พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 5 บทที่ 146 หมิงกั๋วกงซื่อจื่อตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

            “อัปลักษณ์เยี่ยงนี้ยังคิดจะแต่งให้พี่เยวี่ยเฉิงอีกหรือ ดูสิ... ทำมือข้าสกปรกแท้ๆ เลย” หลี่โย่วโม่ไม่สำนึกสักนิดว่ายามนี้ตนเองอยู่ในจวนของผู้อื่น ทั้งยังไม่รู้สึกว่าการตบตีธิดาของเจ้าบ้านจนวิ่งหนีไปเป็นพฤติกรรมที่หยาบคายอย่างยิ่ง เขาปัดมือทั้งสองราวกับไปเปื้อนฝุ่นดินมาเยี่ยงนั้น เสร็จแล้วก็เดินไปหาโหยวเยวี่ยเฉิง ทั้งยังทำสีหน้าเป็นห่วงอีกฝ่าย ความขุ่นเคืองใจหายไปนานแล้ว ยามนี้สีหน้ากลับผ่อนคลายไม่ทุกข์ร้อน เอ่ยถามด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย “พี่เยวี่ยเฉิง คงไม่ตำหนิข้าหรอกกระมัง”

            จากนั้นก็หันศีรษะกลับไปยิ้มอายๆ กับโม่เสวี่ยถง โดยไม่รอให้โหยวเยวี่ยเฉิงซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยความอึดอัดใจได้เอ่ยคำใด “ทำให้คุณหนูสามได้เห็นเรื่องชวนหัวแล้ว แต่ข้าทนนิสัยกลับกลอกของพี่สาวเจ้าไม่ไหว บ้านของพวกเรากำลังจะคุยเรื่องงานแต่งกันแท้ๆ แต่นางกลับเล่นหูเล่นตากับพี่เยวี่ยเฉิง ตัวข้ารู้สึกระงับอารมณ์ไม่อยู่จริงๆ” 

            สีหน้าของเขาพลันระบายความความขุ่นเคืองออกมาอีกครั้ง การแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาทำให้คนแทบไม่อยากเชื่อว่าผู้ที่ทำตัวเป็นอันธพาลเมื่อครู่คือตัวเขา หากมิใช่ว่าโม่เสวี่ยถงเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ยามนี้คงถูกท่าทางของเขาลวงหลอกให้เชื่อ ถึงขั้นเห็นอกเห็นใจเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำไปหาใช่ความผิด 

            แม้ว่าโม่เสวี่ยถงจะตกตะลึงเช่นไรก็จำต้องยอมรับ ว่าคนผู้นี้มีความสามารถในการชี้กวางเป็นม้าอย่างยิ่ง ทั้งหน้าหนาและไร้ยางอายเป็นที่สุด ดูจากท่าทางอึ้งงันจนพูดอะไรไม่ออกของโหยวเยวี่ยเฉิงตอนนี้ก็รู้ได้ แต่ว่าคนผู้นี้ดูยโสโอหังเกินไปหรือไม่

            แม้ดูแล้วจิตใจของตนเองจะคลายความโกรธแค้นไปได้มาก แต่ที่นี่คือบ้านสกุลโม่ ต่อหน้าผู้คนมากขนาดนี้เขายังกล้าตบคุณหนูใหญ่ของชาวบ้าน นางเชื่อว่าแม้แต่บิดาที่บัดนี้หมดความเชื่อมั่นในตัวโม่เสวี่ยหมิ่นไปแล้ว หากมาเห็นเข้าก็คงไม่ยืนมองเฉยๆ แน่ 

            ทางโม่เสวี่ยฉงที่ได้ระบายอารมณ์ไปแล้ว ยามนี้ก็เหลือบมองโหยวเยวี่ยเฉิงปราดหนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นสงบเสงี่ยมเดินเข้ามาย่อกายคารวะต่อหลี่โย่วโม่ก่อน แล้วจึงเอ่ยวาจา “คุณชายหลี่เกรงใจไปแล้ว วันนี้พี่หญิงใหญ่สุขภาพไม่ดี เลยอาจจะทำบางสิ่งเสียมารยาทไปบ้าง หวังว่าคุณชายหลี่จะให้อภัย”

