ขึ้นชื่อว่าราชาจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีอัตตาอยู่กับตัว วรมันที่ 2 ไม่อยากจะยอมรับในการทำนายนี้สักเท่าไหร่ หรือจะบอกว่าผู้ยิ่งใหญ่เหนือดินแดนเช่นตัวมันนั้นอ่อนแอ แม้แต่ในฝันก็ยังแพ้พ่ายโดนรังแก ดังนั้นมันจึงลังเลอยู่หลายวันไม่กล้าบุ่มบ่ามบุกเข้าไปอีก ได้แต่ตั้งค่ายล้อมเอาไว้จากที่ไกล ราชาแห่งคัมเบียจึงได้ถ่ายทอดคำสั่งใหม่ออกไปเมื่อตัดสินใจได้ สั่งเรียกระดมพลกำลังเสริมจากอาณาจักรบ้านเกิดอย่างเร่งด่วน อาณาจักรต่างๆ รอบด้านแต่ละที่ก็มีสายลับไปของตน ทันทีที่อาณาจักรคัมเบียยกทัพเสริมออกมา ข่าวสารจำนวนมากก็กระจายไปด้านอย่างเร่งด่วน
การกระทำของราชาวรมันที่ 2 ที่สั่งเรียกรวมทัพจำนวนมากจนอาณาจักรของตัวเองเหลือกองกำลังป้องกันเพียงน้อยนิดนั้น เป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงจะโดนเพื่อนบ้านลอบโจมตีเป็นอย่างมาก แต่ตัวมันผู้เป็นราชาก็ยังยืนกรานที่จะทำศึกสงครามต่อ ไม่หวั่นไหวไปกับคำทำนายไร้สาระ เลือกที่จะเชื่อในพลังของตัวเองมากกว่า มิเนอร์วาเองก็ได้รับข่าวสารนี้มาจากผู้นำกลุ่มการค้าจันทราทมิฬเช่นกัน แต่ก็เลือกที่จะไม่สนใจพร้อมทั้งเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายที่ช่วยเหลือเป็นธุระให้ หากยื่นความเป็นมิตรมาให้ชายหนุ่ม เขาย่อมมอบไมตรีให้เป็นการตอบแทน
ตลอดหลายวันที่ผ่านมามิเนอร์วานั้นแทบจะไม่ได้นอนพัก จนมีอยู่ครั้งหนึ่งวูบจะหลับขณะทดลองพัฒนาอานุภาพระเบิด จนเกิดเป็นอุบัติเหตุเพลิงไหม้ใหญ่โต อาโปกสิณก็ยังไม่เคยทำความรู้จัก จึงวุ่นวายรีบควบคุมด้วยร่างเตโชกสิณแทน มิเนอร์วาจึงได้เข้าใจ ว่าตึงมากเกินไปก็ไม่ดีกระมังหนอ ตึงจนขาดเกือบตกตายไม่ทันตั้งตัวไปแล้ว เมื่อควบคุมทุกอย่างให้กลับมาเป็นปกติแล้ว ชายหนุ่มจึงรีบไปพักผ่อน ก่อนที่จะตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยอาการกระปรี้กระเปร่า สดชื่นเพราะได้นอนหลับอย่างเต็มที่
จากข้อมูลที่ชายหนุ่มได้ทำการทดลองหลากหลายครั้ง ทำให้ทราบว่าการระเบิดนั้นแบ่งออกได้เป็นสองส่วนใหญ่ หนึ่งคือระเบิดที่มีอำนาจต่ำ เช่นดินปืนที่ลุกไหม้อย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นความร้อนและความดันก๊าซ ซึ่งคลื่นกระแทกที่เกิดจากการระเบิดนั้นมีความเร็วในการผลักวัตถุทดลองช้ากว่าการระเบิดในแบบที่สอง ที่ชายหนุ่มเรียกมันว่าระเบิดอำนาจสูง
