THe Superman

    รวมตอนที่ 68+69+70

    ตอนที่ 68 หมากล้อม


    “ อะไรนะ !? หยางหลิวโอนเงินให้หนึ่งแสนหยวน ! ” ลุงโจวซือพูดผ่านทางโทรศัพท์ด้วยอาการแปลกใจ

    “ อ้าว !? สรุปว่าหยางหลิวไม่ได้เงินจากพี่โจว ? ฮึ่ม ! ฉันก็คิดไว้แล้วเชียว พี่โจวจะเอาเงินเดือนให้ลูกฉันทำไมเยอะขนาดนั้น เดี๋ยวฉันจะต้องไปถามหยางหลิวแล้วว่าเงินนั่นมาจากไหนกันแน่ ” แม่หยางหลิวคาดเดาไปเองโดยฟังจากน้ำเสียงประหลาดใจของลุงโจวซือ ในตอนนี้เธอกำลังคิดไปเองว่า หยางหลิวโกหกเธอเรื่องเงินที่หามาได้

    ทว่าก่อนที่แม่หยางหลิวจะวางสาย เสียงจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

    “ เดี๋ยวก่อน ๆ ความจริงแล้วเงินนั่นฉันเป็นคนให้เองจริง ๆ ” หลังจากฟังเสียงของแม่หยางหลิวบ่น ลุงโจวจึงเข้าใจสถานการณ์ และค่อย ๆ เล่าความจริงให้ฟัง

    “ คือแบบนี้นะ หยางหลิวเป็นเด็กที่เก่ง และมีพรสวรรค์มาก การทำอาหาร และรสชาติที่ทำออกมาจัดว่าสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว พอร้านของฉันได้ตัวหยางหลิวมาสถานการณ์ของร้านเราก็กลับตาลปัตร จากที่ลูกค้าไม่ค่อยจะเข้า กลายเป็นลูกค้าแห่กันเข้ามาทุกเวลาไม่หยุดหย่อน... ” ลุงโจวอธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบให้แม่หยางหลิวฟัง ตั้งแต่เริ่มเธอไม่ได้พูดแทรกแม้แต่น้อย แม่หยางหลิวทำได้มีเพียงอยู่ในสภาวะตกตะลึงโดยสิ้นเชิง

    ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดลุงโจวก็พูดขึ้นว่า “ ดังนั้นเรื่องเงินที่ฉันให้หยางหลิวไปน่ะ ฉันให้เขาจริง ๆ นี่ก็เป็นเดือนที่ 2 แล้วที่ฉันให้ รวมทั้งหมดก็เป็นเงินสองแสนหยวน ความจริงฉันกะจะให้เขาเพิ่มอีกหน่อย แต่กลายเป็นว่าเขาไม่ยอมรับเงินฉันเกินไปจากนั้นเลย ฉันล่ะชื่นชมลูกชายของเธอจริง ๆ ” ลุงโจวบอกเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับแม่หยางหลิวฟัง พร้อมยังยกย่องในตัวของหยางหลิวอีกด้วย

    “ สองแสนหยวน !! ” หลังจากแม่หยางหลิวนั่งฟังอยู่จนจบ เธอก็รู้สึกสะดุดกับคำ ๆ หนึ่งเข้า ทำให้เธอพูดออกมาด้วยความตกใจ

    “ ใช่ สองแสนหยวน ทำไมเหรอ ? ” ลุงโจวถาม

    “ อ๋อเปล่า ฉันแค่ตกใจนิดหน่อย นี่มันเกินคาดไปจริง ๆ ” แม่หยางหลิวพลันได้สติ เมื่อกี้เธอรู้สึกเหลือเชื่อไม่น้อย หยางหลิวออกไปทำงานแค่สองเดือน สองเดือนเท่านั้น !

    หยางหลิวกลับทำเงินได้ถึงสองแสนหยวน !

    นี่มันเหลือเชื่อมากเกินไปแล้ว ครอบครัวของหยางหลิวมีรายได้ไม่ถือว่าเยอะ และก็ไม่ถือว่าน้อย ตกประมาณปีละหกหมื่นหยวน

    แต่เมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่หยางหลิวไปทำงานเพียงแค่สองเดือน แค่สองเดือนมันก็มากกว่ารายได้ครอบครัวสามปีเสียอีก

    แม่หยางหลิวนิ่งเงียบไปนาน ลุงโจวเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีก แต่ทันใดนั้นเองลุงโจวก็พลันนึกถึงเรื่องราวบางอย่างได้ นั่นก็คือเรื่องราวของเมื่อต้นเดือนก่อน

    “ จะว่าไปแล้วฉันก็นึกบางอย่างได้ ความจริงฉันอยากให้หยางหลิวทำงานที่นี่ไปเรื่อย ๆ และสืบทอดกิจการของร้านฉัน แต่ว่าเขาดันปฏิเสธไปซะได้ หยางหลิวบอกว่าเขาต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง ดังนั้นเขาจึงจะทำงานกับฉันแค่สามสี่เดือนเท่านั้น ”

    “ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง !? ” แม่หยางหลิวก็กลายเป็นแปลกใจมากขึ้นไปอีก ทำไมลูกของเธอถึงเลือกจะไปเรียนต่อ ทั้ง ๆ ที่ถ้าทำงานอยู่ที่ภัตตาคารโจวซือต่อไปก็ได้เงินเดือน แถมยังได้เยอะซะด้วย เดือนละแสนหยวนแท้ ๆ เธอไม่เข้าใจเลยว่าหยางหลิวจะไปลำบากเรียนที่นั่นทำไม อีกอย่างเธอก็ยังคิดว่าหยางหลิวน่าจะสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งอยู่แล้ว แต่ทำไมหยางหลิวถึงยังตั้งใจที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง แถมยังไปบอกกับลุงโจวซือไว้ล่วงหน้าอีกต่างหาก

    “ ขอบคุณพี่โจว เดี๋ยวฉันจะลองถามลูกชายของฉันดูก่อน ” แม่หยางหลิวคิดอะไรบางอย่างได้ เธอจึงพยายามตัดบทสนทนา และเตรียมที่จะไปถามหยางหลิวถึงเรื่องที่เธอสงสัย

    ลุงโจว : “ ตกลง แล้วเจอกันช่วงปีใหม่ ”

    “ แล้วเจอกัน ” แม่หยางหลิวพูดจบ เธอก็ตัดสายในทันที จากนั้นเธอจึงโทรไปถามเรื่องราวทั้งหมดจากหยางหลิวอีกทีหนึ่ง

    จากการที่หยางหลิวหวังจะให้ครอบครัวของเขามีเงินไว้ใช้อย่างสะดวกสบาย กลับกลายเป็นว่าตอนนี้เขากำลังโดนแม่เขาว่าเรื่องที่หยางหลิวจะไม่ทำงานเป็นเชฟต่อหลังจากนี้ และยังว่าเรื่องที่หยางหลิวจะไปเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วย