            กล่าวจบก็หันมาอธิบายกับโหยวเยวี่ยเฉิงอย่างรู้สึกผิด “วันนี้ซื่อจื่อก็เลยต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย ปรกติพี่หญิงใหญ่ไม่ทำเรื่องที่เกินงามเช่นนี้ แม้ว่าจะมีมิตรภาพที่ดีกลับเหล่าคุณชายท่านอื่นๆ อีกไม่น้อย แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนั้น หวังว่าซื่อจื่อจะให้อภัยต่อพี่หญิงใหญ่ครานี้ด้วย” 

            โม่เสวี่ยถงทอดถอนใจอยู่เงียบๆ โม่เสวี่ยฉงพอสบโอกาสก็ไม่พลาดที่จะลากโม่เสวี่ยหมิ่นลงน้ำทันที ที่บอกว่ามีมิตรภาพอันดีต่อคุณชายอีกจำนวนไม่น้อยคืออะไรกัน หญิงสาวสกุลดีในเมืองหลวงต้องยึดธรรมเนียมประตูใหญ่ไม่ย่าง ประตูข้างไม่กรายมิใช่หรือ ไปร่วมงานเลี้ยงบ้างก็น้อยครั้งนัก แล้วจะไปรู้จักคุ้นเคยกับเหล่าคุณชายเหล่านั้นได้อย่างไร 

            แล้วที่กล่าวขออภัย โม่เสวี่ยหมิ่นมีสิ่งใดต้องขออภัยต่อโหยวเยวี่ยเฉิง เรื่องที่นางจะแต่งงานกับหลี่โย่วโม่ หรือว่าเรื่องที่นางกับหลี่โย่วโม่ต้องเข้ามาข้องเกี่ยวกัน คำพูดเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้คนยากจะทนฟังได้ทั้งสิ้น เห็นได้ชัดว่าฉวยโอกาสนี้ใส่ไคล้ให้โม่เสวี่ยหมิ่นต้องแปดเปื้อนต่อหน้าโหยวเยวี่ยเฉิง 

            แม้ว่าหัวคิ้วของโม่เสวี่ยฉงจะมุ่นขมวด แต่หางตากลับฉายแววยิ้มย่องอย่างอดไม่อยู่ แค่ดูก็รู้ได้ 

            ยิ่งเห็นสีหน้าของโหยวเยวี่ยเฉิงอึมครึมลงไปเรื่อยๆ โม่เสวี่ยถงก็ลอบถอนใจ โม่เสวี่ยฉงเอ๋ย... ไม่รู้จักดูสีหน้าคนบ้างเลย จะทุ่มหินลงบ่อทั้งทีก็ควรดูกาลเทศะด้วย! 

            หลี่โย่วโม่พูดจาไร้สาระไม่กี่ประโยค โหยวเยวี่ยเฉิงอดทนได้ด้วยเห็นแก่มิตรภาพที่คบหากันมานานปี แต่โม่เสวี่ยฉงเป็นใคร แค่บุตรอนุภรรยาเล็กๆ คนหนึ่ง กล้าตอกหน้าเขาด้วยวาจาแบบนั้น จึงสาดสีหน้าเย็นเฉียบ กล่าววาจาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว “คุณหนูสี่หมายความว่าอย่างไร พี่สาวเจ้าเกิดเรื่องแบบนั้น แล้วเกี่ยวข้องอันใดกับข้า หรือเจ้าคิดว่าข้ากับนางกระทำสิ่งใดไม่เหมาะสม คุณหนูสี่พูดแบบนี้มีเจตนาซ่อนเร้นอะไรกันแน่”  

            คำกล่าวของโม่เสวี่ยฉงเพียงประโยคเดียวฝังตรึงในจิตใจ ใช่...เขาโดนหางเลขจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนจริงๆ นั่นแหละ ที่ต้องมาเป็นเพื่อนหลี่โย่วโม่วันนี้ก็เพราะเรื่องนั้น หากคิดใคร่ครวญดู แท้จริงแล้วก็มิได้เกี่ยวกับตนเองสักนิด แต่เหตุใดกลับถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย โหยวเยวี่ยเฉิงโมโหจนหน้ามืด ไฟโทสะที่สุมอยู่เต็มอกจึงไปลงไปที่โม่เสวี่ยฉงแต่เพียงผู้เดียว คำถามของเขาเต็มไปด้วยการบังคับข่มขู่

