ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 20:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 13/09/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 2
ความมุ่งมั่นที่เย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วร่างที่ยังคงอ่อนระโหยโรยแรง เว่ยหลินค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นจากแคร่ไม้ไผ่ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดประท้วง ทุกการเคลื่อนไหวเชื่องช้าราวกับคนชรา กล้ามเนื้อทุกมัดส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ประบม แต่จิตใจของเขากลับแข็งแกร่งกว่าครั้งไหนๆ ในสมองที่เคยขาวโพลน บัดนี้ผังงานแก้ปัญหาได้ถูกร่างขึ้นอย่างเป็ระบบแล้ว
‘เป้าหมายที่หนึ่ง เอาชีวิตรอดจากพล็อตดั้งเดิม’ เขาตอกย้ำกับตัวเองในใจ ‘เวลาคงเหลือตามพล็อตเดิม...ประมาณเจ็ดสิบชั่วโมง’
ความทรงจำของเว่ยหลินคนเดิมฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง บัณฑิตหนุ่มผู้โชคร้ายจะถูกกลุ่มนักเลงรุมทำร้ายจนตายเพื่อชิงป้ายหยกประจำตัวซึ่งเป็ของดูต่างหน้ามารดาไปขาย มันเป็จุดจบที่น่าสมเพชและไร้ค่าอย่างที่สุด
‘ต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางนั้น...แต่ก่อนอื่น’ เว่ยหลินกวาดสายตามองไปรอบกระท่อมที่แทบจะเรียกได้ว่าสิ้นไร้ไม้ตอก มีเพียงโอ่งดินเผาใบเล็กที่มุมห้องซึ่งมีน้ำเหลือติดก้นโอ่ง กับเศษผ้าเก่าๆ ไม่กี่ผืนเท่านั้น ‘ข้า้าข้อมูล’
การจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ได้นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่พละกำลัง แต่คือข้อมูลข่าวสาร เขาต้องรู้ความเคลื่อนไหวของเป้าหมายหลัก...โม่เหยียน เพื่อที่จะแทรกตัวเองเข้าไปในเส้นทางโชคชะตาของบุรุษผู้นั้นให้ได้
ความคิดนั้นผลักดันให้เขาเริ่มค้นหาทรัพย์สินทั้งหมดที่เ้าของร่างเดิมมีอยู่ หลังจากรื้อค้นอยู่ครู่หนึ่งใต้กองฟางที่ใช้ปูนอน เขาก็พบกับถุงผ้าใบเล็กที่ซ่อนไว้อย่างดี เมื่อเปิดออกดูก็พบเพียงเศษเหรียญอีแปะ [1] ไม่กี่อัน รวมกันแล้วคงพอซื้อหมั่นโถวได้แค่สองสามลูกเท่านั้น
เว่ยหลินกำเศษเหรียญนั้นไว้ในมือแน่น มันคือต้นทุนทั้งหมดที่เขามีในการเดิมพันครั้งนี้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอับชื้นของกระท่อมไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียนอีกต่อไป แต่มันคือกลิ่นของความเป็จริงที่เขาต้องเผชิญ ร่างที่โซเซพยายามก้าวเดินอย่างมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตรงไปยังประตูไม้ผุพังที่พร้อมจะหลุดออกจากบานพับได้ทุกเมื่อ
แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาจนต้องหยีตา ร่างกายที่ไม่คุ้นชินนี้อ่อนแอเกินไปจริงๆ แค่เดินไม่กี่ก้าวก็รู้สึกหน้ามืดจนต้องเกาะขอบประตูไว้ เว่ยหลินกัดฟันกรอด ขับไล่ความวิงเวียนในหัวออกไป เขาไม่มีเวลามาอ่อนแอในตอนนี้
เป้าหมายของเขาคือโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้านแห่งนี้ สถานที่ซึ่งเป็ศูนย์รวมของข่าวสารและคำซุบซิบนินทาจากผู้คนทุกสารทิศ
โรงเตี๊ยมจินเป่าตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน สภาพภายนอกดูไม่เก่าไม่ใหม่จนเกินไปนัก เสียงพูดคุยจอแจและกลิ่นอาหารลอยออกมาแตะจมูกทันทีที่เขาผลักประตูเข้าไป กลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นและสุราทำให้ท้องของเขาที่ว่างเปล่ามานานส่งเสียงร้องประท้วงดังโครกครากจนน่าอาย เว่ยหลินพยายามทำเป็ไม่สนใจ เขาเลือกโต๊ะที่มุมที่สุดของร้าน นั่งลงอย่างเชื่องช้าเพื่อสงวนเรี่ยวแรงไว้ให้มากที่สุด
“คุณชาย้ารับอะไรดีขอรับ” เด็กรับใช้ท่าทางฉะฉานรีบเดินเข้ามารับคำสั่งทันที
“น้ำชาหนึ่งกา...แล้วก็หมั่นโถวสองลูก” เว่ยหลินสั่งด้วยเสียงแหบพร่า เขาเหลือบมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างประเมิน แววตาที่ฉายแววอยากรู้อยากเห็นและท่าทางที่พร้อมจะชวนคุยตลอดเวลานั้นบ่งบอกว่าเขาเลือกคนไม่ผิด
“ได้ขอรับ รอสักครู่นะขอรับ!” เด็กรับใช้รับคำแล้ววิ่งหายเข้าไปในครัวอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก ชาร้อนๆ หนึ่งกาและหมั่นโถวสองลูกก็ถูกนำมาวางตรงหน้า เว่ยหลินจิบชาเพื่อเรียกความสดชื่น ก่อนจะค่อยๆ ละเลียดกินหมั่นโถวอย่างเชื่องช้าที่สุดเพื่อยืดเวลา เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อกิน แต่เพื่อฟัง
เสียงพูดคุยในโรงเตี๊ยมดังเซ็งแซ่ หัวข้อสนทนาส่วนใหญ่เป็เื่ดินฟ้าอากาศ การเก็บเกี่ยว และเื่ไร้สาระทั่วไป แต่เว่ยหลินก็ยังคงนั่งฟังอย่างอดทน สมาธิทั้งหมดของเขาจดจ่อกับการกรองข้อมูลที่อาจเป็ประโยชน์
“เฮ้อ...่นี้การค้าขายฝืดเคืองเสียจริง ไม่รู้ว่าพวกท่านอ๋องนายกองจะยกทัพไปทางไหนกันอีก” พ่อค้าคนหนึ่งบ่นขึ้นมาลอยๆ
หัวใจของเว่ยหลินกระตุกวูบ เขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน” สหายของพ่อค้าคนนั้นตอบ “ได้ข่าวว่าท่านอ๋องปีศาจกำลังจะเดินทางไปตรวจการณ์ที่ด่านทางทิศเหนือในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ไม่รู้ว่าจะเกิดศึกาอะไรขึ้นอีกรึเปล่า”
‘อ๋องปีศาจ...โม่เหยียน!’ เว่ยหลินลอบกำหมัดแน่นใต้โต๊ะ ‘มาถูกทางแล้ว’
เด็กรับใช้คนเดิมเดินผ่านมาเพื่อรินน้ำชาเพิ่มให้ เว่ยหลินจึงตัดสินใจเริ่มแผนการของตน เขาแสร้งทำเป็ชวนคุยอย่างเป็ธรรมชาติ “น้องชาย ท่าทางเ้าจะรู้เื่ราวในแถบนี้ดีนะ”
เด็กรับใช้ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอนขอรับ ข้าทำงานอยู่ที่นี่ ได้ยินเื่ราวมานับไม่ถ้วน คุณชายมีอะไรอยากรู้เป็พิเศษรึเปล่าขอรับ”
“ข้าเป็เพียงบัณฑิตเดินทางผ่านมา พอดีได้ยินพวกเขาพูดถึงเื่ท่านอ๋องจะเดินทาง ก็เลยสงสัยขึ้นมาน่ะ” เว่ยหลินพูดพลางเลื่อนเหรียญอีแปะสองสามอันไปให้เด็กรับใช้คนนั้นอย่างแเี “พอจะเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ว่าปกติแล้วขบวนเสด็จของท่านอ๋องจะใช้เส้นทางใด”
ดวงตาของเด็กรับใช้เป็ประกายเมื่อเห็นเหรียญทองแดง เขารีบคว้ามันไปเก็บไว้อย่างรวดเร็วแล้วกระซิบกระซาบด้วยเสียงที่เบาลง “เื่นี้เป็ความลับนะขอรับ แต่ข้าได้ยินจากพวกทหารที่มาพักเมื่อคืนก่อน พวกเขาบอกว่าการเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างเร่งด่วน ท่านอ๋องอาจจะไม่ได้ใช้เส้นทางหลักผ่านเมืองใหญ่ แต่อาจจะใช้เส้นทางลัดผ่านป่าทางตะวันตกเพื่อประหยัดเวลาขอรับ”
‘ป่าทางตะวันตก!’ สมองของเว่ยหลินประมวลผลอย่างรวดเร็ว ความทรงจำในพล็อตนิยายผุดขึ้นมา มันคือเส้นทางเปลี่ยวที่เหมาะแก่การซุ่มโจมตี และในพล็อตเดิมก็มีการลอบสังหารเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นที่นั่นจริงๆ แม้จะไม่สามารถทำอะไรโม่เหยียนได้เลยก็ตามที แต่นี่คือโอกาสของเขา!
“ขอบใจเ้ามาก” เว่ยหลินกล่าว เขาวางเงินค่าอาหารไว้บนโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ข้อมูลที่ได้มามีค่ามากกว่าเศษเหรียญพวกนี้หลายร้อยเท่านัก
เขากำหนดเป้าหมายและเส้นทางได้แล้ว เหลือแค่รอเวลาที่เหมาะสมเพื่อเอาชีวิตอันบอบบางนี้เข้าเสี่ยง
วันต่อมา แสงแดดยามเช้ายังไม่ทันจะสาดส่องดีนัก ร่างของเว่ยหลินก็ออกจากกระท่อมมุ่งหน้าไปยังป่าทางทิศตะวันตกแล้ว เขาใช้เวลาเกือบทั้งคืนที่ผ่านมาในการวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ตอนนี้ร่างกายของเขาอ่อนเพลียยิ่งกว่าเดิม แต่จิตใจกลับตื่นตัวและแน่วแน่
เขาต้องลากสังขารที่ใกล้จะพังเต็มทีนี้ไปยังจุดที่ได้วางแผนไว้ เขาดักซุ่มรออยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบริมเส้นทางดินแคบๆ ด้วยความอดทน สภาพของเขาในตอนนี้ดูน่าสมเพช ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเก่าขาด แต่ดวงตาสีนิลคู่นั้นกลับฉายประกายคมกล้าและไม่ยอมแพ้
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ความหิวและความเ็ปจากร่างกายที่ขาดสารอาหารเริ่มส่งผลรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท้องของเขาร้องระงมจนต้องเอามือกดไว้ สติเริ่มเลือนลาง ภาพตรงหน้าพร่าเบลอเป็บางครั้ง เขาต้องต่อสู้กับความ้าที่จะยอมแพ้และหลับใหลไปตรงนั้นอย่างสุดกำลัง
‘ไม่ได้...จะมาหมดสติอยู่ตรงนี้ไม่ได้’ เขาบอกตัวเองซ้ำๆ ในใจ ‘ถ้าพลาดโอกาสนี้ไป ทุกอย่างก็จบสิ้น’
ขบวนเสด็จของโม่เหยียนมาถึงช้ากว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นจนเกือบจะตรงศีรษะ อากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้เว่ยหลินรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกแผดเผาจนสติกระเจิง เขาเกือบจะหมดความอดทนและล้มพับไปแล้วจริงๆ
แต่แล้ว...เสียงกีบม้ากระทบพื้นดินก็ดังแว่วมาจากไกลๆ
เสียงนั้นราวกับเสียง์ที่ปลุกให้สติสัมปชัญญะของเว่ยหลินกลับคืนมาอีกครั้ง เขาฝืนยันกายที่สั่นเทาขึ้นอย่างยากลำบาก แอบมองลอดผ่านช่องว่างของใบไม้
ขบวนทหารในอาภรณ์สีดำทมิฬกำลังเคลื่อนทัพมาอย่างเป็ระเบียบและน่าเกรงขาม ทุกย่างก้าวของพวกเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่ออกมาจนทำให้อากาศรอบตัวหนักอึ้ง และผู้นำของขบวนทัพนั้น...
