ตอนที่ 140
ซุน ดวงตาเจิดจรัสขึ้นมีประกายสายฟ้าในดวงตา... เคล็ดวิชาเพลงทวนอัสนีฟ้าแม้จะได้ชื่อว่าเป็นเคล็ดวิชาของสำนักสายลมประจิม ทว่ามันกลับเป็นเคล็ดวิชาที่ไม่แพร่พรายต่อให้นำออกมาใช้ก็ยากที่จะมีใครเชื่อมโยง เหตุก็เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ไม่มีผู้ฝึกมันเลยแม้แต่คนเดียว!!
ซึ่งสาเหตุมาจากการใช้เคล็ดวิชานี้จำต้องมีพื้นฐานปราณอัสนีเป็นที่ตั้ง จึงจะเกิดการผสานขับขานเป็นเพลงทวนในภายหลังแน่นอนว่าพอเป็นเคล็ดวิชาที่ต้องใช้ทักษะจากทั้งสองแผนกวรยุทธที่แบ่งแยกชัดเจนเช่นนี้ย่อมมิใช่เรื่องง่ายที่ผู้ใดจะฝึกสำเร็จ อีกทั้งผู้ใช้ปราณอัสนีก็หาได้ยากยิ่งกลุ่มคนเหล่านั้นก็มักจะมุ่งเน้นไปที่เคล็ดวิชาปราณธาตุ ผลักดันให้ไปจนถึงระดับสูงสุดเสียมากกว่า
ซุน มีคุณสมบัติที่พร้อมสรรพในการฝึก จึงไม่ลังเลที่จะหยิบยกเอาเคล็ดวิชานี้มาฝึกฝนผสานเพลงศาสตราเข้ากับปราณธาตุอย่างสมบูรณ์ ก่อเกิดพลานุภาพเกรียงไกรไร้ขีดจำกัดเสียงอัสนีดังเปรี๊ยะ ๆ แล่นผ่านและห่อหุ้มทวนยาว เพียงแค่จดจ้องยังดูครั่นคร้ามสะท้านสะเทือน
ไป๋หู่จิวหรง จิตใจสั่นไหว เผยดวงตาที่ลุกโชนเป็นประกายตื่นเต้น...
“นอกจากเพลงขวานอันทรงพลังนั้นแล้วยังมีเพลงทวนอัสนีที่น่าสะพรึงเช่นนี้ด้วยหรือ!! ขอบเขตด้านพรสวรรค์ในการฝึกฝนของซุน อยู่ที่ใดกัน!!”
แม้แต่ มู่เจี้ยน ยังอดที่จะตื่นตะลึงไม่ได้ รังสีศาสตราที่แผ่ล้นออกมาเต็มไปด้วยความโบราณเก่าแก่ จิตวิญญาณแห่งศาสตราที่ต้องสาปเด่นชัดมาก ทั้งยังเกื้อหนุนพอกพูนจนรู้สึกราวกับว่าซุน เป็นหนึ่งเดียวกับทวนยาวเล่มนั้นจริง ๆ
สมาชิกหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์รุ่นเยาว์อีกหลาย ๆ คน รวมไปถึง โจวคุนหมิงและ ตู้เจี่ยเลี่ย ที่พ่ายแพ้ไปเมื่อวาน ยังหนังศีรษะด้านชาเมื่อเห็นภาพเช่นนี้ทั้งสองใช้เวลาตลอดทั้งคืนหาทางรับมือขวานศิลาเช่นเดียวกัน หมายมั่นจะล้างแค้นที่พ่ายแพ้ไปเมื่อวาน...
เมื่อยามที่ ซุน ก้าวเข้าไปในลานประลองม่านแสง ทั้งสองคนก็ล้วนลังเลใจที่จะก้าวออกไปเช่นกันแต่เมื่อเห็น เฉิงมู่ และ อีกสองคนทะยานร่างพุ่งออกไปก่อน ทั้งสองจึงต้องชะงักฝีเท้าเอาไว้...
ซึ่งพอได้มาเห็นว่า ซุน เปลี่ยนชนิดศาสตราที่ใช้ในการประลองกลับรู้สึกโชคดียิ่งนัก ที่พวกตนมิได้ก้าวออกไปในตอนแรก มิเช่นนั้นภาพความอเนจอนาถของเมื่อวันวานคงหวนย้อนกลับมาอีกครั้งเป็นแน่ หรืออาจจะย่ำแย่ยิ่งไปกว่าเดิม!!
ผู้น่าสงสารมากที่สุดในตอนนี้ เห็นทีจะเป็น เฉิงมู่!! การทะยานก้าวเข้ามาเป็นคนแรกสุด เพียงเพราะความมั่นใจต่อกลยุทธที่จัดเตรียมไว้และยังเป็นการวางเงินเดิมพันที่ต่ำที่สุดของวันนี้กลับกลายเป็นความผิดพลาดที่น่าเจ็บปวดใจที่สุด
แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ไหนเลยที่จะสามารถถอยหลังกลับโดยไม่เสี่ยงเผชิญหน้าเฉิงมู่ แผดเสียงคำรามดังก้องไปสี่ทิศ ปลุกขวัญและพลังใจในการต่อสู้มิให้ถูกกลืนกินโดยภาพลักษณ์ที่ซุน แสดงออกมา
“ข้าไม่กลัวเจ้า!! ป้ายรับรองสิทธิ์จะต้องเป็นของข้า!!”
เฉิงมู่ ระเบิดท่าร่างห้อทะยานเข้าหา ซุน ด้วยใจฮึกเหิม ขวานในมือสั่นไหวจากการแทรกซึมลมปราณปกคลุมเปล่งรังสีดุดันอยู่ไม่น้อย การตวัดแกว่งขวานใหญ่ก่อเกิดเป็นความรุนแรง เพียงพอจะบดภูผาล้างผืนป่าในกระบวนท่าเดียว
“เพลงขวาน กังวานสยบภูผา!!”
ซุน หดนัยน์ตาแคบลงเล็กน้อย จับทวนยาวด้วยสองมือขับขานเคล็ดวิชาทวนอัสนีฟ้าพลางเสือกแทงทวนออกไปข้างหน้า ก่อเกิดเป็นเงาทวนอัสนีแยกออกเป็น 5 สาย จริงลวงไม่ชัดเจนปลายทวนทั้ง 5 ยังงุ้มลงโค้งงอ ดุจกงเล็บของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่5 เล็บแหลมคม
“เพลงทวนอัสนีฟ้า กงเล็บพยัคฆ์ฉีกนภา!!”
ตูม!!
การปะทะรุนแรงไร้ที่เปรียบ เพลงขวานของ เฉิงมู่ มิได้อ่อนด้อยแม้สักนิดแต่ทว่ามันกลับทำลายหักล้างได้เพียงแค่ 1 ใน 5 สายของปลายทวนที่พุ่งเข้ามาเท่านั้น!!อีก 4 สายที่เหลือระเบิดพลังฉีกกระชากรุนแรงราวเทพพยัคฆ์ตะปบ อาภรณ์มือปราบฉีกขาดเป็นผ้าขี้ริ้วทั้งยังเฉือนหนังเรียกโลหิต แต่ขณะเดียวกันก็เกิดเป็นรอยไหม้ดำจากปราณอัสนีความแสบสันสะท้านไปทั้งเรือนกายของ เฉิงมู่
จากเสียงคำรามฮึกเหิมของ เฉิงมู่ ก่อนหน้านี้ กลับกลายเป็นเสียงแผดร้องด้วยความเจ็บปวดก่อนจะลงไปนอนเกลือกกลิ้งดิ้นพล่าน จากปราณอัสนีที่เผาไหม้ผิวหนังบางส่วน แม้ว่าปลายทวนเล่มนี้จะไร้คมแต่พอมันถูกห่อหุ้มด้วยปราณอัสนีก็สามารถฉีกกระชากทุกสิ่ง ด้วยความร้อนจากปราณอัสนีอันเข้มข้น
ในจังหวะสุดท้ายก่อนกระทบร่าง ทุกคนเห็นได้ชัดว่า ซุน ออมมือโดยการเบี่ยงปลายทวนให้เฉือนเพียงแค่ผิวหนังบางๆ ด้านนอก มิเช่นนั้นกระบวนท่านี้ยังเพียงพอจะสังหาร เฉิงมู่ ได้ด้วยซ้ำ!!
รอบด้านเงียบกริบไร้ซุ่มเสียง มีเพียงเสียงร้องโหยหวนของ เฉิงมู่ ที่ดังระงมหลายอึดใจกว่าจะนิ่งสงบเหล่าผู้ชมโดยรอบสูดลมหายใจลึกยาว แต่กลับลืมวิธีการถอนหายใจเพราะความตื่นเต้นจากสิ่งที่เห็นความแข็งแกร่งของ ซุน บัดนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ามิใช่เพียงแค่พละกำลังแต่รวมไปถึงทักษะควบคุมลมปราณที่เหนือชั้น ทั้งยังเพลงยุทธที่ล้ำเลิศ
“เฉิงมู่ หมดสภาพสู้ต่อ... พาตัวออกมา...” ไป๋หู่จิวหรง ประกาศขึ้นดวงตาของนางสุกประกายคล้ายตื่นเต้นไปด้วย แน่นอนว่าการเอาชนะ เฉิงมู่ ในการปะทะเดียวเช่นนี้นางเองก็ทำได้ หรือผู้โดดเด่นทั้งสามข้างกายนาง ก็ทำได้เช่นเดียวกัน...
ทว่าการจะทำให้ออกมาดูตื่นตาตื่นใจเช่นนี้นั้น มิใช่สิ่งที่ใครก็ทำได้...ซุน แสดงให้เห็นแล้วว่าเก่งกาจรอบด้าน ความสามารถและพรสวรรค์ยังไร้ที่ติบัดนี้เหล่าสมาชิกรุ่นเยาว์หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ต่างก็สำลักลมหายใจ ความรู้สึกเป็นปกปักษ์ไม่ยอมรับในตัวซุน เลือนหายไปตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ รู้ตัวอีกครั้งก็พลันมีความรู้สึกชื่นชมและริษยาในพรสวรรค์จนไม่อาจอธิบายเป็นถ้อยวาจา...
เมื่อร่างของ เฉิงมู่ ผู้อนาถที่สุดในหมู่ผู้ท้าชิงที่ผ่านมาถูกหิ้วร่างพาไปรักษาตัว ซึ่งบาดแผลนั้นมิได้ใหญ่โตอะไร แต่เพราะความร้อนจากรอยไหม้จึงทำให้ดูน่าสังเวชใจเช่นนี้และเมื่อ เฉิงมู่ พ่ายแพ้ ผู้ที่สั่นสะท้านมากที่สุด คงหนีไม่พ้นอีกสองลำดับที่จะขึ้นประลองแทนทั้งสองคนเผลอตัวก้าวถอยหลังออกมาอย่างช้า ๆ ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
ทว่าจังหวะนั้น ดวงตาของ ไป๋หู่จิวหรง ก็ฉายความไม่พอใจอย่างที่สุดตวาดเสียงลั่นดังขึ้น...
“ในฐานะสมาชิกหน่วยเทพพยัคฆ์ที่ทรงเกียรติเมื่อก้าวสู่สนามรบแล้วย่อมไม่อาจถอยกลับ!! หากพ่ายแพ้เพราะศัตรูแข็งแกร่งย่อมไม่มีใครกล้าครหาแต่หากหลบหนีการต่อสู้เพียงเพราะความหวาดกลัว ถือเป็นการหมิ่นเกียรติและศักดิ์ศรีของทุกคนในหน่วยเรา!!”
เมื่อ ไป๋หู่จิวหรง ลั่นวาจา สายตาของเหล่าสมาชิกทั้งหมดล้วนคมกล้าดุดันเพ่งมองมายังทั้งสองคนที่บัดนี้ต้องชะงักงันไม่กล้าถอยอีก ยามนี้ทั้งคู่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกรู้สึกว่าตนนั้นโชคร้ายยิ่งนัก สุดท้ายก็ต้องยอมจ่ายเงินเดินพันและโดดลงสนามเพื่อรับความพ่ายแพ้...
เพียง 2 วัน ใน 6 การประลอง ฝีมือของ ซุน กลายเป็นที่ประจักษ์ไม่มีใครเคลือบแคลงอีกแล้วแม้ว่าลึก ๆ ไป๋หู่จิวหรง ยังอยากเห็นฝีมือของ ซุน มากไปกว่านี้อีกทว่ายอดเดิมพันก็สูงล้ำหลายล้านเหรียญทอง เกินกำลังที่ระดับผู้เยาว์จะจ่ายไหวไปแล้ว
ซึ่งจากการประเมินเท่าที่เห็น ซุนมีความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นกลาง... และชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นกลางในหมู่ผู้เยาว์ก็มีเพียงผู้โดดเด่นทั้งสามคนข้างกายของนางเท่านั้น ซึ่งทั้งสามคนก็จะต้องขึ้นประลองใหญ่ครั้งนี้ด้วยจึงไม่เหมาะที่จะลงไปประมือกับ ซุน ณ ตอนนี้...
“พรสวรรค์ไม่ด้อยไปกว่า กังเฉิง เลย หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำไป...เหตุใดคนเช่นนี้จึงเพิ่งจะมาปรากฏตัวได้กันนะ...” เปียวเฟิงหง หนึ่งในสามผู้โดดเด่นเอ่ยขึ้นแผ่วเบา
“ฝีมือระดับนี้ หากไม่มีขุมกำลังใดอยู่เบื้องหลัง สมควรอย่างยิ่งที่จะดึงเข้าหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ของเรารับใช้ราชวงศ์ไป๋หู่...” จ้านเซี่ยวหลง ผู้โดดเด่นอีกคนกล่าวเสริม
“พอได้เห็นกับตาเช่นนี้แล้ว องค์รัชทายาท ทรงมีสายพระเนตรที่เฉียบคมยิ่งนักถึงได้ให้ป้ายรับรองสิทธิ์กับเด็กหนุ่มผู้นี้...” กงซุนฉี ผู้โดดเด่นอีกคนยังอดไม่ได้ที่จะออกความเห็นให้ความเลื่อมใสของ ไป๋หู่จิวหรง อย่างออกนอกหน้า
ไป๋หู่จิวหรง หัวเราะแห้ง ๆ ออกมา เพราะแท้จริงแล้วนางเพียงแค่เชื่อในคำพูดของ มู่เจี้ยน เท่านั้นเอง จึงยอมมอบป้ายรับรองสิทธิ์ให้กับซุน ไป แต่ในเมื่อนางถูกเข้าใจด้วยความชื่นชมเช่นนั้น ก็ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ...
“เอาเถอะ อย่างน้อยในการประลองใหญ่ครั้งนี้ พวกเราก็จะได้เห็นม้ามืดปรากฏตัวขึ้นแล้วพวกเจ้าทั้งสามคนก็ระวังตัวไว้เถอะ หากในสายประลองต้องเจอกับ ซุน ขึ้นมา ต่อให้เอาชนะได้ก็คงจะบาดเจ็บกลับไปไม่น้อย รอบต่อไปก็คงจะพ่ายแพ้ตามลำดับเช่นนั้นก็คงภาวนาอย่าได้ให้เจอ ซุน ตั้งแต่ในรอบแรก ๆ ก็แล้วกัน...”
ทั้ง 4 ที่มีสิทธิ์เข้าประลองใหญ่ ต่างก็พากันมอง ซุน ด้วยสายตาที่ชื่นชมราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นคู่มือที่มีเกียรติสมศักดิ์ศรี และจะไม่รู้สึกแย่เลยสักนิดหากต้องพลาดท่าพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มผู้นี้ประจักษ์แจ้งต่อฝีมือที่อีกฝ่ายได้แสดงให้เห็น...
ไป๋หู่จิวหรง ลุกยืนขึ้นโบกมือเป็นสัญญาณออกคำสั่งทำให้สมาชิกระดับผู้เยาว์ในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ทั้งหมด รวมถึง ซุน ต้องคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม...
“เรื่องการประลองท้าชิงที่เกิดขึ้นมาตลอดสองวันนี้ ข้าไม่อนุญาตให้มีใครแพร่งพรายออกไปยังด้านนอกเพราะถือเป็นความลับภายในหน่วยของเรา และตอนนี้ทุกคนก็น่าจะยอมรับในเรื่องป้ายรับรองสิทธิ์ของซุน กันแล้ว
อีก 5 วันจะถึงงานประลองใหญ่ หน่วยของเรามีสมาชิก 4 คน ซึ่งร่วมตัวข้าเองด้วยที่มีโอกาสได้ขึ้นไปประลอง ดังนั้นสมาชิกทุกคนที่ไม่มีโอกาส จะต้องช่วยฝึกฝนในด้านการฝึกฝนเพื่อเป็นเกียรติภูมิของหน่วยเรา
ส่วน ซุน ข้าจะขอแต่งตั้งให้เข้าเป็นสมาชิกพิเศษชั่วคราวช... และเพื่อชดเชยเรื่องที่ในหน่วยของเราเคยครหาว่าร้ายกับซุน ในเรื่องป้ายรับรองไม่เหมาะสมก่อนหน้านี้ จะตอบแทนด้วยการช่วยฝึกฝน ซุน มิต่างสมาชิกหน่วยเดียวกันพวกเจ้าทุกคนตกลงหรือไม่!!”
