ณ ป้อมผาเหล็กอันแข็งแกร่งฮวาหยางและทหารที่เหลืออยู่หยิบมือเดียวได้ยันการโจมตีของกองทัพเป่ยหม่านมาหลายวันติดต่อกันความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินร่างกายและจิตใจของทุกคน แต่พวกเขาก็ยังคงกัดฟันสู้สุดกำลังเพื่อรักษาป้อมปราการแห่งนี้ไว้
การโจมตีของเป่ยหม่านนั้นดุเดือดและต่อเนื่องอย่างไม่น่าเชื่อพวกมันผลัดเปลี่ยนกำลังพลเข้าโจมตีอย่างไม่ยอมหยุดหย่อนราวกับต้องการบดขยี้ป้อมผาเหล็กให้ราบคาบโดยเร็วที่สุด ทหารต้าเหลียงบาดเจ็บล้มตายไปจำนวนมากอาวุธยุทโธปกรณ์ก็เริ่มร่อยหรอลงทุกทีเสบียงอาหารที่เหลืออยู่ก็มีน้อยจนน่าเป็นห่วง
แต่สิ่งที่ทำให้ฮวาหยางรู้สึกแปลกใจและสังหรณ์ใจอย่างประหลาดคือความฮึกเหิมที่ดูเกินจริงของทหารเป่ยหม่านพวกมันเข้าโจมตีด้วยความมั่นใจราวกับว่าชัยชนะอยู่ในมือแล้ว แม้จะสูญเสียกำลังพลไปไม่น้อยจากการป้องกันอันแข็งแกร่งของทหารต้าเหลียงพวกมันก็ยังคงดาหน้าเข้าใส่ราวกับไม่เกรงกลัวความตาย
พวกมันมั่นใจในอะไรกันนัก? ฮวาหยางครุ่นคิดขณะบัญชาการรบอยู่บนกำแพงป้อมใบหน้าคมสันเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและเหงื่อ การโจมตีอย่างบ้าระห่ำเช่นนี้ไม่ใช่ลักษณะการรบปกติของเป่ยหม่านหรือว่า... พวกมันมีแผนการอะไรซ่อนอยู่อีก?
ความสงสัยและความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของฮวาหยางเขาพยายามสังเกตความเคลื่อนไหวของศัตรูอย่างละเอียด มองหาความผิดปกติใดๆที่อาจบ่งบอกถึงกลลวงที่ซ่อนอยู่ แต่ภายใต้การโจมตีที่หนักหน่วงและต่อเนื่องเช่นนี้มันยากที่จะมองเห็นภาพรวมทั้งหมด
"ท่านแม่ทัพ!" ทหารนายหนึ่งร้องเตือนด้วยเสียงดัง"พวกมันกำลังระดมเครื่องยิงหินมาทางนี้อีกแล้ว!"
ฮวาหยางรีบหันไปมองตามเสียง ทันใดนั้นเองลูกหินขนาดใหญ่หลายลูกก็พุ่งเข้ามาจากระยะไกล ตกลงกระแทกกำแพงป้อมและบริเวณโดยรอบอย่างรุนแรงเสียงระเบิดดังกึกก้อง เศษหินและดินกระจุยกระจาย
เราจะยันพวกมันไว้ได้อีกนานแค่ไหนกัน? ฮวาหยางคิดอย่างหมดหวังเล็กน้อยกำลังพลของพวกเขาลดน้อยลงทุกที เสบียงอาหารและอาวุธก็ใกล้จะหมดเต็มทีหากยังไม่มีกำลังเสริมมาถึง ป้อมผาเหล็กคงต้องแตกในไม่ช้าและสิ่งที่ทำให้เขากังวลที่สุดก็คือ ความฮึกเหิมที่ผิดปกติของศัตรูราวกับพวกมันกำลังรอคอยบางสิ่งบางอย่างอยู่...
