"ยินดีต้อนรับ...." พนักงานต้อนรับกล่าวทักทายขึ้น เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งที่แขวนอยู่บนประตูทางเข้าดังขึ้น แต่เมื่อเห็นว่าลูกค้าทั้งสี่คนที่เดินเข้ามาในร้านเป็นใคร พนักงานต้อนรับก็ฝืนยิ้มแล้วเดินเข้าไปทักทาย
"วันนี้พวกคุณชายมาหาซื้ออะไรหรือขอรับ"
"น้ำเสียงดูไม่ต้อนรับกันเลยนะ ข้าเคยซื้อของที่นี่แล้วไม่จ่ายเงินด้วยหรือไง" มู่ปิงเฟิงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"คุณชายมู่ล้อเล่นแล้ว เชิญด้านในก่อนเถอะขอรับ" พนักงานต้อนรับผายมือเชื้อเชิญตามมารยาท
ทั้งสี่คนเดินผ่านพนักงานต้อนรับเข้าไปด้านในของหอการค้ายุทธภัณฑ์แห่งเมืองจินหยาง ภายในหอการค้ายุทธภัณฑ์ไม่ค่อยมีของตกแต่งมากเท่าไหร่ แต่ภายในห้องกลับแขวนอาวุธที่สวยงามเอาไว้หลายชิ้น มีตู้กระจกที่ใช้โชว์สินค้าซึ่งด้านในมีกระบี่เพลิงเล่มหนึ่งลอยอยู่ และมีของอีกหลายอย่างที่สวยงามและน่าสนใจ
พวกไป๋ชิงอวิ๋นเดินดูอาวุธอยู่หลายชิ้น แต่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ไม่ถูกตาต้องใจไป๋ชิงอวิ๋นเลย อาวุธบางชิ้นมีดีแค่ความสวยงามแต่กลับขาดพลังโจมตี ไป๋ชิงอวิ๋นตรวจดูอักขระที่สลักอยู่บนอาวุธแต่ละชิ้นมาแล้วอย่างละเอียด อักขระที่สลักเอาไว้บนอาวุธเหล่านั้นดูแล้วไม่ใช่ของชั้นสูงอะไร ผู้ที่สลักอักขระเหล่านั้นคงเป็นปรมาจารย์หน้าใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์
สำหรับไป๋ชิงอวิ๋นแล้วอาวุธเหล่านี้ก็เป็นได้แค่ของตั้งโชว์
"มีแต่ของคุณภาพต่ำทั้งนั้น ของแบบนี้ต่อให้พวกเราซื้อไปก็ใช้มันรักษาชีวิตตนเองไม่ได้หรอก" ไป๋ชิงอวิ๋นเดินนำกลุ่มของเขากลับไปที่หน้าเคาน์เตอร์
"ข้าอยากได้อาวุธที่มีคุณภาพสูงมากกว่านี้ ไม่ทราบว่าที่สมาคมของเจ้ามีหรือไม่"
พนักงานที่ทำหน้าที่ประจำเคาน์เตอร์เงยหน้ามองไป๋ชิงอวิ๋นด้วยแววตาฉงน แต่ไม่นานสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นความดูถูก
"แน่นอนว่าหอการค้ายุทธภัณฑ์ของเรามีอาวุธที่มีคุณภาพสูงมากกว่านี้ แต่ไม่ทราบว่าคุณชาย ท่านจะมีเงินพอให้ซื้อมันหรือไม่"
ไป๋ชิงอวิ๋นมองพนักงานวัยกลางคนคนนี้ด้วยสายตาเรียบนิ่ง เขาถอดแหวนมิติของตนเองออกมา จากนั้นก็โยนให้กับพนักงานวัยกลางคน
พนักงานวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ รับแหวนมิติเก็บของวงนั้นของไป๋ชิงอวิ๋นไป เขาแผ่สัมผัสเข้าไปดูของด้านใน และเมื่อเห็นของด้านในดวงตาของเขาก็เบิกโพลงขึ้นมาทันที สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง เพราะในแหวนมิติเก็บของวงนี้ มีหินเซียนระดับสูงอยู่เกือบสามแสนก้อน ทรัพย์สมบัติมากมายขนาดนี้จะไม่ให้เขาตกใจได้อย่างไร
พนักงานวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ ยื่นแหวนมิติเก็บของคืนให้กับไป๋ชิงอวิ๋นด้วยท่าทางที่นอบน้อม ที่แท้ลูกค้าที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคนนี้ ก็คือวาฬตัวใหญ่ที่มีทรัพยากรจำนวนมาก นี่คือลูกค้าชั้นดีที่หอการค้ายุทธภัณฑ์แห่งเมืองจินหยางยินดีต้อนรับ
ไป๋ชิงอวิ๋นรับแหวนมิติเก็บของกลับมา จากนั้นก็สวมใส่มันไว้ที่นิ้วกลางด้านขวาตามเดิม ก่อนหน้านี้ไป๋ชิงอวิ๋นได้เคลื่อนย้ายของที่สำคัญทั้งหลายในแหวนมิติเก็บของ เข้าไปไว้ในช่องเก็บของของระบบมหาจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ก่อนแล้ว ในโลกที่รู้หน้าไม่รู้ใจเช่นนี้ กระต่ายคงไม่ขุดรูหลบหนีไว้เพียงแค่รูเดียว
เสียดายก็แต่แหวนมิติเก็บของที่ประมูลมาได้ดันเป็นของระดับต่ำ หากเป็นของระดับสูงจะต้องมีการหยดเลือดเพื่อจำเจ้าของ เพราะสำหรับแหวนมิติชั้นสูงแล้ว หากไม่ใช่ผู้ที่หยดเลือดกับแหวนมิติ ต่อให้เป็นจอมยุทธที่แข็งแกร่งมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถตรวจสอบสิ่งของที่อยู่ด้านในได้
"หนานเอ๋อร์มาทางนี้หน่อย ข้ามีลูกค้าอยากให้เจ้ารับรองด้วยตัวเอง" พนักงานวัยกลางคนตะโกนเข้าไปในห้องด้านหลังเคาน์เตอร์
แอ๊ด~
ประตูถูกเปิดออก ขาเรียวยาวในชุดกี่เพ้ารัดรูปสีม่วงก้าวเดินนำตัวออกมา สะโพกกลมกลึง เอวคอดเป็นมดตะนอย หน้าอกอวบอิ่ม ลำคอเรียวระหง ริมฝีปากสีแดงเป็นกระจับ จมูกสวยงามได้รูป ดวงตาอ่อนหวานและคิ้วที่เฉียบคม บวกกับมีใบหน้ารูปไข่ นางคือหญิงงามล้มเมืองอีกคนที่เป็นสมบัติของหอการค้ายุทธภัณฑ์แห่งเมืองจินหยาง
"ผู้ดูแลเฉินมีสิ่งใดให้หนานเอ๋อร์รับใช้หรือเจ้าคะ" เสียงไพเราะอ่อนหวานของหนานเอ๋อร์ ทำให้พวกไป๋ชิงอวิ๋นทั้งสี่คนตกตะลึงยืนนิ่งจนตัวแข็งค้าง
"เจ้าช่วยพาคุณชายทั้งสี่ท่านนี้ขึ้นไปยังห้องยุทธภัณฑ์ที่ชั้นสอง ดูว่าจะมีอาวุธอะไรที่ต้องตาต้องใจพวกเขาไหม จงจำไว้ว่าต้องรับรองพวกเขาเป็นอย่างดี" พนักงานวัยกลางที่ถูกเรียกว่าผู้ดูแลเฉินกล่าวกำชับ
"ผู้ดูแลเฉินโปรดวางใจ หนานเอ๋อร์จะดูแลคุณชายทั้งสี่คนเป็นอย่างดี ไม่ให้เสียชื่อหอการค้ายุทธภัณฑ์อย่างแน่นอน" หนานเอ๋อร์เดินอ้อมออกมาจากเคาน์เตอร์ด้านหลัง มาหยุดอยู่ที่ข้างๆพวกไป๋ชิงอวิ๋น มือทั้งสองข้างประสานกันไว้กลางหน้าท้อง นางย่อเข่าลงถอนสายบัวคารวะพวกไป๋ชิงอวิ๋นด้วยท่าทางที่อ่อนหวาน
"วันนี้หนานเอ๋อร์จะมาเป็นผู้รับรองทุกท่าน หากมีสิ่งใดผิดพลาดหรือบกพร่องไป หนานเอ๋อร์ขออภัยพวกท่านล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วย"
"แม่นางฉินเกรงใจเกินไปแล้ว เพราะสำหรับพวกข้า การได้แม่นางฉินมารับรองพวกข้าด้วยตัวเองเช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นเกียรติของพวกข้ามากพอแล้ว"
ไป๋ชิงอวิ๋น กู่หวงและหยางเฉินหันมองมู่ปิงเฟิงเป็นตาเดียว
"คุณชายมู่รู้จักข้าด้วยเช่นนั้นหรือ ช่างเป็นเกียรติกับหนานเอ๋อร์ยิ่งนัก" ฉินหนานเอ๋อร์ช้อนสายตาที่อ่อนหวานขึ้นมองมู่ปิงเฟิง
"ชื่อเสียงของแม่นางฉินโด่งดังไปทั่วทั้งเมืองจินหยาง อีกทั้งยังถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่สาวงามแห่งเมืองจินหยาง ข้ามู่ปิงเฟิงจะไม่รู้จักแม่นางได้อย่างไร เป็นข้าต่างหากที่ต้องรู้สึกเป็นเกียรติ เพราะแม่นางรู้จักคนที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามเช่นข้าด้วย"
"คุณชายมู่ล้อเล่นแล้ว ชื่อเสียงจอมปลอมพวกนั้นหนานเอ๋อร์ไม่เคยเก็บมันมาใส่ใจเลย ชื่อเสียงของท่านต้างหากที่ออกจะโด่งดังมากในเมืองจินหยางแห่งนี้ เช่นนั้นคุณชายมู่ ท่านจะเป็นบุคคลที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามไปได้อย่างไร"
มู่ปิงเฟิงหนังตากระตุกอยู่ยิกๆ หากจะพูดถึงชื่อเสียงเรียงนามของเขา เช่นนั้นก็คงเป็นเรื่องฉาวโฉ่ของสี่บุคคลไร้ประโยชน์แห่งเมืองจินหยางกระมัง รู้จักเขาจากข่าวลือพวกนี้ ช่างทำให้ไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
ป๊าบ!
ไป๋ชิงอวิ๋นซัดฝ่ามือเข้าให้ที่กลางหลังของมู่ปิงเฟิงอย่างแรง จนทำให้ร่างของมู่ปิงเฟิงเซถลาไปด้านหน้า
"ตั้งสติหน่อย อย่าออกตัวแรงมากเกินไป เพราะข้าไม่อยากจะต้องมากินอาหารสุนัขในภายหลัง"
กล่าวทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ไป๋ชิงอวิ๋นก็เดินนำหน้าทุกคนออกไป มู่ปิงเฟิงมองแผ่นหลังของไป๋ชิงอวิ๋นด้วยความงุนงง เขาออกตัวแรงเกินไปหมายถึงอะไรกัน แล้วที่บอกว่าตัวเองไม่อยากกินอาหารสุนัขในภายหลัง เหตุใดชิงอวิ๋นจะต้องไปกินอาหารสุนัขด้วย ทั้งที่ตัวเขาเองก็ออกจะร่ำรวยขนาดนั้น
กู่หวงและหยางเฉินเดินเข้ามาใกล้ๆกับมู่ปิงเฟิง จากนั้นทั้งสองคนก็หิ้วปีกลากมู่ปิงเฟิงแล้วเดินตามหลังไป๋ชิงอวิ๋นไป มู่ปิงเฟิงมองสหายทั้งสองคนของเขาอย่างไม่เข้าใจ
จากนั้นสายตาของเขาก็เหลือบมองไปเห็นร่างของฉินหนานเอ๋อร์ ตอนนี้เองที่หัวใจของเขากระตุกวาบขึ้นมาในทันที สีหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ ให้ตายเถอะดูเหมือนว่าสหายของเขาจะต้องเข้าใจผิดอะไรแน่ๆ
"ปล่อยข้าเถอะ ข้าเดินคนเดียวได้" มู่ปิงเฟิงกล่าวขึ้น
กู่หวงและหยางเฉินคลายแขนที่หิ้วปีกมู่ปิงเฟิงออก จากนั้นทั้งสามก็เดินตามหลังของไป๋ชิงอวิ๋นไป
ฉินหนานเอ๋อร์ยืนมองแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มทั้งสี่คน นางรู้สึกว่าบุรุษทั้งสี่คนนี้แปลกประหลาดและมีความน่าสนใจมากทีเดียว ไม่รู้เป็นเพราะอะไรแต่ตัวตนของบุรุษทั้งสี่คนนี้ ช่างลึกลับและน่าค้นหาเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่เหมือนกับในข่าวลือที่นางเคยได้ยินมาก่อนเลย เพราะในข่าวลือระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า หยางเฉินจากตระกูลหยางและมู่ปิงเฟิงจากตระกูลมู่เป็นคุณชายที่อ่อนแอขี้โรค ส่วนไป๋ชิงอวิ๋นจากตระกูลไป๋ในข่าวลือบอกว่า คนผู้นี้เป็นคนธรรมดาไร้ประโยชน์ และคนสุดท้ายกู่หวงจากตระกูลกู่ ในข่าวลือบอกเอาไว้อย่างชัดเจนว่า เขาเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรงกำยำแต่ไร้พรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์
แต่สิ่งที่นางได้เห็นในวันนี้ คือสองคนแรกพวกเขามีท่าทางของคนขี้โรคเสียที่ไหนกัน ส่วนไป๋ชิงอวิ๋นและกู่หวงก็ยิ่งไม่ต้องพูด อีกอย่างสิ่งที่นางสัมผัสได้จากตัวพวกเขาก็คือ ทั้งสี่คนล้วนแล้วแต่ก้าวเดินเข้าสู่วิถีแห่งผู้ฝึกยุทธ์แล้ว อีกทั้งพลังที่สัมผัสได้จากร่างของพวกเขา ถึงแม้จะแผ่วเบาแต่มันก็น่าหลงใหลเป็นอย่างมาก
ฉินหนานเอ๋อร์รีบสืบเท้าก้าวเดินตามออกไป ใช้เวลาไม่นานก็เดินแซงหน้าไป๋ชิงอวิ๋นไปเดินนำอยู่ด้านหน้าได้แล้ว นางเดินนำขึ้นไปบนบันไดก่อน สะโพกที่กลมกลึงของนางส่ายไหวไปมาทุกครั้งที่นางก้าวเดิน มองดูแล้วยั่วยวนเป็นอย่างมาก
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงที่เดินตามมาจากทางด้านหลัง เงยหน้าขึ้นมองไปที่ชั้นสอง แต่น่าแปลกที่สายตาของพวกเขาทั้งสามคน ถูกบั้นท้ายอันเย้ายวนของฉินหนานเอ๋อร์ดึงดูดสายตาเอาไว้
ไป๋ชิงอวิ๋นขมวดคิ้วเข้าหากัน จากนั้นก็พูดกระซิบกับสหายของเขาขึ้นมาว่า
"หากพวกเจ้าไม่อยากถูกข้อหาเซ็กชั่วฮาราสเมนท์ก็อย่ามองให้นานมากนัก ของแบบนี้มองได้แค่แว๊บเดียว อย่ามองนานจนเกินไป มิเช่นนั้นคนอื่นจะมองว่าพวกเจ้าเป็นคนหื่นกาม โดยเฉพาะเจ้าปิงเฟิง ถ้ามองแบบนั้นต่อไปคะแนนของเจ้าที่มีในใจของนางก็จะตกฮวบลงไปอีก ข้าว่าเจ้าคงไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นหรอกกระมัง"
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงหันหน้ามองไป๋ชิงอวิ๋น สหายของเขาคนนี้พูดอะไรไม่รู้เรื่องอีกแล้ว แต่ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงเข้าใจบริบทคำพูดของไป๋ชิงอวิ๋นได้ โดยเฉพาะมู่ปิงเฟิงเขาหลุบสายตาลงด้านล่างอย่างไม่รู้ตัว โชคดีที่บันไดขึ้นชั้นสองมันไม่สูงมากนักเลยใช้เวลาไม่นาน แต่สำหรับบุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์ทั้งสามคนแล้ว ช่วงเวลาที่เดินขึ้นบันไดไปชั้นสองนี้ มันช่างยาวนานอย่างน่าประหลาดใจ
ฉินหนานเอ๋อร์พาพวกเขาไปยังห้องยุทธภัณฑ์หมายเลขสองศูนย์ห้า ภายในห้องเป็นพื้นที่โล่งๆและมีเฟอร์นิเจอร์อยู่เพียงไม่กี่อย่าง โต๊ะรินน้ำชาหนึ่งตัว และเก้าอี้ที่เหมือนกับโซฟาตัวยาวถูกวางไว้รอบโต๊ะรินน้ำชาอยู่ทั้งหมดสามตัว โซฟาตัวยาวถูกจัดวางไว้ในรูปตัวยู ซึ่งตรงกลางก็คือโต๊ะรินน้ำชา
กลางโต๊ะรินน้ำชามีหนังสือเล่มหนึ่งถูกวางอยู่ เมื่อไป๋ชิงอวิ๋นพิจารณาดูหนังสือเล่มนี้ ก็รู้สึกว่ามันเหมือนกับแคตตาล็อกเป็นอย่างมาก ไป๋ชิงอวิ๋นอดใจไม่ไหวจึงหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาดู หน้าแรกที่เขียนอยู่คือสารบัญของหนังสือแคตตาล็อกเล่มนี้ ไป๋ชิงอวิ๋นไล่กวาดสายตามองดู จากนั้นก็ค่อยเปิดไปยังหน้าต่อไป
ฉินหนานเอ๋อร์มองดูไป๋ชิงอวิ๋นและสหายของเขา จากนั้นนางจึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า
"เชิญคุณชายเลือกของที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ได้ตามสบาย เมื่อตัดสินใจได้แล้วให้บอกกล่าวกับหนานเอ๋อร์ หนานเอ๋อร์จะให้คนของหอการค้ายุทธภัณฑ์ไปนำสินค้าจริงมาให้พวกท่านชม"