รามินนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ท่ามกลางเสียงหายใจที่กระท่อนกระแท่น ความเจ็บปวดจากการสูญเสียแขนไม่ใช่สิ่งเดียวที่เขารู้สึก แต่เป็นความอับอายและความอัปยศที่ท่วมท้นใจยิ่งกว่า
การพ่ายแพ้ต่อหน้าผู้คนมากมาย โดยเฉพาะทันย่า ศัตรูที่เขาคิดว่าจะเอาชนะได้อย่างง่ายดาย กลับกลายเป็นความพ่ายแพ้ที่ไม่อาจยอมรับได้ ดวงตาของเขาเบิกกว้างเต็มไปด้วยความเคียดแค้น แต่ไม่มีสิ่งใดที่เขาจะทำได้ในขณะนี้
“อึก! มะ..มันเป็นไปได้ยังไง”
เลือดที่กระอักออกมาจากปากเขานั้น เป็นภาพสะท้อนถึงความพ่ายแพ้ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
รามินกลืนน้ำลายฝาดๆลงไป ขณะที่ร่างของเขากระตุกเล็กน้อย ดวงตาของเขาเหลือบมองไปยังโรซาเลียที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสมเพชของเธอ ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนถูกทิ่มแทงจากภายใน แม้ว่าโรซาเลียจะไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา แต่สายตานั้นก็เพียงพอที่จะทำให้รามินรู้สึกถึงความอับอายที่ท่วมท้น
“พอได้แล้วรามิน”
“เจ้าไม่มีทางสู้ต่อไปได้อีกแล้ว!”
หลี่จิ้งเดินเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าเย็นชา สายตาของเขาฉายแววของความผิดหวัง
ขณะที่เขามองรามินที่บาดเจ็บอย่างหนัก ก่อนจะเอ่ยคำสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ข้าขอสั่งให้เจ้ากลับไปที่สำนักงานหลักเดี๋ยวนี้ ที่นั่นมีเทคโนโลยีฟื้นฟูสภาพร่างกาย”
“เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องแขนที่ขาดออกจากกัน เพราะพวกเขาจะสามารถเชื่อมต่อให้ได้!”
แม้ว่าหลี่จิ้งจะพูดด้วยความสงบ แต่ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยการตัดสินใจเด็ดขาด เขาไม่สนใจความรู้สึกของรามินในขณะนี้เท่าใดนัก
สิ่งที่เขาสนใจคือการรักษาความสมดุลของสถานการณ์ และรามินไม่สามารถทำอะไรได้อีก
“เข้าใจแล้วครับ!”
รามินยังคงนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าอย่างยอมจำนน สายตาของเขามีแต่ความโกรธแค้นและอับอาย แต่เขาไม่สามารถปฏิเสธคำสั่งของหลี่จิ้งได้ ตัวของเขาเองก็ไม่ได้มีตัวเลือกมากนักในตอนนี้
โรซาเลียยืนอยู่ข้างหลัง เธอไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจของเธอรู้สึกเห็นใจเล็กน้อยต่อรามิน
แม้จะรู้ว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นศัตรู แต่เธอก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นเขาตกอยู่ในสภาพนี้
หลังจากที่รามินทะยานออกไปด้วยความอับอายและบาดเจ็บ หลี่จิ้งและคนอื่นๆที่ยืนอออยู่หน้าคฤหาสน์ต่างหันสายตามองไปทางทันย่า
แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสั่นไหว ความสงสัยและความตกตะลึงผสมปนเปกันในดวงตาของแต่ละคน
ความเงียบงันครอบงำบรรยากาศโดยรอบ ทุกคนต่างพยายามหาคำตอบในใจว่าทันย่ากลายเป็นสิ่งที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาได้อย่างไร
ชายชราหลี่จิ้งก้าวออกมา ท่าทางของเขายังคงสงบนิ่งแต่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด เขาจ้องมองทันย่าด้วยสายตาที่สั่นไหว แต่แฝงด้วยความสงสัยอยู่ลึกๆ สุดท้ายเขาก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและตรงไปตรงมา
“เจ้าทำได้ยังไง ทันย่า?”
