ความเงียบหลังหวยออกยังไม่ทันจาง เวงก็ต้องรับลูกค้ารายใหม่ทันที หญิงสาววัยสามสิบต้น ๆ ที่ยังคงความสวยไว้ครบ แม้หัวใจจะบอบช้ำจากความรักซ้ำซาก เธอชื่อ “มะปราง” ลูกค้าเงินหนา ที่จองคิวด่วนผ่านแชต พร้อมข้อความว่า
“มีเื่รัก ๆ ใคร่ ๆ จะปรึกษาค่ะ”
เวงถอนหายใจ เพราะเป็คิวพิเศษที่ขอจองมาดึก ๆ แบบไม่ให้เวลาตั้งตัว แต่มะปรางโอนเงินมาทันทีสองเท่า พร้อมสคลิปหลักฐานการโอนและข้อความที่เด้งต่อว่า
"อยู่ล่างตึกแล้วนะคะ รบกวนคุณเวงหน่อยค่ะ พอดีร้อนใจมาก เพื่อนแนะนำว่าคุณเวงดูแม่นมาก ๆ เลยไม่อยากรอ"
เธอเลยยอมเปิดรับ แม้ในใจจะอยากปิดไฟนอนเต็มที แต่ที่ยอมสุด ๆ เพราะเธอเห็นผีสาวนั่งรออยู่ในห้องพร้อมแชตของมะปรางที่ทักมา ผีสาวผิวซีดขาวเหมือนแช่น้ำเย็นจัด ผมยาวตรงและเปียกชื้นตลอดเวลา ใส่ชุดแดงเพลิงแนบเนื้อแบบแสบตา มองเวงเขม็งเหมือนมีเื่จะพูดแต่ยังไม่พูด
ไม่นานนัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบา ๆ มะปรางเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าสง่างาม เสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขนกับกางเกงยีนส์เข้ารูปเน้นรูปร่างอย่างมั่นใจ กลิ่นน้ำหอมแบรนด์เนมลอยอวลตัดกับบรรยากาศขลัง ๆ ของห้องเวง
ห้องนั่งเล่นของเวงถูกดัดแปลงเป็โซนดูดวงโดยสมบูรณ์ โซฟาหนังสีดำทรงวินเทจวางชิดผนัง โต๊ะกลมเตี้ยหน้าชุดโซฟาปูผ้าลวดลายหมากรุก วางชุดไพ่ กล่องด้ายแดง และขวดน้ำหอมเรียงเป็ระเบียบ เทียนหอมเล็ก ๆ และกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยคลุ้ง มีม่านลูกไม้เบา ๆ ที่ปิดแสงจากระเบียง ให้ห้องนี้ดูอบอุ่นแต่ลึกลับ
มะปรางนั่งลงตรงโซฟาอย่างระวัง สายตากวาดมองห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดอยู่ที่ชุดไพ่บนโต๊ะ แล้วหันมามองเวงพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ที่แฝงด้วยความกังวล
“คือ... ฉันมีแฟนอยู่ค่ะ แต่่นี้เราทะเลาะกันบ่อยมาก ฉันเลยอยากรู้ว่า ความรักครั้งนี้จะไปต่อได้ไหม แล้วเมื่อไหร่ทุกอย่างมันจะดีขึ้นบ้าง” มะปรางถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนจะพูดต่ออย่างลังเล
“เขาเป็คนอารมณ์ร้อนค่ะ ขี้หึงมาก แล้วก็เ้าชู้... ฉันจับได้มาสองครั้งแล้ว แต่เขาก็ขอโทษ ฉันก็ให้อภัย ฉันคิดว่าเขาน่าจะเปลี่ยนได้ แต่หลัง ๆ มานี่ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองพังไปเรื่อย ๆ”