บุรุษร่างสูงใหญ่สง่างามนั่งอยู่บนหลังอาชาสีนิลทมิฬทั้งตัว ร่างกายกำยำภายใต้อาภรณ์สีดำขลับปักดิ้นทองลายเมฆาดูทรงพลังราวกับขุนเขาที่ไม่สั่นคลอน โครงหน้าคมคาย สันกรามชัดเจนรับกับคิ้วกระบี่ที่พาดเฉียงขึ้นอย่างองอาจ ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นเ็าและลึกล้ำราวกับห้วงอเวจี มันเป็ดวงตาที่มองเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ผู้คนต้องก้มหัวลงด้วยความหวาดหวั่น รังสีอำมหิตที่กดดันแผ่ออกมาจากร่างของเขาอย่างเป็ธรรมชาติจนน่าขนลุก
อ๋องปีศาจ...โม่เหยียน
นี่เป็ครั้งแรกที่เว่ยหลินได้เห็นตัวเป็ๆ ของ ลาสบอส ในนิยายเื่นี้ พลังกดดันและบารมีที่น่าเกรงขามนั้นมันรุนแรงกว่าที่เขาจินตนาการจากตัวอักษรไว้หลายร้อยหลายพันเท่า หัวใจของเขาเผลอกระตุกวูบและสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่นอย่างช่วยไม่ได้ สัญชาตญาณกำลังกรีดร้องให้เขาหนีไปให้ไกลที่สุด
แต่เหตุผลและความ้าที่จะมีชีวิตรอดนั้นแข็งแกร่งกว่า
เป้าหมายปรากฏตัวแล้ว...เว่ยหลินเตรียมพร้อมที่จะเดิมพันทุกอย่างที่เขามีในตอนนี้
ขณะที่ขบวนทัพเคลื่อนมาจนเกือบจะถึงจุดที่เขาซ่อนตัวอยู่ เว่ยหลินรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ก้าวออกจากที่ซ่อนในจังหวะที่พอดิบพอดี เขาไม่ได้โง่พอที่จะพุ่งเข้าไปขวางทางขบวนเสด็จซึ่งเท่ากับการฆ่าตัวตาย แต่เขาเลือกที่จะยืนอยู่ข้างทาง แล้วะโออกไปสุดเสียงที่แหบแห้งของตน
“หยุดก่อนท่านอ๋อง! เบื้องหน้ามีกับดัก!”
