
เครดิตภาพจาก https://www.vectorstock.com
“ อืม…..” เทพศาสตราพยักหน้ารับคำในใจนึกงงที่มารร้ายรู้เคล็ดลับของวิชานี้ด้วยแต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ผู้อาวุโสจะยอมรามือ จึงยกท่อนไม้ขึ้นสูง เพื่อเตรียมเผด็จศึกขั้นเด็ดขาด
“ เอาล่ะ เลิกพูดคุยกันซักทีถึงเวลาสิ้นชีพของเจ้าแล้ว ”
“ โอ้ๆ ยะ…อย่าทำข้าระ…เรายังต้องคุยกันก่อน ขะ…ข้ามีเรื่องจะถามอีก ”มารร้ายรีบยกแขนข้างที่ขาดขึ้นสูง กิริยาคล้ายร้องห้าม
“ ไม่มีอะไรให้พูดคุยอีกแล้วเตรียมใจซะ เจ้ามารร้าย ” กายของเทพศาสตราเปล่งแสงสีทองออกมาอีกครั้งส่วนท่อนไม้ยาวถูกยกขึ้นเหนือหัวในท่าเตรียมฟาด
“ ยะ….อย่าทะ..ทำเลย ขะ…ขอร้องขะ…ข้ากลัวตาย สำนึกผิดแล้ว ต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีก ” ปีศาจร้ายเห็นท่าจะห้ามไม่ได้จึงพยายามบีบน้ำตา ปากก็วิงวอน ขอความเห็นใจ
เทพศาสตรางุนงงเล็กน้อยแม้มารร้ายตนนี้จะโหดเหี้ยม อำมหิต คิดแต่เรื่องต่อสู้และทำลายล้าง แต่มันก็ไม่เคยแสดงทีท่าขี้ขลาดทว่าในยามนี้ กลับร้องขอชีวิตแบบไร้ยางอายนับว่าย้อนแย้งกับพฤติกรรมที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง
“ เจ้านี่เป็นมารแบบไหนกันแน่หรือมันจะเล่นเล่ห์อะไรอีก ” เทพศาสตราเริ่มสงสัย จึงลดท่อนไม้ยาวลง ทันใดนั้นเองมือที่ขาดของมารร้ายก็พลันงอกออกมาโดยพลันพร้อมแสงเลเซอร์สีอำพันที่พุ่งจากนิ้วชี้
“ ฉึก……”
แสงเลเซอร์สีอำพันวิ่งทะลุอกของเทพศาสตราเข้าอย่างจังส่งผลให้ผู้อาวุโสถึงกับลอยไปข้างหลัง จากนั้นก็ทิ้งตัวลงไปนอนหงายแต่ไม่ถึงกับสิ้นชีวิต เพราะการโจมตีดังกล่าวไม่ได้เข้าจุดตาย ทว่าก็เฉียดหัวใจไปเพียงเซ็นต์เดียว
“ อั้ก……” เทพศาสตรากระอักโลหิตส่วนมารร้ายนั้นลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากเพราะเพลงดาบผ่านภาดูจะสร้างอาการบาดเจ็บให้กับมันพอสมควร และเมื่อได้เห็นสภาพร่อแร่ของผู้อาวุโสอมนุษย์ก็แสยะยิ้มเป็นเชิงสะใจ
“ หึ หึ หึ เกือบไปแล้วถ้าพลิกเกมไม่ได้ ข้ามีหวังเน่าคาไม้ของเจ้าแน่ ”
“ กะ….แกขะ…ขี้โกงนี่ ”เทพศาสตราพยายามยันกายขึ้นมา แต่เขาก็ขยับไม่ออก จึงได้กัดฟันกรอดใหญ่เพราะเจ็บใจที่เสียรู้
“ ยอมรับว่าโกงจริง แต่นี่คือการต่อสู้นะโว้ยไม่ใช่การประลองฝีมือบนเวทีปาหี่ที่พวกมนุษย์ชอบจัด ดังนั้นไม่ต้องอ้างถึงกฎกติกาอะไร ข้าไม่สนใจทั้งนั้น ” มารร้ายโวยกลับ ท่าทางหัวเสียเพราะตัวมันเองก็ไม่อยากใช้วิธีนี้เหมือนกัน แต่ถ้าไม่ทำ คงต้องพลีชีพตรงนี้อย่างแน่นอน
“ ฮึ่ม…..บัดซบ ชนะแบบนี้ก็เหมือนแพ้นั่นแหละแต่ต้องทำ เพราะมีเรื่องสำคัญกว่าให้สนใจ ว่าไปแล้ว เจ้าแก่นี่ก็นับว่าเป็นยอดคนเลยทีเดียวเพราะเมื่อครู่ เราเล็งไปที่หัวใจ แต่มันกลับเบี่ยงหลบนิดนึง จึงรอดพ้นจากความตาย” ดวงตาของมารร้ายเปล่งประกายชื่นชม นับว่าเป็นมนุษย์คนแรกในรอบหลายพันปีที่มันยอมรับแต่เพื่อความปลอดภัย จำต้องปิดเกมให้เด็ดขาด
มารร้ายยกมือข้างที่เคยขาดขึ้นมาดูเหมือนมนต์ดำของมันจะมีประสิทธิภาพสูงล้ำเพราะมองไม่เห็นร่องรอยของบาดแผลเลยซักนิด ทำให้เทพศาสตราได้คิด
“ ทั้งหมดนั่นเป็นแผนของมารร้ายโดยแท้เพราะมันสามารถรักษาแขนข้างที่ขาดได้ตลอด แต่กลับไม่ยอมทำเพื่อวางกับดักให้เราตายใจ จากนั้นก็ฉวยโอกาสพลิกสถานการณ์นับเป็นความอ่อนหัดของเราโดยแท้ ” เทพศาสตราหลับตาลงเขาพร้อมจะตายโดยไม่มีข้อกังขา เพราะในการต่อสู้ ไม่เคยมีคำว่า…ขี้โกงคู่ประลองต้องงัดทุกสิ่งออกมาใช้ เพื่อให้ได้รับชัยชนะ
“ ยอมรับแล้วสินะสมกับเป็นยอดนักสู้ของโลกมนุษย์ เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าข้าจะมอบความตายแบบไม่ต้องทรมาน ” มารร้ายเกร็งกำลังที่มือขวาทำให้เกิดแสงสีอำพันขึ้นมา มันหวังใช้พลังทำลายนี้เผาร่างของเทพศาสตราให้เป็นจุณในทีเดียวแต่ก่อนจะได้กระทำ ก็มีเสียงใสๆดังแทรกเข้ามา
“ อย่าทำแบบนั้น หยุดนะ เจ้ามารร้าย ”
มารร้ายหันมองตามเสียงจึงพบกับอากิเนะ เธอเป็นคนร้องห้าม ด้วยทนไม่ไหวที่ต้องเห็นท่านปู่ผู้เป็นญาติเพียงหนึ่งเดียวต้องสิ้นลมหายใจ
แรกเริ่ม มารร้ายไม่คิดจะรับฟังเพราะเทพศาสตราจัดเป็นตัวอันตรายที่สมควรกำจัดโดยเร็ว แต่ต่อมา มันก็เกิดความคิด
“ เอ๊ะ! บางที อาจไม่ต้องฆ่าเจ้าเฒ่าเราน่าจะใช้ประโยชน์จากมันได้ ” ทันทีที่สิ้นความคิดมารร้ายก็ชี้นิ้วไปที่เทพศาสตรา แล้วยิงแสงสีอำพันออกมา