ระเบิดอำนาจสูงนั้นจะสร้างคลื่นกระแทกผลักวัตถุทดลองชนิดเดียวกันได้รุนแรงและไวกว่า ด้วยพลังงานที่เกิดจากความดันก๊าซซึ่งมาจากการสลายตัวอย่างรวดเร็วของสารระเบิดก็รุนแรงน่าพึงพอใจ ชายหนุ่มจึงเลือกมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาดินปืนที่ด้อยกว่า ผ่านการเล่นแร่แปรธาตุผสมทดลองอยู่หลายสูตร จนกระทั่งได้ดินปืนและกระสุนรูปแบบใหม่
หัวกระสุนทำลายล้างถูกหลอมขึ้นมาจากตะกั่ว มีความกลมมนเย็นลื่นไปด้วยทองแดงที่เคลือบคลุมไว้ ม้วนแผ่นทองเหลืองขนาดใหญ่ถูกนำมาปั๊มตัดเป็นเหรียญขนาดหนาพอประมาณ ก่อนจะถูกนำไปปั๊มขอบให้ขึ้นมาเป็นรูปถ้วย จากนั้นจึงถูกนำไปอัดยืดขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์จนเป็นทรงกระบอกที่บางลง เมื่อผ่านกรรมวิธีอีกหลายอย่าง ก็จะได้เป็นกระสุนที่มีแรงขับเป็นดินปืนสูตรพิเศษ ซึ่งถูกอัดแน่นรวมไว้ในปลอกกระสุนที่มีฐานเป็นแก๊ประเบิดขนาดเล็ก
เมื่อนำชิ้นส่วนทั้งหมดมารวมกันจึงก่อกำเนิดเป็นกระสุนมัจจุราชรุ่นใหม่ ปืนลูกโม่รุ่นเก่าที่ประสิทธิภาพด้อยกว่าจึงถูกชายหนุ่มเลิกใช้แทบจะในทันที คมเคียวแห่งความตายที่เรียกว่าปืนลูกโม่ลำกล้องยาวรุ่นใหม่กระบอกนี้ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของลูกกระสุน 0.44 นิ้ว จำนวนแปดนัด ตัวลำกล้องมีสีเงินแวววาวเงาวับดูดุดัน ด้ามจับไม้ได้ถูกประกบทำขึ้นจากพฤกษาที่เรียกว่าไม้ขนุนตายพราย ถูกเคลือบเงาลงอักขระเสริมความเชื่อสร้างเป็นสิริมงคล
วิทยาการในการผลิตปลอกกระสุนนั้น ถูกนำมากระจายให้ผู้คนในกลุ่มซัลวาโตเรได้เรียนรู้ เกิดเป็นการอบรมสั่งสอนสร้างนักประดิษฐ์ขึ้นมาโดยเฉพาะ มีทั้งแผนกสร้างปลอกกระสุน มีแผนกขึ้นรูปหัวตะกั่ว แต่สุดท้ายแล้วก็มีเพียงมิเนอร์วาเท่านั้นที่นำทั้งหมดมาสร้างรวมเข้าด้วยกัน ปืนลูกโม่ขนาด .44 ได้ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมด 2 กระบอก เมื่อได้ลองยิงดูแล้วมิเนอร์วาก็ถูกใจ เห็นได้ถึงพัฒนาการทางความรู้ที่น่ากลัว ระเบิดไดนาไมต์เองก็ถูกผลิตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังถูกนำไปฝังอำพรางเพิ่มเพื่อรักษาความปลอดภัย