    แม่ของหยางหลิวพยายามพูดเกลี้ยกล่อมอยู่นานให้หยางหลิวทำงานเป็นเชฟเต็มตัว ไม่ต้องไปเรียนต่อแล้ว เพราะในตอนนี้ด้วยฝีมือด้านการทำอาหารของหยางหลิว มันก็เพียงพอที่จะมีงานดี ๆ ทำ มีชีวิตที่สุขสบายแล้ว

    ทว่าหยางหลิวกลับตอบปฏิเสธไปโดยไม่ไยดี เขาไม่ต้องการที่จะเป็นเชฟอีกแล้ว เชฟมันก็เป็นแค่ทางเดียวที่เขาเคยคิดว่าจะประสบความสำเร็จตามที่ฝันได้ ทว่าตอนนี้เขาค้นพบแล้วว่าเขาคิดผิด ตอนนี้เขามีทางให้เลือกมากมายในการที่จะไล่ตามฝัน และหนึ่งในนั้นก็คือการเข้าไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยที่ลู่เอินจะเข้าไปเรียนต่อ

    แม่และลูกต่างโต้เถียงกันอยู่นาน หยางหลิวพยายามพูดยกเหตุผลมาร้อยแปดอธิบายให้แม่ของเขาฟัง ทว่ามันกลับไม่เป็นผลสักเท่าใด ความจริงแล้วถ้าหยางหลิวไม่ได้ความสามารถจากระบบ เขาก็คงเลือกที่จะทำงานที่ภัตตาคารโจวซือต่อไปเรื่อย ๆ เช่นกัน

    แต่ในตอนนี้เขามีมันอยู่ และเขายังรู้อีกด้วยว่ามันพิเศษจริง ๆ มันอาจจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จขึ้นในชีวิตนี้ ดังนั้นทำไมเขาต้องจมปลักทำงานด้านเชฟด้วย สู้ให้เขาไปลองหาประสบการณ์ด้านอื่น ๆ จนทำให้เขาสำเร็จกว่านี้จะไม่ดีหรือ ?

    สุดท้ายเป็นฝ่ายพ่อหยางหลิวที่ทนไม่ไหว เขาไม่ค่อยได้สนใจเรื่องเงินทองเท่าใดนัก ขอแค่พอมีพอกิน อยู่อย่างพอเพียงก็พอแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่เห็นด้วยกับคำพูดของภรรยาเขา อีกทั้งเขาต้องการให้หยางหลิวใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ต้องไปทำงานงก ๆ เกือบทุกวัน เหมือนกับตัวเขาเองที่เป็นพนักงานในบริษัท และต้องทำงานอย่างขยันขันแข็ง จนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน

    ดังนั้นเมื่อพ่อหยางหลิวช่วยพูด สถานการณ์จากหนึ่งต่อหนึ่ง ก็กลายเป็นสองต่อหนึ่ง ฝั่งแม่หยางหลิวแม้จะไม่ค่อยสบอารมณ์นัก แต่สุดท้ายเธอก็สู้ความเห็นของคนทั้งสองไม่ไหว จึงยอมแพ้ไป ทว่าเธอก็ยังมีเงื่อนไขหนึ่งอยู่ นั่นก็คือถ้าหยางหลิวสอบไม่ผ่าน หยางหลิวต้องกลับไปทำงานที่ภัตตาคารโจวซือดังเดิม ซึ่งในเรื่องนี้หยางหลิวก็ตอบตกลงในทันที นี่เป็นข้อเสนอที่ดีมาก ๆ สำหรับหยางหลิว หรืออาจจะเรียกได้ว่าโกงเลยก็ได้ เพราะยังไง ๆ หยางหลิวก็จะผ่านเงื่อนไขนี้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว

    ...

    หยางหลิวใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะพูดคุยให้แม่ของยอมรับ ในขณะนี้เป็นเวลาสิบโมงเช้าแล้ว หยางหลิวยังมีความจำเป็นที่จะต้องไปหานักชิมฟ่งยู่อีก ดังนั้นหยางหลิวจึงตัดสินใจไปหานักชิมฟ่งยู่ในทันที

    ในเวลาสิบเอ็ดโมงเช้าหยางหลิว และนักชิมฟ่งยู่กำลังพักผ่อนกันอยู่ที่ห้องพักแห่งหนึ่งในบ้านของนักชิมฟ่งยู่ นักชิมฟ่งยู่ค่อนข้างดีใจที่หยางหลิวตัดสินใจอย่างรวดเร็วขนาดนี้ เพราะในตอนแรกเขายังคิดไปว่าหยางหลิวคงจะให้คำตอบเขาในสองสามวันข้างหน้าเสียอีก

    หยางหลิว และนักชิมฟ่งยู่พูดคุยเรื่องรายละเอียดของรายการ The CC กันอยู่เป็นเวลานาน จนในที่สุดหยางหลิวก็รับทราบรายละเอียดทั้งหมด

    อันที่จริงหยางหลิวเขาเพิ่งจะมาทราบตอนนี้เองว่า เขาไม่มีคุณสมบัติใด ๆ ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้แม้แต่น้อย ทว่าสำหรับนักชิมที่เป็นผู้ตัดสินทั้งสิบท่าน จะได้รับสิทธิ์ในการเชิญเชฟสามคนมาเข้าร่วมการแข่งขันได้ และนั่นก็หมายความว่าหยางหลิวเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านี้ที่ถูกเชิญเข้าร่วมการแข่งขันโดยหนึ่งในผู้ตัดสินทั้งสิบ

    ทันใดนั้นหยางหลิวก็กล่าวขอบคุณนักชิมฟ่งยู่ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด นักชิมฟ่งยู่ถือว่าเป็นผู้มีบุญคุณกับหยางหลิวไม่น้อย เขาช่วยเหลือหยางหลิวหลายอย่างเลยทีเดียว นั่นจึงไม่แปลกที่หยางหลิวจะรู้สึกซาบซึ้งใจเช่นนี้

    ในด้านของนักชิมฟ่งยู่เองก็มองหยางหลิวด้วยแววตารักใคร่เอ็นดูประหนึ่งหยางหลิวเป็นหลานชายคนหนึ่งของเขา ความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นแฟ้นยิ่งกว่าลุงกับหลานทั่ว ๆ ไปเสียอีก

    หลังจากพูดคุยกันเป็นเวลานาน ตอนนี้ก็เป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี นักชิมฟ่งยู่จึงเอ่ยปากชวนให้หยางหลิวอยู่ร่วมรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันสักมื้อ

    หยางหลิวเห็นท่าทีเอาใจใส่ตนเองเป็นพิเศษของนักชิมฟ่งยู่ เขาจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเลใด ๆ