            “คือ... ข้า...” โม่เสวี่ยฉงไม่คิดว่าโหยวเยวี่ยเฉิงผู้วางตัวสุภาพเรียบร้อยมาโดยตลอดจะมองตนเองด้วยสายตาคุกคามเช่นนี้ ในขณะที่ใบหน้าหล่อเหลาราวถูกฉาบด้วยน้ำแข็ง แต่ดวงตาคล้ายพ่นไฟออกมาได้ น้ำเสียงเย็นเยียบคมกริบปานดาบเหล็กที่สามารถตัดศิลาให้ขาดเป็นสองท่อน หัวใจพลันลนลานหวาดกลัว นางไหนเลยจะกล้าเผชิญหน้ากับโทสะของซื่อจื่อหมิงกั๋วกงผู้นี้

            โม่เสวี่ยฉงเพิ่งระลึกได้เดี๋ยวนี้ว่าขณะที่ตนเองกล่าวกระทบกระเทียบโม่เสวี่ยหมิ่น ได้ดึงซื่อจื่อหมิงกั๋วกงผู้สูงส่งเข้ามาพัวพันด้วย เมื่อเห็นอีกฝ่ายสีหน้าดำทะมึน เย็นเยียบยิ่งกว่าผลึกน้ำแข็ง ก็รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง ไหนเลยจะกล้าพล่ามสิ่งใดออกมาอีก เริ่มนึกเสียใจอยากจะตบปากตนเองยิ่งนัก

             “ข้าไม่สนว่าคุณหนูสี่คิดทำลายชื่อเสียงของพี่สาวตนเองให้แปดเปื้อนหรือไม่ เพราะนั่นเป็นเรื่องในบ้านสกุลโม่ แต่หากคิดจะดึงข้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยแล้วล่ะก็... ขออภัยเถอะ คุณหนูสี่คิดว่าตนเองเป็นใคร หรือเพราะไม่อยากแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วโหว จึงคิดฉวยโอกาสนี้มองหาเงาไม้ใหม่ที่สูงส่งกว่า”

            โหยวเยวี่ยเฉิงเชิดหน้า มองโม่เสวี่ยฉงที่กำลังลนลานตื่นตระหนกด้วยแววตาเหยียดหยัน วาจาร้ายกาจประหนึ่งเข็มแหลมทิ่มตำ แม้กระทั่งคนปากคอเราะรายอย่างหลี่โย่วโม่ยังมองตาค้าง 

            ซื่อจื่อหมิงกั๋วกงผู้เป็นสุภาพชนกล้าปรามาสสตรีอ่อนแอให้ได้รับความอับอายเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร ทั้งตำหนิว่านางมีจิตใจต่ำช้า ใจง่ายทะเยอทะยาน ถามหน่อยเถิดว่าหากคำพูดเหล่านี้แพร่งพรายออกไป สตรีที่ได้รับความอัปยศถึงเพียงนี้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหรือ มิหนำซ้ำยังเป็นวาจาที่ออกมาจากปากของผู้มีชื่อเสียงดีงามเช่นโหยวเยวี่ยเฉิงอีกด้วย 

            โม่เสวี่ยฉงใบหน้าถอดสีโดยพลัน สั่นเทิ้มไปทั้งตัว คิดจะแก้ตัวก็มิอาจทำได้ ยิ่งเห็นสายตาดุดันเผยแววชิงชังอย่างชัดเจนกวาดมองมา ก็รู้สึกทั้งอับอายและหวาดหวั่น ไม่มีหน้าจะพบผู้คนอีกต่อไป ริมฝีปากสั่นระริก พลันร้องไห้โฮเสียงดังลั่น ยกผ้าแพรขึ้นปิดหน้าแล้ววิ่งเตลิดออกไปเหมือนคนคลุ้มคลั่ง สาวใช้สองคนที่ตามอยู่ด้านหลังร้องเรียกคุณหนู...คุณหนู... รีบวิ่งตามไปทันที

