ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่33 ความช่วยเหลือที่มาถึง

            หนิงเฟยหลงไม่รู้ว่าด้านนอกเกิดสิ่งใดขึ้นชายหนุ่มกำลังคัดเลือกคัมภีร์ยุทธ์ที่เหมาะสมกับน้องสาวและยังได้รับคำชี้แนะจากประมุขหอสมบัติ การเลือกจึงง่ายขึ้นมากใช้เวลาไม่นานในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อ ทว่ามันก็กลับไม่ได้รู้สึกดีใจแต่อย่างใดกลับรู้สึกว่าเงินที่มีอยู่หายไปอีกแล้วความเศร้าจึงบังเกิดขึ้นในแววตา

     

              อวิ้นหยางสังเกตเห็นแววตาเช่นนี้ก็นึกสงสัย“การใช้จ่ายทำมันลำบากใจถึงเพียงนี้เลยหรือ?ผ่านเหตุการณ์มาหลายอย่างชายหนุ่มยังมีสายตาที่นิ่งสงบ แม้บางครั้งจะสั่นไหวบ้างแต่พอใช้จ่ายกลับบังเกิดอารมณ์เช่นนี้ แปลกประหลาดเกินไปแล้วซื่อจื่อผู้นี้ขี้เหนียวเกินไปแล้ว!” แต่มันก็ยังอยากจะคบค้ากับชายผู้ขี้เหนียวนี้ ชายชรามองดูชายหนุ่มด้วยสายตาที่อ่อนโยน

     

              หนิงเฟยหลงจ่ายเงินเสร็จก็กะว่าจะลาประมุขหอสมบัติไปทันทีด้วยเวลานี้ใกล้ถึงวันรับสมัครศิษย์สำนักยุทธ์หลวงแล้ว มันไม่อาจเสียเวลาได้มากทั้งยังต้องฝึกฝนให้กับน้องสาวอีก สิ่งนี้สร้างความลำบากแก่มันไม่น้อย

     

              “ประมุขอวิ้นผู้เยาว์เสร็จธุระแล้วขอตัวกลับก่อน ไว้มีโอกาสจะกลับมาเยี่ยมเยียนท่านใหม่”ชายหนุ่มประสานมือโค้งคำนับ

     

              “ซื่อจื่อรีบไปเถอะเราผู้เฒ่าชราหวังว่าจะได้พบท่านใหม่ ไม่ส่งล่ะนะ” ทั้งสองได้ล่ำลากันแล้วแยกย้ายกันไปหนิงเฟยหลงเดินลงไปชั้นแรก ส่วนอวิ้นหยางนั้นเดินขึ้นไปด้านบน

     

              ทันทีที่หนิงเฟยหลงก้าวลงมาถึงชั้นหนึ่งก็ได้มีบุรุษผู้หนึ่งเร่งร้อนสาวเท้าเข้ามาหา “คุณชายเกิดเรื่องแล้วขอรับเมื่อสักครู่คุณหนูได้หายตัวไป เย่เซียวได้ติดตามไปแล้ว...”ไม่ทันที่กงจิ้นจะกล่าวจบ หนิงเฟยหลงก็รีบเดินออกไปที่ถนน

     

              ชายหนุ่มมีรางสังหรณ์ว่าจะเกิดเหตุไม่ดีขึ้นมันสังเกตไปที่รถม้าก็พบว่าม้านั้นได้หายไปแล้ว จึงคาดว่าองครักษ์นั้นคงจะนำออกไปหนิงเฟยหลงจำเป็นต้องเดินเท้าทั่วนครหลวงอันกว้างใหญ่นี้เสียแล้ว

     

              “คุณชายเราจะออกตามหาที่ตรอกใดก่อนดี”กงจิ้นเอ่ยถาม

     

              หนิงเฟยหลงสอดส่องสายตาไปมาสักครู่จึงกล่าวขึ้น “หนิงอันอันถึงแม้จะซุกซน แต่ก็เป็นคนที่ชอบทำสิ่งใดเป็นขั้นตอน ข้าคิดว่านางจะต้องไปเดินเล่นที่ตรอกแรกเป็นแน่เราไปตรอกที่หนึ่งกัน ข้าจะไปดูก่อนท่านค่อยตามมา” หนิงเฟยหลงได้เคลื่อนที่อย่างรวดทว่าเท้านั้นแทบไม่ได้แตะพื้น เหมือนล่องลอยไปตามลม

     

              ไม่นานชายหนุ่มก็มาปรากฏตัวหน้าตรอกที่หนึ่ง“อย่างที่คิดไว้ไม่ผิด” หนิงเฟยหลงคาดเหตุการณ์นี้ไว้แล้วว่าพอมาถึงจะต้องพบเจอสิ่งนี้

     

              ด้านหน้าของมันเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดชุลมุนไม่น้อยมีองครักษ์ของมันยืนต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวทว่าร่างกายกลับโอนเอนไปมาคล้ายจะทรงตัวไม่อยู่แล้วและก็มีบุรุษร่างเตี้ยอยู่ผู้หนึ่งยืนประจันหน้ากันอยู่ส่วนบริเวณรอบข้างก็มีซากศพอยู่ไม่น้อยคลุกเคล้าอยู่กับฝุ่นผงแป้งมัน

     

              “เคี๊ยก เคี๊ยก! เจ้าหน้าโง่นี่มันโง่เกินไปแล้ว บังอาจมาขัดขวางข้าที่อยู่ระดับแก่นแท้พลังสมควรตาย!!” เสียงแหลมของชายร่างเตี้ยที่ฟังดูไม่น่าพิสมัยเท่าใดนัก ยิ่งฟังยิ่งขนหัวลุก น่ารังเกียจ!

     

              ชายร่างเตี้ยหวังจะเผด็จศึกสุดท้ายกับองครักษ์ด้านหน้ามันโคจรพลังรีดเค้นลมปราณมาส่วนหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็นหมัดอันทรงพลังพวยพุ่งแหวกอากาศดัง ‘ครืด!’ มุ่งไปยังบุรุษด้านหน้า

     

     

              เย่เซียวเห็นว่านี้คงจะถึงจุดจบของมันแล้วหนีอย่างไรก็คงไม่พ้นการจู่โจมนี่รุนแรงรวดเร็วเกินไป และยังเป็นหมัดที่ทรงพลังสมแล้วที่เป็นระดับแก่นพลัง นอกเหนือจากจะมีระดับพลังที่เหนือกว่าตนยังทีวิชาที่สูงส่งกว่าไหนเลยที่มันจะต้านรับได้

     

              ทว่าบุรุษนี้ก็ไม่ได้เกรงกลัวซึ่งความตายไม่ได้หวากวิตกกับเหตุการณ์นี้แต่อย่างใดเมื่อรู้ว่าต้องตายไยไม่ทุ่มสุดกำลัง แววตาที่ดูอ่อนล้ามาเป็นเวลานานบัดนี้ได้เปล่งประกายอีกครั้ง! เกิดเป็นสภาวะที่ฮึกเหิมอาจถึงจุดสูงสุดได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนความเกรงกลัวนั้นได้มลายสิ้นไป!

     

              เกิดพลังหยวนอันรุนแรงและคมกริบกระจายออกทั่วร่างเย่เซียวภายในพริบตาที่แววตาเปล่งประกาย มันเร่งจิตสำนึกในการใช้กระบี่ของตนเหมือนว่าครานี้เป็นกระทะลวงขั้นกระบี่ไปเสียอย่างนั้น

     

              ทั้งสองต่างบีบเค้นพลังออกมาปะทะกันเกิดเป็นลมกระโชกแรง ผู้คนที่อยู่ในตรอกต่างพากันตื่นตระหนก! รีบวิ่งหนีกันไปคนละทิศทางมีเพียงชายหนุ่มผู้หนึ่งที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ไม่แสดงทำการเคลื่อนไหวและป้องกัน

