวปลอบโยน
    “ไม่ต้องลำบากเจ้าหรอก ไป...ไปหาอะไรกินในครัวเสีย ฟ้ามืดเช่นนี้แล้ว”
    “แต่...”
    “ไม่ต้องมีแต่ ข้าสั่งให้กินก็กินเสีย อย่าพูดมาก” คนเป็นนายยืนยัน แน่ล่ะ นางย่อมเข้าใจความหิวของคนอื่นได้เป็นอย่างดี ก็ตอนที่นางเองต้องอดนี่แหละ จะให้ใจจืดใจดำห้ามคนอื่นกินได้อย่างไร เอาเถอะ ถ้านางพ้นโทษเมื่อไร นางจะกินซาลาเปาสักร้อยลูกให้หายอยาก!
    “เช่นนั้นให้ข้าเตรียมน้ำอาบ ส่งท่านเข้านอนแล้ว ข้าค่อยไปครัวนะเจ้าคะ” ฮัวชุนต่อรอง
    “ไม่กล้าขัดเจ้าแล้ว จะทำอันใดก็รีบทำเข้าเถิด เสียงท้องข้าร้องคนเดียวก็สนั่นทั้งเรือนแล้ว มีเจ้าด้วยอีกคน คงได้คิดว่ามีมหรสพเชิดสิงโตกันในวังบูรพาเป็นแน่”

    แม้ว่าจะสมใจนางแล้ว แต่จ้าวหมิงเย่วก็ไม่สามารถแสดงอาการใดใดต่อหน้าพระพักตร์ได้ ยิ่งเมื่อองค์รัชทายาทประทับอยู่ในห้องของนาง พระชายารองสกุลจ้าวจึงต้องแสดงอาการนอบน้อมเอาอกเอาใจเช่นเดิม
    คนที่ถูกเอาใจนั้นเสียเล่า ดูออกจะมีอาการไม่สบายใจขึ้นมาเสีย นางมองเห็นไท่จื่อมีท่าทางจิตใจเหม่อลอย ดวงตาเอาแต่จับจ้องไปยังที่ใดไม่ทราบ แม้ในมือจะยังถือม้วนหนังสือบทกลอนค้างเอาไว้ เมื่อเห็นคนอยู่เหมือนขวัญหาย จ้าวหมิงเย่วจึงพยายามจะขับกล่อมดนตรีที่นางเองก็มิได้ถนัดถนี่
    “ให้ข้าเล่นพิณผีผาให้ท่านฟังดีหรือไม่?” นางถามเสียงใส
    “อืม”
    ยินเพียงเสียงในลำคอเออออตามมา จ้าวหมิงเย่วกลั้นใจ ดีดผีผาเป็นทำนองขับร้องอย่างแน่วแน่ ทว่าคนฟังก็ยังไม่สนใจนาง เป็นอาการที่ดูน่าน้อยใจ แต่นางก็ไม่กล้าเอ่ยปากบอก จนกระทั่งอีกฝ่ายต่างหากเป็นผู้พูดขึ้น
    “เจ้าว่าข้าใจร้ายกับไท่จื่อเฟยหรือไม่?”
    ยินเช่นนี้นางจะตอบว่าอันใดดีหรือ...
    หากตอบไปว่าใช่ นางไม่พ้นดูจะอ่อนข้อแก่อีกฝ่าย แถมเผยช่องทางในการชี้แนวเมตตาให้อีกด้วย ครั้นจะตอบว่าไม่ใช่ ก็ดูจะแล้งน้ำใจ ไม่ตอบก็หวั่นภัยจะเข้าตัว คงทำได้เพียงแค่ตอบไปว่า “ทรงทำตามความถูกต้องเจ้าค่ะ”
    “ดังนั้นหรือ...” คนถามเมื่อครู่ผินหน้ามองออกไปทางหน้าต่าง
    “ฮองเฮาทรงตัดสินไปตามความชอบ พระนางคงเห็นว่าไท่จื่อเฟยนั้นด่วนคิด ปราศจากการใคร่ครวญ จึงเห็นควรลงพระอาญาดังกล่าว เพียงสองวันด้วยความปรีชา ไท่จื่อเฟยย่อมต้องคิดถูกชอบได้ด้วยตนเอง” นางหลุดมือที่ดีดผีผา พลางขยับกายตรงมายังแท่นเก้าอี้ยาวซึ่งรัชทายาทประทับอยู่ เอนช่วงบนของลำตัวเข้าหาเป็นเชิงออดอ้อนเย้ายวน “อย่าทรงคิดมากไปเลย...”