    หยางหลิว และนักชิมฟ่งยู่ต่างเดินไปยังอีกห้องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นสถานที่สำหรับรับประทานอาหารของนักชิมฟ่งยู่

    ทว่าในทันทีที่หยางหลิวเข้าไปในห้องนั้น เขาก็สังเกตเห็นถึงบางสิ่งบางอย่าง ภายในห้องมันมีกระดานหมากล้อมที่ค่อนข้างเก่าแก่กระดานหนึ่งวางไว้อยู่ที่ห้องนั่น

    “ โอ้ !? เธอสนใจเรื่องหมากล้อมเหรอ ? ” นักชิมฟ่งยู่ที่เดินข้าง ๆ หยางหลิว เขาสังเกตได้ว่าหยางหลิวกำลังให้ความสนใจกับกระดานหมากล้อม จากนั้นนักชิมฟ่งยู่จึงถามขึ้นมา เพราะตัวเขาเองก็ชื่นชอบหมากล้อมไม่น้อยเช่นกัน นอกจากเรื่องชิม และวิจารณ์อาหาร ก็มีหมากล้อมนี่แหละที่เขาสนใจ

    “ ก็นิดหน่อยครับ ผมเคยเล่นตั้งแต่ช่วงเด็ก ๆ หลังจากนั้นผมก็ไม่ค่อยได้เห็นมันเท่าไหร่ ” หยางหลิวตอบไปตามตรง เขาเคยสนใจในหมากล้อมอยู่บ้างในช่วงวัยเด็ก ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พ่อแม่ของเขาพาเขาไปยังบ้านคุณปู่ คุณปู่ของหยางหลิวมักจะสอนเขาเล่นหมากล้อมอยู่เสมอ ทำให้หยางหลิวรู้เรื่องพวกนี้นิดหน่อย ทว่าในช่วงที่เขามีอายุเจ็ดแปดขวบคุณปู่ของเขาก็เสียชีวิตไป ตั้งแต่นั้นเขาก็ไม่ได้สนใจในหมากล้อมอีกเลย

    แล้วหมากล้อมคืออะไร ?

    หมากล้อมถือเป็นเกมกระดานชนิดหนึ่งที่คนจีนนิยมเล่นตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน เดิมทีหมากล้อมถือกำเนิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน มันเป็นเกมกระดานระหว่างคนสองคน ต่างคนต่างพยายามช่วงชิงพื้นที่จากอีกฝ่าย เปรียบเหมือนเป็นการต่อสู้กันของแม่ทัพในอดีต ต่างฝ่ายต่างวางกลยุทธ์เพื่อให้ได้รับชัยชนะ โดยหลักการที่จะชนะนั้นง่ายมาก ขอเพียงพื้นที่ หรือแต้มของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่าก็จะกลายเป็นผู้ชนะ

    แต่ทว่าการเอาชนะกันจริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายดายขนาดนั้น ในการเล่นสำหรับมืออาชีพทั่วไป มักจะเล่นตารางหมากล้อม 19x19 นั่นหมายความว่ามีทั้งหมด 361จุดที่เดินได้ จากนั้นต่างฝ่ายต่างสลับกันลงหมาก จนกระทั่งเดินจนทั้งสองฝ่ายเห็นว่าไม่สามารถเดินต่อไปได้อีก จึงจะมานับแต้มที่ได้

    ลองคิดดูเล่น ๆ มันจะมีวิธีการเดินหมากมากน้อยเพียงใด ?

    ล้านวิธี พันล้านวิธี หรือล้านล้านวิธี ?

    ที่กล่าวมาข้างต้นมันยังไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของวิธีการเดินหมากทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ

    นั่นจึงไม่น่าแปลกใจทำไมหมากล้อมถึงถือว่าเป็นเกมกระดานที่ยากที่สุดในโลก ในขณะที่พวกเขาทั้งสองคนต่างครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จู่ ๆ นักชิมฟ่งยู่ก็เอ่ยขึ้นมาว่า“ เธออยากลองเล่นหมากล้อมกับฉันสักกระดานไหม ? ” = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =ตอนที่ 69 จับหมากไม่เป็นแล้วจะทำไม ?
    “ เธออยากลองเล่นหมากล้อมกับฉันสักกระดานไหม ? ”

    “ เล่นสักกระดานเหรอครับ ? ” หยางหลิวแสดงท่าทีแปลกใจเล็กน้อย แต่ไม่นานจากนั้นเขาก็ตอบตกลงด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเล็ก ๆ

    หนึ่งหนุ่ม หนึ่งชรานั่งหันหน้าเข้าหากัน ตรงกลางมีกระดานหมากล้อมตั้งอยู่ พร้อมกับโถใส่เม็ดหมากล้อมอยู่ด้านข้างของคนทั้งสอง

    หยางหลิวเป็นฝ่ายถือหมากดำ ส่วนฟ่งยู่ถือหมากขาว นักชิมฟ่งยู่ความจริงแล้วเคยไปทดสอบเป็นมืออาชีพหมากล้อมเมื่อหลายสิบปีก่อน จากนั้นเขาเคยไต่เต้าจนไปถึง 3ดั้ง เมื่อครั้งอดีต ดังนั้นฟ่งยู่จึงเลือกที่จะให้หยางหลิวเป็นฝ่ายถือหมากดำ เพราะหมากดำนั้นเป็นหมากแรกที่ได้เริ่มเล่น และถือได้ว่าเป็นหมากที่ค่อนข้างได้เปรียบไม่น้อย เวลาที่คนส่วนใหญ่เล่นหมากล้อม โดยทั่วไปแล้ว ฝ่ายดำจะเป็นผู้ที่มีอายุน้อย หรือผู้มีฝีมืออ่อนกว่า ส่วนหมากขาวจะเป็นผู้ที่มีอายุมาก หรือผู้ที่มีฝีมือมากกว่า นั่นจึงไม่แปลกที่หยางหลิวได้เล่นหมากดำ ส่วนฟ่งยู่ได้เล่นหมากขาว

    ถ้าสงสัยว่าฟ่งยู่ผู้นี้ภูมิใจในฝีมือการเล่นของตนเองแค่ไหน ก็สามารถรู้ได้ในทันทีที่เข้ามาในห้องนี้

    ที่บริเวณผนังห้องด้านหนึ่ง จะสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนเลยว่า มีป้ายประกาศเกียรติคุณอะไรสักอย่างติดไว้อยู่

    ถ้าลองอ่านดูให้ดีก็จะพบว่า มันก็คือป้ายหนึ่งซึ่งถูกรับรองโดยสมาคมหมากล้อมจีนว่า ฟ่งยู่เคยเป็นหนึ่งในนักหมากล้อมมืออาชีพระดับ 3ดั้ง

    แล้วมืออาชีพระดับ 3ดั้ง นี่เก่งขนาดไหน ?