            เอาล่ะสิ! คุณหนูทั้งสามแห่งสกุลโม่ คนหนึ่งก็ถูกหลี่โย่วโม่ตบจนวิ่งหนีไป อีกคนก็ถูกโหยวเยวี่ยเฉิงด่าเปิงจนร้องไห้หนีไป เมื่อหันกลับมาก็เห็นโหยวเยวี่ยเฉิงใช้สายตาเกรี้ยวกราดจ้องมาที่ตนเอง โม่เสวี่ยถงกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง พลันรู้สึกว่าตนเองต่างหากที่เป็นผู้บริสุทธิ์ โหยวเยวี่ยเฉิงกับโม่เสวี่ยหมิ่นคบคิดวางแผนร้ายใส่นาง อยากหาเหาใส่หัวกันเอง ถูกเฟิงเจวี๋ยหร่านย้อนรอยเล่นงานแบบนี้ก็สมควรแล้ว ไฉนจึงทำท่าเหมือนว่าเป็นความผิดของนางเล่า 

            บัดนี้ผู้เป็นเจ้านายของสถานที่แห่งนี้ก็คือนาง จะสะบัดแขนเสื้อหนีก็ใช่ที่ โม่เสวี่ยถงคิดใคร่ครวญแล้วก็ลอบถอนใจ รู้อย่างนี้เมื่อครู่เดินให้เร็ว หรือช้าหน่อยก็คงดี หากไม่ต้องมาเจอกับบุรุษสองคนนี้ก็คงไม่เกิดเรื่อง ครานี้เฟิงเจวี๋ยหร่านลงมือหนักไปหน่อย ทำให้ท่านพ่อทุกข์ใจไปด้วย เดิมทีนางก็รู้สึกไม่พอใจอยู่แล้ว โหยวเยวี่ยเฉิงแสดงท่าโมโหโกรธาปานนี้ หรือคิดเอาเรื่องที่ตัวเองเสียเปรียบต่อหลี่โย่วโม่ย้อนกลับมาลงที่นาง

            โหยวเยวี่ยเฉิงคิดโกรธเคืองนางหรือ เชอะ! นางก็ไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ของใครเหมือนกัน! 

            โม่เสวี่ยถงเงยหน้าขึ้น ยิ้มบางๆ ให้กับโหยวเยวี่ยเฉิงที่สาดสีหน้าเย็นเยียบมาอย่างไม่เกรงใจ ดวงตาดุจหยาดน้ำที่สว่างสุกใสพลันเข้มขึ้น ให้ความรู้สึกว่าสีดำที่มืดลึกลงไปกำลังเดือดพล่าน แม้มองไม่เห็นว่ามีความหมายใดแอบแฝง แต่โหยวเยวี่ยเฉิงก็รู้สึกได้ว่าเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าไม่มีความลนลานหวาดกลัวแม้แต่น้อย 

            โหยวเยวี่ยเฉิงย่อมรู้ว่าใบหน้านิ่งเย็นของตนเองมักทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว ยิ่งกำลังโกรธจัดแบบนี้ แม้แต่น้องสาวของตัวเองยังต้องหนีไปตั้งหลัก คิดไม่ถึงว่าหญิงสาวที่ดูเปราะบางคนหนึ่งจะมีความกล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนี้ แววตาพลันฉายแววล้ำลึก 

            หลี่โย่วโม่ซึ่งยืนมองอยู่ด้านข้างรีบซ่อนแววเยาะหยันบนใบหน้าลงอย่างรวดเร็ว

            “ได้ยินในเมืองหลวงเล่าลือกันว่าโหยวซื่อจื่อเป็นผู้มีมารยาทงดงาม จิตใจกว้างขวาง สุขุมเยือกเย็นปานแสงจันทร์ จึงหวังว่าซื่อจื่อจะให้อภัยต่อวาจาจาบจ้วงของน้องหญิงสี่ นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอเช่นเดียวกับข้าที่ไม่รู้ความเท่าใดนัก หากพลั้งเผลอกล่าวล่วงเกินต่อท่านไปก็ขอให้ซื่อจื่อโปรดอย่าได้ถือโทษโกรธเคือง วันนี้ท่านมาเป็นแขกของจวนโม่ แต่กลับต้องเจอเรื่องขุ่นเคืองใจเช่นนี้ล้วนเป็นความผิดของพวกเราทั้งสิ้น อีกประเดี๋ยวข้าจะเชิญท่านพ่อกล่าวคำขอโทษต่อซื่อจื่อแทนพวกเราพี่น้องอีกครั้ง” 