     

              ชายร่างเตี้ยเดิมทีไม่ได้เห็นองครักษ์ด้านหน้าอยู่ในสายตายิ่งชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าตรอกก็ยิ่งไม่ใส่ใจ แต่ครานี้มันกลับรู้สึกแตกต่างบุรุษด้านหน้าใช้พลังพยายามต้านรับหมัดของมันไว้ ถึงแม้จะต้านรับไม่ได้แต่การที่มันยังคงยืนหยัดได้อยู่ก็นับว่าเหลือเชื่อแล้ว

     

            ก่อนหน้านี้องครักษ์ผู้นี้ได้ถูกล้อมสังหารทว่ามันกลับฆ่ากลุ่มชุดดำไปถึงสองคน แต่ก็เกิดบาดแผลขึ้นอีกไม่น้อยแต่ยังดีที่กลุ่มชุดดำจำนวนสี่คนไม่ได้ร่วมต่อสู้ต่อเพราะพวกมันรีบเดินทางตามจับหญิงสาว เหลือไว้เพียงแต่หัวหน้าและลูกน้องอีกสองคนตามจริงลมปราณของเย่เซียวสมควรเหือดแห้งแล้วแต่ทำไมยังมีอยู่และยังเหลืออยู่มากด้วย เป็นสิ่งที่ชายร่างเตี้ยสงสัย

             

            ที่จริงแล้วเย่เซียวได้เผาผลาญพลังชีวิตไปบางส่วนเพื่อเพิ่มขีดจำกัดของตนให้สามารถรับมือกับชายร่างเตี้ยได้

     

              ชายชุดดำร่างเตี้ยไม่ได้เกิดความระแวงขึ้นเพียงเท่านั้นกลับรับรู้ได้ถึงกลิ่นไอความตายที่เกิดขึ้นกับตนอย่างแปลกประหลาดขึ้นมาแต่ไม่รู้เกิดขึ้นเพราะสิ่งใดหรือใครกันแต่สายตาของมันนั้นจับจ้องไปทางเด็กหนุ่มผู้ที่ยืนด้านหลังเย่เซียวอย่างไม่ละสายตาทว่ามันลองลอบตรวจสอบพลังของชายหนุ่มนั้นดูแล้ว ก็พบว่าเป็นเพียงเขตแดนกายขั้นแปดก็เท่านั้นจะทำอะไรตนได้แต่สายตากลับไม่ยอมคลาดเคลื่อน

     

              เมื่อบุคคลเข้าสู่ระดับแก่นแท้พลังแล้วย่อมรับรู้ได้ถึงพลังรอบข้างรางสังหรณ์ได้มากขึ้นจึงเป็นปกติที่ชายร่างเตี้ยจะรับรู้ได้ แต่มันก็ยังไม่เข้าใจและไม่ยอมที่จะทำความเข้าใจด้วยมันเชื่อมั่นในฝีมือของตนที่จะฆ่าทั้งสองไปพร้อมกันได้อย่างไม่มีปัญหา หรือแม้นว่าจะเกิดเหตุเหนือความคาดหมายอันใดตัวมันที่อยู่ในระดับแก่นพลังย่อมสมควรจะหลบหนีไปได้อย่างไม่ยากเย็น

     

              พลังหมัดของชายร่างเตี้ยที่เมื่อครู่ได้หยุดชะงักบัดนี้ได้เกิดการปะทุขึ้นมาอีกครั้ง! และครั้งนี้พลังหยวนนั้นได้เกิดอัดแน่นขึ้นมากกว่าเดิมหมัดนี้ทรงพลังกว่าเดิมนับสิบเท่า!!