    เราต้องทำความเข้าใจถึงความสำคัญของหมากล้อมต่อคนจีนก่อน สำหรับคนจีนที่นิยมชมชอบหมากล้อมเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่จะพยายามให้ลูกหลานของตัวเองชอบไปด้วยเช่นกัน

    ถ้าแค่ชอบอย่างเดียวไม่ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร แต่ทว่าพวกเขาหัดให้เด็ก ๆ เหล่านี้เรียนรู้การเล่นหมากล้อมตั้งแต่อายุยังน้อย บางคนเริ่มหัดตั้งแต่ 4ปี บางคนก็ 5ปี หรือไม่ก็ 6ปี

    แค่นั้นยังไม่พอ ระดับความคลั่งไคล้หมากล้อมของพวกเด็กเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    พวกเขาแต่ละคนล้วนฝึกฝนฝีมืออย่างหนัก ทั้งวันนั่งเล่นแต่หมากล้อม ถ้าไม่นับเรื่องกินกับนอน ชีวิตพวกเขาเหล่านี้คงมีแต่หมากล้อมจริง ๆ

    นั่นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมถึงมีเด็กจำนวนมากที่เป็นมืออาชีพตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18ปี

    และการแข่งขันในวงการหมากล้อมถือว่าสูงเอามาก ๆ เพราะความนิยมที่สูงมากเช่นนี้ทำให้มีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนต้องการที่จะเป็นมืออาชีพ ทว่าสัดส่วนที่เป็นได้ช่างต่ำเตี้ยเรี่ยดิน นี่แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดไม่น้อยของวงการหมากล้อมจีน

    ดังนั้นการที่นักชิมฟ่งยู่เคยเป็นถึงมืออาชีพในวงการหมากล้อมจีน นั่นก็ถือว่ามีความสามารถไม่น้อยเลยทีเดียว !

    “ ฉันก็ไม่ค่อยได้เล่นมาหลายเดือนแล้ว ยังไงก็ออมมือให้ฉันด้วยละกันนะ โฮะ ๆๆ ” นักชิมฟ่งยู่พูดขึ้นก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มต้น พร้อมกับหัวเราะอย่างสบายอารมณ์

    “ ผมก็ไม่ได้เล่นมานานมากแล้วเหมือนกันครับ ยังไงก็หวังว่าคุณจะช่วยออมมือให้ ” หยางหลิวตอบไปอย่างนอบน้อม จากนั้นเขาจึงค่อย ๆ เริ่มหยิบหมากดำขึ้นมาวางประทับลงบนกระดานหมากล้อม

    การจับเม็ดหมากล้อมของหยางหลิวค่อนข้างดูเป็นมือสมัครเล่นอย่างมาก หยางหลิวใช้นิ้วโป้ง กับนิ้วชี้จับเม็ดวางเพื่อวางลงบนกระดาน ซึ่งแตกต่างไปจากการจับเม็ดหมากล้อมของผู้ที่เล่นหมากล้อมมานาน หรือมืออาชีพอย่างเห็นได้ชัด เพราะสำหรับคนที่มีประสบการณ์ด้านการเล่นหมากล้อมมักจะใช้นิ้วชี้ และนิ้วกลางในการคีบเม็ดหมากเพื่อวางบนกระดาน การกระทำนี้ของหยางหลิว นักชิมฟ่งยู่ก็เห็นได้อย่างชัดเจนเช่นกัน

    ฟ่งยู่ เขาลอบสั่นศีรษะในใจ เขาเคยเป็นถึงมืออาชีพในด้านวงการหมากล้อมจีนเชียวนะ เขาอุตส่าห์หวังว่าหยางหลิวจะพอมีฝีมือทางด้านนี้บ้าง เพื่อให้เขารู้สึกสนุกไปกับมัน ทว่าตั้งแต่ท่าทางการจับเม็ดหมากของหยางหลิวก็ดูไม่เป็นมืออาชีพหรือคนที่เคยเล่นมานานแม้แต่น้อย

    ถึงฟ่งยู่จะอยากขอไม่เล่นเกมนี้ต่อก็คงจะไม่ได้แล้ว เขาเป็นถึงคนออกปากชวนหยางหลิวให้เล่น อยู่ ๆ จะมาบอกว่าไม่ขอเล่นแล้วได้ยังไงกัน สุดท้ายนักชิมฟ่งยู่จึงตัดสินใจเล่นกับหยางหลิวต่อไป โดยเขาจะเล่นด้วยท่าทีสบาย ๆ แทนเพื่อเป็นการออมมือให้กับหยางหลิว และไม่ได้บีบหยางหลิวให้รู้สึกอาย

    ในช่วงเริ่มต้นฟ่งยู่มองดูรูปแบบการเล่นของหยางหลิว มันเป็นรูปแบบแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนนิยมใช้เท่าไหร่ เม็ดที่อยู่บนกระดานของหยางหลิวค่อนข้างสะเปะสะปะดูไม่มีรูปแบบใด ๆ เหมือนกับว่าหยางหลิววางมั่ว ๆ โดยไม่ได้คิดอะไรแม้แต่น้อย นี่คือความเห็นในใจของฟ่งยู่

    ทำไมเขาถึงคิดว่าหยางหลิววางมั่ว ?

    จะไม่ให้คิดแบบนั้นได้ยังไง ก็การวางที่รวดเร็วขนาดนี้ จะไม่เรียกว่าการวางมั่ว หรือวางสุ่มจะเรียกอะไรแทน ?

    ฟ่งยู่วางหมากไม่ถึงสามวินาที เม็ดหมากสีดำของหยางหลิวก็ถูกวางลงมาใหม่เสียแล้ว

    ‘ เฮ้อ ’ หลังทั้งคู่ต่างสลับกันวางหมากไปทั้งหมดสิบเม็ดหมาก ฟ่งยู่ก็รู้สึกอยากถอนหายใจออกมา ทว่าเขาก็ทำได้แต่ลอบคิดในใจตนเท่านั้น

    ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ในขณะที่ฟ่งยู่กำลังเริ่มเบื่อที่จะเล่นเกมนี้ต่อ หมากที่ 14 ของหยางหลิวก็ถูกวางลงมาบนกระดาน

    “ หืมม ” ฟ่งยู่ถึงกับรู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้างกับหมากตานี้ที่หยางหลิวเดิน จนทำให้เขาถึงกับต้องส่งเสียงออกมาเล็กน้อย การกระทำนี้ค่อนข้างถือว่าเสียมารยาทอยู่บ้าง ทว่าพวกเขาไม่ได้เล่นกันเป็นจริงเป็นจัง อีกทั้งพวกเขายังเป็นคนรู้จักกันอีกด้วย ดังนั้นการกระทำนี้จึงไม่เป็นที่น่าถือสาใด ๆ

    หลังจากหยางหลิววางหมากที่ 20 ฟ่งยู่ถึงกับต้องค้อนมองไปทางหยางหลิวด้วยความรู้สึกแปลกใจอย่างช่วยไม่ได้