เสียงของเขาไม่ได้ดังนัก แต่มันก็ชัดเจนพอที่จะทำให้ทั้งขบวนทัพหยุดชะงักลงทันที ทหารองครักษ์ที่อยู่แนวหน้าชักดาบออกมาจากฝักอย่างพร้อมเพรียง ปลายดาบแหลมคมนับสิบเล่มชี้ตรงมาที่ร่างของบัณฑิตหนุ่มซอมซ่อราวกับพร้อมจะพุ่งเข้ามาเสียบร่างของเขาให้พรุนได้ทุกเมื่อ
“บังอาจ! เ้าเป็ใครถึงกล้ามาขวางทางเสด็จ!” นายกองคนหนึ่งตวาดลั่น ดวงตาจ้องมองเว่ยหลินอย่างเอาเื่
เว่ยหลินไม่ได้สนใจสายตาอาฆาตเ่าั้ เขามองตรงไปยังบุรุษผู้เป็ศูนย์กลางของทุกสิ่ง...
โม่เหยียนไม่ได้แสดงอาการใหรือโกรธเกรี้ยวใดๆ เขายังคงนั่งนิ่งอยู่บนหลังม้าด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อยขณะพิจารณาร่างที่ผอมบางและซีดเซียวของเว่ยหลินั้แ่หัวจรดเท้า
“ข้าเป็เพียงบัณฑิตที่บังเอิญผ่านมาเห็นร่องรอยผิดปกติเท่านั้นขอรับ เบื้องหน้าไปอีกราวครึ่งลี้ [2] มีร่องรอยการซุ่มโจมตีอยู่ หากท่านอ๋องไม่เชื่อก็โปรดส่งคนไปตรวจสอบดูก่อนได้” เว่ยหลินพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้สั่น เขาต้องทำให้โม่เหยียนเชื่อคำพูดของเขาให้ได้ ก่อนที่จะถูกคมดาบขององครักษ์พวกนี้สังหารทิ้งไปเสียก่อน
คำพูดของเขาดูเหลือเชื่อและเหมือนคนเสียสติในสายตาของทหารทั่วไป บัณฑิตตกอับที่ดูเหมือนจะล้มได้ทุกเมื่อคนหนึ่งจะไปรู้อะไรเื่กับดักลอบสังหารได้
ทว่า...ในจังหวะที่นายกองกำลังจะสั่งให้ทหารเข้าจับกุม เสียงทุ้มต่ำที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งก็ดังขึ้น
“หยุด”
โม่เหยียนยกมือข้างหนึ่งขึ้นเป็สัญญาณห้ามองครักษ์ของเขา ดวงตาสีรัตติกาลอันเ็าคู่นั้นยังคงจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเว่ยหลิน ราวกับจะค้นหาความจริงหรือความหลอกลวงที่ซ่อนอยู่ภายใน เขาไม่ได้เชื่อ...แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธในทันที
สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจไม่ใช่คำเตือน แต่เป็แววตาของบัณฑิตซอมซ่อคนนี้...มันเป็แววตาที่ไม่มีความหวาดกลัวอย่างที่เขาคุ้นเคยเห็นจากผู้คนทั่วไป มันเป็แววตาที่แน่วแน่ ท้าทาย และเต็มไปด้วยประกายแห่งสติปัญญาที่ซ่อนไว้ไม่มิด ความไม่เกรงกลัวในแววตาคู่นั้น...ทำให้เขาสนใจ
ในที่สุด ริมฝีปากหยักลึกของอ๋องปีศาจก็ขยับอีกครั้ง น้ำเสียงยังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึกเช่นเดิม
“ส่งคนไปตรวจสอบ”
คำสั่งสั้นๆ นั้นคือการเปิดโอกาสให้เว่ยหลินมีชีวิตรอดต่อไปอีกเล็กน้อย และมันคือการเริ่มต้นความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่กำลังจะผูกมัดโชคชะตาของพวกเขาทั้งสองคนไว้ด้วยกันอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด
[1] อีแปะ : เงินเหรียญในสมัยโบราณที่มีรูตรงกลาง
[2] ลี้ : หน่วยวัดระยะทางของจีนในสมัยโบราณ 1 ลี้ มีค่าประมาณ 500 เมตร