แต่ไหนแต่ไรมาเกษตรกรก็เป็นกลุ่มคนที่พึงพอใจง่ายไม่ว่าจะเป็นฝนตกที่นาในช่วงหน้าแล้งหรือเก็บเกี่ยวข้าวโพดได้เพิ่มสักคำในฤดูใบไม้ผลิ ต่างก็ทำให้ริ้วรอยบนใบหน้าของพวกเขารวมตัวกันเหมือนดอกเบญจมาศ
และในฤดูหนาวเช่นนี้เนื้อหมูที่ตุ๋นกับผักกาดขาวและมันฝรั่งสักถ้วยพร้อมด้วยเหล้าเก่าแก่สักจอกก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาดีใจจนหน้าผากเปล่งประกายออกมา
เรื่องขโมยบุกเข้ามาในจวนเมื่อคืนทำให้พวกเขาแทบจะไม่ได้พักผ่อนเลยทั้งคืนแต่ว่าเจ้าบ้านมีเมตตาและเห็นถึงความซื่อสัตย์ของพวกเขานางตั้งใจให้ขาหมูเป็นรางวัลโดยเฉพาะทุกคนในหมู่บ้านไม่ว่าจะเป็นคนแก่หรือเด็กต่างก็ได้รับส่วนแบ่งคนละส่วนกินเนื้อมันๆ ลงไปในท้อง ต่อให้จะหนาวหรือจะอ่อนเพลียขนาดไหนความรู้สึกเหล่านั้นก็ถูกโยนทิ้งไปในทันที
เหล่าผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่งไม่จำเป็นต้องได้รับเชิญจากเจ้าบ้านเข้าไปในห้องครัวใหญ่พวกเขาแต่ละคนนั่งยองๆ อยู่ที่เชิงกำแพงฝั่งที่แสงแดดส่องคุยกันไปด้วยและกินไปด้วยอย่างเอร็ดอร่อยและแน่นอนว่าดวงตาของพวกเขาก็ไม่ลืมที่จะมองไปที่ม้าตัวสูงใหญ่ที่ถูกผูกไว้นอกลานใหญ่หลายสิบตัวและยังมีทหารหลายร้อยนายที่อยู่ในชุดเกราะและถือมีดอยู่ในมือ
มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่ดวงตาเต็มไปด้วยความอิจฉาเขาเองก็อยากจะสัมผัสชุดเกราะ มีดและหอกที่แวววาวเหล่านั้นแต่กลับถูกแม่ของเขาคว้าคอเสื้อนวมและถูกตีไปหลายทีดังนั้นหลังจากที่เขาไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังพ่อแม่อย่างน้อยใจแล้วก็แอบกวาดตามองขึ้นไปเป็นครั้งคราว
ในลานใหญ่ของสกุลอวิ๋นติงเหว่ยกำลังจัดเตรียมโต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งประการแรกเพื่อเป็นการต้อนรับท่านอาจารย์ประการที่สองนางอยากจะให้กงจื้อหมิงได้กินอาหารร้อนๆ สักมื้อ
คงไม่ต้องบอกว่าเมื่อผู้อาวุโสเหว่ยเห็นกงจื้อหมิงไม่ต้องพูดถึงเรื่องทำสีหน้าดีๆ เลย แม้แต่พูดคุยเขายังไม่อยากจะพูดมากไปสักประโยค
ในใจของผู้อาวุโสลูกศิษย์ของเขาคือลูกสาวที่ดีที่สุดในโลกคอยติดตามอยู่ด้านหลังของกงจื้อหมิงไปนู่นไปนี่ตลอดทั้งวันโดยไม่มีชื่อเสียงหรือสถานะใดๆก็ถือว่าไม่เลวแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่ายังต้องเสี่ยงชีวิตอีกด้วย
เมื่อวานหากเขาไม่กลับมาโดยบังเอิญตอนนี้ก็คงจะต้องเป็นคนผมขาวส่งคนผมดำ [1] ไปแล้วคนที่บุกเข้าไปในจวนเหล่านั้นไหนเลยจะเป็นแค่หัวขโมยกระจอกๆ แต่ละคนต่างก็เป็นนักฆ่ายอดฝีมือหากไม่ใช่เพราะคนเหล่านี้ประมาทและเขาก็มีผงยาติดตัวอยู่มากมาย ไม่เช่นนั้นต่อให้สุดท้ายจะจัดการพวกมันได้เกรงว่าเขาก็คงต้องใช้แรงไปไม่น้อย
เมื่อคิดเช่นนี้ผู้อาวุโสก็กอดอันเกอเอ๋อร์ไว้ในอ้อมแขนแน่นยิ่งขึ้นไปอีกจากนั้นก็ถลึงตาใส่กงจื้อหมิงที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน
กงจื้อหมิงก็ยิ้มอย่างฝืนๆออกมา เขาเองก็รู้สึกผิดจึงไม่ได้แก้ตัวอะไร
อย่างไรพ่อกับลูกก็ใจสื่อถึงกันไม่รู้ว่าอันเกอเอ๋อร์กำลังช่วยพ่อของเขาแก้สถานการณ์หรือว่าดื้อซนกันแน่ มือน้อยๆของเขาจู่ๆ ก็หยิบเนื้อขึ้นมาหนึ่งชิ้นและยัดใส่ไปปากของท่านอาจารย์ปู่ผู้อาวุโสดีใจจนยิ้มหน้าบานออกมาในทันที
“ไอ๊หยาหลานศิษย์ของอาจารย์ปู่ช่างเป็นคนกตัญญูจริงๆรู้ว่าต้องเอาเนื้อให้อาจารย์ปู่กินด้วย!”
ติงเหว่ยที่อยู่ด้านข้างเห็นเข้าก็แอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกนางอยากจะตบมือชมเชยให้ลูกชาย
มีเจ้าเด็กอ้วนคอยสอดแทรกมุกตลกในที่สุดบรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ผ่อนคลายลงไปมาก
กงจื้อหมิงกินข้าวไม่ถึงครึ่งชามเขาก็วางชามและตะเกียบลงแล้วมองไปที่ติงเหว่ย “แม้ว่าเหตุการณ์เมื่อวานจะจบลงแล้วแต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าวันหน้าจะมีหัวขโมยที่ไม่รู้เรื่องบุกเข้ามาอีกหรือไม่ข้าจะให้อวี้ฉืออยู่ที่นี่ แล้วก็จะส่งทหารฝีมือดีมาหนึ่งกองเจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร แค่ดูแลจวนไปตามปกติก็พอแล้วการกินอยู่ของเหล่าพลทหารพวกเขาจะจัดการกันเอง”
ติงเหว่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งนางคิดถึงข่าวลือที่ได้ยินตอนเข้าไปในเมือง สงครามใหญ่กำลังจะใกล้เข้ามาดังนั้นนางจึงไม่ต้องการให้ทหารอยู่ที่นี่มากไปกว่านี้ หากว่าทำให้การจัดทัพล่าช้าออกไปก็คงจะเป็นความผิดของนางไม่ใช่หรือ?
แต่ว่านางไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิเสธอวี้ฉือหุ่ยที่นั่งกินหมั่นโถวคำใหญ่ๆ อยู่ที่โต๊ะเล็กข้างประตูจู่ๆก็ลุกขึ้นมาและตะโกนว่า “ท่านแม่ทัพ ข้าเป็นทั้งแม่ทัพและองครักษ์ส่วนตัวของท่านจะให้ข้าห่างกายท่านได้ยังไงกัน? ยังไงท่านก็ไปสั่งการคนอื่นให้มาเถอะ!”
กงจื้อหมิงตำหนิเขาด้วยสีหน้าเย็นชา“คำสั่งทางทหารสำคัญยิ่งยวดดุจภูผา ทำไม เจ้าจะฝ่าฝืนคำสั่งอย่างนั้นหรือ?”
