ท่านอ๋องจอมเย็นชากับพระชายาตัวแสบ

    บทที่ 36 อ๋องรุ่ยมาเยือน

    บทที่ 36 อ๋องรุ่ยมาเยือน


    ถึงแม้หลานเฉิงจะรู้ว่านางเป็นหญิงเช่นไร แต่เขาก็ยังเลือกที่จะเก็บนางไว้ข้างกาย เลือกที่จะใช้เกราะกำบังของสำนักหลานซีปกป้องนางไว้ทุกวิถีทาง


    เขาหันไปมองร้านองุ่นสีเขียวขจีด้านนอก เถาองุ่นราวกับกำลังพันรอบหัวใจของเขาและยิ่งพันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะหายใจไม่ออก ครู่หนึ่ง หลานเฉิงก็หัวเราะออกมา และพูดว่า “ตกลง”


    ทั้งสองกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ ก่อนหน้านี้เมื่อมีภาพวาดดี ๆ ทั้งคู่ก็จะมีเรื่องคุยไม่รู้จบ แต่ครั้งนี้กลับเงียบไปพร้อมกันอย่างรู้ใจ


    ลู่จือฉิงมิอาจรู้ได้ว่าเหตุใดจึงเกิดความเงียบ เพียงแต่รู้สึกว่ามีบางสิ่งกดดันนาง ทำให้นางต้องกลืนคำพูดลงคอไปไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ


    แต่หลานเฉิงรู้ดีว่าความเงียบนี้เกิดจากอะไร เขาทนความเงียบนี้ต่อไปไม่ไหวจึงรีบเก็บภาพวาดอย่างลวก ๆ ไม่ได้ทะนุถนอมเหมือนเมื่อครู่ ราวกับจะรีบหนีออกจากประตูจวนแห่งนี้


    เมื่อเซี่ยมู่ตื่นขึ้นมาก็เห็นเพียงชายเสื้อที่พลิ้วไหวอยู่ตรงประตู เด็กชายตัวน้อยก็จำได้ทันทีว่านั่นคือพี่หลานเฉิง จึงหันไปถามลู่จือฉิงทันทีว่า “พี่หลานเฉิงเป็นอะไรไปหรือ?”


    ลู่จือฉิงชินกับการที่เขาเรียกทุกคนว่าพี่ชายอยู่แล้ว จึงตอบตรง ๆ ว่า “ข้ากับพี่หลานกำลังจะหาเงินก้อนโตกัน เขาเลยตื่นเต้นมาก”


    “จริงหรือ?” เซี่ยมู่ขยี้ตาที่ยังพร่ามัวด้วยความสงสัย เมื่อครู่นี้ดูไม่เหมือนคนตื่นเต้นเลยสักนิด


    จวนอ๋องรุ่ย


    หลังจากกลับจากเข้าเฝ้าชิวหลินรุ่ยก็รีบเปลี่ยนชุด เมื่อเร็ว ๆ นี้เขาได้ยินเรื่องที่ชิวหลินเหม่าส่งทหารออกตามล่านักโทษหลบหนีของจวนอ๋องรุ่ยไปทั่วเมืองหลวง


    ชิวหลินเหม่าช่างมีน้ำใจ ถึงกับช่วยท่านอ๋องรุ่ยตามจับนักโทษหลบหนี ไม่มีใครไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทกับอ๋องรุ่ยไม่ลงรอยกัน เรื่องนี้คงสนุกพิลึก


    ชิวหลินรุ่ยรู้แก่ใจดีว่าชิวหลินเหม่าต้องการใช้ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่จัดการตน แต่ชิวหลินรุ่ยก็ไม่คิดจะขวางเขา


    อันที่จริงเขาก็ต้องการใช้กำลังขององค์รัชทายาทตามหาลู่จือฉิงเช่นกัน พอเรื่องราวของลู่จือฉิงแดงขึ้นมา ชิวหลินเหม่าคิดว่าเขาจะอยู่เฉย ๆ อย่างนั้นหรือ?