     

              เย่เซียวเบิกตาขึ้นอย่างตกใจ! ถึงแม้ว่ามันจะทุ่มสุดกำลังแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถต้านทานพลังของคนผู้นี้ได้ สีหน้าซีดเผือดขึ้น มุมปากเกิดโลหิตหลั่งไหลอย่างสกัดกั้นมิได้

     

              สถานการณ์ตอนนี้เริ่มคับขันแล้วชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลังขณะนี้เห็นท่าไม่ได้แล้ว มันได้หรี่ตาลงเล็กน้อยและส่ายหัวเบาๆ แล้วชายหนุ่มก็ได้หายตัวไปกับสายลมที่พัดไปทางชายร่างเตี้ย

     

              ชายร่างเตี้ยเบิกตาโพลง!!อย่างอดไม่ได้มันที่จ้องมองชายหนุ่มอยู่ตลอด แม้ว่าจะเปิดฉากโจมตีไป แต่ก็ได้แบ่งสมาธิมองดูชายหนุ่มอย่างไม่ละสายตาจนลดทอนพลังอำนาจของหมัดไปหลายส่วนทว่านั่นก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับมันในการจัดการกับองครักษ์แต่ที่เป็นปัญหาของมันจริงๆคือชายหนุ่มที่มันจ้องมองอยู่นาน บัดนี้หายไปไหนแล้ว!!

     

              ชายร่างเตี้ยอดไม่ได้ที่จะหวาดผวา!นี่มันเหมือนภูตผีอยู่ดีๆก็หายลับไป หรือว่ามันเป็นผีจริงๆ แต่เหตุใดผีจึงมีตอนกลางวันได้ แล้วมันมีจริงๆหรือ ชายร่างเตี้ยไม่อาจทำใจเชื่อได้นอกเสียจากว่าเด็กนั้นจะปิดบังพลังฝีมือไว้อย่างมิดชิดแล้วในยามนี้มันก็ได้ลงมือแล้ว!

     

              “รั้งหมัดกลับมาซะ!” ชายหนุ่มเค้นเสียงดังออกมาข้างหูของมันและยังมีกระบี่ที่สมควรจะอยู่ในมือขององครักษ์ผู้นั้นมาจ่อที่ลำคอของมันทำให้ชายร่างเตี้ยสลัดหลุดออกจากความสงสัย เข้าสู่ความตื่นตระหนกถึงขีดสุด!! ใบหน้าเกิดความซีดขาวด้วยความกลัวตาย มันรีบถอนหมัดกลับมาถึงแม้จะรู้ว่าเมื่อถอนหมัดกลับมาพลังต้องตีกลับ แต่ถึงอย่างไรก็ดีกว่าต้องตาย!

     

              “พลั่ก!” ชายร่างเตี้ยกระอักเลือดออกมาเปรอะเปื้อนกระบี่ ยังดีที่ชายหนุ่มไหวตัวทันเลื่อนกระบี่ออกห่างคอไม่เช่นนั้นตอนที่ชายร่างเตี้ยกระอักเลือด ก็จะสิ้นชีพไปโดยไม่รู้ตัวด้วยกระบี่ที่ลำคอ

     

              “ตอบคำถามข้ามาแล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้าน้องสาวข้าอยู่ที่ใด? และเหตุใดพวกเจ้าต้องมาจับตัวน้องของข้า!”หนิงเฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีโทสะอยู่เล็กน้อย

     

              ชายร่างเตี้ยทำท่าไม่อยากจะตอบเท่าใดนักหนิงเฟยหลงจึงเลื่อนกระบี่เข้ามาใกล้จนคอชายร่างเตี้ยเกิดบาดแผลขึ้นเป็นรอย มันจึงรีบตอบอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว“นายท่าน คุณหนูนั้นได้หนีออกไปกับองครักษ์ท่านผู้หนึ่งแล้วและพรรคพวกของข้าก็กำลังตามไปอยู่ ข้าคาดว่าคงเร่งไปทางจวนของท่านกระมังส่วนที่ว่าเพราะเหตุใด ข้านั้นได้ถูกรับจ้างมาจาก.....” เสียงนั้นได้ขาดหายไปเมื่อมีธนูดอกหนึ่งทะลุร่างชายร่างเตี้ยออกไป

     

              

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน