ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 36 สร้างความประทับใจใหม่

    ตอนที่ 36 สร้างความประทับใจใหม่หวังซินแสดงฉากนี้ได้เป็นธรรมชาติมาก ทุกการเคลื่อนไหวล้วนเหมือนกับหลิวซิงที่ฉลาดหลักแหลมในบทละครคนนั้นเลย ในตอนนี้เขาก็คือหลิวซิงในชีวิตจริงแล้ว“เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ? เด็กคนนี้ทำไมภายในระยะเวลาแค่หนึ่งคืนก็แสดงได้ดีขึ้นมากมายขนาดนี้? ปัญหาของหลินชงก็ไม่ได้พูดกับเขาให้ชัดเจน แต่ต่อให้พูดชัดเจนแล้ว เขาก็ไม่เข้าใจ ทำไมวันนี้ถึงได้เปลี่ยนไปเยอะขนาดนี้กันนะ? ถ้าฝึกซ้อมส่วนตัวก็เป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกได้ดีขนาดนี้?” รองผู้กำกับเฉินถึงกับตะลึงซึ่งเขายังอยากที่จะตัดหวังซินออกไปให้ได้ นึกไม่ถึงว่าตอนนี้หวังซินจะทำได้แล้วไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร อย่างไรก็ตามหลังจากที่หวังซินเข้ามาอยู่ในทีมละครแล้ว ความประทับใจของเขาที่มีต่อหวังซินก็ไม่ดี หรืออาจเพราะว่าหวังซินใช้ความเกี่ยวข้องเข้ามาทางหลินชง หรืออาจจะเพราะว่าตัวหวังซินเองมีความสามารถที่โดดเด่น อายุแค่สิบแปดก็เขียนบทละครออกมาได้แล้ว นี่จึงทำให้ในใจของเขาเกิดความรู้สึกอิจฉา แต่ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกอะไรก็ตาม เขาก็ไม่ยอมที่จะเห็นหวังซินที่อายุน้อยขนาดนี้ผ่านการแสดงแต่ว่าตอนนี้ในฉากแรกเขาก็หาปัญหาของหวังซินไม่เจอ ถึงแม้ว่าจะหาจนเจอ ก็ถือว่าจะเป็นแค่การตั้งใจหาเรื่อง พอถึงตอนนั้นหลินชงก็จะต้องมีความคิดเห็นกับตัวเองแน่นอน ยังไงก็ตามในการถ่ายทำ ก็ไม่เห็นปัญหาใดใดในความเป็นจริงแล้วนี่คือผลลัพธ์ที่หวังซินหมั่นฝึกซ้อมซ้ำ ๆ ในห้วงแห่งความฝันของตัวเอง ประจวบกับในห้วงแห่งความฝันก็ยังสามารถถามหลินชงได้ถึงข้อผิดพลาดในการแสดงของตัวเองอีกด้วย การแก้ไขให้ถูกต้องเล็กน้อย แม้ว่าจะแสดงได้ดีไม่เท่ากับนักแสดงมืออาชีพขนาดนั้น แต่ว่าการถ่ายละครให้ผ่าน ก็กลับง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากเลย“เด็กหนุ่มหวังซินนี้ เธอทำให้ฉันคาดไม่ถึงได้จริง ๆ ซึ่งถ้าไม่เคยได้ฝึกซ้อมส่วนตัวแล้ว งั้นก็คงจะมีพรสวรรค์ในการแสดงจริง ๆ แล้วล่ะ” การแสดงที่หลินชงมองดูอยู่ โดยผ่านกล้องวิดีโอ สามารถมองเห็นการแสดงที่สมบูรณ์แบบของหวังซินได้อย่างชัดเจนก็แค่ระยะเวลาหนึ่งคืนเท่านั้น หลังจากที่ตัวเองเอาวิธีทั้งสามด้านในการแสดงบอกหวังซินไป หวังซินก็ได้ศึกษาทำความเข้าใจด้วยตัวเอง ทักษะในการเรียนรู้และการคิดวิเคราะห์ของเด็กหนุ่มคนนี้คงจะแข็งแกร่งมากสินะ ก็เพราะทักษะในการเรียนรู้และการคิดวิเคราะห์นี้ ถ้าทำการแสดงไปตลอดล่ะก็ หลังจากนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะกลายเป็นราชันย์แห่งการแสดงเมื่อรองผู้กำกับเฉินได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ของหลินชงที่มีต่อหวังซิน ในใจก็ยิ่งร้อนรุ่ม แต่ว่าตอนนี้ก็ยังหาไม่เจอว่าการแสดงของหวังซินมีตรงไหนที่ไม่ถูกต้องตอนที่หวังซินแสดงอยู่ ตัวเขาเองก็ทำทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มความกดดันในใจให้กับหวังซิน แต่ก็นึกไม่ถึงเลยว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะไม่ได้เอาความกดดันนั้นไปใส่ใจแม้แต่น้อย ในทางกลับกันก็ยังแสดงได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยหวังซินไม่รู้ว่าการแสดงในเวลานี้ของตัวเองทำให้รองผู้กำกับเฉินรู้สึกกลุ้มใจ ซึ่งก็ทำให้หลินชงได้เปลี่ยนมุมมองใหม่ต่อตัวเองอีกด้วยในระหว่างที่เขาอยู่ในห้วงแห่งความฝันของตัวเองก็ได้พบถึงสาเหตุของความล้มเหลว ที่เหมือนกับปัญหาที่หลินชงเคยเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ ตอนที่ตัวเองคิดว่าการเคลื่อนไหวในการแสดงล้วนเข้าที่แล้ว แต่ในเลนส์กล้อง ก็อาจจะยังเข้าไม่ถึงก็ได้ไม่ว่ายังไงเลนส์กล้องก็ออกจะใหญ่ขนาดนั้น ในหลายครั้งที่อารมณ์ความรู้สึกยังเกินจริงไม่พอ การเคลื่อนไหวยังใหญ่ไม่พอ ก็ทำให้ภาพที่ออกมาไม่สมจริงในเมื่อตอนนี้จะถ่ายอารมณ์ที่ยิ้มแย้ม ขอบเขตของการยิ้มแย้มนั้นจะต้องยิ้มกว้างขึ้นมาอีกหน่อย ไม่อย่างนั้นในเลนส์กล้อง ก็แทบจะไม่เห็นรอยยิ้มออกมาเลยหวังซินได้เข้าใจในจุดนี้จากในห้วงแห่งความฝันแล้ว ทั้งยังผ่านการฝึกซ้อมซ้ำไปซ้ำมาอีกด้วย ในที่สุดผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่ตัวเองคาดไว้อีกทั้งฉากนี้ที่ถ่ายทำทั้งหมดในตอนนี้ ก็เป็นแค่ฉากที่ตัวเองแสดงได้แย่ในเมื่อวานแค่นั้นเอง สำหรับหวังซินแล้ว จึงไม่มีส่วนไหนที่ควรค่าแก่การโอ้อวดวันนี้หยางเจียอิ่งไม่มีฉากใดใดจะต้องเข้าแสดง ดังนั้นจึงอยู่ข้าง ๆ คอยดูการแสดงของหวังซินมาตลอดเมื่อเทียบกับเมื่อวานแล้ว หยางเจียอิ่งก็ดูออกว่าการแสดงของหวังซินดีขึ้นเยอะมาก ที่เหมือนว่าตัวเขาเองได้เข้าไปรวมเป็นหนึ่งในละครแล้ว ซึ่งก็ทำให้เขาสามารถแสดงนิสัยในบทบาทของ ‘หลิวซิง’ นี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ“คัต เธอใจลอยแล้ว นี่ต้องถ่ายใหม่!” ตอนที่หวังซินกำลังแสดงอยู่ ในที่สุดรองผู้กำกับเฉินก็หาข้อผิดพลาดของหวังซินเจอแล้ว นั้นก็คือใจลอยการแสดงในฉากนี้คือฉากที่ ‘หลิวซิง’ ทุบแจกันดอกไม้แตก ในระหว่างนั้นหวังซินก็ใจลอยไปชั่วขณะ รองผู้กำกับเฉินจึงตะโกนออกมาว่าการแสดงไม่ดีเลยหลินชงได้ขมวดคิ้ว ซึ่งการแสดงในฉากนี้วางแจกันไว้ที่นี่ การใจลอยก็เป็นเรื่องปกติมาก แต่ถ้าจะบอกว่าการแสดงไม่ดีมาตรง ๆ แบบนี้ งั้นก็ค่อนข้างจะเกินไปหน่อยแล้ว ละครฉากนี้ ผู้ชมก็ยังพอจะดูต่อไปได้“หา?” หวังซินหยุดชะงัก แล้วหันหน้ากลับมามองรองผู้กำกับเฉิน ทำแจกันดอกไม้แตกแล้วใจลอย ไม่ใช่การแสดงปกติของฉากนี้เหรอทำไมถึงบอกตัวเองว่าแสดงไม่ดีกันล่ะ? มีความในใจอยากถามรองผู้กำกับเฉิน แต่พอเห็นสีหน้าของรองผู้กำกับเฉินแล้ว หวังซินก็เข้าใจได้ทันทีว่า ผู้กำกับคนนี้ไม่ชอบหน้าเขามาโดยตลอด ซึ่งตอนนี้ก็พบปัญหาการแสดงไม่ดีของตัวเองได้อย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพราะว่าต้องการบีบตัวเองออกจากทีมละครรึไงนะ“ผู้กำกับเฉิน เมื่อสักครู่สีหน้าที่เหม่อลอยในตอนที่กำลังทุบแจกันดอกไม้นั้น ก็เป็นการแสดงออกมาตามปกติ หลังจากถ่ายทำตรงนี้เสร็จก็สามารถเพิ่มบทพูดในใจคนเดียวได้” หลินชงพูดแทรกขึ้นมาทางด้านข้างเมื่อรองผู้กำกับเฉินได้ยินคำพูดของหลินชง สีหน้าของเขาทั้งหมดก็เปลี่ยนเป็นโมโห ซึ่งหลินชงได้พูดแบบนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าคนจำนวนมาก จึงทำให้คนอื่นรู้สึกเหมือนว่ากำลังสั่งสอนตัวเขาเองอยู่อย่างนั้นแหละ! ในเวลานี้รองผู้กำกับเฉินรู้สึกได้ว่าตัวเองเสียหน้า จึงยิ่งไม่ชอบหวังซินเพิ่มขึ้นอีก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะหวังซิน ถึงส่งผลให้ออกมาเป็นแบบนี้“ได้ พวกเรามาถ่ายอีกรอบ” รองผู้กำกับเฉินเก็บความโกรธที่อยู่ภายในใจเอาไว้ แล้วเริ่มถ่ายทำต่อไปในตอนนี้เองหยางเจียอิ่งก็ได้มองออกแล้วว่ารองผู้กำกับเฉินกำลังทำให้หวังซินลำบากใจอยู่ก่อนหน้าเมื่อวานนี้ หยางเจียอิ่งได้เข้าใจมาตลอดว่ารองผู้กำกับเฉินเป็นคนเข้มงวด ข้อเรียกร้องที่มีต่อหวังซินจึงค่อนข้างสูง แต่ดูเหมือนว่ารองผู้กำกับเฉินกำลังเพิ่มความลำบากใจให้กับหวังซินมากขึ้นกว่าเดิมอีกหวังซินก็ได้รับรู้ในจุดนี้ แต่หลังจากที่เริ่มถ่ายฉากแรกแล้ว พอไม่พบปัญหาใดใดขึ้นมาเลยจริง ๆ รองผู้กำกับเฉินก็พูดอะไรต่อไม่ได้อีกเขาเป็นรองผู้กำกับคนแรก แต่การแสดงฉากหนึ่งจะดีหรือไม่นั้น หลังจากที่ไม่มีปัญหาใดใดแล้ว เขาก็ไม่ได้ตำหนิหวังซินอีกจริง ๆ แล้วเมื่อเทียบการแสดงของหวังซินในวันนี้กับเมื่อวานแล้ว ในด้านของท่าทางก็ไม่มีจุดที่ต้องปรับเปลี่ยนสักเท่าไหร่ การแก้ไขเพียงอย่างเดียวก็คือ ท่าทางการเคลื่อนไหวต้องเปลี่ยนให้มากกว่านี้หน่อย เปลี่ยนให้เกินจริงมากยิ่งขึ้นเมื่อวาน หวังซินเข้าใจว่าการแสดงของตัวเองกำลังพอลงตัวแล้ว แต่ในสถานการณ์จริงแล้วกลับไม่ใช่แบบนี้ ในสิ่งที่เขาคิดว่าลงตัวแล้ว ในเลนส์กล้องกลับแสดงให้เห็นถึงการแสดงออกมาที่ไม่เต็มที่ นี่คือซิทคอมเรื่องหนึ่ง ส่วนที่สำคัญก็คือการเน้นการแสดงอารมณ์และภาษากายเป็นหลัก รวมทั้งดูท่าทางโดยรวมด้วยก่อนหน้านี้หลินชงไม่ได้นึกถึงในจุดนี้ ตอนนี้หลังจากที่ได้เห็นความสำเร็จในการแสดงของหวังซินแล้ว