    ที่ชิวหลินเหม่าทำอะไรตามใจชอบได้เช่นทุกวันนี้ เป็นเพราะชิวหลินรุ่ยจงใจใช้ประโยชน์จากเขา ถ้าจะสู้กันจริง ๆ ชิวหลินเหม่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชิวหลินรุ่ยเลย


    ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว ชิวหลินรุ่ยกับชิวหลินเหม่าต่างก็ส่งคนออกตามหา แม้แต่ฝ่าบาทก็ยังไม่ได้รับข่าวคราวใด ๆ เลย


    องค์รัชทายาทและท่านอ๋องรุ่ยประกาศไว้ว่าห้ามผู้ใดทูลเรื่องนี้ให้ฝ่าบาททรงทราบเด็ดขาด ตอนนี้จึงทำได้เพียงมององค์ชายทั้งสองชิงดีชิงเด่นกันต่อไป และไม่มีผู้ใดรู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด


    ชิวหลินรุ่ยรอต่อไปไม่ไหวแล้ว การรอคอยในตอนนี้ทำให้ความอดทนของเขาหมดสิ้นลง เดิมทีเขามีความอดทนมากพอที่จะรอคอย แม้จะนานเพียงใดก็ตาม


    แต่ครั้งนี้ เมื่อได้พบกับลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่จอมแก่น ชิวหลินรุ่ยกลับรู้สึกว่าความอดทนของเขาได้มลายหายไปในพริบตา เพียงครึ่งเดือนเขาก็รอต่อไปแทบไม่ไหวแล้ว


    ครั้งนี้ เขาตั้งใจจะออกไปเอง


    “ข้าจะไปดูที่ตรอกเชียนชิวเอง”


    ทหารองครักษ์ได้ยินว่าท่านอ๋องรุ่ยจะไปด้วยตัวเอง ก็ต่างพากันมาเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่หน้าประตู ชิวหลินรุ่ยในชุดคลุมสีฟ้าครามยิ่งขับให้รูปร่างสง่างาม แต่กลับมีสีหน้าเฉยชา ดวงตาดุดัน ก้าวขึ้นหลังอาชาตัวสูง นำเหล่าทหารองครักษ์ มุ่งหน้าไปยังตรอกเชียนชิว


    บนถนนใหญ่ มีเพียงฝุ่นผงที่ม้ากว่ายี่สิบตัวพัดพามาด้วย ผู้คนต่างหลบหลีกกันจ้าละหวั่น แม้คนกลุ่มนั้นจะรีบร้อนแต่ก็ไม่หยาบคาย พบเห็นร้านรวงก็จะเลี่ยงไป ดังนั้นนอกจากฝุ่นที่ตลบอบอวลไปทั่วแล้ว ก็ไม่มีความเสียหายใด ๆ


    ยังมีผู้คนตาไวมองเห็นชายหนุ่มรูปงามผู้นำขบวน ไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นท่านอ๋องรุ่ย พระโอรสลำดับที่สามเมื่อครั้งนั้น ดูเหมือนว่ามุ่งหน้าไปทางตะวันตกของเมือง ท่านอ๋องรุ่ยจะไปทางตะวันตกเพื่ออันใดกัน?


    ไม่นานนักม้าของชิวหลินรุ่ยก็มาถึงตรอกเชียนชิว ที่แห่งนี้ก็คือสถานที่สุดท้ายที่ลู่จือฉิงปรากฏตัว


    ชิวหลินรุ่ยลงจากหลังม้า เหล่าทหารองครักษ์ต่างก็กระตือรือร้นเป็นพิเศษ เมื่อลงจากหลังม้ากันมาแล้ว ต่างก็มองไปรอบ ๆ


    แต่ชิวหลินรุ่ยเดินตรงไปข้างหน้า เหล่าทหารองครักษ์ไม่เข้าใจแต่ก็เดินตามไปชิวหลินรุ่ยเข้าไป เมื่อเดินตามทางเดินในตรอกเชียนชิวไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็มาถึงสุดทาง


    เหล่าทหารองครักษ์ต่างมองไปรอบ ๆ ที่นี่ไม่มีอะไรพิเศษ อีกทั้งยังมีผู้คนอาศัยอยู่อย่างบางตา ดูเหมือนจะเป็นสถานที่รกร้าง ท่านอ๋องรุ่ยมาที่นี่ทำไมกัน?