ณค่ายใหญ่ของกองทัพเป่ยหม่าน ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแนวรบเสียงโห่ร้องของทหารและการเตรียมความพร้อมสำหรับการโจมตียังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหานเฉิงซี แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร นั่งอยู่ภายในกระโจมบัญชาการดวงตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่แผนที่ยุทธศาสตร์ที่วางอยู่บนโต๊ะแสงจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างใบหน้าครุ่นคิดของเขา
"รายงานล่าสุดจากแนวหน้าเป็นอย่างไรบ้าง?" หานเฉิงซีเอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำกับนายทหารที่ยืนรอรายงานอยู่ข้างๆ
"เรียนท่านแม่ทัพ การโจมตียังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องครับทหารของเรากำลังกดดันป้อมผาเหล็กอย่างหนัก" นายทหารตอบด้วยความเคารพ"คาดว่าจะสามารถยึดป้อมได้ในเร็ววันนี้"
หานเฉิงซีพยักหน้าเล็กน้อย แต่ในแววตายังคงมีความกังวลเจืออยู่แม้สถานการณ์จะดูเป็นใจ แต่ความรู้สึกบางอย่างในใจกลับบอกว่าไม่ควรประมาท
ในขณะนั้นเอง เสียงทหารยามด้านนอกก็ดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
"เรียนท่านแม่ทัพ! มีผู้มาเยือนขอเข้าพบขอรับ!”
"ผู้มาเยือน?" หานเฉิงซีเลิกคิ้วด้วยความสงสัย "ใครกัน! มาในเวลานี้?"
ยังไม่ทันที่นายทหารยามจะได้ให้คำตอบ ชายร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีแดงสนิทก็ก้าวเข้ามาในกระโจมตามมาด้วยบุรุษอีกคนหนึ่งที่สวมชุดคลุมสีดำมิดชิดใบหน้าถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมจนมองไม่เห็น
หานเฉิงซีลุกขึ้นยืน ดวงตาจับจ้องไปยังผู้มาเยือนทั้งสองอย่างระแวดระวัง
"ท่านอ๋องซู...?" หานเฉิงซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มดวงตาจับจ้องอ๋องหนุ่มเขม็ง "ท่านอ๋องซูควรจะประทับอยู่ในเมืองหลวงมิใช่หรือ?เหตุใดพระองค์ถึงได้ทรงอุตส่าห์เสด็จมาถึงชายแดนอันห่างไกลเช่นนี้ได้?"
สายตาของหานเฉิงซีเลื่อนลงสำรวจเครื่องแต่งกายของอ๋องซูชุดสีแดงเพลิงสดใสที่ดูโดดเด่นเกินกว่าจะมาปรากฏในค่ายทหารทำให้ความสงสัยในใจของแม่ทัพเฒ่ายิ่งทวีคูณ
"อีกอย่าง... ดูการแต่งพระองค์ของท่านสิ"หานเฉิงซีกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด"ชุดสีแดงเพลิงเช่นนี้... หากพระองค์จะเสด็จไปทรงเข้าพิธีวิวาห์ที่ใดก็จงเสด็จไปเถิดจะมาทำสิ่งใดในค่ายทหารของข้ากัน?"