            คำกล่าวของโม่เสวี่ยถงเปี่ยมไปด้วยมารยาท แต่กลับชี้ให้เห็นว่าที่นี่คือจวนโม่ โหยวเยวี่ยเฉิงแม้ว่าจะเก่งกล้าปานใดก็เป็นแขก การด่าทอคุณหนูในห้องหอที่ไม่รู้ความของผู้อื่นจนร้องไห้หนีไป มิใช่วิสัยที่คุณชายผู้มีชื่อเสียงดีงามคนหนึ่งพึงกระทำ หากยังต้องให้เจ้าของบ้านซึ่งเป็นขุนนางขั้นสามต้องมากล่าวคำขอโทษอีก โหยวเยวี่ยเฉิงก็คงกลายเป็นคนเลอะเลือน ไร้เหตุผลเต็มทน 

            เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองมาเป็นแขกจวนโม่ โหยวเยวี่ยเฉิงก็นิ่งอึ้ง ได้สติคืนมาอย่างแจ่มชัด เพิ่งตระหนักได้ว่าเมื่อครู่ตนเองทำเกินไปจริงๆ แม้ว่าคำพูดของโม่เสวี่ยฉงจะไม่น่าฟังนัก ซ้ำยังมีเป้าหมายให้ร้ายพี่สาวของตนเองทางอ้อม แต่นั่นก็เป็นเรื่องส่วนตัวของสกุลโม่ คุณชายสกุลดีเช่นตนเองเพียงแค่ฟังเป็นเรื่องขำขันก็พอ จะหุนหันพลันแล่นด่าคนจนร้องไห้หนีไปได้อย่างไร 

            ชั่วขณะนั้นก็โมโหตนเองที่เมื่อครู่บุ่มบ่ามเกินไป

            โม่เสวี่ยถงกล่าวจบก็คุกเข่าลงคารวะอย่างงดงาม แสดงให้เห็นถึงความละอายใจ

            หลี่โย่วโม่คิดไม่ถึงว่าโหยวเยวี่ยเฉิงจะควบคุมตนเองไม่ได้ ยามนี้ก็รู้สึกได้ถึงความกระอักกระอ่วนใจของสหาย เขาโบกพัดในมืออย่างเงียบเชียบ ชำเลืองมองโม่เสวี่ยถงพลางนึกเลื่อมใสชื่นชมอยู่ในใจ เด็กสาวผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ยอดเยี่ยมที่สุด แล้วก็หันไปมองโหยวเยวี่ยเฉิงที่กำลังวางตัวลำบาก 

            “คุณหนูสามเกรงใจไปแล้ว เป็นข้าไม่ดีเอง เพราะที่บ้านเกิดเรื่องไม่ดีบางอย่างก็เลยขาดสติควบคุมอารมณ์ จึงต้องขออภัยต่อคุณหนู และขอฝากคำขอโทษไปถึงคุณหนูสี่ด้วย” โหยวเยวี่ยเฉิงกัดฟัน ยอมลดทิฐิลง ผลักรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง แล้วยื่นมือไปประคองโม่เสวี่ยถง ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ต้องยุติเรื่องราวลงให้ได้ เพราะหากแพร่งพรายออกไปอาจส่งผลต่อชื่อเสียงของตนเองอย่างใหญ่หลวง อย่าลืมว่าบุตรชายที่บิดาโปรดปรานที่สุดมิใช่ตนเอง 

            จากมุมที่โม่เสวี่ยถงยืนอยู่มองไปที่โหยวเยวี่ยเฉิง สีหน้าของเขาไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ล้วนดูแข็งกระด้าง ดีที่นางไม่คิดเอาเรื่องกับบุรุษตรงหน้ามากมาย วันนี้เขาเสียหน้ามามากพอแล้ว มิหนำซ้ำยังเสียการควบคุมอารมณ์ตนเองอีกด้วย นางรู้ดีว่าการเอาคืนต้องรู้จักขอบเขต เมื่อพอใจแล้วก็ควรยุติ ครั้นเห็นมือของเขายื่นเข้ามาประคองก็เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยแล้วยืนขึ้นด้วยตนเอง 

