ถุงมือฟ้าประทาน

ตอนที่221 ข้าวสีทองโตไวเกินไปแล้ว

ไม่นานทอยได้กลับมาพร้อมกับหนังสือ 4 เล่ม

หุ่นแบนเนอร์ค่อนข้างกระตือรือร้นในการหาซื้อหนังสือ เนื่องจากว่าเขามีชิปเซ็ตนิทานจากศตวรรษที่ 41 ดังนั้นจึงไม่แปลกหากชื่นชอบการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ

“เจ้านาย ถ้าหากอ่านเล่ม 2 เสร็จแล้ว ผมขออ่านต่อนะครับ” ทอยยื่นหนังสือให้เจมส์ แล้วยืนรอคำตอบพร้อมกับยิ้มหน้าบาน

“ได้สิ แต่ก่อนหน้านั้นช่วยเอาว่าวนี่ไปติดทีนะ” ชายหนุ่มเจ้าของถุงมือดำชี้ไปยังของวิเศษที่เพิ่งถูกดึงออกมา เมื่อทอยเห็นว่าวดวงตาก็เป็นประกาย

“นี่มันว่าวไล่แมลงนี่นา เป็นหนึ่งในของสำคัญในเนื้อเรื่องหลัก เจ้านายจะให้ติดไว้ตรงไหนเหรอครับ”

“ตรงไหนก็ได้”

“เข้าใจแล้วครับ”

เจมส์เหลือบมองหุ้นแบนเนอร์ที่กำลังเล่นครู่หนึ่งแล้วหันมาแกะซิลหนังสือ ปกเล่มนี้เป็นโทนสีเขียวนุ่มลึก ให้ความรู้สึกบ้านสวนได้เป็นอย่างดี

ระหว่างที่เจมส์กำลังอ่านหนังสือ ทอยได้นำไม้ไผ่ที่ถูกตัดยาวประมาณ 3 เมตร ขุดดินแล้ววางไม้ในแนวตั้ง จากนั้นก็กลบดินโดยส่วนของปลายด้านบนไม้ไผ่ผูกเชือกติดกับสายว่าว เมื่อลมมาว่าวก็แล่นฉิว เหมือนกับงูตัวยาวที่กำลังเลื้อยบนท้องฟ้า

“ดีๆ” ทอยพยักหน้าชื่นชมกับผลงานของตัวเอง ไม่เข้าไปกวนเจ้านาย เพียงยืนมองว่าวอยู่ตรงนั้นเงียบๆ

.......

ในขณะเดียวกัน เมืองพัทยา

ปลายฝนกำลังทำอาหารอยู่ในครัว อยู่ๆ ลูกค้าหน้าร้านก็เกิดบ้าขึ้นมา พวกเขาทุบตีโต๊ะเก้าอี้จนเสียงดังเข้าไปถึงในครัว

“เกิดบ้าอะไรขึ้นอีกเนี่ย...” ปลายฝนเดินออกมาดู สภาพร้านตอนนี้ค่อนข้างแย่ ใบหน้าของเธอค่อนข้างมัวหมอง ดูไม่ตื่นตกใจกับสิ่งที่เกิด คล้ายว่ามันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

“ใครกันที่ทำ หรือว่าจะเป็น...”

ปลายฝนคิดไปถึงหุ้นส่วนสองคนของ'เรือนหงส์หยก'

พวกเขาจากลากันด้วยเรื่องบาดหมาง แถมทั้งคู่ยังมีอิทธิพลเงินทองพอสมควร บางทีอาจส่งคนมาก่อกวน สร้างความวุ่นวายให้เธอขายไม่ได้

ปลายฝนที่กำลังปัดกวาดเช็ดถูไม่รู้ว่าเข้าใจถูกไหม แต่เธอก็นึกไม่ออกเหมือนกันถ้าหากไม่ใช่พวกเขาแล้วมันจะเป็นใคร เพราะตั้งแต่ทำงานที่นี่ก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อหรือสร้างความบาดหมางกับใคร

ดังนั้นความน่าจะเป็นเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นสองคนก็ค่อนข้างสูง

“เจมส์...ถ้าบอกเขาเขาจะช่วยได้หรือเปล่านะ...”

เธออดไม่ได้ต้องนึกถึงชายเจ้าของถุงมือดำข้างซ้าย

นอกจากยายเนตรแล้วก็คงมีเพียงเขานั่นแหละที่สามารถพึ่งพาอาศัยได้ โดยเฉพาะในเมืองพัทยา

แต่ถึงกระนั้นปลายฝนก็เพียงแค่คิด

ด้วยเงินที่ยังเหลืออยู่ เธอสามารถเปิดร้านได้ถึงหนึ่งเดือน แต่ถ้าหากผ่านไปแล้วยังต้องมานั่งคอยเช็ดถูแบบนี้อีก ก็คงล้มละลาย กลับบ้านต่างจังหวัดอย่างไม่มีทางเลือกอื่น

.......

กรุงโซล เกาหลีใต้

คังแทฮีนั่งอยู่ในออฟฟิศ ตรงหน้าของเธอมีกระเป๋าสำหรับผู้ชายอยู่หลายใบวางไว้

แต่ละใบถูกสร้างขึ้นด้วยขั้นตอนละเอียดอ่อน พิถีพิถันทุกชิ้นงาน แถมยังทำมาจากหนังงู หนังวัว หนังแกะ ไม่ใช่พลาสติกราคาถูกในท้องตลาด

“เขาจะชอบแบบไหนนะ...”

คังแทฮีหยิบกระเป๋าขึ้นมาดู ใบหน้าของเธอขึ้นเป็นสีแดงเรื่อเมื่อนึกถึงคนคนหนึ่ง

ชายเจ้าของค่ายเพลงที่กำลังร้อนแรงอยู่ตอนนี้ โดยมีคุณพ่อเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลัก

ครั้งก่อนที่เจอกันจำได้ว่าเขาถามเกี่ยวกับกระเป๋า

โดยปกติเธอเจาะกลุ่มลูกค้าผู้หญิงวัยทำงาน วัยรุ่นเป็นหลัก

แต่พอถูกถามถึงเลยลองทำดูสองสามใบ แล้วก็เป็นชิ้นงานอย่างที่เห็น

กระเป๋ายังเป็นแค่ต้นแบบ แต่อย่างใดก็ตาม ด้วยสัญลักษณ์ของแบรนด์ที่เด่นหราอยู่บนกระเป๋า ราคาของมันจึงแพงหูฉี่ ไม่ใช่ว่าใครก็ซื้อได้

“เลือกยากจัง อืม...ลองทำอีกสักสองสามใบดูก่อนแล้วกัน”

คังแทฮีวางกระเป๋าไว้บนโต๊ะ ลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำเย็นๆ และกินช็อกโกแลตแก้เครียด ค่อยกลับมานั่ง ร่างแบบกระเป๋าสตางค์สำหรับผู้ชายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

.........

สามชั่วโมงผ่านไป

เจมส์อ่านหนังสือหมดทั้ง 4 เล่ม ตอนนี้ดึกมากแล้ว ดวงอาทิตย์ตกดิน ดวงจันทร์ก็เข้ามาแทนที่ บรรยากาศจึงค่อนข้างเย็นสบาย เหมาะกับการทำไร่ทำสวน

“ทอย ไว้พรุ่งนี้ไปซื้อหนังสือใหม่นะ เล่มพวกนี้ผมขอก่อน”

“เอ๋...หมายความว่ายังไงกันครับ”

ทอยเกาศีรษะไม่เข้าใจ สักพักจึงตบต้นขาดังฉาด มองเห็นแสงสีฟ้าสว่างออกมาจากหน้าหนังสือ นั่นหมายความว่าหน้าดังกล่าวจะกลายเป็นกระดาษธรรมดาที่ไม่มีน้ำหมึกพิมพ์

ความจริงเจมส์มักจะถ่ายเอกสาร แต่อย่างใดก็ตามที่นี่ค่อนข้างแร้นแค้น อีกอย่างก็ขี้เกียจกลับไปที่เรือ งั้นก็ดึงจากหน้าหนังสือเลยแล้วกัน

'จอบขุดดินสีเงิน ไม่ต้องออกแรงเยอะ แค่ขุดดินเบาๆ พื้นดินก็จะกลายเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทั้งสี่มุมสมมาตร สามารถโยนเมล็ดพันธุ์ลงไปปลูกได้เลย'

'ผลเสียด้านลบ หากขุดถึง 100 ครั้งภายใน 1 วัน ร่างกายจะเหนื่อยล้ากระทั่งถึงแก่ความตาย'

เมื่อมีจอบอยู่ในมือ เจมส์ก็ลองขุดตามข้อมูลที่ได้รับ

แค่ออกแรงขุดลงบนหน้าดินที่ถูกปรับสภาพผิวเล็กน้อย ทั้งสี่ด้านต่างสมมาตรกัน หน้าดินถูกเปลี่ยนเป็นร่วนซุย โยนเมล็ดพันธุ์ลงไปแล้วกลบฝังได้ทันที

“เจ้านาย ผมอยากลองบ้าง ขอลองบ้างสิครับ” เมื่อเห็นผลลัพธ์ตรงหน้า ทอยที่นิสัยเด็กอยากได้ของเล่น ก็งอแงชุดใหญ่

“ก็ได้ แต่ว่าห้ามขุดเกินร้อยครั้งนะ ไม่งั้นร่างกายนายจะเหนื่อยล้าจนเสียชีวิต” เจมส์ยื่นจอบให้อีกทั้งยังกล่าวเตือนด้วยความหวังดี

ทอยหัวเราะขบขัน “ฮี่ฮี่ เจ้านายครับ ผมเป็นหุ่นยนต์นะจะเหนื่อยได้ยังไง และดูเหมือนว่าผลเสียด้านลบจะไม่สามารถทำอะไรกับผมได้ เป็นหุ่นยนต์นี่มันดีแบบนี้นี่เอง!”

ว่าแล้วเจ้าหุ่นแบนเนอร์ก็ยกแขนแล้วเหวี่ยงจอบลงหน้าดิน

ทั้งที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่าเบาๆ ก็ได้ แต่ไหงกลับทำเสียแรง รุนแรงเกินไปแล้ว

หน้าดินถูกเปลี่ยนเป็นพื้นสี่เหลี่ยมสำหรับใส่เมล็ดพันธุ์ลงไป เจมส์พยักหน้าด้วยความชื่นชม หันมาจัดการกับหนังสืออีกครั้ง

'บัวรดน้ำขนนกนางแอ่น บรรจุน้ำได้ 10 ลิตร น้ำหนักเบาเหมือนขนนก'

'ผลเสียด้านลบ จำเป็นต้องใส่น้ำไว้ในบัว ไม่งั้นบัวจะกระพือปีกบินหนีไป'

บัวรดน้ำที่อยู่ในมือเป็นสีน้ำเงินและมีปีกเล็กๆ สีขาว เจ้าสิ่งนี้คืออุปกรณ์ที่เอริคอัปเกรดด้วยการขุดแร่ธาตุในเหมือง เปลี่ยนให้เป็นบัวรดน้ำที่เบาและบรรจุน้ำได้มากกว่าเดิม

ความจริงเจมส์คิดว่าจะวางท่อน้ำเลี้ยงให้ทั่วไร่ แต่แบบนั้นมันค่อนข้างเสียเวลา ใช้บัวไปก่อนก็ดีเหมือนกัน

เจมส์เกือบจะลืมวางบัวรดน้ำลงบนพื้น โชคดีที่นึกได้ก่อน ไม่งั้นมันคงบินหนีไป คิดจะเอากลับคืนมาก็คงไม่ได้ ดังนั้นเลยเทน้ำจากขวดไปพอประมาณ ให้มีน้ำหนักจะได้ไม่บินไปไหน

“เจ้านายดูนี่สิครับ ผมขุดไปได้เยอะเลย” ทอยชี้ไม้ชี้มือให้ดูผลงาน

ตอนนี้หน้าดินถูกเปลี่ยนเป็นเหมือนกับกระเบื้องสี่เหลี่ยม 50 หลุมด้วยกัน

หุ่นแบนเนอร์ทำงานได้ดีมาก แรงคนเดียวมากกว่ามนุษย์ มิน่าในอนาคต งานรับจ้างก่อสร้างอาคารจึงมีแต่หุ่นและเครื่องจักร พวกเขาทำงานดีและเร็วอย่างนี้นี่เอง

ส่วนมนุษย์ขี้เกียจตัวเป็นขน ทำงานอู้แรงสุดท้ายในศตวรรษที่ 41 อุตสาหกรรมก่อสร้างจึงถูกครอบครองโดยหุ่นยนต์

เจมส์เดินเข้าไปดูใกล้ๆ พร้อมกับหยิบถุงเมล็ดข้าวสีทองไปด้วย

“เจ้านายจะปลูกข้าวเหรอครับ ดีเลยครับผมจะได้ลองกินด้วย โดยเฉพาะข้าวสีทองที่ออกมาในเนื้อเรื่อง มันทั้งแปลกใหม่และให้สีที่เหมือนกับทองคำ” ทอยหยุดมือที่กำลังเหวี่ยงจอบแล้วหันมาสนใจเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในมือเจ้านาย

“ว่าจะลองดูน่ะ เห็นว่ามันไม่ต้องใช้น้ำก็ปลูกได้ในทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะหน้าร้อนหรือฝน มันก็ไม่สำคัญเลยต่อข้าวสีทอง”

เมล็ดข้าวที่อยู่ในมือเป็นทรงรี ค่อนข้างต่างจากข้าวเปลือกบ้านเรา อีกทั้งขนาดและรูปร่างของมันยังเรียงตัวสวยงาม อย่างกับถ่ายมาจากสำเนาเดียวกัน

เจมส์โยนเมล็ดข้าวลงไปในหลุมที่ถูกขุดเม็ดละหลุม

เขาไม่ค่อยมีความรู้เรื่องปลูกข้าว แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะข้าวที่อยู่ในมือมาจากหนังสือขี้โม้ ดังนั้นการใช้ตรรกะและวิธีคิดแบบปกติจึงไม่สามารถนำมาตัดสินได้

เมื่อหย่อนเมล็ดลงไปประมาณ 10 หลุม ทอยก็ทำการกลบฝัง ส่วนเจมส์กำลังจะเดินกลับไปนอนที่เรือ'เมจิกเชี่ยน'

“เจ้านายครับ ต้นอ่อนขึ้นแล้วครับ มาดูสิครับ”

แต่แล้วเท้าของเขาต้องชะงัก เปิดประตูสายรุ้งได้เพียงครึ่งเดียวเมื่อได้ยินเสียงเจ้าหุ่นแบนเนอร์

“อะไรนะ ต้นอ่อนขึ้นแล้ว...” เจมส์รีบปิดประตูแล้วเดินมาดู

ดินที่ถูกกลบฝังไปเมื่อครู่มีต้นอ่อนสีเขียวขึ้นมาจริงๆ มันสูงเพียง 5 เซนติเมตรซึ่งถือว่าเล็กมาก แต่ถ้าหากคิดตามเวลาที่เพิ่งหย่อนเมล็ดลงไป ก็ถือว่าเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างเร็ว

ไม่สิเร็วมากต่างหาก!

ยังไม่ทันได้พักหายใจต้นอ่อนเริ่มชูลำต้นขึ้นสูง มันราวกับเถาวัลย์ที่กำลังแผ่ขยายกิ่งก้านสาขา ปกคลุมพื้นดินจนเป็นสีเขียว นอกจากนั้นความสูงตอนนี้ก็สูงถึง 50 เซ็นติเมตร

“สูงอีก สูงอีก สูงอีก” ทอยกระโดดโลดเต้นดีใจเมื่อเห็นต้นอ่อนเติบโต แต่สำหรับเจมส์เขาไม่คิดว่าเป็นเรื่องดี คล้ายกับว่าอีกไม่นานพวกมันก็จะโตเต็มที่จากนั้นก็...