น้ำเสียงของเธออ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
เวงพยักหน้า แล้วค่อย ๆ สับไพ่ด้วยท่าทางนุ่มนวล มือของเธอคล่องแคล่วขณะสลับไพ่บนผ้าคลุมโต๊ะ เธอผลักไพ่กองหนึ่งไปตรงหน้ามะปราง
“เลือกมาห้าใบค่ะ ตามใจเลย จะสุ่มหรือเลือกตามความรู้สึกก็ได้” เพราะยังไงเธอก็ไม่ต้องใช้มันดูอยู่แล้ว พลางปรายตาไปมองผีสาวชุดแดง
มะปรางลังเลเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือมาเลือกไพ่ทีละใบ ช้า ๆ เหมือนชั่งใจ จนกระทั่งครบห้าใบ วางเรียงต่อหน้าทั้งสองคน
แต่ยังไม่ทันเปิด เสียงเย็นะเืของผีสาวก็ดังขึ้น
'ฉันเคยเป็เหมือนเธอ... เชื่อเขา คิดว่าเขาจะเปลี่ยนได้ ฉันทุ่มให้เขาทุกอย่าง แม้วันที่เขาตบหน้าแล้วขอโทษด้วยดอกไม้... สุดท้ายฉันตายเพราะเสียใจ ฉันไม่อยากให้เธอเป็แบบฉันอีกคน'
เวงนิ่งไปครู่หนึ่ง รู้สึกแปลกใจกับผีตนนี้ เพราะคิดว่าจะมาอาตมะปราง ที่ไหนได้เป็ห่วงสะงั้น เวงค่อย ๆ เปิดไพ่ แล้วเงยหน้าขึ้นมองมะปราง
“คำถามจริง ๆ ที่คุณอยากรู้คือ เขายังรักคุณอยู่ไหม ใช่มั้ย?” อันนี้ไม่ต้องให้ผีบอกก็เดาจากสีหน้าหล่อนได้เลย มะปรางนิ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
เวงมองไพ่สักครู่ พลางมองหน้าผีสาว สูดหายใจแล้วพูดช้า ๆ
“บางครั้ง ความรักที่ดี มันต้องเริ่มจากการรักตัวเองก่อนนะ เราเปลี่ยนใครให้ดีกับเราไม่ได้ ถ้าเขาไม่เลือกจะเปลี่ยนเอง และที่สำคัญ... แฟนที่ดี คือคนที่เราไม่ต้องฝืน ไม่ต้องร้องไห้ซ้ำ ๆ เพื่อรักษาเขาไว้”
มะปรางฟังแล้วถึงกับน้ำตาไหลอาบแก้ม แต่ปากนั้นไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้ ผีสาวชุดแดงข้างโซฟายิ้มเศร้า ๆ มั่นใจมากว่าสิ่งที่เวงพูดไม่ได้พูดให้มะปรางฟังแค่คนเดียว แต่พูดให้ตนฟังด้วย
ขณะที่เวงลุกขึ้นแล้วเดินไปหยิบกล่องผ้าสีแดงเล็ก ๆ บนหิ้ง ก่อนจะหยิบด้ายแดงเส้นหนึ่งออกมา ยื่นให้มะปราง
“อันนี้คือ... ด้ายแดงตัดใจค่ะ ใส่ไว้ที่ข้อมือฝั่งซ้าย ตื่นเช้าทุกวันก็จับมันแน่น ๆ แล้วบอกตัวเองว่า เราจะรักตัวเองให้มากกว่าคนที่ไม่เห็นค่าเรา” เวงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แล้วเสริมเบา ๆ
“...ค่าครูเพิ่มอีกสองร้อยนะคะ”
มะปรางอึ้งพร้อมทั้งหัวเราะปนน้ำตา ก่อนจะควักเงินจ่ายทันที
“ได้ค่ะ... คุ้มแล้ว ฉันรู้สึกโล่งขึ้นเยอะเลย” แล้วเวงก็ช่วยผูกด้ายแดงธรรมดานั้นให้มะปราง ก็นะของธรรมดาที่ให้ถูกที่ถูกเวลา บางครั้งมันก็กลายเป็ของวิเศษได้...