    ในคราวนี้ฟ่งยู่รู้สึกถึงความตื่นเต้นที่กำลังเกิดขึ้น ฝีมือของหยางหลิวนับว่าไม่เลว ถึงแม้หยางหลิวจะมีจุดที่เสียเปรียบอยู่บ้าง ทว่าภาพรวมก็ไม่ได้ถือว่าแย่เท่าใดนัก

    และขณะที่หยางหลิววางหมากที่ 40 ลงบนกระดาน ฟ่งยู่ก็ถูกความเคร่งเครียดจู่โจม เขามีใบหน้าเคร่งขรึมตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่มีใครทราบ เกมเดียวกัน กระดานเดียวกันตั้งแต่เริ่มต้นที่หยางหลิววางเม็ดหมากแบบสุ่มดูเหมือนไม่มีประโยชน์ใด ๆ ช่วงเวลานี้กลับเป็นเม็ดหมากที่แข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ เม็ดหมากเหล่านั้นเปรียบเสมือนจุดยุทธศาสตร์ที่ยากจะล่วงล้ำข้ามไป นอกจากนี้บางตัวถึงกับเป็นเหยื่อล่อบังคับให้ฟ่งยู่ให้ติดกับ และแย่งชิงพื้นที่บนกระดานไปส่วนหนึ่ง

    การเริ่มต้นที่ดูเหมือนไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจริง ๆ !

    ทว่าตอนนี้กลับเป็นรูปร่างที่แข็งแกร่งดั่งมังกรสองตัวที่สู้กันอย่างสูสี ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครกำลังถือไพ่เหนือกว่า

    ความจริงสำรับอาหารมาถึงตั้งแต่หยางหลิววางหมากเม็ดที่ 25 แล้ว แต่ตอนนี้ฟ่งยู่ไม่มีกะจิตกะใจจะไปกินมันแม้แต่น้อย เพราะกระดานหมากล้อมตรงหน้าได้เป็นจุดสนใจเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

    พวกเขาทั้งสองกำลังเล่นหมากล้อมกันอย่างดุเดือด

    หมากตาที่ 50 หยางหลิววางหมากเม็ดสีดำกดดันกลุ่มหมากของฟ่งยู่ ขณะนี้เป็นการวัดกลยุทธ์ของคนทั้งสองว่าจะจัดการโจมตี และตั้งรับอย่างไร

    ตั้งแต่นั้น หยางหลิวก็โหมกระหน่ำโจมตีตำแหน่งพื้นที่ด้านข้างของฟ่งยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร หมากทุก ๆ เม็ดที่หยางหลิววางลง ให้ความรู้สึกกดดันจนทำให้บรรยากาศในห้องอึดอัดอย่างที่สุด

    การจับหมากดูไม่เป็นมืออาชีพของหยางหลิวแล้วอย่างไร ? หมากล้อมไม่ได้วัดกันที่วิธีการจับหมาก เขาวัดกันที่ฝีมือต่างหาก !

    หมากตาที่ 55 56 และ 57 ของหยางหลิวกดดันจนฟ่งยู่เล็งเห็นถึงความพ่ายแพ้

    และในที่สุด หมากเม็ดที่ 60 ของหยางหลิว เขาก็วางหมากเด็ดทลายกลุ่มหมากสำคัญของฟ่งยู่ไปอย่างไม่เหลือชิ้นดี เรียกได้ว่าฟ่งยู่สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

    มันเป็นพื้นที่ด้านข้างแค่ส่วนเดียวก็จริง ทว่าแค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับหยางหลิวที่จะชนะเกมนี้ เพราะในขณะนี้หยางหลิวกำลังนำฟ่งยู่ประมาณ 30-40แต้ม เลยทีเดียว

    เมื่อเป็นเช่นนี้นักชิมฟ่งยู่จึงไม่สามารถทำอะไรได้อีก เขาจึงตัดสินใจขอยอมแพ้กระดานนี้

    พลิกล็อก !? หยางหลิวพลิกล็อกชนะอย่างเหนือความคาดหมายของฟ่งยู่

    ฟ่งยู่ทำได้แต่หันมามองทางหยางหลิวด้วยความรู้สึกทึ่ง !

    นี่มันอัจฉริยะประเภทไหนกัน !? ฝีมือการทำอาหารก็ถือว่ายอดเยี่ยม สมบูรณ์แบบในระดับที่ไม่สามารถมีใครติได้ แต่ที่น่าตกใจคือฝีมือการเล่นหมากล้อม หยางหลิวเล่นหมากล้อมด้วยความสามารถระดับนี้ได้ยังไง คนเราจะเก่งกันได้ขนาดนี้เชียวหรือ ?

    ฟ่งยู่รู้สึกทึ่งกับความสามารถในการเล่นหมากล้อมของหยางหลิว ไม่ใช่เพราะหยางหลิวยังเป็นวัยรุ่นอายุน้อย เขาไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาคิดด้วยซ้ำไป อายุประมาณนี้ของหยางหลิวก็มีบางคนเป็นถึงแชมป์มาแล้ว บางคนก็อยู่ในระดับ 7ดั้ง 8ดั้ง หรือแม้กระทั่ง 9ดั้ง ก็ยังมี

    แล้วฟ่งยู่ทึ่งอะไรในตัวหยางหลิวล่ะ ?

    ก็จะไม่ให้ฟ่งยู่รู้สึกทึ่งได้ยังไง ทุก ๆ ครั้งที่หยางหลิววางหมากบนกระดาน เขาใช้เวลาทั้งหมดแค่ 3วินาทีเท่านั้น ทั้งการคิด การเดินหมากภายในเวลา 3วินาที !!
    หยางหลิวคิดได้เร็วมาก เหมือนกับสมองของเขาประกอบไปด้วยคอมพิวเตอร์ยังไงยังงั้น

    ตั้งแต่ต้นจนจบ หยางหลิวก็เดินแบบนี้ตลอด เขาใช้เวลาเพียง 3วินาที เท่านั้นในการเดินแต่ละหมาก ทว่าเขากลับโค่นคนที่เคยเป็นถึงมืออาชีพระดับ 3ดั้ง

    3 ดั้งเชียวนะ ! หยางหลิวเอาชนะมืออาชีพ 3ดั้ง ด้วยการเล่นหมากตาละ 3วินาที !!!

    รวมเวลาที่หยางหลิวเล่นไปทั้งหมดยังไม่ถึง 3นาทีด้วยซ้ำ แต่กลับเป็นฟ่งยู่ผู้เคยเป็นถึงมืออาชีพ 3ดั้ง เขาต้องใช้เวลาในการเล่นเกมนี้เกือบหนึ่งชั่วโมง

    นี่มันเหลือเชื่อสุด ๆ เหลือเชื่อเกินไปแล้ว !

    ต่อให้เป็นมืออาชีพ 9ดั้ง หรือกระทั่งแชมป์โลกมาเล่นกับฟ่งยู่ที่เคยเป็นมืออาชีพ 3ดั้ง มาก่อน เวลาในการเดินหมากครั้งละ 3วินาที ก็ไม่พออย่างแน่นอน หรือต่อให้พวกเขาใช้เวลาหมากละ 15วินาที พวกเขาก็ไม่แน่ว่าจะชนะเลยด้วยซ้ำไป

    เมื่อฟ่งยู่ได้ลองคิดถึงตรงนี้ เขาก็รู้สึกว่าหยางหลิวที่นั่งตรงหน้าช่างน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว

    ฉับพลันฟ่งยู่ก็บังเกิดความคิดหนึ่งได้ จากนั้นเขาพูดขึ้นมา…

    = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =ตอนที่ 70 ปะทะนักหมากล้อมมืออาชีพ
    “ หยางหลิวฝีมือเธอนี่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ” ฟ่งยู่พูดชมเชยหยางหลิว จากนั้นเขาก็ยังพูดขึ้นมาอีกว่า “ เธอสนใจไปที่สมาคมหมากล้อมหลงหยานกับฉันไหม ? ”

    “ สมาคมหมากล้อมหลงหยานเหรอครับ ? อืมม... ” หยางหลิวไม่รู้จักสมาคมนี้เท่าไหร่ อีกทั้งหยางหลิวรู้สึกลังเลใจเล็กน้อย เพราะใบหน้าที่อยู่ตรงข้ามเขา มันกำลังเต็มไปด้วยความคาดหวังอันแรงกล้า จนหยางหลิวไม่สามารถตอบปฏิเสธออกไปได้ ในที่สุดหยางหลิวจึงตอบออกไปว่า “ ผมสนใจที่จะไปกับคุณฟ่งยู่ครับ ”

    “ ดี ! ดี ! ดี ! ” ฟ่งยู่รู้สึกยินดียิ่ง เขาพูดคำว่าดีออกมาติดกันถึงสามครั้ง จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับพูดขึ้นมา “ ไปกันเถอะ ! ”

    หยางหลิวก็กลายเป็นมึนงงในทันที จู่ ๆ ฟ่งยู่ก็กระตือรือร้นขึ้นมาเสียได้ หยางหลิวยังนึกไปว่า อย่างน้อยพวกเขาคงกินข้าวก่อนแล้วค่อยไป ใครจะไปคาดคิดกันล่ะว่านักชิมฟ่งยู่พูดจบก็เดินออกไปนอกห้องเสียแล้ว

    ถึงอย่างนั้นก็ตาม หยางหลิวก็ยังคงลุกขึ้นยืน และเดินตามฟ่งยู่ไป

    ฟ่งยู่หยุดเดินและพูดคุยกับพ่อบ้านของเขาสักพักหนึ่ง จากนั้นเขาจึงหันมาพูดคุยกับหยางหลิวเกี่ยวกับกระดานที่พวกเขาเพิ่งเล่นจบไป รวมทั้งยังชื่นชมในความสามารถของหยางหลิวอีกไม่น้อย

    ไม่รู้พวกเขาพูดคุยกันนานแค่ไหน รถคันหนึ่งก็มาจอดอยู่ข้างหน้าพวกเขาแล้ว จากนั้นทั้งสองคนจึงเดินขึ้นรถไปในทันที

    กว่าจะไปถึงสมาคมหมากล้อมหลงหยานก็ใช้เวลาเกือบยี่สิบนาที ทำให้ขณะที่หยางหลิวนั่งอยู่บนรถ มันทำให้เขามีเวลานั่งคิดเกี่ยวกับเรื่องก่อนหน้านี้ ความจริงหยางหลิวก็รู้สึกตงิดใจไม่น้อย เขาจำได้ว่าเมื่อก่อนเวลาเล่นกับปู่ของเขา หยางหลิวก็พบกับความพ่ายแพ้เป็นประจำ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังชนะฟ่งยู่ได้ในวันนี้ นี่มันหมายความว่าเป็นความสามารถจากระบบ ?

    พอหยางหลิวคิดถึงตรงนี้เขาก็ลองทบทวนเรื่องต่าง ๆ ดู เขาจำได้อย่างแม่นยำว่า ก่อนที่จะมาปักกิ่ง หรือกล่าวให้ชัดเจนก็คือช่วงที่ระบบแนะนำ ตอนที่เขาย้อนเวลากลับมาในสามวันแรก หยางหลิวไม่เคยที่จะได้ฝึกความสามารถหรือทักษะย่อยด้านหมากล้อมแม้แต่น้อย และแม้แต่ช่วงหลังจากนั้นก็ตาม เขาไม่เคยได้ใช้เงินซื้อความสามารถหรือทักษะย่อยด้านหมากล้อมเช่นกัน แต่ทำไมเขายังสามารถเก่งหมากล้อมได้อีกล่ะ ?

    หยางหลิวรู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง เขาลอบบ่นในใจ ทำไมระบบนี้ให้ความสามารถที่สุดยอดแก่เขามาตั้งมากมาย แต่กลับไม่มอบความฉลาดให้กับเขาด้วยนะ

    แต่พอลองคิดถึงความสามารถด้านหมากล้อมแล้ว หยางหลิวก็ฉุกคิดบางอย่างได้ ค่าระดับของความสามารถหรือทักษะย่อย และค่าประสบการณ์ต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่มีบอกเช่นกัน ดังนั้นหยางหลิวจึงคิดที่จะดูข้อมูลค่าระดับความสามารถ และค่าประสบการณ์ด้านหมากล้อม

    ในทันทีที่หยางหลิวคิด ค่าระดับความสามารถ และค่าประสบการณ์ด้านหมากล้อมก็โผล่ขึ้นมาในทันที“ ทักษะย่อย หมากล้อมระดับ 0 [ยังไม่ได้ซื้อ] [เงื่อนไขการซื้อ : ความสามารถด้านคณิตศาสตร์] ”“ ค่าประสบการณ์ด้านหมากล้อม : 86.37% ”

    หลังจากที่เห็นข้อมูลตรงหน้า หยางหลิวก็รู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง เขายังไม่ได้ซื้อทักษะย่อยด้านหมากล้อมจริง ๆ แต่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าค่าประสบการณ์ด้านหมากล้อมนั้นสูงจริง ๆ ถึงแม้จะยังอยู่ที่ระดับ 0 ก็ตามที

    เรื่องนี้ทำให้หยางหลิวหวนไปนึกถึงระดับความสามารถ และค่าประสบการณ์ด้านการทำอาหาร ตอนนั้นที่เขาย้อนเวลากลับมา ตั้งแต่เริ่มเขาก็ยังไม่ได้ซื้อ หรือเรียนรู้ความสามารถใด ๆ แต่เขากลับมีความสามารถด้านการทำอาหารถึงระดับเริ่มต้น นั่นทำให้เขาคิดว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมา มันช่วยให้เมื่อเขาเริ่มต้นการเรียนรู้ใด ๆ ค่าประสบการณ์ก็จะอยู่ในระดับที่สูง รวมทั้งระดับของมันอาจจะไม่ได้เริ่มต้นที่ระดับ 0 อีกด้วย

    แต่ตอนนี้หยางหลิวรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่นั้น เพราะประสบการณ์การที่เขาเล่นหมากล้อม มีน้อยเกินไป ยิ่งเทียบกับการใช้ภาษาจีน หรือการทำอาหาร มันเทียบไม่ได้แม้แต่เสี้ยวเดียว แต่ทำไมเขาถึงมีค่าประสบการณ์ด้านหมากล้อมสูงนักล่ะ ?