เป็นเวลาเกือบ 6 เดือน ที่ราชาแห่งคัมเบียเฝ้ารอคอยอย่างอดทน ในที่สุดมันก็จะไม่ต้องทนอีกต่อไป กองทัพเสริมจำนวนมากที่เรียกให้ตามมาทีหลังนั้น บัดนี้ได้ยกทัพเดินทางมาถึงแล้ว เกิดเป็นเสียงกลองศึกตีรัวดังขึ้นอีกครา อสรพิษศึกตัวโตก็ขู่ฟ่อร้องข่มให้ตกใจ ราชาวรมันที่ 2 ประกาศเรียกรวมตัวจัดทัพตั้งขบวนรบ มิเนอร์วาที่ได้ยินเสียงกลองนี้ก็ส่ายหน้าอย่างสมเพช ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโง่งมได้มากถึงเพียงนี้ ชื่อเสียงที่วรมันที่ 2 นั้นมีอยู่ บางทีอาจจะถูกเล่าลือเกินความเป็นจริงก็เป็นได้
ผู้คนจากวังมรณะสาบสูญ และเหล่าระดับสูงจากกลุ่มต่างๆ ดูไปแล้วก็เหมือนจะไว้ใจในแผนของชายหนุ่มเป็นอย่างมาก เพราะได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในการรบเมื่อครั้งก่อนนี้ ตลอดระยะเวลาที่โดนปิดล้อมจนถึงวันนี้ พวกเขาสามารถจัดการปฏิบัติทุกภารกิจที่วังมรณะสาบสูญสั่งการลงมาได้อย่างเรียบร้อย แต่ละคนเมื่อได้ทราบข่าวว่ากองทัพคัมเบียบุกเข้ามาอีกครั้งหลังจากพักฟื้นนานถึงหกเดือน พวกเขาดูไปแล้วก็ไม่มีทีท่าร้อนใจให้ได้เห็นสักเท่าไหร่ ผู้คนทางฝั่งซัลวาโตเรเองยิ่งมีทีท่าไม่สนใจไยดีกับข่าวการบุกนี้
มิเนอร์วาที่พึ่งอัดบรรจุดินปืนลงปลอกกระสุนเสร็จ ก็นำหัวกระสุนตะกั่วเคลือบมาประกอบปิดท้ายจนได้เป็นลูกกระสุน .44 ที่สมบูรณ์ เมื่อแหงนหน้ามองออกไปทางทิศที่มีเสียงเฮเคลื่อนเข้าหาก็อมยิ้มน้อยๆ แล้วกะพริบร่างหายไปจากตรงนี้ หลงเหลือไว้เพียงกระสุนลูกหนึ่งที่พึ่งสร้างเสร็จตั้งอยู่บนโต๊ะทดลอง ปรากฏตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ที่หอคอยสูง มองเห็นเฟรเกียและคนอื่นเตรียมพร้อมรออยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มเองก็เคยอธิบายแผนไปแล้ว อีกทั้งยังได้แบ่งหน้าที่จัดสรรสิ่งที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบไปนานแล้ว เขายังคงทักทายเคารพผู้คนอย่างนอบน้อม ไม่ได้มีท่าทีแข็งกร้าวใดปรากฏให้เห็น ช่างอ่อนนุ่มแตกต่างจากตอนที่พบหน้าศัตรู
ตลอดระยะเวลาเกือบหกเดือนที่ผ่านมานี้ มีหลายครั้งที่ชายหนุ่มพยายามเข้าให้ถึงซึ่งร่างวาโยกสิณ อันเป็นร่างที่สามารถทำให้กายหยาบนั้นเบาหวิวดุจสายลม เหาะเหินบินบนหนอากาศได้เสมือนเหล่าครึ่งเทพผู้มากฤทธิ์ ที่ใดไร้สายลมก็เรียกสรรเสกสร้างขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ช่างน่าเสียดายที่การเข้าสู่ภาวะไร้ตัวตนเช่นนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงเพราะว่าใจอยาก ด้วยภาวะสงครามเช่นนี้ทำให้จิตใจของชายหนุ่มไม่อาจสงบได้ ไม่เหมือนดังเช่นภาพภายนอกที่แสดงให้ทุกคนเห็น ว่าตัวเขานี้นิ่งแล้วเย็นแล้ว ทรัพยากรทางฟากฝั่งตะวันออกที่มีจำนวนมากก็เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะถูกกักขังจนไม่อาจทำการค้าใดกับภายนอกทางฝั่งนี้ได้ ทางออกที่มีจึงเป็นการหยิบยืมโยกย้ายทรัพยากรจากพื้นที่อื่นซึ่งปลอดภัยจากสงคราม
เมื่อเหล่าวิญญาณส่งเสียงกระซิบอยู่ที่ข้างใบหู มิเนอร์วาก็ได้รับรู้ว่าเหล่าทหารแห่งคัมเบียกำลังย่างก้าวเข้าสู่พื้นที่กับดักเรียบร้อยแล้ว ไม่มีผู้ใดออกหน้าไปห้ามปรามกองทัพคัมเบีย วรมันที่ 2 เองก็ไม่กล้าเคลื่อนพลเข้าหาด้วยความประมาท การบุกครั้งนี้เป็นไปอย่างระมัดระวังและมีความรัดกุมอยู่ในทุกการเคลื่อนไหว จนกระทั่งมีทหารเดินเท้านายหนึ่งเดินสะดุดเข้ากับวัตถุทรงกระบอกที่ตัวมันเองก็ไม่ทราบว่าคืออะไร มันรีบขุดดินบริเวณนั้นออกก็พบเข้ากับแท่งกระบอกที่มัดติดกันไว้หลายแท่ง ที่ปลายด้านหนึ่งมีเชือกสีเขียวเส้นเล็กยาวประมาณหนึ่งคืบโผล่ออกมามัดวัตถุปริศนานี้รวมกันไว้ ทหารผู้นี้รีบตะโกนบอกกล่าวถึงสิ่งผิดปกติที่ตนได้พบเจอเป็นการเร่งด่วน
แต่ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงตะโกน ทหารชาวคัมเบียนายนี้ก็เป็นอันต้องสะดุ้งตกใจ มันมองเห็นเงาร่างหนึ่งยืนจ้องมองลงมาจากที่สูง สายตาเย็นชาบาดจิตนั้นแลมองมาจากบนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกล ตัวมันไม่อาจขยับขัดขืนอีกฝ่ายได้ดั่งใจนึก รู้สึกว่ารอบกายนั้นเหนียวหนืดยากจะเคลื่อนไหว หมอกดำไร้ที่มา จู่ๆ ก็กลิ้งโถมกระจายไปทั่ว มันมองเห็นก้อนลูกไฟผลุบโผล่ลุกติดดั่งวิญญาณภูต เมื่อได้สติจึงพยายามขยับตัวเคลื่อนไหวอีกครั้ง เป็นเวลาเดียวกันกับที่ลูกไฟดวงหนึ่งลุกไหม้ปรากฏขึ้นที่ข้างกาย จนทำให้มันต้องแสดงสีหน้าหวาดกลัวเพราะตกใจอย่างกะทันหัน
ในสายตาของทหารเลวคนนี้กำลังแสดงอาการแตกตื่นให้เห็นอย่างเด่นชัด ในขณะที่ทหารนายอื่นพึ่งจับใจความในเสียงตะโกนของมันได้และพากันมาเดินมารวมกันเพื่อรุมมองดู ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ลูกเพลิงนี้ส่งยิ้มให้แก่เขาผู้โชคร้าย มิเนอร์วาจึงมอบบุปผาเพลิงให้กับอีกฝ่ายเป็นขวัญแรกพบหน้า ไดนาไมต์ที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายก็ปะทุระเบิดขึ้น ส่งคลื่นความร้อนรวมไปถึงแรงดันที่เกิดจากการสลายตัวอย่างรวดเร็วของสารระเบิด จนทำให้ทั่วทั้งบริเวณนี้กลายเป็นพื้นที่สังหารที่น่ากลัว เสียงตูมตามที่หายไปนานก็กลับมาดังขึ้นอีกครั้ง ทหารที่มีหน้าที่ทำการรบบนภาคพื้นดินหลายนายได้ตกตายลงจากการระเบิดนี้ พวกมันก็ได้แต่ทำใจต้องถอยหลังหนีไปตั้งหลักไกลออกไป
ผู้ใดกันจะคาดฝันว่าวัตถุปริศนานั้นจะระเบิดออก ส่งผลทำลายล้างอัดกระแทกไปเป็นวงกว้าง ทหารเลวผู้ที่เดินสะดุดกับดักระเบิดมีอันต้องตกตายแทบจะในทันที ซากศพเว้าแหว่งเพราะแขนหาย ซากร่างตายอย่างอนาถาน่าสงสาร มีหลายรายที่หนีไม่ทันโดนลูกหลงต้องตายเป็นผีอยู่เป็นเพื่อนอีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัว ผู้ที่รอดตายมาได้ก็โวยวายเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างสับสน เกิดเป็นข่าวลือกระจายไปทั่วทั้งกองทัพแห่งคัมเบีย ถือกำเนิดเป็นเรื่องราวเกินจริงไปมากนัก วรมันที่ 2 รีบเดินทางมายังจุดนี้ในทันที ตัวมันรู้สึกปวดศีรษะเป็นอย่างมาก จนปัญญาจะหาทางแก้ไขในปัญหานี้
ตัวมันผู้เป็นราชาจึงยืนครุ่นคิดอยู่นาน เมื่อตัดสินใจได้ก็สั่งการลงไปอย่างรวดเร็ว ต้องการจะเริ่มสงครามด้วยการโจมตีทางอากาศ ฝูงอินทรีเกล็ดศิลาจำนวนมากต่างก็พากันบินว่อน เหล่าปักษาผู้นำฝูงก็เป็นถึงอินทรีเกล็ดเพชรที่แข็งแกร่ง เหล่าแม่ทัพนายกองต่างก็บังคับให้ฝูงอินทรีพากันบินเข้าหาทันทีที่ได้รับคำสั่ง อาศัยมิเนอร์วาเพียงคนเดียวย่อมไม่อาจป้องกันการโจมตีจากทุกทิศทางพร้อมกันได้ ดังนั้นตามแผนแล้วการป้องกันทางอากาศจะตกเป็นหน้าที่ของเฟรเกียและเหล่าอาวุโสอีกจำนวนหนึ่ง สงครามกลางเวหาระหว่างฝูงอินทรีจึงได้เริ่มต้นขึ้น
กรุงซัลวาโตเรเปิดใช้ม่านพลังป้องกันอย่างเต็มที่ เหล่าผู้ถูกรุกรานต่างก็ช่วยเหลือกันอย่างหาได้ยาก ความสามัคคีของผู้คนทั้งหลายจึงทำให้ปรากฏผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ แม้อีกฝ่ายจะสามารถฝ่าแนวป้องกันเข้ามาภายในกำแพงเมืองได้ แต่ก็มีจำนวนน้อยเป็นอย่างยิ่ง เพียงสัมผัสได้ถึงพลังมรณะสาบสูญก็เกิดหัวหดรีบพากันบินหนีจากไป จำเป็นต้องล่าถอยเพราะแผนการจู่โจมนี้เสี่ยงเกินไป
ทันทีที่ได้ทราบข่าวร้ายนี้ ราชาวรมันที่ 2 มีท่าทีโกรธเกรี้ยวไม่พอใจ หากทำได้เพียงแค่ตั้งทัพกดดัน แต่ไม่อาจสยบสังหารจนมีชัย เช่นนั้นก็เสียเวลาเปล่าแล้ว ตัวมันวางแผนจะยึดเอาทรัพยากรและอาหารจากผู้คนในดินแดนนี้ ใช้เป็นอาณานิคมใต้อาณัติเพื่อส่งเสบียง ลำเลียงทหารทำสงครามกับศัตรูที่แท้จริงของพวกมัน นั้นคืออาณาจักรเลวาที่อยู่ห่างออกไปไกล แต่สงครามได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว จึงยากจะสงบลงได้หากไม่ได้ข้อตกลงที่พอใจกันทั้งสองฝ่าย
มิเนอร์วาเองก็เล็งเห็นในข้อตกลงนี้ จึงส่งทูตประจำตัวให้เดินทางมายังกองทัพของอีกฝ่าย อามูร์เองก็ไม่ทำให้เสียชื่อของหอกแห่งการเจรจา มันที่ถูกส่งตัวมายังชายป่าเพื่อเอ่ยยื่นข้อเสนอนี้ ก็ปรากฏกายต่อหน้าผู้คนในร่างของพยัคฆ์ตัวใหญ่ เสือสมิงร่างโตได้ยกยิ้มแล้วเอ่ยพูดด้วยภาษามนุษย์ ราชาวรมันที่ 2 เมื่อได้เห็นเช่นนี้ก็ตาโต เกิดเป็นความละโมบโลภจนแววตานั้นวาววับ สัตว์วิเศษที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้อย่างน้อยก็ต้องมีพลังเทียบได้กับระดับเหนือมนุษย์ขั้นสูงสุด ดีไม่ดีอีกฝ่ายน่าจะมีระดับครึ่งเทพเสียด้วยซ้ำไป เมื่อความคิดของวรมันที่ 2 ตกผลึกได้ดังนี้ จะเกิดความอยากได้อยากมีก็คงไม่แปลก
แม้แต่อสรพิษศึกที่มันนั่งอยู่นี้ก็ไม่อาจเอาไปเทียบอีกฝ่ายได้ สัตว์วิเศษที่มีพลังเช่นนี้ได้นับว่ามีน้อยเป็นอย่างยิ่ง อามูร์จ้องมองไปที่ดวงตาของราชาแห่งคัมเบียอย่างรังเกียจ เขาแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวยาวที่เงาวับ และเอ่ยยื่นข้อเสนออีกครั้ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย็นชาพยาบาท ผู้ที่ได้ยินได้ฟังเสียงนี้ต่างก็รู้สึกขนลุกเองตามธรรมชาติ ราวกับร่างกายได้พบเจอเข้ากับอันตรายที่มองไม่เห็น
“หากพวกเจ้าทั้งหลายต้องการเดินทางผ่านไปยังอาณาจักรเลวา เช่นนั้นก็จงจ่ายค่าผ่านทางรวมทั้งค่าเสียหายทั้งหมดออกมา ไม่เช่นนั้นก็อย่าได้คิดเลยว่าจะฝ่ากำแพงเมืองแห่งนั้นไปได้ พวกเจ้าทุกคนที่ได้มองเห็นและสัมผัสด้วยตัวเองแล้วก็คงจะรู้ดี ว่าแม้แต่ดินแดนด้านนอกนี้พวกเจ้าก็มีความสามารถไม่มากพอที่จะเหยียบเข้าไป หรือพวกเจ้าจะใช้กำลัง ให้เหล่าครึ่งเทพที่มีอยู่จำนวนเพียงแค่นี้เหาะเข้าไปก็สามารถลองดูได้ ลูกพี่ข้าฝากมาบอกว่า ต่อให้ผ่านไปอีกสิบปีพวกเจ้าก็ไม่สามารถฝ่าปราการนี้เข้าไปได้ หากไม่เชื่อก็แค่ลองพิสูจน์ดูเดี๋ยวก็จะรู้ได้เอง…”
“หากพวกเจ้าต้องการสันติ ไยเจ้าต้องกล่าวให้มากความ ผู้คนฝั่งข้าก็ตกตายลงไปมาก เช่นนั้นก็แล้วกันไปดีหรือไม่? พวกข้านั้นจำเป็นต้องเดินผ่านทางนี้ แต่ในเมื่อพวกเจ้าไม่สะดวกแล้วจะให้ตัวข้าเดินทัพส่งเสบียงผ่านทางไหนกัน?”
