มู่เชียนตัดสินใจซ้ำเติมให้ถึงที่สุด นางตามหาถ้ำหินปราณที่แคว้นลู่ครอบครองไว้จนพบ ไม่นึกว่าในถ้ำแห่งนี้นอกจากร่องรอยของการขุดค้นแล้วก็ไม่มีคนเหลือแม้แต่คนเดียว
“นี่พวกเขารวบรวมคนทั้งหมดเพื่อไปรับมือกับพวกเราหรือ ?”
มู่เชียนนึกทึ่งกับความไม่รอบคอบของลู่อู่หมิง ที่จริงนางเพียงแค่เห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง ต้องการแสดงความยิ่งใหญ่ ดังนั้นเวลาออกโรงจึงต้องดึงคนทั้งหมดให้ตามไปกับนางด้วย แม้แต่คนสังเกตการณ์สักคนก็ไม่เหลือไว้
“เข้าไปกันเถิด !” มู่เชียนเอ่ย
ด้านในถ้ำแห่งนั้นมีโถงกว้างพร้อมกับร่องรอยของการค้างแรม.. หินปราณกองสูงวางอยู่ข้างผนังฝั่งหนึ่ง ดูแล้วคงเพิ่งถูกขุดค้นจึงยังไม่ทันได้ตรวจนับจัดเก็บ ประเมินคร่าวๆก็มีจำนวนหลายพันก้อน ผนังรอบด้านมีหินปราณวาววับยื่นออกมา รอให้พวกเขากอบโกย
“รีบจัดการเถิด ขุดทั้งหมดอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย.. เอาไปเท่าที่ได้ก็พอ” หนานจื่อชิ่งเอ่ยขึ้น ทว่ามู่เชียนกลับส่ายหน้าปฏิเสธ
“กวาดไปให้หมดดีกว่า”
“ได้หรือ ?” อิงอู่หลานถามอย่างดีใจ ดวงตาเป็นประกายวาววับ
“เอาจริงหรือ ? หากรวบรวมหินปราณทั้งหมดนี่ใช้เวลาอีกสองอาทิตย์ก็อาจยังไม่หมดนะ” หนานจื่อชิ่งเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ
“อืมม.. ข้าคิดว่าท่านก็จำเป็นต้องใช้นะ”
หนานจื่อชิ่งนิ่งอึ้งไป…. การจะเปิดศึกกับองค์รัชทายาทนั้นต้องใช้ทรัพยากรไม่น้อยจริงๆ ที่สุดองค์ชายแห่งต้าเยว่จึงพยักหน้าให้สัญญาณเหล่าองครักษ์แยกย้ายกันไป
“น่าเสียดายที่ต้องใช้เวลามากในการเอาหินปราณพวกนี้ออกมาโดยไม่ให้เสียหาย” อิงอู่หลานบ่นพึมพำขณะที่พวกเขาเริ่มต้นกะเทาะเอาหินปราณออกจากผนังหินรอบด้านอย่างระมัดระวัง
มู่เชียนยิ้ม ก่อนจะดึงเอาอ่างหินสีซีดที่มีขนาดเท่ากับถังน้ำลูกหนึ่งออกมา นางวางตั้งลงกับพื้นท่ามกลางความแปลกใจของหนานจื่อชิ่งและอิงอู่หลาน
“นั่นอะไรหรือ… ?” อิงอู่หลานเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
“เครื่องมืออำนวยความสะดวกเล็กน้อยเจ้าค่ะ”
นี่คืออ่างเป่ากุย หนึ่งในอาวุธเวทย์ระดับฟ้าภายในหออาวุธของมู่เชียน สามารถใช้รวบรวมหินปราณและวัตถุที่มีส่วนประกอบของทองคำ ถือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยสร้างความร่ำรวยให้เจ้าของได้เป็นอย่างดี
อาวุธเวทย์ชิ้นนี้นางลอบจดจำไว้ในใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นแล้ว แต่ไรมาไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร เคล็ดวิชา หรืออาวุธเวทย์นางล้วนมีมากกว่าผู้อื่นจนไม่นึกสนใจ… มีเพียงหินปราณและเงินทองเท่านั้นที่นางขาดแคลนอย่างยิ่ง จึงค่อนข้างสนใจอาวุธเวทย์ชิ้นนี้เป็นพิเศษ
เด็กสาวถ่ายเทปราณธาตุดินเข้าไปในอ่าง ครู่หนึ่งพวกเขาทั้งเจ็ดก็เริ่มรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนของผนังถ้ำรวมถึงพื้นที่ตนยืนอยู่ หินปราณน้อยใหญ่มากมายค่อยๆผุดออกมาจากผนังหินด้วยตนเองก่อนจะพุ่งเข้าใส่อ่างเป่ากุยอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของพวกเขา หินปราณนับไม่ถ้วนก็พุ่งหายเข้าไปในอ่างหินนั้นอย่างบ้าคลั่ง ทั้งยังไร้วี่แววที่จะหยุดลง… ห้านาที…. สิบนาที…. หนึ่งเค่อ… อ่างเป่ากุยยังคงดูดหินปราณออกมาจากผนังไม่หยุด จนมู่เชียนรู้สึกทึ่งในความสามารถของอ่างหินนี้เช่นกัน
“คงต้องใช้เวลาครู่หนึ่ง ไว้เราค่อยมาแบ่งกันนะเจ้าคะ..” เด็กสาวเอ่ยอย่างง่ายๆ
“อืมม…” คนที่เหลือมีเพียงเสียงตอบกลับในลำคออย่างไม่รู้ตัว
‘นี่…ไปดูทางนั้นหน่อยสิ..’ เสียงเล็กๆของเสี่ยวจิ้งดังขึ้น เมื่อมู่เชียนมองตามไปก็เห็นเวิ้งถ้ำเตี้ยๆแห่งหนึ่งในซอกหิน ลึกเข้าไปด้านในนั้นมืดสนิท ขนาดของมันเพียงให้คนตัวเล็กๆหนึ่งคนเดินผ่านไปเท่านั้น
“นั่นคงเป็นทางขุดค้นเก่า ข้าให้องครักษ์ไปสำรวจแล้วล้วนเป็นผนังว่างเปล่า ไม่มีสายแร่หินปราณ” หนานจื่อชิ่งเอ่ย
การจะสำรวจว่าที่ใดมีหินปราณนั้น ง่ายดายนัก เพียงใช้ปราณสัมผัสก็รู้แล้ว.. ทว่ามู่เชียนกลับยังคงเดินมุ่งหน้าเข้าไปด้านในนั้น
ในเมื่อเสี่ยวจิ้งชี้ทางมาทางนี้ย่อมต้องมีบางอย่างน่าสนใจแน่…
เห็นนางยืนกรานเข้าไปหนานจื่อชิ่งก็มิได้ห้ามปรามอีก อย่างไรก็มีเวลาเหลือเฟือ พวกเขาเพียงรอให้อาวุธเวทย์ชิ้นนี้เก็บรวบรวมหินปราณจนครบเท่านั้น
สุดทางเดินมืดมิดเป็นทางตัน เบื้องหน้าเป็นมีเพียงกำแพงหินว่างเปล่า ไร้หินปราณประดับแม้แต่ก้อนเดียว
‘ลองใช้เคล็ดทะลวงมิติเข้าไปสิ’ เสี่ยวจิ้งเอ่ย
มู่เชียนพยักหน้าแล้วเอื้อมมือเข้าไปควานหาสิ่งน่าสนใจในผนังถ้ำด้านในนั้น สัมผัสอุ่นร้อนเรียบลื่นบางอย่างอย่างปรากฏขึ้นในมือ นางคว้าเอาหินอุ่นก้อนหนึ่งออกมาทันที
ก้อนหินกลมเกลี้ยง สีใสสุกสว่างปรากฏในมือของนาง ภายในนั้นมีพลังงานชีวิตอัดแน่น
‘นี่คืออะไรหรือ ?’ มู่เชียนไม่เคยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับหินที่มีลักษณะเช่นนี้มาก่อน
‘หินปราณชีพ..’
‘อะไรนะ… ?!’ มู่เชียนหันมองก้อนหินใสเบื้องหน้าด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
อย่างที่รู้กันดีว่าหินปราณนั้นสามารถช่วยเพิ่มปราณธาตุในร่าง สามารถพบได้ไม่ยากจึงนำมาใช้แลกเปลี่ยนแทนเงินตรา ทว่าหินปราณชีพนั้นต่างออกไป พลังชีวิตภายในสามารถช่วยเพิ่มอายุขัยของมนุษย์… ทั้งมีค่าและหายากอย่างมาก หากจะเทียบการแลกเปลี่ยนแล้ว หินปราณชีพหนึ่งก้อนเท่ากับหินปราณนับหมื่นก้อนทีเดียว
มู่เชียนรู้สึกยินดีอย่างมาก สองมือเล็กทะลวงมิติเข้าไปเก็บเอาหินปราณชีพออกมาไม่หยุด เนื่องจากมิได้มีส่วนประกอบของทอง และไม่ใช่หินปราณธรรมดา จึงไม่สามารถใช้อ่างเป่ากุยรวบรวมมาได้ ราวครึ่งเค่อต่อมา ภายใต้การทำงานอย่างเงียบเชียบ หินปราณชีพกว่าพันก้อนก็กองอยู่ในมิติกำไลของนางจนหมด
‘น่าเสียดาย หากอ่างเป่ากุยสามารถรวบรวมหินปราณชีพได้ อาจได้มามากกว่านี้’ มู่เชียนรู้สึกเสียดายอย่างมาก โอกาสที่นางจะได้พบสายแร่หินปราณชีพเช่นนี้คงไม่มีอีกแล้ว
‘ไว้คราวหน้าพาพี่หกมาก็พอ’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
‘พี่หกของเจ้า เทพอสูรธาตุดินหรือ ?’
‘ใช่.. ขอแค่เป็นสมบัติที่อยู่ในดินพี่สาวคนที่หกของข้าเพียงพลิกมือเบาๆก็สามารถนำขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย’
ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดเสี่ยวจิ้งสนิทสนมกับพี่สาวผู้นี้มากที่สุดแล้ว นางทั้งจริงใจและเปิดเผย ทั้งยังไม่เคยดุด่าเขาสักครั้ง… ที่จริงนางไม่น่าจะด่าใครเป็นหรอก
เมื่อมู่เชียนเดินออกมา อ่างเป่ากุยก็เหมือนเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว คนด้านนอกทั้งหมดกำลังเฝ้ารอให้เจ้าของของมันออกมาตรวจนับ
มู่เชียนสำรวจอ่างเป่ากุยแวบหนึ่งก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย อาวุธนี่ยอดเยี่ยมอย่างมากจริงๆ เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็รวบรวมหินปราณมาได้มากกว่าห้าล้านก้อน มู่เชียนบอกจำนวนออกไปพวกเขาก็ยินดีอย่างมาก
“เจ้าลงแรงมากที่สุด ให้เจ้าหกส่วน พวกเราแบ่งกันคนละสองส่วนก็พอ” หนานจื่อชิ่งหมายถึงอิงอู่หลานและตัวเขา
ทว่ามู่เชียนที่มีหินปราณชีพอยู่ด้านในกว่าพันก้อน คิดเป็นหินปราณปกติก็เกินกว่าร้อยล้านก้อน กำลังรู้สึกอิ่มจนจุกอย่างยิ่ง จึงยืนกรานให้พวกเขาทั้งหมดหารสาม เศษที่เหลือจากการหารก็ขอให้แบ่งให้ให้เหล่าองครักษ์ของหนานจื่อชิ่งแทน
องครักษ์ทั้งสามได้รับรางวัลอย่างไม่คาดหมาย ทั้งยังเป็นจำนวนมากมายเกินกว่าเบี้ยหวัดทั้งชีวิตของพวกเขา .. ดวงตาสามคู่ที่มองมู่เชียนยามนี้จึงทั้งเคารพและยกย่อง ราวกับว่าขาดอีกเพียงนิดเดียวก็จะทำให้พวกเขามองนางเป็นนายคนหนึ่งได้แล้ว
“องครักษ์ของท่านซื้อตัวง่ายไปหน่อยไหม ?” อิงอู่หลานเอ่ยล้อหนานจื่อชิ่งอย่างสนุกสนาน ทว่าหนานจื่อชิ่งกลับมองนางด้วยสายตารักใคร่ ไม่คิดถือสาคนเหล่านั้นแม้แต่น้อย
หากว่าองครักษ์คนสนิทเหล่านี้ถูกซื้อตัวได้ง่ายจริง … คงถูกหนานจือเยว่ซื้อตัวไปนานแล้ว
มู่เชียนมองส่วนแบ่งกองพะเนินที่อยู่ในมิติของตนเองอย่างยินดี… เสี่ยวจือจือที่เป็นสัตว์อสูรย่อมไม่ต้องการหินปราณ ส่วนมู่เฉิงหลินที่เอาแต่กินแรงฝึกวิชาอยู่ด้านในนั้น …ให้เขากอดเบาะรองฝึกต่อไปก็แล้วกัน !!
“ใกล้ๆนี้มีหอสูงที่มีเคล็ดวิชาอยู่ภายใน ถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของเทือกเขาหู่ลี่ พวกเราควรต้องเข้าไปสำรวจสักหน่อยหรือไม่ ?” องครักษ์ผู้หนึ่งเสนอขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“ข้าได้ยินมาว่ามีคนร้ายกาจหมายตาที่นั่น” มู่เชียนกล่าวขึ้นลอยๆ แม้มิได้เกรงกลัวคนเหล่านั้น ทว่าส่วนลึกแล้วนางยังคงไม่ชื่นชอบการต่อสู้เช่นเดิม
หนานจื่อชิ่งได้ยินมู่เชียนเอ่ยเตือนก็นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว
“ที่แห่งนั้นแต่ไรมาก็ล้วนเป็นสถานที่ที่ทุกคนหมายตา… ได้ยินว่าบางครั้งถึงกับมีเคล็ดวิชาระดับฟ้า หรือวิชาระดับเทพปรากฏขึ้น.. แคว้นของเรายังล้าหลังแคว้นอื่นมาก สมควรต้องพยายามให้มากสักหน่อย”
ย้อนนึกถึงสำนักของตนที่มีเพียงวิชาระดับดินไม่กี่ตู้แล้ว มู่เชียนก็รู้สึกว่าสมควรหาเคล็ดวิชาระดับฟ้ากลับไปเป็นของกำนัลให้เหล่าอาจารย์สักหน่อย จะได้ไม่เสียทีที่พวกเขาเลือกนางมา
เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ.. เมื่อตัดสินใจได้คนทั้งหกก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่หอสูงที่มองเห็นได้แต่ไกลทันที
ที่เรียกว่าหอสูงนั้น แท้จริงแล้วคือโพรงไม้กลวงเปล่าชิ้นหนี่งที่ยืนต้นตายอยู่อย่างโดดเด่น ดูจากลักษณะลำต้นแล้ว นี่น่าจะเป็นร่างของภูติพฤกษาต้นหนึ่ง…
ภายนอกหอสูงนั้น ยามนี้องครักษ์ราวยี่สิบคนล้มกองอยู่กับพื้น ร่างสูงของชายหนุ่มผู้หนึ่งวัยประมาณยี่สิบต้นในชุดสีขาวขลิบทองยืนอยู่เบื้องหลังท่ามกลางการคุ้มกันขององครักษ์อีกสี่คน
“องค์ชาย.. พวกเราถอยก่อนเถิด”
“ที่แห่งนี้ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ยึดครอง เผ่าวิญญาณของพวกเจ้าทำเกินไปแล้ว” ผู้เป็นนายเอ่ยเสียงเกรี้ยวกราด
“หึหึ.. แล้วอย่างไร วันนี้ต่อให้แคว้นฉินมาเองพวกข้าก็ไม่คิดถอย” ชายในชุดคลุมดำผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น ข้างกายของพวกเขายังคงคนแต่งกายเช่นเดียวกันยืนอยู่อีกราวยี่สิบคน รายล้อมขวางทางเข้าหอสูงไว้จนมิด
ด้านในนี้มีของสำคัญที่พวกเขาต้องได้มา ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าหวังช่วงชิงได้เลย !!
กลุ่มของมู่เชียนมองเห็นภาพการขัดแย้งนี้แต่ไกล สีหน้าของแต่ละคนดูวิตกกังวลอย่างมาก ด้วยเผ่าวิถีวิญญาณนั้นเป็นชนเผ่าลึกลับที่รับมือได้ยาก ทั้งยังโหดร้ายอย่างยิ่ง จากท่าทีที่พวกเขายึดครองหอสูงแห่งนี้เอาไว้ การจะไล่ไปนั้นคงไม่ง่ายจริงๆ ที่สุดแล้วมู่เชียนก็เห็นองครักษ์กว่ายี่สิบนาย และชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นพากันเดินจากมาอย่างไม่พอใจ
“ดูเหมือนเป็นองครักษ์จากแคว้นฉู่ ชายหนุ่มด้านหลังนั่นคงเป็นตัวแทนจากราชวงศ์ฉู่.. ฉู่หมิงฮ่าว” หนานจื่อชิ่งเอ่ยเบาๆ
ฉู่หมิงฮ่าวเดินออกจากบริเวณหอสูงอย่างหงุดหงิดและผิดหวัง เห็นเบื้องหน้าเป็นคนกลุ่มใหญ่ในชุดองครักษ์ก็ยินดีอย่างมากรีบปรี่มาหา ต่อเมื่อเข้าใกล้แล้วจึงพบว่าพวกเขาเป็นชาวต้าหนาน… ใบหน้าหล่อเหลาก็เผยความผิดหวังออกมา
หากเป็นแคว้นลู่ แคว้นเยี่ยน หรือแคว้นฉินยังอาจยังพอมีโอกาส
แม้จะเป็นเช่นนี้ฉู่หมิงฮ่าวก็ยังคงมีมารยาท ชายหนุ่มประสานมือทักทายหนานจื่อชิ่งอย่างสุภาพครั้งหนึ่ง พร้อมกับพยักหน้าให้
“พวกท่านรีบไปเถิด เผ่าวิญญาณเข้ายึดครองที่นี่ คงได้แต่หาโอกาสอื่นแล้ว…” ฉู่หมิงฮ่าวส่ายหน้า แล้วเอ่ยเตือนอย่างหวังดีก่อนจะก้าวเดินจากไป
“หอสูงนี้ดีอย่างไรหรือ พวกเขาจึงยึดครองไว้ไม่ปล่อย ”
ได้ยินเสียงหวานใสเอ่ยถาม… ฉู่หมิงฮ่าวจึงหันไปมอง เขาพบหญิงสาววัย 16-17 ปี สวมชุดสีเขียว แม้ใบหน้าดูเรียบง่ายทว่าเสียงของนางกลับไพเราะอย่างมาก
…ไม่รู้เหตุใดมองรอยยิ้มของนางแล้วความรู้สึกหงุดหงิดในใจเขาก็บรรเทาลงไป องค์ชายเลือดร้อนเอาแต่ใจผู้หนึ่ง ถึงกับเปิดปากอธิบายสถานการณ์ให้นางฟังอย่างหาได้ยาก
“ที่จริงก็ไม่มีอันใดต้องแก่งแย่ง แต่ไรมาหอสูงแห่งนี้ก็เลือกคนอย่างยิ่ง ทุกคนมีสิทธิ์เข้าไปเพียงครั้งเดียว ได้รับวิชาหรือไม่ ล้วนแล้วแต่ความสามารถ น่าเสียดายที่ดูเหมือนคนเหล่านั้นจะหมายตาในวิชาบางอย่างแต่ยังไม่ได้มา … จึงได้แต่คอยเฝ้าเอาไว้ไม่ให้ผู้อื่นเข้าไปครอบครอง”
“อืมม.. วิชาอะไรกันนะที่พวกเขาอยากได้นักหนา…” มู่เชียนมองไปที่หอสูงอย่างสนใจ..
“เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้แล้ว.. แม่นางน้อยพวกเจ้ารีบไปเถิด… ที่แห่งนี้ทุกคนล้วนต้องมาเยี่ยมชมสักครั้ง… หากแคว้นอื่นมาเห็นเข้าเจ้าอาจกลายเป็นเป้าหมายโจมตีให้พวกเขาโขมยยันต์หู่ลี่แทน”
ทั้งที่จะชิงยันต์ของนางก็ได้แต่กลับไม่รู้สึกอยากทำ ทั้งยังเอ่ยเตือน.. ฉู่หมิงฮ่าวรู้สึกแปลกใจตนเองไม่น้อย
‘ช่างเถิด… อย่างไรหุบเขาแห่งนี้ก็ยังมีเป้าหมายที่น่าตายอีกมาก นางมากับแคว้นหนาน ถือว่าให้เกียรติเพื่อนบ้านก็แล้วกัน’
หลังหาเหตุผลให้การกระทำของตนเองได้ องค์ชายแคว้นฉู่ก็เผยรอยยิ้มสุภาพ พร้อมผงกศีรษะให้นางเป็นเชิงอำลา
ความรู้สึกดีผุดขึ้นในใจของมู่เชียน ในหุบเขาแห่งนี้เขาถือเป็นคนแปลกหน้าคนแรกที่มิได้หันดาบใส่นาง … ทำให้นางตัดสินใจช่วยเหลือเขาสักครั้ง ...
“ท่านรอตรงนี้สักครู่.. ข้าขอลองดูหน่อย”
กล่าวจบมู่เชียนก็ยิ้มให้เขาทีหนึ่งแล้วเดินตรงเข้าไปยังหอสูงด้วยฝีเท้าเบาสบาย ราวกับมองไม่เห็นเผ่าวิถีวิญญาณกว่ายี่สิบคนที่ยืนเฝ้าอยู่รอบหอสูงนั่นเลย เสี่ยวจือจือในร่างสาวใช้ตัวน้อยกำลังวิ่งเหยาะๆตามไปนายสาวไปอย่างน่ารัก
ฉู่หมิงฮ่าวมองภาพนั้นอย่างงุนงง คิดจะเอ่ยห้าม แต่กลับเห็นสมาชิกจากแคว้นต้าหนานที่เหลือต่างยืนนิ่ง มิได้มีทีท่าวิตกกับการที่เด็กสาวสองคนวิ่งออกไปโดยลำพังเช่นนั้นเลย
“พวกท่านมิใช่พวกเดียวกันหรอกหรือ ?”
“แน่นอนว่าใช่..! นางเป็นศิษย์น้องคนโปรดของข้าเชียวนะ” อิงอู่หลานสะบัดเสียงใส่ ราวกับเขาไม่น่าถามคำถามเช่นนี้ออกมา ทว่าฉู่หมิงฮ่าวยังคงเอียงศีรษะถามต่อไปอย่างงุนงง
“แล้วเหตุใดพวกเจ้าปล่อยนางวิ่งไปหาอันตรายเช่นนั้น ?”
“เฮอะ.. ในเทือกเขาแห่งนี้ยังจะมีสิ่งใดอันตรายกว่าเด็กสองคนนั่นอีก.. !!”