    เมื่อนึกถึงตรงนี้ก็มีอยู่อีกหนึ่งอย่างที่พอจะอธิบายได้ นั่นคือเงื่อนไขการซื้อ

    เมื่อกี้นี้ หยางหลิวได้รับข้อความที่บอกว่าเงื่อนไขการซื้อของหมากล้อมคือคณิตศาสตร์ และระดับความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของหยางหลิวก็คือระดับเริ่มต้น นอกจากนี้ค่าประสบการณ์ของมันก็ถึงขีดจำกัดที่ 100.00% เรียบร้อยแล้วด้วย

    นี่จึงทำให้หยางหลิวได้คาดคิดถึงข้อสรุปอย่างหนึ่งขึ้น ที่เขาเก่งหมากล้อมมันก็เป็นเพราะความสามารถหลักของหมากล้อม นั่นก็คือความสามารถด้านคณิตศาสตร์ !

    พอหยางหลิวรู้สึกว่าเขาเข้าใจระบบนี้มากขึ้น มันจึงทำให้เขายิ้มออกมาอย่างแปลกประหลาด เพราะถ้าเป็นแบบที่เขาคิดจริง ๆ แสดงว่าเขาไม่จำเป็นต้องซื้อทักษะย่อยเพื่อเริ่มเรียนรู้ นอกเสียจากเขาจำเป็นต้องใช้จริง ๆ

    ในอีกด้านหนึ่ง ฟ่งยู่ที่กำลังจ้องมองหยางหลิว เขาก็พบรอยยิ้มแปลก ๆ เมื่อครู่ของหยางหลิว นั่นทำให้ฟ่งยู่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หยางหลิวอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้กับท่าทีของเด็กสมัยนี้ เขารู้สึกว่าโลกมันช่างหมุนไวเสียเหลือเกิน
    ...

    ขณะนี้ทั้งสองคนเดินทางมาถึงสมาคมหลงหยานแล้ว หยางหลิวเห็นที่นี่ครั้งแรกถึงกับต้องตกใจ เขาก็พอรู้อยู่บ้างว่าหมากล้อมเป็นที่นิยมมากในจีน แต่นึกไม่ถึงเลยว่าสมาคมหมากล้อมหลงหยานจะดูยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แค่เฉพาะตัวตึกก็มีขนาดกว้างขวางอย่างมาก และยังมีจำนวนชั้นถึงสามชั้นด้วยกัน เรียกได้เลยว่าสมาคมแห่งนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

    เมื่อฟ่งยู่กำลังเดินนำหยางหลิวเข้าไปที่ตัวอาคารสมาคมหมากล้อมหลงหยานอยู่นั้น ฉับพลันก็มีเสียง ๆ หนึ่งดังขึ้นมาจากข้างใน

    “ อ้าวคุณฟ่งยู่ไม่ได้เจอกันนาน ”

    “ โอ้วันนี้ยอดนักชิมมาที่นี่อีกแล้ว ”

    “ ฟ่งยู่ในที่สุดนายก็มาจนได้ มา ๆ มาเล่นกัน ”

    ชายวัยห้าสิบหกสิบหลายคนเดินเข้ามาทักทายฟ่งยู่ด้วยความเป็นมิตร ที่นี่มีคนหลายคนรู้จักฟ่งยู่ นี่แสดงให้เห็นว่านอกจากฝีมือด้านการวิจารณ์ หรือชิมอาหารของเขาจะดีแล้ว นี่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถด้านหมากล้อมของเขาเช่นกัน นอกจากนี้ด้านมนุษยสัมพันธ์ของเขาก็ดูค่อนข้างดีมาก แตกต่างจากฐานะนักชิมไม่น้อย

    “ ฟ่งยู่ เด็กที่มากับนายคือ ? ” ในขณะนั้นเองก็มีใครบางคนถามฟ่งยู่ด้วยความสงสัย และในเวลานั้นหยางหลิวก็ตกเป็นเป้าสายตาผู้คนอย่างรวดเร็ว

    “ อ๋อนี่น่ะเหรอ จะเรียกว่าหลานก็คงได้ ” ฟ่งยู่ตอบคำถามอย่างอารมณ์ดี จากนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวว่า “ อืมม… อีกอย่างวันนี้ฉันไม่ได้มาเล่นเองหรอกนะ ที่จริงฉันพาหลานคนนี้มาลองเล่นที่สมาคมดูหน่อยเท่านั้นเอง ”

    “ หืมม นายไม่เล่น ? ” ชายแก่คนหนึ่งพูดขึ้นมาพร้อมความรู้สึกเสียดาย พลางหันมองมาที่หยางหลิว แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

    “ ฮ่า ๆ เด็กคนนี้เก่งกว่าฉันตั้งเยอะ ถ้านายเอาชนะเขาได้ฉันจะพานายไปชิมอาหารร้านที่นายเคยขอ ” ฟ่งยู่พูดพลางหัวเราะออกมา จากนั้นฟ่งยู่ก็หันไปทางหยางหลิว และพูดขึ้นมาว่า“ หยางหลิว ทักทายพวกเขาหน่อย ”

    “ สวัสดีครับ ผมเว่ยหยางหลิว หรือจะเรียกว่าหยางหลิวก็ได้ครับ ” หยางหลิวก้าวขึ้นมาข้างหน้าและทักทายเพื่อน ๆ ของฟ่งยู่อย่างสุภาพ

    “ เฮ้เจ้าหนู มา ๆ มาเล่นกับฉัน ” ชายคนหนึ่งไม่รู้โผล่มาจากไหน จู่ ๆ ก็เดินเข้ามาและเรียกหยางหลิวให้ไปเล่นกับตนที่โต๊ะ ๆ หนึ่ง

    หยางหลิวรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย เขามองไปทางฟ่งยู่ ฟ่งยู่ก็หันมามองหยางหลิวพอดี พร้อมกับผงกศีรษะให้หนึ่งครั้ง