“รับบัญชา!!” เสียงตอบรับของทุกคนดังกระหึ่มขึ้นทันที
ไป๋หู่จิวหรง จัดการเรื่องราวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังยัดเยียนตำแหน่งสมาชิกพิเศษชั่วคราวให้กับซุน โดยที่เจ้าตัวย่อมมิอาจปฏิเสธ เพราะยังต้องพึ่งบารมีหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ในการหลบซ่อนตัวในวังหลวง
แน่นอนว่า ไป๋หู่จิวหรง นางมีเป้าหมายลึก ๆ อยากจะดึง ซุนเข้ามาในหน่วยนี้ ทว่าหากนางเอ่ยออกไปตรง ๆ ก็ดูจะไม่เป็นการดีนัก เพราะนางมิชอบการบังคับขืนใจผู้ใดเว้นเสียแต่ว่า ซุน จะรู้สึกผูกพันเกิดพันธะในใจจากความสัมพันธ์เล็ก ๆ ในช่วงเวลานี้และยอมเข้าหน่วยด้วยตนเอง...
หลังจากมีคำสั่งออกมา และ ซุน ก็ได้แสดงฝีมือจนทุกคนในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ให้การยอมนับก็เริ่มมีสมาชิกหน่วยเข้าหาและมาทำความรู้จักกับ ซุน มากยิ่งขึ้นหลายคนเผยความเลื่อมใสออกมาอย่างชัดเจน ทั้งที่พื้นฐานลมปราณของ ซุน ต่ำกว่าสมาชิกเกือบทั้งหมดในหน่วยแต่กลับแข็งแกร่งเทียบเท่าผู้เยาว์ชั้นแนวหน้า มีใครบ้างไม่อยากทราบเส้นทางการฝึกฝนที่ล้ำเลิศเช่นนี้
หลายคนจึงเอ่ยปากคาดคั้น อยากทราบที่มาของความแข็งแกร่ง
ซุน กระแอมไอเบา ๆ ฉุกคิดบางอย่างก่อนจะเริ่มกล่าวขึ้น...
“อันที่จริง... ข้ามีวิธีการดี ๆ ที่ช่วยเพิ่มพูนร่างกายให้กระชับกระเฉงสามารถฝึกฝนล้ำลึกได้เกินขอบเขตความน่าจะเป็น สร้างเส้นทางการฝึกที่แตกต่างแต่ส่งผลลัพธ์ที่น่าตื่นตะลึงขึ้นมาได้ บอกตามตรงว่านี่เป็นความลับของข้าเชียวนะ!!
แต่เพราะเห็นแก่น้ำใจที่พวกท่านหยิบยื่น ให้การช่วยเหลือข้าฝึกฝนทั้งยังส่งมอบไมตรีล้ำค่าที่น่าซาบซึ้งใจ ทำให้ข้านั้นรู้สึกติดค้างพวกท่านข้าจึงอยากจะแนะนำกับพวกท่านทุกคน ให้ได้สัมผัสถึงความเคลิบเคลิ้มเผลอไผลไปกับความแข็งแกร่งที่เพิ่มพูน...”
ซุน เอ่ยพรรณนาออกมาอย่างไม่ติดขัด แน่นอนว่าเมื่อหลอมรวมเข้ากับภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของซุน ก่อนหน้านี้แล้ว ทุกคนย่อมใจเต้นระส่ำ มีความสนอกสนใจเป็นที่ตั้ง!! แม้แต่ โจวคุนหมิง สมาชิกหน่วยคนแรก ๆ ที่เป็นตั้งตนเป็นศัตรูกับ ซุนตั้งแต่ยังไม่พบหน้า บัดนี้ยังแทรกฝูงสมาชิกเข้ามาเพื่ออยู่ด้านหน้าสุด มีดวงตาที่เจิดจรัสใคร่รู้...
“เจ้ามีวิธีการอะไรดี ๆ เป็นความลับ งั้นหรือ?!”
ซุน เผยรอยยิ้มเขินอายขึ้นมาจาง ๆ ก่อนจะหยิบเอา เต้าสุราเต้าหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ...
“นี่ยังไงความลับของข้า... เห็นแก่ที่พวกเราคนกันเอง ข้าจะยอมขายสุราลมปราณคุณภาพคับเต้านี้ให้พวกท่านในราคาย่อมเยา รับรองว่าหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว หากติดใจขึ้นมาขอเพียงมีเวลาข้ายังหามาเพิ่มให้พวกท่านได้อีก!!”
…………………………………