    “ปล่อยข้าสักครู่เถอะ” จูหยางเหยี่ยนกระถดหนี นัยน์ตายังจับจ้องยังดวงจันทร์กระจ่างเหนือเมฆา “คืนนี้จันทร์งามนัก ข้าจะออกไปชมเสียหน่อย เจ้านอนก่อนได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
    มิทรงรอให้นางท้วงติง ก็ทรงกระโดดลงจากตั่ง เดินดุ่มๆ ออกไปทั้งที่ข้าทาสบริวารยังรอรับใช้อยู่หน้าห้องนั่นเอง เห็นดังนั้นจ้าวหมิงเย่วยิ่งรู้สึกเสียหน้า เพราะเหล่านางในต่างก็เบนสายตาจากคนที่เพิ่งจากไปกลับมายังนางอย่างพิศวง อาจด้วยเพราะทุกครั้งที่เสด็จมาก็มิเคยเสด็จกลับกลางคันเช่นนี้

    ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา คนมาเยือนชะเง้อมองไปทั่วไม่เห็นใคร แม้เพียงบ่าวไพร่ก็ไร้วี่แวว ทั้งห้องเกลื่อนไปด้วยเศษกระดาษตัวหนังสือยู่ยี่ เมื่อทรงหยิบมาพินิจก็ลอบยิ้มออกมาอย่างห้ามมิอยู่ จูหยางเหยี่ยนไม่เคยเห็นสตรีมีศักดิ์ผู้ใดลายมือขี้ริ้วได้เท่าพระชายาเอกของเขาอีกแล้ว ยิ่งดูคำผิดนี่ยิ่งขัน เขายกชายเสื้อปัดป้องริมฝีปากพยายามห้ามหัวเราะ ทันใดก็ได้กลิ่นหอมและเสียงน้ำไหล
    ร่างสูงเพรียวเดินตัวตรงไปตามกลิ่นเสียง มองเห็นด้านมุมห้องมีฉากกั้นเขียนลวดลายโบตั๋นปิดทอง เขาจำได้ว่าน่าจะเป็นของพระราชทานจากซู่เต๋อฮองเฮาซึ่งเคยตั้งอยู่ในตำหนักหลวง คงจะยกย้ายมาให้สมเกียรติที่เป็นข้าวของเครื่องใช้ของไท่จื่อเฟย เสียงแหวกน้ำไหลดังมาจากด้านหลังนี่เอง
    สิ่งหนึ่งซึ่งเขาไม่ทันทราบ แต่เป็นที่รู้ดีกันระหว่างเจ้าของห้องกับบ่าวไพร่ คือฉากกั้นชิ้นนี้นั้นชำรุดอยู่บ้าง พื้นขาพับไม่สนิทกันดี ทำให้ต้องแอบหาหินแบนมาวางยกให้เท่ากันไว้ และเมื่อสะกิดเพียงเล็กน้อย ก็พร้อมจะพังครืนลงมาทั้งหมด
    จูหยางเหยี่ยนเห็นผ้าปักดิ้นเงินดิ้นทองสวยงามดี มันพาดอยู่บนฉากนั้น ตั้งใจเพียงแอบยกขึ้นมาดูรายละเอียดเพื่อสืบหาเอกลักษณ์ของช่าง ด้วยอยากได้มาปักถวายตนบ้าง ทันใดเอง...ฉากโบตั๋นนั้นก็พังเอนลงมาหาทันที
    รัชทายาทหนุ่มน้อยกระโจนเสียหลักถอยหลัง ในมือยังถือผ้าชิ้นนั้นเอาไว้แน่น เมื่อตั้งหลักได้ เขาจึงตกตะลึงว่าที่แท้ด้านหลังฉากคืออ่างสำริดขนาดใหญ่ ไอน้ำลอยละล่องอบอวลไปทั่ว กลิ่นสุคนธาจากบุปผชาติที่ลอยเหนือผิวน้ำหลอกล้อกับจมูก และที่อยู่ในนั้น...คือพระชายาเอกเยี่ยซูเจี้ยน (หรือซูจิ้น) ในสภาพเปลือยทั้งตัว!
    เขาหรือจะไม่เคยเห็นเนินเนื้อแม่นางน้อย ตั้งแต่ในคืนเข้าหอก็ได้กอดพอฟัดพอเหวี่ยงบ้าง แต่ก็ไม่เคยเป็นเรือนร่างด้านหลังซึ่งมีเส้นผมยาวเลื้อยปกปิดราวกับรากไม้มะเกลือ แล้วเมื่อนางมองเห็นเขาทันใด ก็หวีดร้องเสียงดังสนั่น
    “กรี๊ดดดดดดดดดดดดด ผีบ้าเจ้าข้าเอ้ย!”
    เสียงร้องของนางดังก้องไปทั้งวังบูรพา ไฉนเลยไท่จื่อซึ่งอยู่ร่วมห้องจะไม่ได้ยิน เขาตกใจรีบลุกกุลีกุจอออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว สวนทางกับฮัวชุนซึ่งวิ่งหน้าตาตื่นมาทันทีที่ได้ยิน บ่าวไพร่ทหารยามต่างก็วิ่งตามกันมา พอคนสนิทอย่างฮัวชุนเห็นสภาพของนายตน ก็แทบจะโกนห้ามทัพที่ตามมาแทบไม่ทัน
    “หยุด! ทุกคนห้ามเข้า!”
    เยี่ยซูจิ้นขดตัวอยู่ใต้น้ำ นางอายเหลือเกิน แม้คนที่มาจะเป็นสามี แต่นางก็ขวยเขินที่ถูกมองเห็นตัว ดีที่เขาไม่ทันเห็นเท้าเล็กๆ ที่ปลดผ้าออกแล้วของนาง มิเช่นนั้นนางก็ไม่รู้จะยกหน้าไปเจอใครได้อีก
    “เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?” ฮัวชุนถามขณะหยิบเสื้อคลุมส่งให้นายสวม
    “ข้า...ข้าใม่แน่ใจ เพียงแต่ฉากหลุดลงมา และเขา...เขาถือผ้าคาดเอวข้าติดไป!”
    บ่าวได้แต่ทำหน้าระอาใจ ไม่รู้จะแสดงอากัปกิริยาใดๆ ต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นดี ก็ในเมือคนมาเห็นเรือนร่างของนายคือสามีของนางเอง ให้ใกล้ชิดกว่านี้คงมิมี ทว่าเมื่อคิดว่าแท้จริงแล้วแม่นางซูจิ้นผู้นี้ควรตบแต่งกับจางไป๋หูโดยตามทำนองคลองธรรม นางก็น่าสงสารยิ่งนัก จะมีความอายใดน่าละอายยิ่งกว่านี้เล่า
    “เดี๋ยวบ่าวเตรียมชุดใหม่ให้นะเจ้าคะ ส่วนสายคาดเอว...บ่าวว่าองค์รัชทายาทน่าจะประทานอันใหม่ให้นะเจ้าคะ”
    เยี่ยซูจิ้นยิ่งฟังก็ยิ่งเขิน นางจึงเพียงพยักหน้ารับคำ แล้วดำผุดลงไปใต้น้ำตามเดิม

    เมื่อลับร่างของรัชทายาทที่เคลื่อนตัวออกไปไหวๆ อีกคนซึ่งซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่งก็ตั้งใจจะขยับตรงเข้าไปยังหน้าประตูนั้น หากไม่เพราะฮัวชุนซึ่งเปิดประตูพรวดออกมาเสียก่อน เขาก็คงจะเป็นฝ่ายดึงบานพับนั้นเอง พอเห็นว่ายังมีคนอยู่พลุกพล่านโดยรอบ เขาก็ตัดสินใจรามือแล้วถอยฉากออกไป
    ฮัวชุนสาวน้อยเมื่อผ่านโรงครัว มองเห็นอาหารก็พลันคิดถึงนาย แต่ก็ไม่กล้าที่จะขัดคำสั่ง นางจึงทำได้เพียงแอบประท้วงอดอาหารเป็นเพื่อน แล้วนำเสื้อผ้าชุดใหม่เตรียมให้พระชายาของนาง ความซื่อสัตย์ของฮัวชุนนั้นได้รับสืบทอดแต่บิดา ด้วยความมีวินัยและมั่นคงแบบอย่างนักรบ นางจึงมีความรักและเมตตาต่อนายอย่างผู้ได้รับการอบรมอย่างดีเยี่ยม
    จากการติดต่อกับชุนเอ๋อร์ผู้น้อง นางยังไม่ได้เบาะแสอื่นใดเกี่ยวกับเยี่ยซูเจี้ยนที่หายไป ทางจวนใต้เท้าเยี่ยมีการเตรียมข้าวของสำหรับแต่งงานแล้ว รอเพียงให้ซูจิ้นปลอมตัวออกจากวังไปให้ราบรื่น นางเองระหว่างทำงานรับใช้ในวังบูรพาไปพลาง ก็แอบสอดแนมเวรยามทหารไปด้วย ไม่ช้า...นางก็รู้เวลาและตำแหน่งผลัดเปลี่ยนเวรยามภายในวังอย่างถ้วนถี่
    “ฮัวชุนมาแล้วเจ้าค่ะ” นางกล่าวเมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องพักของไท่จื่อเฟย ก่อนจะตรงเข้าไปช่วยนายตนแต่งตัวให้เรียบร้อย ก่อนจะเริ่มกระซิบรายงาน
    “ข้าได้ลองสืบดูเรื่องตำแหน่งเวรยามเรียบร้อยแล้ว พระชายาอยากได้ผังเลยไหมเจ้าคะ?”
    “เวลานี้คงเหมาะสมแล้ว เจ้าสวามีจิ้งจอกก็เพิ่งถูกตะเพิดออกไป ข้าเองก็ถูกลงโทษให้อยู่กับที่ บรรยากาศน่าเบื่อเช่นนี้ เจ้ามีเรื่องอะไรให้คิดบ้างคงดี” ซูจิ้นกล่าว แล้วเดินไปยังโต๊ะเขียนหนังสือ ใช้มือตวัดไม่นาน นางก็สามารถวาดผังของวังบูรพาได้ครบถ้วนชนิดที่มิมีพลาดแต่แห่งเดียว
    ถึงนางจะกระโดกกระเดกไม่สง่างาม แต่ความจำและฝีมือในการต่อสู้ของนางมิเป็นรองใครแน่ นางส่งพู่กันให้บ่าวทำตำแหน่งเวรยามทันใด
    “ทิศตะวันออกประตูตงฮัวนี่ถือว่าใกล้ที่สุดแล้ว ปัญหาต่อมาคือเรื่องเวรยาม ผู้ที่ทำหน้าที่วางอำนาจตรงนี้ไม่พ้นท่านจางไป๋หู...” ฮัวชุนกล่าว ขณะวางตำแหน่งและจำนวนเวรยามโดยรอบอาณาบริเวณตำหนักบูรพา
    เยี่ยซูจิ้นเพียงแค่ได้ยินชื่อนี้ก็อยากทำหน้าเบ้ เจ้าสามีตัวจริงหน้าตายนั้นเป็นตัวกำหนดชะตากรรมแผนชายาสองตำหนักของนางเช่นนั้นหรือ น่าขันระคนร่ำไห้เสียจริง ตอนนี้พวกนางทราบเพียงตำแหน่งเวรยาม และเวลาเปลี่ยนผลัดเพียงคร่าวๆ เท่านั้น แต่จะให้แน่นอนนั้น นางจำต้องสืบดูให้แน่ชัดกว่าเพียงที่ตาเห็น หากนางจะสืบรู้ได้ถึงสารชั้นต้นอันองครักษ์จางเป็นผู้วางคำสั่งแก่องครักษ์คนอื่น นางก็จะสามารถคำนวณเวลาที่จะหลบหลีกออกไปจากวังบูรพานี้ได้
    โอ๊ย! แต่นางจะทำอย่างไรได้เล่า ไม่แคล้วต้องแอบเข้าไปสืบในห้องส่วนตัวเขาหรอกหรือ แค่คิดนางก็รู้สึกเหมือนกวางน้อยกระโจนเข้าถ้ำเสือ ไม่ใช่เสือธรรมดา...เสือขาวตัวโตกล้ามแน่นเสียด้วย
    “เหลือเวลาเพียงสี่วันเท่านั้น ข้าก็จะต้องกลับไปเป็นเยี่ยซูจิ้นขึ้นเกี้ยวแดงอีกครา ข้าจะทำยังไงล่ะเนี่ย” นางทรุดตัวลงยกมือเท้าหน้าตนเองเอาไว้พลางครุ่นคิด “แถมตอนนี้ก็ยังโดนกักบริเวณอีก”
    “ระหว่างนี้ข้าจะพยายามหาอุบายเข้าไปในห้องส่วนตัวท่านแม่ทัพจางให้ได้ พระชายาอย่าเพิ่งรีบร้อนใจไปเลย”
    “เจ้าแม่ทัพจางผู้นี้ดูน้ำนิ่งไหลลึก ภายนอกไม่ปรากฏการเคลื่อนไหว แต่ภายในย่อมต้องมีลูกไม้ซ่อนไว้แน่”
    “ข้าเองแต่เดิมก็แฝงตัวช่วยสืบข่าวจากภายนอกด่านเมืองเพื่อท่านพ่อบ่อยๆ การจะปลอมตัวสวมชุดองครักษ์เสื้อแพรเข้าไปในห้องทำงานของท่านจางไม่น่ายาก หนำซ้ำเมื่อคิดว่า...ข้ามิได้อยู่เพียงหัวเดียวกระเทียมลีบในวังนี้แล้วไซร้...” ฮัวชุนว่าแล้วก็ผินมองมาสบตานายตนเป็นอันรู้กัน ดังนั้นเยี่ยซูจิ้นจึงถึงกับแว้ดขึ้นมาทันใด
    “เดี๋ยวๆๆ จะให้ข้าเสี่ยงสวมเครื่องแบบองครักษ์กับเจ้าอีกคนหรือ?”
    “กันไว้ดีกว่าแก้ไงเจ้าคะ เกิดข้าพลาดขึ้นมา ท่านจะได้มีทางหนีทีไล่ อีกทั้งไปกันสองคน ยังช่วยกันดูตนทางได้อีกด้วย”
    “เช่นนั้นข้าดูต้นทางหน้าห้อง เจ้านั่นแหละเข้าไป”
    “มิได้ หากพระชายาอยู่ข้างนอก เกิดถูกจับก็หมดทางหนี แผนแตก ถ้าเป็นข้าดูต้นทาง ส่วนท่านแอบเข้าไปล่ะก็...ถึงข้าถูกจับ ท่านก็คงจะหนีทัน” คนเสนอแผนพูดอย่างมั่นใจ
    “เอาเถิด ข้าขอเวลาตรองเอาสักคืนนึง พรุ่งนี้ถ้าคิดแผนที่ดีกว่านี้ไม่ได้ ข้าจะทำตามเจ้า” ซูจิ้นยืนคำขาดซื้อเวลา
    “เจ้าค่ะ งั้นฮัวชุนขอตัวก่อน แล้วจะรีบตามมารับใช้พระชายา”
    “ไปเถอะๆ ข้าอยู่ได้”
    พอคล้อยหลังบ่าวเท่านั้น คนที่เคยบอกว่าอยู่ได้ พลันก็ไหล่ตก นางพยายามคิดหาสารพัดวิธีที่จะไม่ต้องเข้าถ้ำเสือ ทว่าไม่ว่าคิดเท่าไรก็ยังคิดไม่ออก แถมท้องเจ้ากรรมก็โอดครวญไม่เลิก ด้วยเพราะยังมิมีอะไรตกถึงท้อง
    นางกระโจนจากโต๊ะหนังสือไปยังเตียงนอน คิดว่าจะข่มตาหลับเสีย ก็ยังหลับไม่ได้ ปวดท้องทรมานเสียจนไส้จะขาด และระหว่างนั้นเองที่นางได้ยินเสียงขลุกขลักที่มุมห้องด้านหนึ่ง ขโมยงั้นหรือ? นางคิดในแวบแรก ทว่าที่นี่คือในวังบูรพา เขตพระราชฐาน จะมีโจรที่ไหนบ้าคลั่งพอจะปล้นวังหลวง หรือจะเป็นนักฆ่าอีก? พอคิดได้แบบนั้น เยี่ยซูจิ้นจึงค่อยๆ เดินย่องมาจากเตียง มือคว้าเอาได้รูปหินสลักสิงห์ตัวหนึ่ง ขนาดพอดีมือ แล้วย่างสามขุมไปทางต้นเสียง
    บริเวณดังกล่าวเป็นทางเดินแคบๆ ด้านหลังห้อง มีหน้าต่างซึ่งปกติลั่นดาลใส่กุญแจไว้ มุมดังกล่าวแสงจากกลางห้องในตอนนี้ส่องไปไม่ถึง แต่พอยิ่งเข้าใกล้ นางก็สัมผัสได้ถึงสายลมและกลิ่น...
    กลิ่นซาลาเปา!
    พอคิดว่าของกินแน่แล้ว นางก็กระโจนเข้าไปตรงบานหน้าต่าง ตรงพื้นใต้หน้าต่างนั้นมีสำรับไม้วางอยู่ สายลมยามราตรีโบกพัดเอากลิ่นหอมบุปผางามลอยเข้ามาปะทะจมูก จากบริเวณนี้นางมองเห็นทิวทัศน์นวลตาของพระจันทร์งาม แสงจันทราสุกปลั่งงดงามเหมือนดัง...ดังแป้งซาลาเปา!
    ไม่สนใจผีสางเทวดาตนใดแล้ว นางรีบงับปิดบานหน้าต่าง ทรุดตัวลงหน้าสำรับ เปิดฝาออกให้กลิ่นหอมจรุงใจและความอบอุ่นภายในกระจายออกมา นางกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่เมื่อตอนพยายามสอดส่องดอมดมดูให้แน่ใจว่าอาหารนี้ไร้พิษสง ลองเล็มคำเล็กๆ พอเวลาผ่านไปไม่แสดงอาการถูกพิษใดๆ นางจึงรีบสวาปามเข้าคำใหญ่ ละเลงเหล่าซาลาเปาเนื้อนิ่มหลายลูกในนั้นจนหมดสิ้น

    แต่ที่นางไม่ทันได้สังเกตเห็นคือ...เมื่อตอนที่เอื้อมมือออกมาคว้าบานพับปิดไปนั้น การกระทำทุกย่างของนางอยู่ในสายตาผู้หนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ชายคาไม่ไกล