“ ฉึก ฉึก ฉึก ” ลำแสงเวทสามเส้นพุ่งเข้าใส่แขนขวาขาซ้ายและขาขวาของเทพศาสตรา ทำให้ผู้ชราเจ็บปวดจนต้องร้องโอย
“ อั้ก……” เทพศาสตรากระอักโลหิตอีกครั้งแม้การจู่โจมจะไม่เข้าจุดตาย แต่แรงปะทะก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ทำให้รู้สึกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสทว่าธาตุทรหดก็ยังคงอยู่ จึงเหลือบมองมารร้ายด้วยแววฉงน
“ ทะ…ทำไม จะ…เจ้าไม่ฆ่าข้าโดยเร็ว ”
“ หึ หึ หึ ตอนแรกก็คิดจะปลิดชีพเจ้าแต่….เวลานี้ เปลี่ยนใจแล้ว ข้าจะใช้เจ้าเป็นเครื่องกระตุ้นให้ท่านผู้นั้นตื่น ”มารร้ายหัวเราะเยือกเย็น
แม้มารร้ายจะไม่ระบุโดยละเอียดแต่เทพศาสตราก็รู้ชัดว่าท่านผู้นั้นที่อมนุษย์พูดถึงก็คือ…อากิเนะเพราะเขาเป็นคนเลี้ยงหลานสาวคนสวยมาตั้งแต่แบเบาะจึงรู้ความเป็นมาของเรื่องราวเป็นอย่างดี เลยอดขัดไม่ได้
“ในเมื่อรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของอากิเนะ แล้วทำไม ต้องปลดปล่อยนางออกมา แม้เจ้าจะเก่งกว่านี้ซักสิบเท่าก็เอานางไม่อยู่หรอก ” เทพศาสตรารีบห้ามปรามเพราะนี่คือความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่ามารร้ายกลับปฏิเสธอย่างบ้าคลั่ง
“ ไม่ลอง จะไปรู้ได้ยังไง อีกอย่างข้าเองก็อยากต่อสู้กับผู้เป็นตำนานเหมือนกัน ดูสิว่า ผลจะเป็นยังไงแค่ชีวิตของตัวเองหรือชะตากรรมของโลกเป็นเรื่องที่ยอมเสียสละได้ ”
เทพศาสตราจนใจจะห้ามเพราะในหัวของมารร้ายตนนี้มีแต่เรื่องต่อสู้ ทำลายล้างและสงครามจึงนิ่งอึ้งในบัดดล พร้อมปล่อยให้มารร้ายกระชากคอเสื้อจนตัวลอย
“ หึ หึ หึ ข้าเด็ดแขนขาทั้งสี่หมดแล้วเพราะไม่อาจปล่อยให้ขยับโดยสะดวก ด้วยเจ้าเป็นตัวอันตรายอย่างยิ่งยวด ”
“ มารร้ายอย่าทำแบบนั้นเลยอย่าไปกระตุ้นอากิเนะ เพราะถ้านางหลุดออกมาได้ เจ้าจะไร้ทางสู้ ”เทพศาสตราวิงวอนอีกครั้ง มีไม่กี่ครั้งที่ผู้ยิ่งยงจะออกปากขอร้อง
“ ยิ่งพูดแบบนี้ยิ่งอยากลองของมากขึ้น ดังนั้น โทษทีนะ ” มารร้ายพูดจบมันก็ต่อยเข้าไปที่ใบหน้าของเทพศาสตรา
“ เปรี้ยง…..”
จากน้ำหนักหมัดทำให้เทพศาสตรารู้เลยว่ามารร้ายไม่มีเจตนาจะปลิดชีพเพราะมันพยายามลดพลังลงจนเกือบต่ำสุด แต่ก็ทำให้ร่างสูงเพรียวลอยละลิ่วอยู่ดีสุดท้าย ก็ลงไปนอนหงายตรงหน้าอากิเนะ
“ อุ้ก….”เทพศาสตรากระอักเลือดอีกครั้ง เพราะบอบช้ำจากการลอยไกลนับสิบเมตร
“ ท่านปู่…..” อากิเนะร้องเสียงหลงน้ำตาอาบสองแก้ม เพราะเจ็บใจที่ทำอะไรไม่ได้ ทว่าท่านปู่ ผู้แสนดีก็ยังหันมาปลอบโยนมุมปากแย้มยิ้มอย่างอบอุ่น
“ อะ….อากิเนะจะ…เจ้ายะ…อย่าเศร้าไปเลย เพราะความตายนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ”
“ ไม่ ท่านปู่ต้องไม่เป็นอะไรหลานจะช่วยท่านปู่เอง ” อากิเนะพูดจบ เธอก็เร่งพลังเวทในตัวให้สูงขึ้นจนบังเกิดเปลวเพลิงสีรุ้งแผ่ซ่านไปทั่วกายทว่าก็ไม่มากจะทำให้โซ่ดำที่ล่ามสองแขนขาดออก
แม้เทพศาสตราจะเป็นเพียงนักสู้ที่ชำนาญเพลงอาวุธ แต่เขาก็อยู่ในขั้นปรมาจารย์จึงรู้ทันทีว่าพลังในระดับธรรมดาของอากิเนะ ไม่อาจสลัดพันธนาการเวทมนตร์ได้ตัวหลานสาวแสนสวยก็รู้เช่นกัน เธอจึงพยายามรีดพลังให้สูงกว่าเดิม
“ ออกมา พลังที่แฝงเร้นในตัวเรา จงเปล่งประกาย”
ดวงตาของอากิเนะเริ่มแข็งกร้าวออร่าเวทมนตร์สีรุ้งสดใสก็พลันหมองลง พร้อมระดับพลังที่สูงขึ้นแบบไม่มีขีดจำกัดส่วนอมนุษย์ที่ยืนมอง รู้สึกยินดี เพราะมันอยากดวลกับตำนานของโลกมารมาตั้งนานแล้วแต่ก่อนที่ทุกสิ่งจะเลวร้ายไปมากกว่านี้ เทพศาสตราก็ร้องตะโกน
“ อย่า….อากิเนะอย่าปล่อยตัวตนของเจ้าออกมา สิ่งนั้นอันตรายเกินไป มันจะทำลายโลก The Dark World ของพวกเรา ”
“ เอ๊ะ!....” อากิเนะสะดุ้งตกใจดวงตากลับมาไร้เดียงสาอีกครั้ง
“นะ…นี่เราเกือบจะปล่อยเจ้านั่นออกมาอีกแล้ว ตะ…แต่ถ้าเราไม่ทำ ท่านปู่คง…..”อากิเนะรู้สึกสับสน เพราะถ้าไม่พึ่งพลังประหลาด เธอคงไม่มีปัญญาหลุดจากโซ่เส้นโต
“ ชิ…บัดซบ เจ้าแก่คนนี้ปากมากอีกแล้ว” มารร้ายรู้สึกหัวเสียเล็กน้อย เพราะอีกนิดเดียวอากิเนะก็จะกลายสภาพเป็นสิ่งมีชีวิตทรงพลัง ซึ่งมันรอคอยจะได้พบ เพื่อตัดสินแพ้ชนะ
“ คราวนี้ เรามีสิทธิ์ชนะมากขึ้นเพราะสามารถรวมร่างกับเจ้าหนูหัวเขียวได้อย่างสมบูรณ์ จึงมีพลังมากกว่าเดิมแต่ถ้าปล่อยไปแบบนี้ เห็นทีว่าเจ้าแก่นั่นจะเข้ามาขวางอีก คงต้องออกแรงกันนิดหน่อย”
เมื่อคิดได้ดังนั้นมารร้ายก็ลอยตัวไปหาสองปู่หลาน ไม่นาน มันก็มาหยุดยืนอยู่ข้างเทพศาสตราที่กำลังนอนหงาย
“ แก….ปล่อยท่านปู่เดี๋ยวนี้นะแกต้องการตัวข้าไม่ใช่เหรอ ” พออากิเนะเห็นมารร้าย เธอก็ตวาดใส่เสียงดังแต่อมนุษย์กลับมีท่าทีเมินเฉย พร้อมตอบเนือย
“ เข้าใจผิดแล้วข้าไม่ได้ต้องการท่านในสภาพนี้ แต่อยากพบท่านในร่างที่แท้จริงต่างหาก ”ทันทีที่มารร้ายพูดจบ ดวงตาแดงก่ำของมันก็เปล่งประกายแวววาวบ่งบอกถึงความปรารถนาที่รุนแรง
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter
