ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 190 แผนการยามอรุณรุ่ง
ใช้เวลาทั้งวันในการมุ่งหน้าขึ้นสู่ที่ราบด้านบนบริเวณยอดเขา ตอนนี้คนในหน่วยทุกคนดูเหนื่อยล้ากันมากไม่เว้นแม้แต่คาลอส
พวกเขาเดินทางมาทั้งคืน แล้วยังจะต้องมาปีนเขาที่สูงชันเช่นนี้ต่อเนื่องไม่ได้หลับไม่ได้นอน แม้จะเป็นร่างกายของอเวกระดับสูง ก็ต้องรู้สึกเหนื่อยล้าเช่นกัน
คาลอสเองไม่เท่าไหร่ แต่สำหรับวาเปียวที่เป็นอเวกระดับเจ็ดนั้นเห็นได้ชัดเลยว่าเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก และเป็นเช่นเดียวกันกับอเวกระดับเจ็ดทุกคน
ด้วยเหตุนี้ ไคโฮและรองหัวหน้าหน่วยจึงสั่งให้ทุกคนรีบตั้งที่พักชั่วคราวของตนเอง แล้วพักผ่อนกันให้มากที่สุด หลังจากนี้เหตุการณ์อะไรก็เกิดขึ้นได้ ยิ่งเวลาผ่านเลยไป การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
คืนทั้งคืนผ่านไปโดยไม่มีการฝึกซ้อมอะไรเพิ่มเติมอีก ทหารทุกนายได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ในที่สุดเช้าที่สดใสก็มาถึงอีกครั้ง
หัวหน้าหน่วยไม่ได้เรียกทุกคนมารวมตัวกันเช้าเกินไปนักเพราะเห็นแก่ทุกคนที่เหน็ดเหนื่อยกันมามาก
“พวกเราทุกคนจะปักหลักอยู่ที่นี่ไปก่อน ด้านบนยอดเขาสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวได้ทั่วบริเวณ ฉะนั้นเราอาจสังเกตเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ได้ก่อน นั่นจะเป็นจุดแข็งของพวกเราที่จะเดินหน้าปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ” ชายวัยกลางคนที่ไว้หนวดเคราเป็นระเบียบกล่าวขึ้นมา และยังคงพูดต่อไป
“หน่วยของเราเคลื่อนที่ได้อิสระ ไม่มีใครมาสั่งว่าเราต้องทำอะไร แต่เราต้องหาจังหวะที่ดีที่สุดตามกระแสสงครามแล้วเข้าไปป่วนส่วนหลังของศัตรูให้ได้มากที่สุด ทำตามที่เราฝึกซ้อมร่วมกันมา แล้วข้าเชื่อว่าพวกเราจะพากันรอดกลับมาได้!”
เหล่าทหารกว่าสามสิบนายยืนนิ่งฟังคำกล่าวของหัวหน้าหน่วยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ในสงครามไม่มีคำว่าปลอดภัยอยู่แล้ว และหน้าที่ของพวกเขายังทำให้มันอันตรายขึ้นไปอีก การทำหน้าที่ได้สำเร็จ กับการมีชีวิตรอดกลับไปนั้นเป็นสองสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แต่แน่นอนว่าพวกเขาทำอะไรไม่ได้นอกจากทำให้ได้เหมือนที่ซักซ้อมร่วมกันมา ส่วนการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าจะเป็นหน้าที่ของหัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วย มันมีแต่จะต้องเชื่อใจทั้งคู่เท่านั้น หน่วยทั้งหน่วยจึงจะทำภารกิจสำเร็จและรอดกลับไปพร้อมๆ กันได้
คนทั้งหมดเต็มไปด้วยความกังวลลึกๆ แฝงเร้นอยู่ภายในใจ ไม่เว้นแม้แต่คาลอส ตอนนี้เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ถูกแยกออกมาจากกลุ่มของสมาชิกตระกูลพีไรซ์ ผู้ติดตามที่บรรพบุรุษส่งมาก็น่าจะไม่ได้ติดตามเขามาด้วยในครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นมันคงจะถูกเปิดเผยต่อหน้าไคโฮที่เป็นอีโวลระดับที่หนึ่งไปแล้ว
ช่วงเวลาที่อยู่ภายในหน่วยนี้ไม่ใช่สั้นๆ ทั้งยังมีการเปลี่ยนย้ายตำแหน่งบ่อยครั้ง จะเป็นไปได้หรือที่หัวหน้าหน่วยผู้นั้นจะไม่สามารถรับรู้ว่ามีคนติดตามมา? ฉะนั้นก็มีความเป็นไปได้มากว่าชายชราในชุดทองอาจจะกำลังปกป้องดูแลคนอื่นๆ อีกสี่คนที่เหลือ
ถ้าเป็นเช่นนั้นคาลอสก็เบาใจลง อย่างน้อยความเสี่ยงของท่านพ่อ ท่านลุง และท่านพี่เคฟลินก็น่าจะไม่มากนัก ส่วนตัวเขาก็จำเป็นต้องเอาตัวรอดจากสนามรบเช่นนี้ไปให้ได้เช่นกัน...คืนนี้เขาจะต้องรีบฝึกฝนพลังต่อไป หากเขาก้าวไปสู่ระดับที่เก้าได้สำเร็จ โอกาสรอดชีวิตก็จะเพิ่มขึ้น
การฝึกซ้อมในวันนี้ค่อนข้างเบา หน้าที่หลักที่ทุกคนต้องทำคือผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนพากันเฝ้าสังเกตการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องล่าง หากมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจากกองทัพฝ่ายตรงข้ามต้องรีบแจ้งคนอื่นทันที
วันเวลาผ่านไปอีกหนึ่งคืน คาลอสมีหน้าที่เฝ้าระวังในช่วงยามแรกๆ ของคืน เวลาที่เหลือจึงแบ่งไปฝึกฝนพลังได้
คาลอสรวบรวมพลังไปจนถึงจุดที่เกือบจะทะลวงผ่านระดับไปได้สำเร็จ เพียงแต่เสียงประกาศรวมพลโดยเร่งด่วนพลันดังขึ้นก่อน ทำให้ชายหนุ่มต้องออกจากการฝึกฝน
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ...
ร่างกว่าสามสิบร่างพุ่งเข้ามารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง แสงแดดยามเช้ามืดทำให้เห็นกลุ่มคนเหล่านี้เป็นเพียงเงาดำ
“ทัพศัตรูเคลื่อนไหวเต็มกำลังแล้ว! มันใช้กองทัพสัตว์อสูรนำทัพมาก่อน และมีบางส่วนกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ เตรียมตัวรับมือ!” คราวนี้ชายวัยกลางคนร่างผอมท่าทางเหมือนนักวิชาการเป็นผู้ประกาศแทนหัวหน้าหน่วยที่บัดนี้กำลังจับจ้องความเคลื่อนไหวภาคพื้นดินอยู่บนยอดเขาสูง
กร๊าซซซซ
สิ้นคำประกาศ เสียงร้องของสัตว์ร้ายก็ดังแว่วสะท้อนชะง่อนผามาเข้าหูทหารทุกนาย ดูเหมือนว่าสงครามกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างไม่ทันตั้งตัว ทหารในกองทัพหลักบางนายอาจจะกำลังนอนหลับฝันอยู่ในกระโจมก็เป็นได้
กองทัพของฝ่ายศัตรูเป็นกองทัพผสมระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูร แตกต่างจากกองทัพจากเขต B ที่มีแต่มนุษย์เพียงอย่างเดียว
ปกติแล้วการเดินทางผ่านเขตแดน เส้นทางที่สะดวกที่สุดก็คือต้องผ่านช่องแคบที่มีอยู่บ้างประปรายตามเทือกเขาที่ทอดตัวยาว แต่ข้อเสียของมันคือไม่สามารถเดินทัพขนาดใหญ่ผ่านเข้าไปได้ ฉะนั้นในการสู้รบกันเป็นกองทัพ ฝ่ายใดที่เริ่มโจมตีก่อนย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพียงแค่โผล่ออกจากช่องแคบไปก็คงถูกสังหารโดยไม่ทันได้ต่อสู้ด้วยซ้ำ
เป็นเหตุผลว่าทำไมกองทัพของเขต B จึงตั้งทัพกดดันไว้ที่ดินแดนของตนเอง
แต่กลยุทธ์ของกองทัพจากดาร์กฮอไรซอนนั้นต่างออกไป ด้วยความที่พวกมันเป็นกองทัพผสมระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูร ซึ่งสัตว์อสูรเหล่านี้ก็มีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ จะไม่น่าแปลกใจเลยหากในหมู่พวกมันจะมีสายพันธุ์ที่เชี่ยวชาญด้านการปีนป่ายเป็นพิเศษ
หรือต่อให้ไม่ใช่สายพันธุ์ที่เชี่ยวชาญด้านการปีนป่ายภูเขาสูง ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งของพวกมันและสรีระพิเศษบางอย่าง ทำให้การปีนข้ามเทือกเขาสูงเท่านี้ไม่ได้ลำบากอะไรนัก แม้พวกมันจะไม่ใช่สัตว์อสูรระดับสูงก็ตาม
ด้วยข้อได้เปรียบนี้ การบุกโจมตีของพวกมันจึงกลายเป็นได้เปรียบ ไม่จำเป็นต้องสนใจภูมิประเทศ ไม่จำเป็นต้องทำตามสามัญสำนึกมาตรฐานของมนุษย์ที่จำเป็นจะต้องเดินทางเฉพาะในแนวระนาบเพียงอย่างเดียว
อีกฝ่ายเลือกระยะเวลาเป็นช่วงเช้ามืด คืบคลานเข้ามาหากลุ่มทหารที่ไม่ได้เตรียมพร้อมเต็มที่ ไม่ได้คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะสามารถข้ามผ่านเทือกเขาสูงเหล่านั้นมาได้อย่างง่ายดาย
แผนการอันชาญฉลาดนี้จะทำให้กองทัพเขต B จำเป็นต้องถอยร่นกลับไป และเปิดโอกาสให้กองทัพของศัตรูข้ามผ่านเขตแดนมาได้อย่างไม่ต้องรีบร้อน และไม่ต้องกังวลกับอันตรายใดๆ
เมื่อเวลาผ่านไป ฝ่ายศัตรูคงจะเข้ายึดพื้นที่ที่เคยเป็นของเขต B ได้ในที่สุด
เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป บอกได้เลยว่ากองทัพเขต B จะต้องได้รับความเสียหายอย่างหนักแน่นอน... แต่หัวหน้าหน่วยอย่างไคโฮก็ไม่ได้สนใจมากนัก การจะจัดการเรื่องราวทั้งหมดอย่างไรนั้นเป็นการตัดสินใจของกองทัพหลัก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน่วยที่แยกตัวเป็นอิสระอย่างพวกเขาเลยสักนิด
ไม่จำเป็นต้องร้อนใจแทน ไม่จำเป็นต้องแจ้งเตือนกลับไปยังทัพหลัก ป่านนี้คนเหล่านั้นคงรู้ตัวกันแล้ว แต่จะเตรียมตัวรับมือได้มากเท่าไหร่ก็คงต้องอยู่ที่วินัยของทหารและความสามารถของผู้นำ
อีกอย่าง ที่ไคโฮไม่ต้องการจะแจ้งข่าวกลับไปเป็นเพราะการกระทำเช่นนั้นจะเป็นการเปิดเผยตำแหน่งที่อยู่ของตนเอง หรือหากใช้วิธีโง่เง่าอย่างการส่งคนไปแจ้งข่าวก็ใช้เวลามากจนเกินไป แถมยังจะเสียทหารในหน่วยไปหนึ่งคนทันที หน่วยลับเช่นนี้ไม่ควรจะเสียเวลาทำเรื่องไร้ประโยชน์เช่นนั้น
เสียงคืบคลานของสัตว์อสูรยังดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากเสียงที่ได้ยินคงมีพวกมันไม่ต่ำกว่าสิบตัว
นี่นับว่าจำนวนของพวกมันน้อยมากแล้ว เพื่อที่จะให้ไม่เป็นที่สังเกตมากนัก ไคโฮได้เลือกสถานที่ที่ค่อนข้างไกลกับทัพหลักพอสมควร นั่นทำให้กองทัพสัตว์อสูรที่มาถึงจุดนี้มีจำนวนไม่มาก
พรึ่บ
ร่างของชายวัยกลางคนกระโดดกลับมารวมตัวกับนายทหารทั้งสามสิบสองนาย เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เตรียมพร้อม
ทุกคนในหน่วยกระจายตัวออกไปตามที่ฝึกซ้อมกันเอาไว้ คาลอสดึงขวานสีแดงเพลิงออกมาจากห่อผ้า สายตามองไปที่เบื้องหน้าไม่วางตา รอคอยให้ศัตรูเดินทางเข้ามาหา
ปกติแล้วคาลอสไม่ได้นำอาวุธออกมายามที่ฝึกซ้อม แต่ในสถานการณ์ต่อสู้จริงเขาไม่อาจประมาทได้ อะไรที่ช่วยเพิ่มความสามารถของตนเองขึ้นมาได้ คาลอสก็ยินดีจะใช้มัน
เช่นเดียวกัน นายทหารหลายคนก็ดึงอาวุธที่ตนเองถนัดมือออกมา แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะพกพาอาวุธมาด้วย ต้องทราบก่อนว่ายิ่งมนุษย์แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ การโจมตีด้วยหมัดเปล่าๆ อาจจะรุนแรงไม่ต่างจากการใช้อาวุธเลยด้วยซ้ำ ที่ยังมีอเวกระดับสูงใช้อาวุธอยู่ก็เป็นเพราะความถนัดส่วนตัวเสียมากกว่า
ยิ่งเป็นตัวตนในระดับอีโวล อาวุธธรรมดาๆ แทบไม่ควรค่าแก่การใส่ใจ มันไม่ได้ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้พวกเขาแม้แต่นิด เผลอๆ อาจจะหักเสียหายระหว่างการต่อสู้ได้ง่ายๆ กลายเป็นภาระไปเสียอีก เพราะฉะนั้นตัวตนที่ทรงพลังบนโลกมนุษย์มักจะไม่ใช้อาวุธภายนอก แต่กลับใช้พลังของตนเองมาต่อสู้กับศัตรู
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ต้องการอาวุธ แต่วัตถุดิบและวิทยาการบนโลกมนุษย์ยากนักที่จะสร้างอาวุธดีๆ ให้เหมาะสมกับตัวตนทรงพลังเหล่านี้
แกร็กๆๆๆ
เสียงของเศษดินเศษหินที่ร่วงเกรียวกราวตามการเคลื่อนไหวของเหล่าสัตว์อสูรดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อีกเพียงนิดเดียวพวกมันคงไต่ขึ้นมาจนถึงบริเวณที่ราบด้านบนของเทือกเขา
ในช่วงเวลาที่เหล่าสัตว์อสูรรับรู้ว่ามีกลุ่มคนซุ่มซ่อนรอพวกมันอยู่ ก็เป็นเวลาเดียวกับที่กองทหารเห็นพวกมันเช่นเดียวกัน
สัตว์อสูรเหล่านี้ค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งที่เดินสี่ขา บางตัวที่เหมือนสัตว์เลื้อยคลาน และบางชนิดก็เป็นเหมือนกับแมงมุมขนาดยักษ์ พวกมันคืบคลานมาในเงามืด มีเพียงแสงอาทิตย์ที่ริมขอบฟ้าเท่านั้นที่ทำให้เห็นรูปร่างของพวกมันคร่าวๆ
ทั้งสองฝ่ายจดจ้องกันเพียงชั่วครู่ ก่อนที่เสียงของไคโฮจะดังขึ้น “โจมตี!”
เหล่าทหารที่แยกเป็นกลุ่มต่างๆ พุ่งตัวเข้าไปที่ขอบของเหลี่ยมเขาทันที จุดนี้เป็นสถานที่ที่หน่วยทหารของมนุษย์จะได้เปรียบที่สุด เนื่องจากเหล่าสัตว์อสูรเพิ่งขึ้นมาถึงด้านบน ด้านหลังของพวกมันแทบจะไม่มีพื้นที่สำหรับหยั่งเท้า การจะต้องต่อสู้กับผู้คนที่อยู่ในระนาบสูงกว่าเป็นเรื่องลำบากอย่างยิ่ง
กร๊าซซซ
จี้ๆๆ
เหล่าสัตว์อสูรต่างส่งเสียงร้องด้วยความกรุ่นโกรธ พวกมันไม่นึกว่าจะได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากศัตรูเช่นนี้
เสียงการปะทะของทั้งสองฝั่งได้ดึงสัตว์อสูรบริเวณใกล้เคียงเข้ามาสมทบด้วยเช่นกัน
จากสัตว์อสูรเพียงสิบกว่าตัว ตอนนี้เพิ่มมาเป็นสามสิบสี่สิบตัว ความได้เปรียบด้านจำนวนของฝั่งมนุษย์เริ่มหายไป เหลือเพียงก็แต่ชัยภูมิที่สูงกว่าจึงสามารถผลักดันเหล่าสัตว์อสูรไม่ให้พวกมันโจมตีเข้ามาพร้อมๆ กันได้
หน่วยของคาลอสต่อสู้กันอย่างเป็นระเบียบ โชคดีที่ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรพวกนี้ไม่ได้สูงจนเกินไป ส่วนใหญ่เป็นสัตว์อสูรระดับหก มีสัตว์อสูรระดับที่เจ็ดและแปดอยู่บ้างประปราย ฝ่ายมนุษย์จึงต้านกลุ่มสัตว์อสูรกลุ่มนี้ไว้ได้ แต่ก็ยังไม่อาจมีชัยอย่างเด็ดขาดเหนือพวกมัน
ต้องทราบว่าสัตว์อสูรนั้นมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์มาก ถึงจะมีระดับพลังที่เท่ากัน อย่างไรสัตว์อสูรก็ได้เปรียบมนุษย์ และไม่มีทางที่กลุ่มทหารเหล่านี้จะสังหารพวกมันได้ง่ายๆ