ก็เข้าใจถึงปัญหานี้ขึ้นมาทันที“เด็กคนนี้เองก็พยายามค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหาในนั้นออกมาจนได้ ซึ่งถือว่าไม่เลวเลย” มุมปากที่มีรอยยิ้มหนึ่งขึ้นมา หลินชงก็รู้สึกดีใจแทนหวังซินจากจุดนี้เอง เธอเข้าใจแล้วว่าหวังซินมีพรสวรรค์ในการแสดง คนแบบนี้ตัวเธอเองไม่สามารถปล่อยไปได้แน่นอนในระหว่างการแสดงถัดมา มีรายละเอียดหลายจุดมากที่หวังซินยังเข้าไม่ถึง แต่เมื่อมองจากภาพรวมแล้ว ท่าทางที่บันทึกผ่านกล้องวิดีโอ กลับสามารถเห็นได้ชัดเจนเลยว่าหวังซินแสดงได้ลงตัวมาก ดังนั้น หลินชงจึงให้หวังซินถ่ายแค่ครั้งเดียวก็ผ่านเลยทีมงานคนอื่นที่อยู่รอบ ๆ ล้วนคิดไม่ถึงเลยว่าในช่วงเวลาแค่หนึ่งคืนจะเปลี่ยนหวังซินไปได้มากขนาดนี้ ซึ่งภายในระยะเวลาอันสั้นนี้ ก็สามารถค้นพบเคล็ดลับของการแสดงได้รองผู้กำกับเฉินก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ก็เหมือนกับในตอนแรกที่หวังซินเข้าร่วมการทดสอบ ครั้งแรกไม่ผ่าน แต่วันต่อมาก็เหมือนกับว่าเปลี่ยนเป็นคนละคนกันเลย คนประเภทนี้ จะเป็นคนที่มีพรสวรรค์ทางการแสดงจริง ๆ งั้นเหรอ? “หรือว่าจะให้เด็กคนนี้อยู่ในทีมละครต่อไปงั้นเหรอ?” รองผู้กำกับเฉินเบะปาก เขามีน้องชายคนหนึ่งที่ตอนนี้ก็อยากจะเป็นนักแสดง ก็แค่ตัวเองในตอนนี้ยังไม่มีบทบาทให้เขาเป็นการชั่วคราว ในที่สุดก็มีละครเรื่อง《Home With Kids》ที่รอให้น้องชายมาถ่ายทำ ซึ่งนึกไม่ถึงเลยว่าหวังซินที่เป็นคนเขียนบทละครก็ยังจะรับบทนักแสดงนำในนั้นอีกด้วย จึงส่งผลให้น้องชายของตัวเองไม่สามารถเข้ามาในทีมละครได้แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ได้รับปากกับน้องชายไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ตอนนี้กลับยังไม่มีหนทางที่จะทำให้น้องชายมาเข้าร่วมทีมละครได้ นี่จึงทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมีรองผู้กำกับที่สง่าผ่าเผยคนหนึ่ง แม้แต่น้องชายของตัวเองก็ยังไม่มีทางที่จะทำให้เข้าร่วมทีมละครได้ ต่อหน้าญาติพี่น้องก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าขายหน้านี่จึงเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่เขาสร้างความลำบากใจให้หวังซิน ซึ่งแน่นอนว่าตั้งแต่ครั้งแรกในตอนที่เขาเจอหวังซิน จากสัญชาตญาณก็มีความรู้สึกไม่ดีต่อหวังซินที่เห็นแล้วไม่สบอารมณ์“หวังซิน เธอเก่งมาก การแสดงออกของวันนี้ดีกว่าเมื่อวานเยอะมากเลย พัฒนาได้เร็วมากเลยนะ!” เมื่อถ่ายทำเสร็จ หลินชงก็มาอยู่ข้าง ๆ หวังซินแล้วพูดชมเชยไปหนึ่งรอบ“เหอเหอ ผู้กำกับหลินชมเกินไปแล้วครับ” สีหน้าของหวังซินพอใจเป็นอย่างมาก เมื่อถ่ายทำฉากนี้เสร็จพอดี ก็พิสูจน์ได้ว่าตัวเองก็มีความสามารถนี้เข้าร่วมทีมละครได้หลินชงพยักหน้า พร้อมพูดว่า: “วันหลังถ้ามีเวลาว่างอีกล่ะก็ ฉันจะอธิบายเทคนิคการแสดงให้กับเธอสักหน่อย” เมื่อได้ยินคำพูดของหลินชง ในใจของหวังซินยิ่งดีใจ เทคนิคการแสดงนี่ยากที่จะเรียนรู้มาก เขารู้ว่าความสัมพันธ์ของตัวเองกับผู้กำกับคนอื่นในกองถ่ายก็ถือว่าธรรมดา หากต้องการคำแนะนำในเรื่องของการแสดงนั้น ก็จะไม่มีใครที่สามารถช่วยเหลือเขาได้เลยแม้แต่น้อย จะมีก็แค่หลินชง ที่ตั้งแต่เริ่มต้นการแสดงตัวเขาเองก็แสดงได้ไม่ดีซึ่งก็จะคอยให้ความช่วยเหลือตัวเอง ความช่วยเหลือที่เธอมีต่อตัวเองนั้น ทำให้เขาเองได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เยอะมากขึ้นซึ่งเวลาว่างในการถ่ายทำ การถ่ายทำฉากของหยางเจียอิ่งก็ค่อนข้างน้อย ในกองถ่ายก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรให้ทำ ก็ได้ดูบทการแสดงที่จะต้องแสดงในสัปดาห์หน้านิดหน่อย หลังจากที่จำไว้ในใจแล้ว ก็จะดูหวังซินถ่ายละครอยู่ข้าง ๆ ดูหวังซินที่น่ารักซุกซนในละคร หยางเจียอิ่งก็ทำปากจู๋เบา ๆ แล้วพูดกับตัวเองว่า: “นายคนนี้แสดงเป็นหลิวซิงก็แสดงออกมาได้สมบทบาทมาก ทำไมยังจะมีปัญหาอีกนะ” ตอนที่อยู่โรงเรียน ก่อนหน้านี้หวังซินนอกจากจะไม่กล้ารบกวนตัวเธอแล้ว จึงเรียกได้ว่าก่อความวุ่นวายในห้องเรียนไปทั่วทุกสารทิศ ซึ่งแตกต่างกับสถานการณ์ในตอนนี้อย่างสิ้นเชิงเลยบ่ายห้าโมง การแสดงของวันนี้ก็ถ่ายทำเสร็จเรียบร้อย หวังซินแทบจะถ่ายทำผ่านในครั้งเดียว ซึ่งแน่นอนว่าในนั้นก็ยังจะมีปัญหาอยู่ แต่ก็เป็นแค่ปัญหาเล็ก ๆ ที่สามารถมองข้ามได้ หลินชงจึงนัดเวลากับหวังซินในการให้คำชี้แนะเกี่ยวกับการแสดง หลังจากนั้นหวังซินและหยางเจียอิ่งจึงออกจากกองถ่ายไป“หวังซิน ตอนนี้ยังเช้าอยู่เลย นายไม่คิดเรื่องทบทวนบทเรียนสักหน่อยเหรอ?” ในขณะที่ทั้งสองคนเดินกลับบ้านไปด้วยกัน ในที่สุดหยางเจียอิ่งก็เอ่ยถึงเรื่องการเรียนขึ้นเมื่อได้ยินเกี่ยวกับเรื่องเรียน หวังซินก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที การเรียนสำหรับตัวเองในตอนนี้แล้ว ไม่ใช่ปัญหาแม้แต่น้อยเลยตัวเองในตอนนี้นอกจากจะค่อนข้างอ่อนในด้านหลักภาษาแล้ว ในด้านอื่นก็ยังถือว่าแข็งแกร่งอยู่มากอีกทั้งตัวเองก็เคยเรียนเนื้อหาพวกนี้มาตั้งนานแล้ว ก็แค่ไม่สามารถพูดเรื่องพวกนี้ออกมาได้ก็เท่านั้นเอง“เฮ้อ เรื่องเสริมบทเรียนหาเวลาว่างก็ได้แล้ว พรุ่งนี้ก็เป็นวันจันทร์อีก ยังต้องไปเข้าเรียนที่โรงเรียน วันนี้ถ่ายละครก็เหนื่อยมากแล้ว พวกเราควรพักผ่อนให้เต็มที่สักหน่อยนะ” เมื่อเห็นหวังซินที่หาข้ออ้างมาบอกปัดในเรื่องการเรียน หยางเจียอิ่งก็เบะปาก ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์จะเป็นแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป...

    คล้ายกับเรื่องราชันย์ภาพยนต์ ที่คุณอ่าน