            “ซื่อจื่อมิต้องใส่ใจ วันนี้พวกเราพี่น้องเสียมารยาทแล้วจริงๆ ตอนนี้ข้าต้องขอตัวไปดูพี่สาวน้องสาวอีกสองคนก่อน” โม่เสวี่ยถงเงยหน้าขึ้น ในแววตางดงามคล้ายซ่อนยิ้มบางๆ แต่กลับแผ่รังสีความเย็นชาห่างเหินอย่างเห็นได้ชัด ถึงกระนั้นก็ไม่อาจโทษว่าเป็นความผิดผู้อื่นได้ พี่สาวน้องสาวของตนเองถูกคนรังแกให้ได้รับความอับอาย ใครเล่าจะไม่ถือสาและยังยิ้มออกได้อีก 

            โหยวเยวี่ยเฉิงไม่อาจเหนี่ยวรั้ง เพียงผงกศีรษะเล็กน้อย ยิ้มให้นางด้วยสีหน้าอ่อนลงหลายส่วน 

            หลี่โย่วโม่ลูบคางอย่างครุ่นคิด สายตามองตามโม่เสวี่ยถงที่เดินจากไป เบื้องลึกแววตาดูคลุมเครือยากจะคาดเดาได้ว่ารู้สึกอย่างไร 

            “พี่โย่วโม่คิดว่าเรื่องนี้...?” โหยวเยวี่ยเฉิงถอนหายใจยาว แล้วหันกลับมายิ้มเฝื่อนกับหลี่โย่วโม่ บัดนี้เขานึกเสียใจอย่างยิ่ง การมาพร้อมกับหลี่โย่วโม่ในวันนี้ถือเป็นความผิดพลาดอย่างแท้จริง อันดับแรกขณะที่อยู่ในห้องหนังสือหลี่โย่วโม่ยืนกรานจะแต่งโม่เสวี่ยหมิ่นให้ได้ ทำให้โม่ฮว่าเหวินโกรธจัดถึงขั้นยกชาส่งแขกทันที เขาซึ่งอยู่ด้านข้างยังไม่ทันเอ่ยวาจาถึงสองประโยคก็ถูกคนรังเกียจไปพร้อมกับหลี่โย่วโม่เสียแล้ว 

            เขาเป็นคุณชายที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง ไหนเลยจะเคยเสียหน้าเยี่ยงนี้ 

            เรื่องที่เกิดขึ้นต่อมาก็ยิ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อน โม่เสวี่ยหมิ่นปรากฏตัวมาต่อปากต่อคำกับหลี่โย่วโม่ คำพูดทีเล่นทีจริงของสหายผู้นี้ทำให้เขาไม่กล้าออกหน้า ไม่นานโม่เสวี่ยฉงก็ปรากฏตัว และเกือบจะโพล่งออกมาว่าเขากับโม่เสวี่ยหมิ่นมีสัมพันธ์ส่วนตัวกัน โม่เสวี่ยหมิ่นเป็นใคร นั่นเป็นสตรีที่หลี่โย่วโม่หมายมั่นจะแต่งเข้าบ้าน จะให้เขารู้ว่าตนเองกับโม่เสวี่ยหมิ่นเคยพบกันเป็นการส่วนตัวได้อย่างไร

            เมื่อนึกได้ว่านี่อาจทำให้หลี่โย่วโม่นึกแคลงใจ หรือบางทีเขาอาจคาดเดาได้แล้ว ความเป็นไปได้ข้อนี้ทำให้โทสะในอกพลุ่งพล่านจนระเบิดวาจาใส่โม่เสวี่ยฉงไปเต็มที่อย่างไม่เกรงใจ เขาต้องการแสดงให้หลี่โย่วโม่รู้ว่าตนเองกับโม่เสวี่ยหมิ่นไม่มีอะไรกันจริงๆ 

            เพราะใคร่ครวญถึงแต่หลี่โย่วโม่ จึงต่อว่าโม่เสวี่ยฉงรุนแรงเกินไปจนนางเสียหน้าร้องไห้วิ่งหนี 

            นี่... นี่มันเรื่องกัน? 

            โหยวเยวี่ยเฉิงได้แต่ยิ้มขื่น ยอมรับในความโชคร้าย

            การตกเป็นผู้เสียเปรียบแบบนี้... ช่างเป็นเรื่องประหลาดเหนือความคาดหมายจริงๆ! 

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367