    สุดท้ายหยางหลิวจึงเดินไปตามชายคนดังกล่าว เขาแนะนำตัวเองคร่าว ๆ ว่า เขาชื่อหวงจิงเคอ เขาเป็นนักหมากล้อมมืออาชีพระดับ 4ดั้ง ซึ่งมีระดับสูงกว่าฟ่งยู่หนึ่งขั้น เห็นได้ชัดว่าชายคนนี้ได้ยินสิ่งที่ฟ่งยู่พูด เขาจึงชวนหยางหลิวมาเล่นกับตัวเอง เพื่อจะได้ไปกินอาหารร้านที่เขาอยากไป เพราะร้านดังกล่าวเป็นร้านที่มีชื่อเสียงดีเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศเลยทีเดียว ทำให้กว่าจะได้ไปกินอาหารสักครั้งต้องจองล่วงหน้าเกือบปี แต่สำหรับฟ่งยู่ เขาสามารถไปตอนไหนก็ได้ เหตุผลสำคัญคือฟ่งยู่เป็นนักชิมที่มีชื่อเสียง เคยช่วงสร้างชื่อเสียงให้กับร้านนี้ อีกทั้งเขายังมีเส้นสายในวงการอาหารเยอะมาก นั่นจึงไม่แปลกที่ร้านดังกล่าวจะปฏิบัติกับฟ่งยู่เป็นแขกคนสำคัญของร้าน และให้สิทธิพิเศษมากมาย

    หลังจากพูดคุยเรื่องราวทั่วไปกันเสร็จสรรพ หยางหลิวและหวงจิงเคอก็เตรียมเริ่มการแข่งขึ้น

    ครั้งนี้หยางหลิวก็ยังคงได้ถือหมากดำอยู่เช่นเดิม เป็นเพราะหวงจิงเคอเป็นคนให้หยางหลิวใช้หมากสีดำที่แสดงถึงความเป็นผู้เยาว์ ส่วนเขาหวงจิงเคอใช้หมากสีขาวเพื่อแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่

    ทว่าการจับหมากในครั้งนี้ของหยางหลิวเปลี่ยนเป็นแบบการจับแบบคีบด้วยนิ้วชี้ และนิ้วกลางแล้ว นั่นเป็นเพราะขณะอยู่ในรถ ฟ่งยู่ได้บอกเขาไว้ว่าให้จับแบบนี้จึงจะดี และเหมาะสมกว่า ดังนั้นหยางหลิวจึงเปลี่ยนวิธีการในการจับเม็ดหมากล้อม

    ที่น่าประหลาดใจก็คือการจับหมากแบบคีบของหยางหลิวดูเป็นธรรมชาติมาก ทำเอาฟ่งยู่เข้าใจผิดคิดไปว่าหยางหลิวแกล้งจับแบบมือสมัครเล่นในตอนที่เล่นกับเขา นั่นทำให้เขารู้สึกขุ่นเคืองหยางหลิวเล็กน้อย ที่ทำตัวเหมือนเป็นมือใหม่หัดเล่น จนทำให้เขาประมาท และพบกับความพ่ายแพ้ยับเยิน

    ในช่วงการเดินหมากสิบตาแรกของหยางหลิวก็ยังคงดูรวดเร็วเช่นเคย และดูไม่ออกว่าหยางหลิวคิดจะทำอะไรกันแน่ หลายคนกำลังคิดในใจว่าหยางหลิววางหมากแบบสุ่ม แต่เมื่อดูรูปแบบการเดินหมากของหวงจิงเคอนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง และได้เปรียบอย่างชัดเจน

    เพื่อนฟ่งยู่ต่างได้แต่สั่นศีรษะให้กับหยางหลิว ฟ่งยู่บอกว่าเจ้าหนูตรงหน้าเก่งกว่าเขา ช่างน่าหัวเราะจริง ๆ

    แต่เมื่อหยางหลิววางหมากที่ 20 สายตาของบางคนที่ยืนมองรอบ ๆ ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เหมือนกับว่าเขาเริ่มจะเข้าใจความคิดของหยางหลิว ถึงแม้รูปแบบหมากจะเป็นแบบแปลกใหม่ และดูเสียเปรียบมาก ทว่ามันก็ยังคงเป็นรูปแบบหมากที่ค่อนข้างดีใช้ได้

    และเมื่อหยางหลิววางหมากที่ 30 ความได้เปรียบของหวงจิงเคอก็หายไป คนทั้งสองกำลังสู้กันอย่างสู้สี นั่นทำให้จู่ ๆ หมากกระดานนี้ก็กดดันคนรอบ ๆ อย่างช่วยไม่ได้

    หมากตาที่ 50 ของสีดำ หยางหลิวกำลังมีคะแนนนำเกือบ 10แต้ม คนที่กำลังมุงดูก็มีสีหน้าเหลือเชื่อ พวกเขาเห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าหยางหลิวในตอนต้นเกมเริ่มเกมได้ห่วยขนาดไหน แต่ทำไมหมากตาที่ 50 ถึงได้ดูแตกต่างกันขนาดนี้ บางคนถึงกับขยี้ตาเพราะไม่เชื่อสายตาตนเองด้วยซ้ำ

    หมากตาที่ 73 ของหยางหลิว ทำให้หวงจิงเคอโยนหมากยอมแพ้ออกไปด้วยความรู้สึกยากจะเชื่อ เขารู้สึกว่าหยางหลิวที่นั่งตรงหน้ามีฝีมือร้ายกาจมาก นั่นทำให้เขาถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมา

    มืออาชีพคนอื่นที่กำลังมุงดูก็รู้สึกถึงความเก่งกาจของหยางหลิวเช่นกัน ในตอนนี้พวกเขาก็หวนไปนึกถึงคำพูดของฟ่งยู่ และมันทำให้พวกเขาไม่แปลกใจที่ฟ่งยู่ได้เอ่ยปากสัญญาแบบนั้นออกมา

    ในด้านของฟ่งยู่ เขารู้สึกยินดีกับการได้เห็นสีหน้าตื่นตระหนกของเพื่อนเขาที่มองการแข่งขันกระดานนี้ เขารู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เหมือนว่าแก้แค้นสำเร็จแล้ว จากนั้นเขาจึงพูดขึ้นมาว่า “ ไหน !? มีใครจะแข่งอีก ? ”

    ในทันทีที่พูดจบ มืออาชีพหลายคนที่ได้ดูการแข่งนี้ก็รู้สึกคันไม้คันมือเป็นพิเศษ พวกเขาจึงพยายามไปแย่งที่นั่งฝั่งตรงข้ามของหยางหลิวเพื่อแข่ง !

    = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =
    ปล. สำหรับตอนที่ 71 เป็นต้นไปจะอัปเพียงหนึ่งตอนเท่านั้นนะครับ :) ขอบคุุณที่ติดตามครับ

    คล้ายกับเรื่องTHe Superman ที่คุณอ่าน

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.54M 3732
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    นิยาย แฟนตาซี
    3.26M 1036
    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810