อ๋องซูยกยิ้มบางๆอย่างไม่ใส่พระทัยต่อคำพูดที่แสนจะตรงไปตรงมาของแม่ทัพเฒ่าเขาไม่เคยถือสาผู้ใดจะมองเขาอย่างไร เพราะในชีวิตนี้ สิ่งที่อ๋องซูโปรดปรานที่สุดคือสีแดงอันร้อนแรงและอิสตรีที่มีรูปโฉมงดงามล่มเมืองหากมิใช่เพราะพระดำรัสของท่านอ๋องแห่งแคว้นเหยียนที่มากล่อมเกลาและชักชวนให้เขามายังกองทัพแห่งนี้แล้วไซร้พระองค์คงจะประทับสำราญอยู่แต่ในวังหลวงเสียมากกว่า
"ท่านแม่ทัพหานเฉิงซีช่างเป็นคนตรงไปตรงมาเสียจริง"อ๋องซูตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย"แต่การมาเยือนของข้าในครั้งนี้ มิได้เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวแต่อย่างใดท่านอ๋องแห่งแคว้นเหยียนทรงเห็นถึงความสำคัญของชัยชนะในศึกครั้งนี้และทรงมอบหมายให้ข้ามาดูแลและให้การสนับสนุนท่านอย่างใกล้ชิด"
อ๋องซูผายพระหัตถ์ไปยังบุรุษชุดดำที่ยืนอยู่ข้างกาย "และนี่คือ...ท่านหยวน...แห่งแคว้นเหยียน” ผู้ที่มีความสามารถพิเศษอย่างที่ข้าได้กล่าวไปแล้วท่านจะช่วยให้การบุกทะลวงป้อมผาเหล็กของเราเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น"
อ๋องซูทรงทอดพระเนตรไปยังหานเฉิงซีด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความมั่นใจ"ท่านแม่ทัพ... จงเปิดใจรับฟังสิ่งที่เขาจะนำเสนอเถิด ข้ารับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวัง"
แม้จะยังคงมีความสงสัยและไม่ไว้วางใจอยู่เต็มอกแต่หานเฉิงซีก็ข่มความรู้สึกเหล่านั้นไว้พลางจ้องมองอ๋องซูและบุรุษชุดดำอย่างพิจารณาเขารู้ดีว่าอ๋องแห่งแคว้นเหยียนทรงมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลการส่งอ๋องซูมาที่นี่อาจมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่าที่เขาคาดคิด
หานเฉิงซีทำสีหน้าไม่พอใจอย่าง ความรู้สึกไม่ไว้วางใจฉายชัดบนใบหน้าเขารู้... คนทั้งแคว้นเป่ยหม่านต่างรู้ดีว่าอ๋องซูผู้นี้เป็นเจ้าจอมเจ้าชู้เสพสุขในกามารมณ์เป็นที่หนึ่ง แทบไม่เคยใส่พระทัยในกิจการบ้านเมืองเลยสักนิดแต่วันนี้กลับ
เสด็จมาถึงชายแดนด้วยพระองค์เอง และยังมาพร้อมกับบุรุษในชุดสีดำสนิทรูปร่างสง่างาม องอาจห้าวหาญ ราวกับเป็นนักรบผู้เจนศึก ใบหน้านิ่งเฉยไม่แสดงความยินดียินร้ายใดๆ
ความขัดแย้งระหว่างภาพลักษณ์ที่รับรู้มากับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้หานเฉิงซีรู้สึกสับสนและระแวงแคลงใจอย่างยิ่ง การมาเยือนของอ๋องซูในครั้งนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนอย่างแน่นอน
แม้จะรู้สึกเคลือบแคลงใจและไม่ไว้วางใจต่อการมาเยือนของอ๋องซูและบุรุษแปลกหน้าแต่หานเฉิงซีก็แสดงออกอย่างมีมารยาทสมกับเป็นแม่ทัพผู้เจนสนามรบเขาไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีที่อ๋องซูหยิบยื่นมาโดยตรง
"ขอบคุณในความหวังดีของท่านอ๋องซูและท่าน... “ หานเฉิงซีเว้นจังหวะเล็กน้อยมองไปยังอ๋องหยวน ... ที่อุตส่าห์เดินทางมาถึงที่นี่"หานเฉิงซีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพแต่ยังคงแฝงไว้ด้วยความระมัดระวัง"ข้าขอเชิญทั้งสองท่านไปยังกระโจมหลักก่อน เพื่อพักผ่อนคลายความเหนื่อยล้าและดื่มชาอุ่นๆสักหน่อย"
เขาผายมือไปยังกระโจมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางค่าย"เมื่อข้าสะสางงานที่กำลังเร่งด่วนนี้เสร็จสิ้นแล้วจะตามไปสนทนากับทั้งสองท่านอย่างละเอียดอีกครั้ง"
หานเฉิงซีไม่ได้แสดงท่าทีขัดขืนหรือปฏิเสธข้อเสนอโดยตรง แต่ก็ไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นที่จะร่วมมือในทันทีเช่นกันเขาต้องการเวลาเพื่อประเมินสถานการณ์และพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงของการมาเยือนของอ๋องซูและบุรุษแปลกหน้าผู้นี้