ภายในห้องโถงเล็กที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยกลิ่นไอสูงส่งและผ่อนคลาย
ไป๋หยุนเฟยและชิวลู่หลิวนั่งตรงข้ามกันที่ด้านซ้ายและขวาของโต๊ะไป๋หยุนเฟยประคองถ้วยชาในมือรับฟังชิวลู่หลิวที่กำลังบอกเล่าเรื่องราวของสำนักหลิวขจีและสถานการณ์ของทั้งเมืองชุ่ยหลิวอย่างตั้งใจ
“จริงสิลู่หลิวท่านทราบหรือไม่ว่ามีคนของสำนักธารน้ำแข็งในเมืองชุ่ยหลิวมากน้อยเพียงใด?” ไป๋หยุนเฟยพลันฉุกคิดถึงเรื่องบางอย่างจึงเอ่ยปากถาม
“โอ? ไฉนท่านจึงถามเรื่องนี้?”ชิวลู่หลิวงงงันวูบก่อนจะพลันรู้สึกตัว “หรือท่านกังวลว่า...จางเจิ้นซานจะส่งคนของสำนักธารน้ำแข็งมาตามล่าท่าน?”
ไป๋หยุนเฟยจึงพยักหน้า
“ฮ่าฮ่า เรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวล” ชิวลู่หลิวหัวร่อเสียงนุ่มนวล“หากเป็นที่อื่นข้าย่อมไม่กล้ารับรองแต่ในเมืองชุ่ยหลิวแห่งนี้สำนักธารน้ำแข็งไม่มีทางกล้าก่อการอันใดแน่ที่นี่เป็นที่ตั้งของสำนักหลิวขจี หรือจะปล่อยให้สำนักอื่นมาอาละวาดได้?”
ไป๋หยุนเฟยก้มศีรษะครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะถามต่อ“สองวันที่ผ่านมาข้ามักรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็ไม่พบเห็นอันใดสำนักธารน้ำแข็งนั้น... หากพวกมันทราบว่าข้าอยู่ที่นี่แต่ไม่กล้าสร้างปัญหาในเมืองถ้าเช่นนั้นเกรงว่าเมื่อข้าออกจากเมืองชุ่ยหลิวต้องถูกพวกมันลอบจู่โจมแน่ยามนี้ข้าเพียงไม่มั่นใจว่าพวกมันหาตัวข้าพบแล้วหรือไม่...”
“ข้าเข้าใจ...”ชิวลู่หลิวแสดงสีหน้าเคร่งขรึม หลังจากใคร่ครวญชั่วครู่จึงกล่าวว่า“เท่าที่ข้าทราบในเมืองนี้ไม่มีคนของสำนักธารน้ำแข็งอยู่แต่ดูเหมือนตระกูลหลงจะมีความสัมพันธ์กับสำนักธารน้ำแข็งอยู่บ้าง...”
“ว่ากระไร? ตระกูลหลง?!”ไป๋หยุนเฟยโพล่งอย่างตื่นตระหนก สีหน้ามันพลันแปรเปลี่ยนไป
“โอ? หรือท่านรู้จักตระกูลหลงด้วย?”ชิวลู่หลิวถามอย่างสงสัย ราวกับไม่คาดคิดว่าไป๋หยุนเฟยจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้
“เมื่อวานซืนข้าต่อยตีกับนายน้อยตระกูลหลงทั้งสองคนพวกมัน...” ไป๋หยุนเฟยกล่าวโดยไม่ตั้งใจได้ไม่กี่คำก็พลันกล้ำกลืนคำพูดราวกับชายหนุ่มจดจำบางอย่างได้ มันขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางก้มหน้าพึมพำกับตนเอง
เห็นท่าทีไป๋หยุนเฟยเช่นนี้ชิวลู่หลิวก็ไม่ขัดจังหวะ เพียงนั่งจิบชาที่ด้านข้างอย่างเงียบงัน
“ท่านอาจารย์พี่หยุนเฟยอยู่ด้านใน...” น้ำเสียงน่าลุ่มหลงของฉู่อวี้เหอแว่วมาจากด้านนอกก่อนหน้านี้นางไปเชิญอาจารย์ของนางมาที่นี่ คาดว่าพวกนางมาถึงแล้ว
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆยามที่เสียงจากด้านนอกเงียบไป คนสองคนก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูหนึ่งในสองเป็นสตรีวัยกลางคนเปี่ยมสง่าราศีพร้อมกลิ่นไอสูงส่งเปี่ยมอำนาจแผ่ซ่านออกมานางเดินเข้าห้องมาโดยมีฉู่อวี้เหอติดตามอยู่ด้านหลัง
ที่จริงแล้วนับว่าไม่สมควรเรียกนางเป็นสตรีวัยกลางคนเพราะแม้รูปร่างที่เติบโตเต็มที่จะท้วมไปบ้าง แต่นางยังดูอายุเยาว์อย่างยิ่งหากเพียงดูจากใบหน้า คาดว่าอายุของนางต้องไม่เกินสามสิบปีอย่างแน่นอน ---สตรีนางนี้จะเป็นผู้ใดหากไม่ใช่เจ้าสำนักหลิวขจีนามว่ามู่หว่านชิง
“ท่านอาจารย์”เมื่อเห็นผู้มาเยือน ชิวลู่หลิวจึงยืนขึ้นคารวะ
ชั่วขณะที่เสียงของฉู่อวี้เหอดังขึ้นไป๋หยุนเฟยก็ตื่นจากภวังค์ครุ่นคิด ยามนี้ชายหนุ่มจึงยืนขึ้นเช่นเดียวกันแม้ว่ามันจะประหลาดใจอยู่บ้างที่สตรีเบื้องหน้าที่ชิงลู่หลิวเรียกหาเป็น‘อาจารย์’จะอายุเยาว์กว่าที่คิดแต่ชั่วครู่มันก็ยกมือคารวะพลางกล่าวว่า “ผู้เยาว์ไป๋หยุนเฟยนับว่าเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสพบผู้อาวุโส”
มู่หว่านชิงแย้มยิ้มให้แก่ทั้งคู่ก่อนจะกล่าวกับไป๋หยุนเฟย “จอมยุทธ์ไป๋ไม่จำเป็นต้องมากพิธี นั่งลงเถอะอย่าได้มีพิธีรีตอง”
หลังจากทุกคนนั่งลงมู่หว่านชิงพิจารณาดูไป๋หยุนเฟยอย่างละเอียดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกล่าวด้วยแววตายิ้มแย้ม“จอมยุทธ์ไป๋ ข้าต้องการจะขอบคุณท่านที่ยื่นมือช่วยชีวิตอวี้เหอจึงถือวิสาสะเชื้อเชิญท่านมาเป็นแขกที่สำนัก หวังว่าท่านจะไม่ถือสา”
อันที่จริงด้วยฐานะเจ้าสำนักทั้งยังเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านบรรพวิญญาณยังเกรงอกเกรงใจต่อมันเช่นนี้ ทำให้ไป๋หยุนเฟยมือไม้ปั่นป่วนอยู่บ้างชายหนุ่มรีบโบกมือพลางกล่าวว่า “ท่านเจ้าสำนักอย่าได้เกรงอกเกรงใจเช่นนี้ผู้เยาว์ไม่คู่ควรรับที่จริงเป็นเพราะผู้เยาว์มีความแค้นต่อจางหยางจึงมีโอกาสได้ช่วยเหลืออวี้เหอโดยบังเอิญผู้อาวุโสไม่จำเป็นต้องขอบคุณ...”
“โอในเมื่อจอมยุทธ์ไป๋ถ่อมตนเช่นนี้ ข้าก็จะไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก”มู่หว่านชิงหยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “สำหรับสำนักธารน้ำแข็งตราบใดที่ยังอยู่ที่เมืองชุ่ยหลิวแห่งนี้ท่านก็ไม่จำเป็นต้องวิตก หากพวกมันกล้าสร้างปัญหาขึ้นสำนักหลิวขจีของข้าจะไม่นิ่งดูดายเป็นอันขาด”
ไป๋หยุนเฟยลอบยินดีในใจเพราะเจ้าสำนักหลิวขจีกล่าวอย่างชัดแจ้งว่าช่วยเหลือมันแม้จะไม่ทราบว่าไฉนนางจึงกระตือรือร้นออกหน้าเช่นนี้ก็ตามแต่การมี‘ผู้หนุนหลัง’เช่นนี้ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องดี
“โอขอบคุณท่านเจ้าสำนักที่ช่วยเหลือ ผู้เยาว์คิดจะไปจากมณฑลฉิงหยุนภายในสองวันนี้เมื่อใดที่ไปถึงมณฑลเป่ยเหยียนหากเคลื่อนไหวอย่างรอบคอบคิดว่าสำนักธารน้ำแข็งคงไม่อาจทำอย่างไรต่อผู้เยาว์ได้อีก”
“โอ? ท่านกลับรีบร้อนจากไปนัก?อืม... บุรุษหนุ่มย่อมมุ่งหวังจะท่องเที่ยวและสร้างชื่อให้ลือเลื่องจอมยุทธ์ไป๋นับว่ามีวาสนาได้รับการชี้แนะจากผู้อาวุโสจากสำนักชะตาลิขิตย่อมไม่สมควรตีกรอบตนเองในสถานที่เล็กแคบเช่นมณฑลฉิงหยุนท่านสมควรอออกไปสร้างชื่อให้โด่งดังจริงๆ”
จู่ๆนางกลับเอ่ยถึงสำนักชะตาลิขิตส่งผลให้ไป๋หยุนเฟยนิ่งงันไปชั่วครู่ชายหนุ่มปรายตามองชิวลู่หลิวที่ด้านข้างก่อนจะกล่าวอย่างถ่อมตน “ผู้อาวุโสชมเกินไปผู้เยาว์เพียงหวังจะออกไปหาประสบการณ์ในโลกภายนอกสำหรับเรื่องที่ได้รับการชี้แนะจากผู้อาวุโสเกออี้หยุนจากสำนักชะตาลิขิตนั้นก็เพียงเพราะโชคดีเท่านั้น”
เมื่อได้ยินนาม‘เกออี้หยุน’จากไป๋หยุนเฟยมู่หว่านชิงก็พลันเลิกคิ้วเรียวงามขึ้นก่อนจะกลับเป็นปกติในบัดดลนางมองดูฉู่อวี้เหอที่ด้านข้างราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่างจากนั้นจึงกล่าวว่า“จริงสิจอมยุทธ์ไป๋ ท่านคิดอย่างไรต่อเด็กน้อยอวี้เหอนี้?”
“โอ?” ไป๋หยุนเฟยงงงันวูบไม่ทันมีความคิดใดต่อการเปลี่ยนหัวข้ออย่างกะทันหันของมู่หว่านชิงหลังจากนิ่งงันอยู่เนิ่นนานค่อยกล่าวอย่างสับสนว่า “อวี้เหอ... นับว่าดียิ่งผู้เยาว์ได้ยินจากลู่หลิวว่านางประพฤติตนเรียบร้อยทั้งยังเฉลียวฉลาดมิหนำซ้ำยังเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ในการฝึกปรือวิญญาณ...”
“เช่นนั้น...จอมยุทธ์ไป๋ท่านยินดีรับนางเป็นน้องบุญธรรมหรือไม่?” มู่หว่านชิงพยักหน้าอย่างยิ้มแย้มก่อนจะเอ่ยวาจาที่สร้างความตกตะลึงแก่ผู้เยาว์ทั้งสาม
ไป๋หยุนเฟยรู้สึกว่าตนเองไม่อาจไล่ตามความคิดผู้อาวุโสท่านนี้ทันมันจึงนิ่งงันไม่มีปฏิกิริยาอันใดไปชั่วขณะ มู่หว่านชิงจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยกล่าวว่า“จอมยุทธ์ไป๋ เป็นไรหรือ?หรือท่านคิดว่าอวี้เหอไม่คู่ควรเป็นน้องบุญธรรมท่าน?”
“อา? ไม่ ไม่ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น แม่นางอวี้เหอทั้งเฉลียวฉลาดทั้งน่ารัก จะให้ข้า...”
“โอถ้าเช่นนั้นท่านก็รับปากแล้ว?”มู่หว่านชิงหรี่ตาลงด้วยท่าทียิ้มแย้ม “ถ้าเช่นนั้นตกลงตามนี้จากนี้ไปท่านทั้งคู่ถือเป็นพี่น้องบุญธรรมกันเมื่อเป็นเช่นนี้อวี้เหอจะได้ไม่รู้สึกติดค้างที่ไม่ได้ทดแทนบุญคุณช่วยชีวิตต่อท่านอีก”
“อวี้เหอเจ้ายอมรับจอมยุทธ์ไป๋เป็นพี่บุญธรรมหรือไม่?”มู่หว่านชิงหันไปหาฉู่อวี้เหอพลางกล่าวอย่างอ่อนโยน
คราแรกเมื่อฉู่อวี้เหอได้ยินมู่หว่านชิงพาดพิงถึงตนเองก็มีท่าทีสับสนจากนั้นเมื่อได้ยินท่านอาจารย์เอ่ยปากถามความรู้สึกที่ไป๋หยุนเฟยมีต่อนางใบหน้าฉู่อวี้เหอก็กลายเป็นแดงฉาน แต่สุดท้ายเมื่อได้ยินอาจารย์ของนางบอกให้ไป๋หยุนเฟยรับนางเป็นน้องบุญธรรมใบหน้านางพลันกลับกลายเป็นตื่นตะลึงแต่ก็ไม่กล้าจะสอดคำยามนี้ได้ยินมู่หว่านชิงเอ่ยปากถาม ฉู่อวี้เหอจึงงงงันวูบก่อนจะตอบเสียงค่อย“แน่นอน ย่อมแน่นอน ข้ายอมรับข้ายินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นน้องบุญธรรมของพี่หยุนเฟย”
“โอเช่นนั้นก็ดี ต่อไปนี้จอมยุทธ์ไป๋คือพี่บุญธรรมเจ้าเจ้าต้องเชื่อฟังพี่บุญธรรมเจ้า เข้าใจหรือไม่?” มู่หว่านชิงพยักหน้าอย่างพอใจพลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
“ทราบแล้วข้าจะจดจำไว้...”
……
ด้วยเหตุนี้ไป๋หยุนเฟยจึงมีน้องสาวในนามหนึ่งคนอย่างงุนงง
ขณะมองดูฉู่อวี้เหอที่สีหน้ายินดีพร้อมกับสองแก้มแดงระเรื่อมู่หว่านชิงก็ลอบถอนหายใจโล่งอก
ต้องนับว่าแท้ที่จริงมู่หว่านชิงพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันข้อเสนออย่าง‘กะทันหัน’นี้ให้ลุล่วงหลังจากได้ทราบว่าไป๋หยุนเฟยช่วยชีวิตฉู่อวี้เหอนางก็สังเกตพบว่าฉู่อวี้เหอบังเกิดความรักต่อไป๋หยุนเฟยอย่างเลือนราง เพียงแต่เด็กสาวยังไม่รู้สึกตัวดังนั้นมู่หว่านชิงจึงถือโอกาสเปลี่ยนความรักที่กำลังจะผลิบานขึ้นให้กลายเป็นความชื่นชมศรัทธาต่อพี่ชายเพียงใช้คำพูดไม่กี่ประโยคมู่หว่านชิงก็บรรลุเป้าหมายยามนี้เด็กสาวต้องเชื่อฟังคำพูดอาจารย์นับถือไป๋หยุนเฟยเป็นเช่นพี่ชาย...
เดิมทีมู่หว่านชิงก็หมายจะส่งเสริมความรักระหว่างทั้งสองเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทราบความสัมพันธ์ระหว่างไป๋หยุนเฟยและเกออี้หยุนขณะเดียวกันก็ไม่อาจระงับจิตใจที่สั่นสะท้านด้วยความมุ่งมาดปรารถนาเนื่องเพราะผู้เยาว์ที่ต้องตาเกออี้หยุนวันข้างหน้าย่อมมีความสำเร็จที่เหนือธรรมดาหากว่านางสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อไป๋หยุนเฟยได้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อสำนักหลิวขจีอย่างใหญ่หลวง แต่กระนั้นมู่หว่านชิงก็ดูออกว่าไป๋หยุนเฟยไม่มีความรู้สึกอันใดเป็นพิเศษต่อฉู่อวี้เหอดังนั้นเพราะป้องกันไม่ให้ศิษย์น้อยของตนต้องโศกเศร้า นางจึงไม่มีทางเลือกได้แต่จัดการให้ทั้งคู่กลายเป็นพี่น้องร่วมสาบานอย่างงุนงงเช่นนี้
เมื่อได้เห็นผู้เยาว์ทั้งสามยังคงแสดงสีหน้าว้าวุ่นครุ่นคิดมู่หว่านชิงก็หัวร่อเบาๆพลางกล่าวกับไป๋หยุนเฟยว่า “จริงสิ จอมยุทธ์ไป๋ในเมืองชุ่ยหลิวนี้ ท่าน...”
“ท่านเจ้าสำนักมีแขกมารอพบ!” ก่อนจะทันได้กล่าวให้จบก็มีเสียงรายงานดังเข้ามาจากด้านนอกเข้ามาขัดจังหวะมู่หว่านชิงเสียก่อน
มู่หว่านชิงขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันไปถามศิษย์ที่มารายงานอยู่ด้านนอก“เป็นผู้ใด? ให้พวกมันรอที่ห้องโถงทางปีกตะวันตก อีกสักครู่ข้าจะไปพบ”
“ท่านเจ้าสำนักเป็นผู้อาวุโสหยิวชิงเฟิงจากสำนักธาตุไม้”ศิษย์ที่ด้านนอกลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากเตือน
หลังจากมู่หว่านชิงได้ยินคำพูดจากศิษย์ด้านนอกสีหน้าเรียบเฉยของนางพลันนิ่งค้างไปชั่วขณะก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นยินดีแม้จะมู่หว่านชิงจะรีบปั้นหน้าในบัดดล แต่รอยยิ้มราวหญิงสาวแรกรุ่นเพียงวูบเดียวของนางยังคงสร้างความประทับใจแก่ไป๋หยุนเฟยที่พบเห็นไม่น้อย
“จอมยุทธ์ไป๋เชิญท่านสนทนากับลู่หลิวและอวี้เหอคิดว่าพวกท่านทั้งสามคงมีเรื่องราวพูดคุยกันมากมายจากนั้นท่านก็ให้พวกนางพาเดินชมสำนักของข้า...” มู่หว่านชิงยืนขึ้นกล่าวกับไป๋หยุนเฟยด้วยรอยยิ้ม
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ“โอ ไม่เป็นไร เชิญท่านเจ้าสำนักไปต้อนรับแขกตามสะดวก ไม่ต้องกังวลเรื่องข้า”
หลังจากมู่หว่านชิงออกไปจากห้องไป๋หยุนเฟยจึงเอ่ยปากถามชิวลู่หลิวอย่างสงสัย“ผู้ที่เรียกว่าหยิวชิงเฟิงนี้เป็นผู้ใด...?”
“ผู้อาวุโสหยิวชิงเฟิงเป็นศิษย์เอกสำนักธาตุไม้แห่งสำนักเบญจธาตุด้วยฝีมือระดับปลายด่านบรรพชนวิญญาณ ท่านผู้เฒ่านับว่าร้ายกาจกว่าอาจารย์ข้าอีก!”ชิวลู่หลิวอธิบายพลางมองไปยังเบื้องนอกเพื่อดูว่าอาจารย์ของนางจากไปไกลแล้วค่อยกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ผู้อาวุโสหยิวเป็นญาติผู้พี่ของอาจารย์!หากไม่ใช่เพราะอาจารย์ไม่อาจละทิ้งสำนักหลิวขจีได้ท่านอาจตามผู้อาวุโสหยิวไปที่สำนักธาตุไม้แล้ว พวกเขา...”
กล่าวถึงตรงนี้ราวกับพลันรู้สึกตัว จู่ๆชิวลู่หลิวก็นั่งตัวตรงกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง“ในฐานะผู้เยาว์ พวกเราไม่อาจพาดพิงถึงความสัมพันธ์ของผู้อาวุโสได้”
แต่สีหน้านางราวกับบอกไป๋หยุนเฟยว่า“ท่านก็ดูออกสินะ...”