ระบบนิเวศปราณดินปลูก ครั้นความสว่างกลับมาแล้ว หยางไคได้สำรวจความเรียบร้อยจนสิ้นแล้วก็ออกจากสมาธิ ก็พบว่าบัดนี้ท้องฟ้าจวนจะมืดมิดลงเต็มที จึงหยิบกิ่งพันธุ์มันหวานจำนวน 10 กิ่ง ส่งเข้าไปในพื้นที่แปลงดิน จากนั้นรีบเก็บเอาหนังสือและตำราทั้งหมดแบกขึ้นบ่า แล้วออกวิ่งกลับมายังหอรักษาในคราเดียว แผลภายนอกที่แขนซ้ายนั้นยังไม่หายดี แต่ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายที่ถูกซ่อมแซมฟื้นฟูจนดีขึ้นมากแล้ว พร้อมด้วยพลังวัตรที่เริ่มไหลเวียนไปทั่วทั้งกายนั้น มันจึงทำให้การเคลื่อนไหวและกำลังวังชาของชายหนุ่ม เป็นไปอย่างราบรื่นและทรงพลังมากกว่าเดิมอย่างไม่อาจเทียบได้เพียงไม่ช้าไม่นานเขาก็มาถึงที่หมาย จากนั้นจัดวางหนังสือเหล่านั้นไว้ในห้องโล่งกว้างที่มีอากาศถ่ายเท เพื่อรอแสงแดดของวันพรุ่งนี้อีกสักวัน ก็น่าจะแห้งสนิทดีอย่างแน่นอน จากนั้นขออนุญาตท่านหมอหยางไห่ (杨海) เพื่อออกไปรับน้อง พร้อมกับให้คำสัญญาว่าจะไม่ออกแรงมากเกินไป จนทำให้แผลที่แขนซ้ายอักเสบหรือฉีกขาดอย่างแน่นอน ฝ่ายนายแพทย์หยางไห่ เมื่อได้ฟังเช่นนั้นจึงเข้าไปหยิบเม็ดยาสีแดงแล้วส่งให้ 1 เม็ด พร้อมกำชับไปว่า“ข้าขอให้เจ้ารักษาสัญญาด้วย แล้วจงรับยาเสริมพลังลมปราณเม็ดนี้ไป เพื่อจะได้เสริมสร้างร่างกายมิให้อ่อนแอเจ็บป่วยไปมากกว่านี้เถิด” เด็กหนุ่มรับเม็ดยาสีแดงมาด้วยอาการสั่นเทา เนื่องจากเขาเข้าตระกูลมากกว่า 2 เดือนแล้ว กลับมิเคยได้สัมผัสเลยสักครั้ง ซึ่งแตกต่างจากบรรดาบ่าวรับใช้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ที่ได้รับประทานกันไปอย่างน้อยคนละ 1 เม็ด จนเด็กหนุ่มอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า'บางทีการเป็นคนป่วย มันก็ดีเหมือนกันแฮะ' หลังจากขอบพระคุณท่านหมอด้วยความซาบซึ้งใจแล้ว เด็กหนุ่มก็รีบวิ่งตรงไปยังศาลาประจำตระกูลหยาง เพื่อรับประทานอาหารพร้อมกับเพื่อนกลุ่มอื่น ๆ ได้ทันเวลาพอดี หลังทานอาหารเสร็จแล้ว หยางไคจึงส่งเม็ดยาสีแดงเข้าปากไปแล้วดื่มน้ำตาม แต่การดื่มน้ำในทั้งนี้กลับแตกต่างจากที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง เพราะแม้เขาจะดื่มน้ำลงไปเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้สึกอิ่ม หนำซ้ำเม็ดยาเสริมพลังที่ว่านั้น นอกจากจะมีพลังความร้อนแทรกซึมออกมาเพียงเล็กน้อย กลับไม่ได้ส่งผลในการฟื้นฟูหรือลักษณะอื่นใดออกมาอย่างชัดเจนเลย ? โดยที่เด็กหนุ่มไม่ทราบเลยว่าแม้นภายนอกของเขาดูราบเรียบ แต่พื้นที่พิเศษซึ่งอยู่ภายในนั้น กลับมีความซับซ้อนวุ่นวายอย่างที่สุดในโลกแล้ว เมื่อเม็ดยาเสริมพลังเข้าไปในร่างกายแล้ว แทนที่มันจะถูกดูดซับเข้าไปในร่างอย่างคนปกติ แต่กลับมุ่งตรงไปยังพื้นที่ลมปราณดินปลูกแล้วละลายหายไปกับพื้นดินนั้น จากนั้นจึงเกิดการดูดซึมน้ำจากร่างกายอย่างดุเดือด จนเด็กหนุ่มจำเป็นต้องสวาปามน้ำเข้าไป เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปอย่างมากมายหลายเท่าตัวนัก ส่วนกิ่งมันหวานเมื่อตกอยู่ในสภาวะอันเหมาะสมเช่นนี้ ก็สร้างรากฝอยออกมาอย่างมากมายกระจายไปตามพื้นดินปลูก เพื่อคอยดูดซับเอาน้ำที่เต็มไปด้วยสารอาหารและพลังจากเม็ดยาเสริมพลัง หนำซ้ำยังแตกยอดและใบอ่อนออกไปเพื่อรับเอาแสงอาทิตย์ซึ่งสร้างจากพลังหยาง นำมาสะสมเอาไว้ลำต้น เพื่อรอในการผลิตหัวมันหวานออกมาอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลาอันสมควร !! ในกระบวนการเหล่านี้อาจจะมีตัวยาที่หลงเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่อาจคาดหวังอันใด ยกเว้นแค่เพียงปริมาณยาที่กินเข้าไปนั้นมากจนล้น จนทำให้พืชพรรณเหล่านี้จะไม่สามารถดูดซับลงไปทั้งหมดนั่นเอง อึก ๆ ๆ ๆ จนบัดนี้แล้ว ‘เสี่ยวไค’ ของทุกคน ก็ยังกระดกน้ำลงไปอย่างเอาไปเอาตายและน่ากังวล จนสายตาทุกคู่ต่างก็มาจับจ้องที่ตัวเด็กหนุ่มอย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่เว้นแม้แต่เสี่ยวเหมยผู้งดงาม ก็ถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง ก็ด้วยอาการแปลกพิกลของเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นที่สุด!! “ว่ากันว่าเขาถูกพญางูเหลือมฉกกัด ท่าจะส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของเขาแล้วกระมัง”“แม้นจะเหลือระยะเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือน ชะตาชีวิตในตระกูลหยางของเขา มันก็ช่างน่าสงสารจนเกินไปนัก” ด้วยความน่าสงสารระดับนี้ ย่อมไม่มีใครคิดจะกลั่นแกล้งเขามาตั้งแต่ต้น เพราะแม้ตัวจะเล็กและร่างกายไม่สมบูรณ์แบบ แต่หน้าตาและกิริยาท่าทางที่สุภาพของเขาก็ยังดูไม่แย่สักเท่าใดนัก โดยรวมแล้วรูปลักษณ์อันเล็กกะทัดรัดพร้อมด้วยกิริยามารยาทของเขานี้ ย่อมจะสร้างความเมตตาเอ็นดูต่อผู้คน มากกว่าจะสร้างความริษยาและความเกลียดชัง จนกระทั่งทุกคนพบเจออาการแปลก ๆ ที่อยู่ตรงหน้า จึงทำให้เกิดอาการไขว้เขวไปบ้าง ฝ่ายเสี่ยวไค ครั้นสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของทุกคนก็เกิดความละอาย จึงขอโทษพร้อมกับโค้งคำนับอย่างสุภาพ จากนั้นวิ่งออกไปยังบ่อน้ำ แล้วตักน้ำขึ้นมาอีก 2 ถัง แล้วดื่มกินลงไปจนหมดสิ้น .. 'ดูเหมือนความกระหายน้ำของเราจะทุเลาเบาบางลงแล้ว’หลังเช็ดน้ำและดินโคลนที่เปรอะเปื้อนออกไปจนสิ้นแล้ว หยางไคก็กลับมาถึงในวิชาเรียนอักษรศาสตร์และวิชาบุ๋น ซึ่งดูเหมือนว่าการซ่อมแซมระบบหมุนเวียนโลหิตและระบบประสาทจากลมปราณดินปลูกนั้น มันทำให้ความจำและการเรียนรู้ของเขาเป็นไปได้โดยไม่ติดขัดเลยแม้แต่น้อย จึงสามารถอ่านและเขียนอักษรได้อีกหลายร้อยคำในวันเดียวจนบัณฑิตผู้สอนเองก็ต้องประหลาดใจในพัฒนาการทางภาษาของเสี่ยวไค ที่เกิดการพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยก็ว่าได้ ส่วนเพื่อนบางคน ก็ถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า “มันเป็นเพราะเสี่ยวไคดื่มน้ำมากเกินไปหรือเปล่านะ ?”