อวี้ฉือหุ่ยกลับไม่กลัวเลยแม้แต่น้อยเขายืดคอขึ้นและตอบว่า “การต่อต้านคำสั่งทหารมากที่สุดก็คือการตัดหัว ยังไงชีวิตของข้าก็เป็นท่านแม่ทัพที่ช่วยกลับมาจากสงครามกับชาวเถียเหล่ยเช่นนั้นคืนให้ท่านแม่ทัพก็ไม่เป็นไรแต่ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่จะไม่ยอมห่างกายท่านอีกอย่างแน่นอนตอนนั้นที่งานฝังศพท่านแม่ทัพ หากไม่เป็นเพราะว่าข้าเกรงว่าเหล่าพี่น้องจะถูกรังแกข้าก็คงตัดหัวตนเองตามท่านแม่ทัพไปต่อสู้ที่วังพญายมแล้ว”
หลังจากพูดจบเขาก็นั่งลงอย่างไม่ยี่หระเขาดื่มเหล้าเข้าไปอึกใหญ่และกัดเนื้อคำใหญ่ไปด้วย พลางพูดอู้อี้ออกมาว่า“ข้ากินให้อิ่มก่อน หากท่านแม่ทัพจะตัดหัวข้าข้าก็ควรจะเป็นผีที่อิ่มท้องเหมือนกัน!”
เขาตะโกนออกมามั่วไปหมดทำให้ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็ทำตัวไม่ถูก แต่ก็แอบยกย่องความซื่อสัตย์ของเขา
ติงเหว่ยทำหมูสามชั้นชามใหญ่เพิ่มให้เขาเป็นการส่วนตัวและในที่สุดนางก็เกลี้ยกล่อมกงจื้อหมิงว่า “ตอนนี้ท่านอาจารย์กลับมาแล้วข้าเองก็ไม่กลัวว่าใครจะมาสร้างความวุ่นวายที่นี่หากท่านยังไม่วางใจก็ให้ทหารอยู่สักหลายสิบนายเพื่อช่วยลาดตระเวนก็พอแต่ท่านแม่ทัพอวี้ฉือให้อยู่ข้างกายท่านดีแล้ว ข้าจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมากอีกอย่างหากว่าเกิดเรื่องเร่งด่วนขึ้นมาจริงๆข้าก็พาทุกคนในจวนเข้าไปในเมืองทั้งหมดก็พอแล้วเมืองเฉียนโจวแข็งแกร่งขนาดนั้นเพียงพอที่จะให้ข้ายืนหยัดได้หลายวันเพื่อรอจนกว่าท่านจะยกทัพกลับมาช่วยข้า”
ผู้อาวุโสเหว่ยเองก็ชอบใจในความตรงไปตรงมาของอวี้ฉือหุ่ยแต่สิ่งที่เขาพูดออกมากลับไม่น่าฟังสักเท่าไร “ข้าสามารถปกป้องลูกศิษย์และหลานศิษย์ของข้าได้หากว่าเจ้าไม่วางใจจริงๆ ก็ส่งคนที่ดูน่าเชื่อถือกว่านี้มาส่งคนตะกละเช่นนี้มาเกรงว่าเสบียงอาหารทั้งหมดในจวนคงถูกทำลายย่อยยับภายในไม่กี่วัน”
ติงเหว่ยเกรงว่าอวี้ฉือหุ่ยจะโกรธขึ้นมานางก็เลยหันกลับไปมองเขา เมื่อเห็นว่าเขายังคงกินดื่มอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนเดิมราวกับว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น นางก็เลยรู้สึกขบขันขึ้นมาและหันกลับไปมองกงจื้อหมิงที่ส่ายศีรษะไปมาเล็กน้อย
กงจื้อหมิงไม่มีทางเลือกอื่นเขาจึงทำได้เพียงพูดออกมาว่า “ข้ายังมีรองแม่ทัพนายหนึ่งชื่อฟางหยวนต่อไปจะให้เขาเอาคนมาเฝ้ารักษาการณ์ที่นี่”
