“พวกเศษดินที่เคยปากดีหายไปไหนแล้วล่ะ นี้ข้าเพียงคนเดียวกับพวกแกนับสิบยังป้องกันข้าไม่ได้เลย ถ้าพวกข้างหลังข้าช่วยลงมือด้วย พวกแกไม่ตายไปั้แ่วินาทีแรกแล้วงั้นเหรอ? ฮ่าฮ่าฮ่า” ทหารนภาที่เหมือนจะเป็หัวหน้ากลุ่มพูดอย่างอวดดี บรรดาลูกน้องก็หัวเราะตอบรับคำพูดของหัวหน้าเป็อย่างดี
“มนตร์แห่งลม จงออกมา ะุวายุ” คราวนี้หัวหน้าทหารนภาเลือกที่จะเรียกลูกบอลอัดอากาศโดยยังไม่ปล่อยออกมาทันทีเหมือนอย่างทุกครั้ง ลูกอัดอากาศมันค่อย ๆ ขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างช้า ๆ มันถูกหล่อเลี้ยงไว้บนฝ่ามือของทหารนภาคนนั้น
“จะยอมก้มหัวให้หรือจะยอมตายอยู่ตรงนี้ดีล่ะ?” หัวหน้าทหารนภาพูดอย่างอวดดีขณะที่ลูกบอลอัดอากาศยิ่งขยายใหญ่ขึ้นจนถึงขนาดที่ดูเหมือนจะขยายใหญ่ไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
“จะให้ยอมก้มหัวให้กับสวะขี้ข้าศิขาอย่างพวกแก พวกข้าขอยอมตายเสียดีกว่า แค่ก แค่ก” ชายผู้ดูเหมือนผู้นำของทหารวสุธากองนี้กัดฟันพูดและกระอักเืออกมา เขารู้ตัวแล้วว่าถ้าเขาโดนลูกบอลอัดอากาศครั้งนี้เข้าไป เขาและเพื่อนทหารของเขาจะต้องทนรับแรงกระแทกอีกต่อไปไม่ไหวแล้ว แต่จะให้ยอมก้มหัวให้กับศัตรูพวกเขาก็ทำใจไม่ได้อีก จึงเลือกที่จะยอมตายดีกว่าเสียศักดิ์ศรี
“งั้นเหรอ? ก็อย่างว่าล่ะนะ จะให้ยอมก้มหัวให้กับขี้ข้า มันก็จะกลายเป็ขี้ข้าของขี้ข้า แบบนั้นมันก็สวะยิ่งกว่าเศษดินเสียอีก” ชายผู้เป็หัวหน้าของกองทหารนภาพูดจาเหยียดหยามอย่างต่อเนื่อง “ยอมตายไปเสียดีกว่าน่ะถูกแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงลูกเมียของพวกแกหรอกนะ เดี๋ยวพวกข้าจะช่วยดูแลให้เป็ทาสและนางบำเรอชั้นดีเอง ฮ่าฮ่าฮ่า” เหล่าทหารนภาต่างพากันหัวเราะชอบใจใหญ่หลังได้ยินหัวหน้าของพวกเขาพูด
“จงตายและโกรธที่พวกแกอ่อนแอเองซะ” หัวหน้ากองทหารนภาพูดออกมาอย่างเ็า ลูกบอลอัดอากาศเตรียมที่จะถูกขว้างออกมาจากมือของเขาแล้ว
“มนตร์แห่งดิน จงออกมา มหาะุปฐี!”
ทันใดนั้นปรากฏหินขนาดใหญ่โตบินเข้าหาทหารฝั่งนภา รวมถึงชายผู้เป็หัวหน้ากลุ่มที่กำลังจะขว้างบอลอัดอากาศอย่างไม่ทันตั้งตัว
แทนที่บอลอัดอากาศจะถูกขว้างออกไป เขากลับต้องวาดมือเพื่อนำพาบอลอัดอากาศมาขวางทิศทางะุหินั์ที่บินมาทางเขา
ถึงแม้โดยหลักการแล้วะุวายุที่เป็เวทมนตร์ขั้นหนึ่ง ควรจะแพ้ให้กับมหาะุปฐีที่เป็เวทมนตร์ขั้นสองที่สูงกว่าหนึ่งระดับ แต่ด้วยกฎพื้นฐานแล้ว ธาตุลมย่อมได้เปรียบเสมอเมื่อได้ต่อสู้กับธาตุดิน จึงเป็ผลให้ทำมนตร์มหาะุปฐีทำได้เพียงเสมอและทำให้ะุวายุสลายไปเท่านั้น
แต่เนื่องจากขนาดที่ใหญ่โตของก้อนหิน บวกกับพลังของะุวายุมีไม่มากพอที่จะสะท้อนมันกลับได้อย่างสมบูรณ์ จึงทำให้ทหารนภาก็ได้รับาเ็ไปบ้างเล็กน้อยจากเศษกระจายจากก้อนหินก้อนนั้น
ทหารฝ่ายวสุธาต่างโห่ร้องดีใจเมื่อเห็นผู้ที่เข้ามาช่วยพวกเขา “ผู้กองเกรียงเดชมาช่วยพวกเราแล้ว”
ผู้กองเกรียงเดชเดินเข้ามาประคองชายผู้ที่เป็เหมือนผู้นำของกองทหารวสุธากลุ่มนี้ เขาเอ่ยว่า “ขอบใจมาก จ่าพาราที่ทนมาได้ถึงขนาดนี้ เดี๋ยวฉันจัดการต่อเอง”
“ครับ ผู้กอง” จ่าพาราตอบรับ เขาถอยมาเพื่อไม่ให้เป็ตัวเกะกะผู้กองของเขา
“ดูเหมือนคราวนี้ไม่ใช่เศษดิน แต่เป็ก้อนกรวดออกมาสู้แทนเสียแล้ว” ชายผู้เป็หัวหน้าของทหารนภายิ้มเย้ยหยันขณะพูดต่อว่า “แต่ไม่ว่าจะดินหรือก้อนกรวด มันก็จะถูกข้าเป่าจนปลิว...”