สาเหตุที่กองทัพคัมเบียนั้นจำเป็นต้องเดินผ่านเส้นทางนี้ ก็เป็นเพราะว่าอาณาจักรเพื่อนบ้านคนอื่นนั้นแข็งแกร่งพอๆ กัน อีกทั้งยังเคยเห็นหน้าเห็นตากันเป็นอย่างดี มีเพียงอาณาจักรแห่งนี้เท่านั้นที่กำลังอ่อนแอในสายตาของมัน เมื่ออดีตราชาถูกลงโทษตามความผิดอย่างสาสม ถึงแม้ว่าจะยังมีราชวงศ์ผู้อื่นหลงเหลืออยู่ แต่พวกเขาก็เรียกได้ว่าไร้กำลังที่จะแก้ไขในสิ่งใด เป็นเพียงซากของประวัติศาสตร์ที่ยังหลงเหลือไว้ให้ผู้คนได้ศึกษา ตัวมันจึงฉวยเอาโอกาสนี้ลงมือหาเรื่องตีกับวังมรณะสาบสูญ
“สันติ? พวกข้านั้นอยู่กันอย่างสงบไม่เคยก้าวเท้าล่วงเกินท่าน เป็นท่านเองไม่ใช่หรืออย่างไรที่ก่อเรื่อง ต้องให้ผู้อื่นเตือนอีกสักกี่ครั้งกันถึงจะหลาบจำ ปัญหาของท่านนั้นคลี่คลายได้อย่างง่ายดาย แต่ทำไมถึงไม่ใช้ปัญญาคิด ไม่พูดมากความแล้วจ่ายมา 3,000 ล้านเหรียญทองแล้วจบกัน!”
เกิดเป็นความผันผวนที่มาพร้อมกับเสียงพูดอันคุ้นหู อากาศว่างเปล่าบนหลังอามูร์กะพริบวาบก่อนที่จะมีร่างของมิเนอร์วาปรากฏนั่งอยู่ เขาเอ่ยเรียกร้องอย่างเกินจริงไม่สนว่าอีกฝ่ายจะพอใจหรือไม่ เพราะหลักของการขายสินค้านั้นช่างง่ายดาย เมื่อเกิดความจำเป็นต้องการที่มากล้นได้ปรากฏขึ้นที่ไหน ที่แห่งนั้นมักจะมีกลิ่นของสิ่งล้ำค่ารอคอยอยู่ และบังเอิญว่าสินค้านั้นมีเพียงมิเนอร์วาเท่านั้นที่มีอยู่พอดี เส้นทางนี้มีเจ้าของ หากอยากผ่านก็ต้องจ่ายสิ่งของมีค่าออกมาแล้ว
ราชาวรมันที่ 2 หรี่ตาคิดไม่ได้ตกใจให้กลับมาปรากฏตัวของอีกฝ่าย หากปราบวังมรณะสาบสูญที่เป็นขุมพลังปกครองอาณาจักรนี้ลงได้ เช่นนั้นตัวมันก็จะมอบโอกาสให้แก่เหล่าราชวงศ์ที่เหลืออยู่อีกครั้ง จะอาศัยสายเลือดแท้ที่ชิงมาได้แต่งตั้งให้เป็นตัวแทน เป็นราชาหุ่นเชิดที่ถูกตัวมันบงการอีกที ตัวมันที่ปกครองคัมเบียมาหลายสิบปีนั้นรู้ดี ว่าการจะกดขี่ผู้คนนั้นทำอย่างไร ต้องเริ่มจากการล้างสมองผู้คนให้เชื่อฟัง ต้องสร้างฐานอำนาจจนสามารถบงการผู้คนให้หวาดกลัว อาณาจักรหลายแห่งใช้ระบบการปกครองเช่นนี้ ซึ่งมักจะปฏิบัติกันอย่างเป็นปกติทั่วไป
เมื่อเหล่าชนชั้นสูงได้ถูกมอมเมาให้หลงใหลในยศถา กาลเวลาก็จะสร้างฐานอำนาจนี้ให้แข็งแกร่ง และสามารถเป็นกำลังให้ได้ในอนาคต เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะต่อรองอย่างไรต่อ ราชาแห่งคัมเบียที่กำลังอ้าปากเตรียมจะส่งเสียงพูด ก็เป็นอันต้องหยุดชะงักอ้าปากค้างเพราะมิเนอร์วาเอ่ยยื่นข้อเสนออื่นขัดเสียงของมัน แต่เมื่อได้ฟังข้อเสนอใหม่นี้แล้วตัวมันยิ่งอ้าปากค้างมากขึ้นกว่าเดิมอย่างลืมตัว