หลังจากหารือกันเสร็จเรื่องนี้ก็คลี่คลายลงกงจื้อหมิงพาคนของเขากลับเข้าไปในเมืองทิ้งติงเหว่ยที่กำลังคร่ำครวญรอวันที่จะได้พบกันใหม่ไว้ข้างหลังและในไม่ช้าก็เห็นรองแม่ทัพฟางหยวนกับทหารห้าร้อยนาย
ไม่รู้ว่าฟางหยวนได้รับคำสั่งมาล่วงหน้าหรืออย่างไรเขาปฏิบัติต่อติงเหว่ยด้วยความเคารพเป็นอย่างมากจากนั้นเขาก็ไม่ต้องการให้จวนจัดการเรื่องที่พักและอาหารและสั่งให้เหล่าทหารขึ้นไปตัดต้นไม้บนภูเขาจากนั้นก็ขุดหลุมในดินและวางหม้อข้าวลงไปเพื่อทำอาหาร คาดการณ์ว่าจะสร้างค่ายทหารเล็กๆข้างถนนลูกรัง
ติงเหว่ยคิดจะส่งคนไปช่วยแต่ก็ถูกฟางหยวนปฏิเสธอย่างเกรงใจ สำหรับเขาแล้วการสร้างบ้านซ่อมถนนก็เป็นวิธีการออกแรงที่ดีของเหล่าทหาร
ติงเหว่ายไม่รู้จะทำอย่างไรนางทำได้เพียงให้เฉิงต้าโหยวฆ่าหมูตัวอ้วนๆแล้วก็มีไข่เค็มอีกหลายโหลเอาไปส่งด้วยกัน
บางครั้งเวลาที่นางไม่มีอะไรทำนางก็จะเดินเลี้ยวไปดูบ้าง เมื่อเห็นค่ายทหารที่ทำจากไม้ทั้งหมด นางก็รู้สึกได้ถึงพละกำลังที่แข็งแกร่งของพวกเขา
มีอยู่ครั้งหนึ่งนางยังได้เจอคนรู้จักสองคนซึ่งก็คือองครักษ์เฝ้าประตูที่ไม่ยอมให้นางเข้าไปเมื่อครั้งที่นางไปส่งเสื้อนวมและรองเท้านวมและอีกคนก็คือเฉิงเถี่ยหนิวที่เป็นนายแบบลองชุดและรองเท้าในวันนั้น
องครักษ์มีรูปร่างผอมสูงมีชื่อว่าเฉินเต๋อ เขาเป็นคนบ้านเดียวกันกับเฉิงเถี่ยหนิว ทั้งสองคนมีบุคลิกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงคนหนึ่งฉลาดเฉลียว อีกคนตรงไปตรงมา
เมื่อทั้งสองคนเห็นติงเหว่ยก็ดีใจเฉินเต๋อเองก็คำนับขอโทษสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นส่วนเฉิงเถี่ยหนิวก็ยังชมเสื้อนวมและรองเท้านวมที่ส่งไปจากจวนไม่หยุด
พวกเขาทั้งสามคนคุยเล่นกันอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นติงเหว่ยก็เพิ่งรู้ว่าทหารห้าร้อยนายที่ฟางหยวนพามานั้นต่างก็เป็นลูกชายคนเดียวหรือไม่ก็มีแม่ม่าย หรือมีน้องชายน้องสาวที่อายุยังน้อย
นางอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาและยิ่งรู้สึกภูมิใจมากขึ้น ไม่แปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใดเหล่าแม่ทัพถึงเคารพรักและนับถือเขาขนาดนี้หัวใจของมนุษย์นั้นสร้างมาจากเนื้อหนัง ท่านแม่ทัพที่มีเมตตาและไร้พ่ายคนนี้กองทัพอวี้จินจะไม่ยอมสละชีวิตเพื่อเขาได้อย่างไร?
แต่เฉิงเถี่ยหนิวก็พูดถึงงานที่เขาได้รับมอบหมายให้เฝ้าจวนขึ้นมาเนื่องจากเขาไม่สามารถไปฆ่าฟันศัตรูได้ก็เลยบ่นออกมานิดหน่อย ปรากฏว่าเขากลับถูกเฉิงเต๋อที่ฉลาดเฉลียวตบไปที่คอหลายครั้งจากนั้นก็มองไปที่ติงเหว่ย ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่านายของจวนแห่งนี้อยู่ตรงหน้าของเขานี่เอง
ติงเหว่ยกลับไม่โกรธเลยแม้แต่น้อยนางพูดกับเขาอยู่อีกสองสามประโยคแล้วก็กลับไป
บางทีฟางหยวนอาจเห็นว่าเฉินเต๋อกับเฉิงเถี่ยหนิวคุ้นเคยกับติงเหว่ยหลังจากนั้นมาไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเขาก็จะส่งสองคนนี้มาเพื่อส่งข่าวและเขาก็มุ่งความสนใจไปที่การฝึกทหาร ออกกำลังกายและลาดตระเวนในไร่ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน
……
หลังจากต้นฤดูหนาวผ่านไปสวรรค์ก็ราวกับจำได้ว่าทุกวันนี้เป็นฤดูที่หิมะตก ดังนั้นจึงเริ่มตั้งใจทำงานอย่างจริงจังทุกๆ สามวันหิมะตกครั้งหนี่ง ทุกๆ ห้าวันหิมะตกหนักครั้งหนึ่งในไม่ช้าก็ทำให้ทั้งด้านในและด้านนอกเมืองเฉียนโจวถูกตกแต่งไปด้วยหิมะสีขาวโพลนทั้งหมด
ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดไปเองว่าฤดูหนาวน่าจะผ่านไปอย่างสงบสุขแต่ผู้บัญชาการเซียวที่หนีไปจูโจวหลังจากพ่ายแพ้กลับเกรงว่าถ้าตนเองกลับเมืองหลวงจะต้องถูกฮ่องเต้สั่งตัดหัวเป็นแน่ดังนั้นเขาก็เลยหยิบราชโองการที่เขียนไว้ว่า “เปี้ยนอี๋สิงซื่อ[2]”เพื่อบีบบังคับให้ทหารกว่าสามหมื่นนายที่ตั้งทัพอยู่ที่จูโจวยกทัพไปที่เจียนโจว
กงจื้อหมิงที่เดิมทีโมโหเรื่องที่ภรรยาและลูกชายของเขาเกือบถูกพรากไปในใจของเขาก็เต็มไปด้วยไฟแห่งความโกรธ บัดนี้เมื่อเห็นว่าศัตรูเคลื่อนไหวก่อนเขาจะปล่อยโอกาสดีๆ เช่นนี้ไปได้อย่างไรเขาไล่ตามทหารฝ่ายศัตรูที่กำลังวิ่งหนีฝ่าหิมะไป ในขณะที่ศัตรูกำลังเหนื่อยล้าเขาก็เปิดฉากต่อสู้ตอบโต้อย่างเต็มกำลัง
สงครามเริ่มต้นขึ้นโดยที่ไม่มีใครคาดคิดแต่ทุกคนก็รู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินจุดจบของเรื่องราวนี้
ติงเหว่ยกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของกงจื้อหมิงนางเกรงว่าหากจู่ๆ ส่งคนไปสืบข่าวจะทำให้เขาเสียสมาธิได้ดังนั้นตอนกลางวันนางก็ยุ่งตามปกติ ส่วนตอนกลางคืนนางก็แอบสวดภาวนาให้เขา
ในชั่วพริบตาเดียวกองทัพทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันไปถึงห้าหกครั้ง แต่ละฝ่ายมีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตแต่ได้ยินว่ากองทัพอี้จวินกลับได้รับชัยชนะครั้งใหญ่
ติงเหว่ยทนไม่ไหวอีกต่อไปนางฝากจวนให้เฉิงต้าโหยวดูแล หลังจากนั้นนางก็แบกอันเกอเอ๋อร์ขึ้นหลังและพาอวิ๋นอิ่งเข้าเมืองไปด้วยกัน
บางทีฟางหยวนอาจร้อนใจอยู่ก่อนแล้วที่เขาไม่สามารถนำทหารออกไปฆ่าฟันศัตรูเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ขัดขวางพวกนางเอาไว้เขาพาคนไปคุ้มกันอย่างแน่นหนาและพาติงเหว่ยไปส่งที่ค่ายทหารอี้จวินที่อยู่ห่างไปจากตัวเมืองยี่สิบลี้
เรื่องบางอย่างหากไม่เจอด้วยตนเองก็จะไม่มีทางเข้าใจ
ติงเหว่ยเคยดูซีรี่ย์เกี่ยวกับสงครามหลายเรื่องในชาติก่อนของนางดังนั้นนางก็เลยคิดว่าน่าจะไม่แปลกใหม่อะไรมากแต่เมื่อนางเห็นสงครามที่รบราฆ่าฟันและเต็มไปด้วยเลือดด้วยตาของตนเองนางก็เกือบจะอาเจียนออกมาในตอนท้าย
อาจเป็นเพราะเพื่อปกป้องแนวหน้าทั้งหมดกงจื้อหมิงก็เลยจัดสนามรบไว้ที่เนินต่ำแห่งหนึ่งบริเวณนอกเมืองเพื่อใช้กลยุทธ์รอซ้ำยามเปลี้ย[3] และคืน “หมัดหนัก” ให้แก่ทหารจูโจว กลยุทธ์ทั้งฉลาดเฉลียวและชั่วร้ายเมื่อกองทัพของทั้งสองฝ่ายปะทะกันต่อให้จะได้เปรียบสักแค่ไหนก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงให้ทหารไม่ได้รับบาดเจ็บไปได้
ติงเหว่ยเพิ่งจะพาคนมาถึงหน้าประตูค่ายทหารนางก็เห็นว่ามีเพียงกระโจมที่ทำจากหนังวัวง่ายๆ เรียงกันเป็นแถวๆในกระโจมสั่งการนั้นมีคนเข้าออกไปๆ มาๆมีทหารสอดแนมที่เต็มไปด้วยฝุ่นทั้งตัววิ่งเข้าๆ ออกๆเห็นได้ชัดว่าสงครามกำลังปะทุรุนแรง และเป็นสถานการณ์เร่งด่วนมาก
ติงเหว่ยกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อระงับความคิดที่อยากจะเข้าไปดูนางก้มหน้าลงปรึกษากับอวิ๋นอิ่งแล้วก็ไปหาผู้อาวุโสเหว่ยที่กระโจมปฐมพยาบาลผู้อาวุโสคนนี้ก็เป็นคนที่อยู่ว่างไม่ได้เขามีความคิดที่จะฝึกฝนการรักษาบาดแผลภายนอกแบบใหม่ดังนั้นก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้นเขาก็รีบมาตอนนี้ก็เป็นเวลาสามถึงห้าวันแล้วที่เขาไม่ได้กลับไปที่ไร่
ฟางหยวนเดิมทีก็เป็นคนรับคำสั่งข้างกายของกงจื้อหมิงส่วนอวิ๋นอิ่งเองก็เข้าออกประตูศาลาที่ว่าการบ่อยๆมีทั้งสองคนคอยคุ้มกันและนำทางก็เลยไม่มีใครกล้าหยุดติงเหว่ยและพรรคพวกของนาง
ไม่นานพวกเขาก็ไปถึงกระโจมด้านหลังแต่เมื่อเห็นสภาพด้านในสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป
กระโจมหลังคาสูงที่มีม่านห้อยอยู่ภายในมีทหารบาดเจ็บจำนวนมากนอนกระจัดกระจายอยู่ บางคนมีเตียงนอนและบางคนก็นอนราบอยู่บนกองฟาง บางคนก็แขนขาด บางคนก็ขาขาดไปข้างหนึ่งบางคนหน้าท้องเต็มไปด้วยเลือด บางคนสูญเสียใบหน้าไปครึ่งหนึ่งพื้นในกระโจมเหนียวไปหมดราวกับเลือดจำนวนนับไม่ถ้วนที่เปียกโชกและแข็งตัวบนผิวน้ำแข็ง
-----------------------------------------
[1] คนผมขาวส่งคนผมดำ 白发人送黑发人หมายถึงพ่อแม่ที่ลูกเสียชีวิตก่อนตนเอง
[2] เปี้ยนอี๋สิงซื่อ 便宜行事หมายถึงได้รับอนุญาตจากเบื้องบนโดยไม่ต้องขอคำแนะนำใดๆคนที่ถือกระดาษแผ่นนี้สามารถสั่งการได้ทุกอย่างตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
[3] กลยุทธ์รอซ้ำยามเปลี้ย 以逸待劳 หมายถึงการใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ให้ระยะเวลาเป็นการบั่นทอนกำลังและจิตใจของศัตรูฉวยโอกาสพลิกสถานการณ์จากเดิมที่กลายเป็นรองหรือเสียเปรียบให้กลายเป็นฝ่ายได้เปรียบเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