“มนตร์แห่งดิน จงออกมา ปฐีพลิกผัน” โดยไม่สนที่หัวหน้าทหารนภาพูด ผู้กองเกรียงเดชร่ายคาถาออกมาเพื่อโจมตีอีกฝ่ายโดยไม่ให้ทันได้ตั้งตัว
ทันใดนั้นเกิดแรงสั่นะเืที่พื้นดิน เกิดรอยแตกบนพื้นดินเริ่มจากจุดเหล่าทหารนภายืนอยู่ มันขยายออกไปข้างหน้าเป็รูปสี่เหลี่ยมขนาดเท่ารถบรรทุก จู่ ๆ มันก็ถูกยกขึ้นและพลิกคว่ำพร้อมกับที่ผู้กองเกรียงเดชได้ทำท่าพลิกฝ่ามือของเขา เป้าหมายของผู้กองเกรียงเดชคือการพลิกทับใส่ฝ่ายตรงข้ามทั้งกลุ่มก่อนที่ศัตรูจะทันตั้งตัวใช้เวทมนตร์ได้ทัน
ผู้กองเกรียงเดชเลือกที่จะโจมตีใส่ก่อน เขารู้ดีว่าถ้าปล่อยให้อีกฝ่ายโจมตีใส่ได้ก่อน เขาจะเป็ฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงเลือกรุกเข้าใส่มากกว่ารอให้เวทมนตร์ของศัตรูเข้ามาแล้วค่อยป้องกันอย่างจ่าพาราทำ
ตูม!
เศษดินปลิวกระจาย ดูแล้วแทบไม่ต่างกับเมื่อครั้งที่แล้ว แต่คราวนี้ผลของปฐีพลิกผันแทบจะทำอันตรายต่อฝ่ายตรงข้ามไม่ได้เลย ในคราวนี้เศษหินเศษดินปลิวกระเด็นขึ้นท้องฟ้า หรืออย่างน้อยมันก็ปลิวกระเด็นไปในทิศทางที่ไม่มีใครอยู่
“ถือว่าใช้ได้ที่บีบให้ข้าต้องใช้วายุกัมปนาท มนตร์ขั้นสาม สมแล้วที่เป็ผู้บังคับบัญชาประจำป้อมเศษดินนี้ แต่ช่างน่าเสียดายที่แกเป็สายตรวจจับ ถ้าหากแกเป็สายมหาเวทก็คงจะพอทำให้เสื้อพวกเขายับได้บ้างแล้วเชียว” ชายผู้เป็ผู้นำทหารนภากล่าวชื่นชมก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่เล่นกันมาพอแล้ว เรามันจบเื่กันเลยดีกว่า”
แล้วชายผู้นำทหารนภาก็ยกมือขึ้นทำท่าทางแปลก ๆ ขณะแสงรัศมีสีเขียวอ่อนโหมกระพือ เขาเอ่ยออกมาว่า “มนตร์แห่งลม จงออกมา พระพายสลาตัน”
ทันใดนั้นปรากฏวงเวทขนาดใหญ่ขึ้นกลางอากาศ ใต้วงเวทอากาศโดยรอบถูกดูดเข้ามารวมกันตรงใจกลางวงเวทนั้น มันก่อเกิดเป็ลมหมุนวนขนาดย่อม ยิ่งลมหมุนรอบตัวเองมากขึ้นอากาศรอบ ๆ ก็ยิ่งถูกดูดเข้าไปมากขึ้น สิ่งของที่รอบข้างหากไม่หนักพอหรือถูกยึดติดกับพื้นก็จะถูกแรงดูดของลมหมุนวนลูกนั้นดูดเข้าไป จนตอนนี้มันกลายเป็พายุที่มีขนาดใหญ่แทนที่ลมหมุนวนธรรมดาแล้ว
บรรดาทหารของฝ่ายวสุธาเริ่มยืนไม่ติดพื้นแล้วต่อให้พวกเขาพยายามใช้เวทมนตร์ต่าง ๆ นานา เพื่อเพิ่มถ่วงน้ำหนักตัวเอง แม้ว่าผู้กองเกรียงเดชจะยังสามารถยืนหยัดไม่ถูกลมดูดเข้าไปได้ แต่เขาไม่มีความสามารถมากพอที่จะขยับหนีไปจากที่เขายืนอยู่ได้แม้เพียงคืบเดียว หากเขาเริ่มยกเท้าขึ้นเพียงนิดเดียว เขาอาจจะถูกดูดเข้าไปรวมอยู่ในพายุลูกนั้นทันที
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่พายุลูกนั้นเริ่มเคลื่อนตัวมาหาเขาแล้ว ในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า ไม่ว่าอย่างไรเขาจะต้องถูกพายุลูกนี้ชนเข้าอย่างแน่นอน
“โธ่เอ๊ย! ทำไมไอ้พวกธารายังไม่มากันอีก” จ่าพาราะโแข่งกับเสียงจากพายุเมื่อเห็นสถานการณ์ของผู้กองของเขากำลังวิกฤต
“พวกแกมันก็แค่ถูกพวกน้ำเสียหลอกใช้ให้ตายแทนเท่านั้น พวกแกไม่รู้กันหรือยังไง? ฮ่าฮ่าฮ่า” ชายผู้ควบคุมพายุพูดอย่างหัวเราะชอบใจ