หลังจากมะปรางกลับไปก็เป็เวลา 4 ทุ่มกว่าแล้ว เวงกลับมานั่งที่เดิม พลางถอนหายใจยาว เธอหันไปมองที่โซฟา ตรงตำแหน่งที่ผีสาวเคยนั่งเมื่อครู่ ซึ่งยังไม่ว่างเปล่าอย่างที่คิด ผีสาวยังนั่งอยู่ เงียบ ๆ และมองตรงมาที่เวง
“ยังไม่ไปเหรอ...หรือยังไม่สบายใจ?” เวงเอ่ยเสียงเบา
ผีสาวเม้มปาก ก่อนจะเอ่ยเสียงเศร้า
'ไม่เคยมีใครฟังฉันจริง ๆ จัง ๆ แบบนี้มาก่อนเลย… ตอนที่มีชีวิตอยู่ ฉันเงียบมาตลอดเพราะกลัวเขาจะไม่รัก ถ้าฉันพูดมากไป กลัวจะโดนว่า... พอเขาทิ้งไป ฉันเลยเหลือแค่ความเสียใจ'
เวงมองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ ก่อนจะพูดช้า ๆ
“เธอไม่ได้อ่อนแอหรอก แค่เลือกจะรักแบบที่คิดว่ามันจะเวิร์ก แต่มันไม่เวิร์ก มันไม่ใช่ความผิดเธอหรอกนะ”
น้ำตาผีไหลลงมาแบบไม่มีเสียง เวงเอื้อมมือไปวางตรงหน้าเบา ๆ แม้จะััไม่ได้ แต่รอยยิ้มของผีสาวก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
“เธอได้ช่วยเขาแล้วล่ะ... มะปรางน่ะจะไม่เดินซ้ำรอยเธออีก” เวงพูดยิ้ม ๆ
“งั้นไปเถอะ ที่ที่มีแสงมากกว่านี้ รออยู่” ิญญาสาวมองเวงด้วยแววตาที่ขอบคุณ ก่อนเอ่ยขึ้นเบาๆ
'ขอบคุณนะ... ฉันใช้เวลานานเกินไป... กว่าจะรู้ว่า ไม่มีใครควรตายเพราะความรักแบบนั้น'
เสียงเธอแ่เบาแต่ชัดเจน ผีสาวหันหน้าไปทางหน้าต่าง มองแสงจันทร์ก่อนจะหลับตาลงเบา ๆ แล้วร่างค่อย ๆ จางหายเหมือนละลายในแสงสีเงิน เหลือไว้แต่ความเศร้าโศกในอดีตที่เธอปล่อยวางได้แล้ว
ลมเย็นจากหน้าต่างพลันพัดแรงขึ้นเล็กน้อย ผ้าม่านปลิวไหวผิดธรรมชาติ เทียนหอมบนโต๊ะริบหรี่เหมือนจะดับ ก่อนจะกลับมาสว่างอีกครั้ง เป็สัญญาณบางอย่างที่เวงรู้ดีว่า 'เขาไปแล้ว'
“ไปดีแล้วใช่ไหมนะ...” เวงพึมพำเบา ๆ พลางหยิบธูปหนึ่งดอกจุดให้ ิญญาที่เธอััได้เมื่อครู่ค่อย ๆ เลือนหายราวกับได้พูดสิ่งที่ค้างคาใจออกไปจนหมด
“คนที่เสียใจมากเกินไป มักไปต่อไม่ได้... ทั้งคนเป็และคนตาย” เวงกระซิบ ก่อนจะหันไปพูดลอย ๆ กับโซฟาเปล่า
“คราวหน้า ถ้ามีอะไรฝากบอก ก็บอกก่อนที่คนจะเข้ามาได้ไหม... มาหลอนฉันเฉย”
หลังอาบน้ำ เวงเดินเข้าห้องนอนซึ่งเป็มุมสงบที่สุดของห้อง เตียงนุ่มสีเทาอ่อนตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ผ้าม่านสีครีมบางเบาปลิวไหวเบา ๆ จากลมเย็นที่ลอดเข้ามา โต๊ะหัวเตียงวางเทียนหอม กล่องไม้เก่าที่เธอไม่เคยเปิดให้ใครดู และกรอบรูปครอบครัวเล็ก ๆ ที่เริ่มเก่าไปตามกาลเวลา
เวงนั่งลงบนเตียง หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาไถเช็คตารางงานดูดวงของวันพรุ่งนี้ เห็นว่ามีคิวตอน 11 โมงเช้า เธอเลยรีบปิดไฟ และเอนกายลงบนเตียงเงียบ ๆ เพราะตอนนี้ก็ใกล้จะเริ่มวันใหม่ขึ้นเต็มที โดยไม่รู้ตัวเลยว่าพรุ่งนี้จะเจอกับความเงียบที่น่าปวดหัวเข้าให้แล้ว