    ชิวหลินรุ่ยมองป้ายที่อยู่ตรงหน้า ‘ร้านรับจำนำอันดับหนึ่งในใต้หล้า’


    ใช่แล้ว นี่คือโรงรับจำนำที่ลู่จือฉิงไปเป็นครั้งสุดท้าย ชิวหลินรุ่ยตามมาถึงที่นี่ ดวงตาของเขาเผยให้เห็นความมืดมิดที่คาดเดาไม่ได้อีกครั้ง เหมือนท้องฟ้าก่อนเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง


    เถ้าแก่ที่ดูแลร้านกำลังนั่งไขว่ห้างมองแหวนหยกในมืออยู่หลังม่านกั้น ทันใดนั้นเงาดำทะมึนก็บดบังร่างของเขา


    เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเป็นกลุ่มคนนับสิบที่นำโดยชายหนุ่มผู้สง่างามคนหนึ่ง เขาดูคุ้นตาอยู่บ้าง เถ้าแก่รู้ดีว่าตนเองไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับบุคคลเช่นนี้ได้ จึงรีบเดินออกมาต้อนรับ


    เถ้าแก่ร้านจำนำโค้งคำนับให้ชิวหลินรุ่ย “มิทราบว่าคุณชายท่านนี้…”


    “บังอาจ! กล้าพูดจาไร้มารยาทกับท่านอ๋องรุ่ยเช่นนี้หรือ?!” ทหารองครักษ์ข้างกายชิวหลินรุ่ยตะคอกเสียงดัง


    เถ้าแก่เฒ่าตกใจจนหน้าซีดเผือด โรงรับจำนำเล็ก ๆ แห่งนี้ ไปทำให้ท่านผู้นี้ไม่พอใจตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงกับนำคนมามากมายเช่นนี้


    ชิวหลินรุ่ยมีสีหน้าเฉยชาดวงตาดุดัน ผู้ใดที่ไม่รู้จักหากพบเห็นเข้าคงต้องตกใจกลัวและคิดว่าตนเองทำผิดร้ายแรงอะไรเข้า


    ไม่เพียงแต่สีหน้าเท่านั้นน้ำเสียงก็เย็นชาเช่นกัน “ใช่ท่านลุงจางหรือไม่?”


    ในที่สุดชิวหลินรุ่ยก็ถามออกมา แต่คำถามนี้กลับแฝงไปด้วยอันตราย ทำให้เถ้าแก่ตกใจจนคุกเข่าลง “ข้าน้อยรับการคำนับจากท่านอ๋องรุ่ยเช่นนี้ไม่ไหว ข้าน้อยไม่คู่ควร”


    แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าชิวหลินรุ่ยรู้จักชื่อของเถ้าแก่เฒ่าโรงรับจำนำเล็ก ๆ ในตรอกแห่งนี้ได้อย่างไร แม้แต่เถ้าแก่เองก็ไม่รู้ ได้ยินเพียงชิวหลินรุ่ยพูดว่า “เคยได้ยินหลานเฉิงพูดถึงท่าน”


    ประโยคนี้ราวฟ้าผ่าลงกลางศีรษะของเถ้าแก่เฒ่า ความเย็นยะเยือกไหลจากศีรษะลงไปถึงปลายเท้า


    เถ้าแก่เฒ่าผู้นี้ผ่านโลกมามากแต่มิใช่คนโง่งม ย่อมจำได้ว่าหญิงสาวที่มาในวันนั้นคือผู้ใด และย่อมทราบถึงความเคลื่อนไหวในเมืองหลวงเป็นอย่างดี


    เพียงแต่เขาคิดว่าจะไว้ชีวิตแม่ม่ายลูกกำพร้า ไม่คิดเลยว่าวันนี้ท่านอ๋องรุ่ยจะมาหาถึงที่ ตัวเขาจะเป็นอะไรก็ไม่สำคัญ ขอแค่อย่าให้เกี่ยวข้องกับเจ้าสำนักหลานก็พอ


    แต่จากคำพูดของชิวหลินรุ่ย หลานเฉิงเคยพูดถึงเขานั่นหมายความว่า ชิวหลินรุ่ยและหลานเฉิงรู้จักกันมานานแล้ว? สิ่งนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ยิ่งไม่เข้าใจหนักไปอีก


    สำนักหุบเขาหลานซีกับจวนท่านอ๋องรุ่ย จะมีความเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินท่านอ๋องรุ่ยเอ่ยถึงมาก่อน เถ้าแก่เหงื่อกาฬแตกพลั่กไม่รู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใด ท่ามกลางความเงียบงันของท่านอ๋องรุ่ย น้อยคนนักที่จะสามารถรักษาสีหน้าปกติเอาไว้ได้


    ชิวหลินรุ่ยไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเดินออกไปจากโรงรับจำนำทันที ปล่อยให้เถ้าแก่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น พร้อมกับข้ารับใช้ที่พากันงุนงง


    ชิวหลินรุ่ยเผชิญแสงตะวัน ขึ้นควบม้าสูงใหญ่ที่อยู่หน้าประตู ข้ารับใช้ต่างก็ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ได้แต่ติดตามท่านอ๋องรุ่ยแล้วควบม้าออกไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว


    ครั้งนี้ไม่ได้ไกลนัก ยังคงอยู่ในเขตเมืองตะวันตก พวกเขาหยุดลงหน้าจวนแห่งหนึ่ง บนประตูมีป้ายตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนว่า ‘จวนหลาน’


    จวนแห่งนี้ดูไม่เหมือนบ้านของผู้มีอันจะกิน ประตูหน้าไม่มีแม้แต่สิงโตหินแกะสลัก มีเพียงกำแพงสีขาวกระเบื้องสีดำเรียบง่าย คำว่า ‘จวนหลาน’ ก็ไม่ได้ปิดทองดูแล้วก็เป็นเพียงเรือนทั่วไป


    ผู้ติดตามไม่ทราบว่าเหตุใดท่านอ๋องรุ่ยถึงมาที่นี่ แต่ทันใดนั้นประตูจวนก็เปิดออกและมีคนคนหนึ่งเดินออกมา


    บุรุษผู้นั้นดูสง่างาม มีสง่าราศีดุจหยกงามกำลังเดินมาจากที่ไกล แม้จะยังมาไม่ถึง แต่ก็ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงรอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนสายลมในฤดูใบไม้ผลิ บริสุทธิ์แต่ไม่ไร้เดียงสา ทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจโดยไม่รู้ตัว


    บุรุษผู้นั้นคือหลานเฉิงสหายคนสนิทของท่านอ๋องรุ่ย การที่ชิวหลินรุ่ยสามารถต่อสู้กับองค์รัชทายาทได้ด้วยตัวคนเดียว แน่นอนว่าต้องได้รับความช่วยเหลือจากสำนักหลานซีมาหลายปี


    ส่วนชิวหลินรุ่ยก็มีบุญคุณต่อหลานเฉิงเช่นกัน เมื่อหลายปีก่อนชิวหลินรุ่ยเกือบจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ช่วยชีวิตหลานเฉิงไว้ บุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้ครั้งนั้นหลานเฉิงไม่มีวันลืม ดังนั้นเมื่อท่านอ๋องรุ่ยปรากฏตัวที่หน้าประตูจวนแม้แต่เสื้อคลุมยังไม่ทันได้เปลี่ยน ก็รีบร้อนออกมาต้อนรับ


    ทว่าเขากลับเห็นสีหน้าของชิวหลินรุ่ยเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง เขารู้จักกับท่านอ๋องรุ่ยมายาวนาน ย่อมรู้จักนิสัยของสหายเป็นอย่างดี ถึงแม้ปกติจะชอบทำตัวเย็นชาราวกับภูเขาน้ำแข็งเคลื่อนที่ แต่เหนือภูเขาน้ำแข็งกลับไม่มีเมฆดำ


    แต่วันนี้ เหนือภูเขาน้ำแข็งไม่เพียงแต่มีเมฆดำเท่านั้น หากมองดูดี ๆ ราวกับจะเห็นสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ภายในด้วย


    รอยยิ้มบนใบหน้าของหลานเฉิงแข็งค้างไปชั่วขณะ แต่ก็เพียงชั่วพริบตา รวดเร็วจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น เขายิ้มให้ชิวหลินรุ่ยอีกครั้ง ในใจแม้จะยินดีอย่างแท้จริงแต่ก็แฝงไว้ด้วยการเสแสร้งอยู่หลายส่วน “ท่านอ๋องรุ่ยอุตส่าห์มาถึงที่อันต่ำต้อยเช่นนี้ข้าน้อยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง โปรดรับการคารวะจากข้าน้อยด้วย”


    พอกล่าวจบหลานเฉิงก็ค้อมตัวลงคำนับ ชิวหลินรุ่ยก็รีบประคองเอาไว้ “เจ้าพูดอะไรเช่นนี้?”


    หลานเฉิงถูกเขาจับมือไว้ก็รู้สึกได้ถึงความแข็งเกร็งในฝ่ามือของเขา แต่ยังคงแสดงสีหน้าปกติ แน่นอนว่าเขาย่อมรู้ว่าวันนี้ชิวหลินรุ่ยมาถึงนี่ด้วยเหตุใด


    เขารู้ดีว่าวันหนึ่งท่านอ๋องรุ่ยต้องมาที่นี่แน่ ผู้อื่นอาจไม่รู้ องค์รัชทายาทอาจไม่ทราบ แต่มีเพียงชิวหลินรุ่ยเท่านั้นที่รู้ดีว่าใต้หล้านี้นอกจากสำนักหลานซีแล้ว ไม่มีใครที่มีความสามารถทำให้คนหายตัวไปจากโลกนี้อย่างเงียบ ๆ


    วันที่เขาตัดสินใจปกป้องลู่จือฉิงเขาก็รู้แล้วว่าต้องมีวันนี้ แม้กระทั่งเฝ้ารอวันนี้มาโดยตลอดและในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ตอนนี้ชิวหลินรุ่ยก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ทั้งยังถูกชิวหลินรุ่ยประคองมือไว้อีก ทั้งสองสบตากัน


    แววตาของชิวหลินรุ่ยสงบนิ่ง หลานเฉิงก็ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ทั้งสองปิดบังความรู้สึกของตนเองอย่างมิดชิด แต่สายลมพัดมาจากที่ไหนสักแห่ง ทำให้หัวใจของทั้งคู่สั่นไหว


    ชิวหลินรุ่ยทอดสายตามองหลานเฉิง อีกฝ่ายจึงรีบหลีกทางและทำท่าเชื้อเชิญเข้าไปข้างในด้วยรอยยิ้มที่บริสุทธิ์แต่ไม่ไร้เดียงสา “เชิญท่านอ๋องเข้าไปข้างในเถิดขอรับ”


    จากนั้นหลานเฉิงก็ถอยหลังไปเล็กน้อย เดินตามหลังชิวหลินรุ่ยไปหนึ่งก้าว ไม่มากไม่น้อย ทั้งสองเป็นคนที่เข้าใจจิตใจผู้อื่น ครั้งนี้ด้วยการเดิมพันด้วยมิตรภาพ ไม่รู้ว่าใครจะชนะใครจะแพ้

    คล้ายกับเรื่องท่านอ๋องจอมเย็นชากับพระชายาตัวแสบ ที่คุณอ่าน