หลี่จิ้งถาม ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ทันย่าราวกับกำลังวิเคราะห์บางสิ่งบางอย่าง
“ตอนนี้เจ้ามีพลังมากพอที่จะเทียบเท่านักสู้แห่งดาวเคราะห์ระดับ 6 ดาว”
“และเมื่อรวมกับพลังจิตที่เจ้ามี มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่รามินจะพ่ายแพ้... แต่สิ่งที่ข้าอยากรู้คือเจ้าบรรลุถึงระดับนี้ได้อย่างไร?”
ในตอนนั้น สายตาของทุกคนได้หันไปที่ทันย่าราวกับกำลังรอคอยคำตอบ
ใบหน้าของซวนหยวนและหยางจินเหินเต็มไปด้วยความสงสัย พวกเขาต่างไม่เชื่อว่าคนธรรมดาจะมีพลังสูงขนาดนี้ได้ในเวลาอันสั้น ทันย่าเคยเป็นเพียงนักสู้คนหนึ่งที่ถูกจับตามอง แต่ตอนนี้เขากลายเป็นบุคคลที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
ทันย่าเงียบอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะมองตรงไปที่หลี่จิ้งและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ยีนพันธุกรรมของฉันมันเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นอีกครั้ง!”
ทันย่าตอบเบาๆแต่ทุกคำพูดของเขาทำให้ทุกคนที่ได้ฟังถึงกับชะงัก
“การกลายพันธุ์นั้นส่งผลให้พละกำลังและพลังจิตพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว”
“ฉันจึงสามารถใช้ยีนพันธุกรรมในระดับที่สูงขึ้นกว่าที่เคยผ่านมาได้ยังไง”
ดวงตาของหลี่จิ้งเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของทันย่า พร้อมกับในหัวที่ครุ่นคิดถึงภาพเหตุการณ์อันเป็นไปได้
ยีนกลายพันธุ์ สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติในหมู่นักสู้พันธุกรรมทั่วๆไป มีเพียงผู้ที่มีร่างกายและพลังจิตที่พิเศษเท่านั้นที่จะเกิดการกลายพันธุ์ในลักษณะนี้ได้ หลี่จิ้งพยักหน้าเล็กน้อย ราวกับเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่ในใจของเขายังคงมีคำถามมากมายเกี่ยวกับความลึกลับของทันย่า
“กลายพันธุ์งั้นหรือ.. ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจ้าปรากฏตัว เห็นว่าอยู่ดีๆก็วิวัฒนาการมาเป็นนักสู้แห่งดาวเคราะห์ได้โดยตรง”
“ดูเหมือนว่ายีนของเจ้าจะไม่ธรรมดาจริงๆ มันต่างไปจากพวกเรานักสู้พันธุกรรมทุกคน อาจไม่เคยมีมาก่อนเลยด้วยซ้ำ”
หลี่จิ้งกล่าวเบา ๆด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ซวนหยวนและหยางจินเหินเองก็ต่างหันมองหน้ากันด้วยความเคร่งเครียด
ถึงคำพูดของทันย่าจะฟังดูน่าเชื่อถือและสมเหตุสมผล ในใจของหลี่จิ้งยังคงไม่อาจสลัดความสงสัยออกไปได้ง่ายๆ
ตัวทันย่ายังคงกลายเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่เขายังคิดไม่ตก ทั้งจากการพัฒนาพลังที่รวดเร็วผิดปกติ และความลึกลับที่อยู่เบื้องหลังยีนกลายพันธุ์ของเขา แต่หลี่จิ้งเลือกที่จะเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ ไม่เอ่ยถามออกมาต่อหน้าทันย่าและคนอื่นๆ
ท้ายที่สุด ชายชราก็พยักหน้าเล็กน้อย เป็นสัญญาณว่าเขาจะไม่รบกวนทันย่าหรือไถ่ถามอะไรเพิ่มเติมในตอนนี้
“เข้าใจแล้ว พักผ่อนตามสบายเถอะ”
“วันนี้ตัวเจ้าคงเหนื่อยมากแล้วละนะ”
หลี่จิ้งพูดขึ้นสั้นๆก่อนจะหันกลับไป ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ เขาตัดสินใจที่จะไม่ก้าวล้ำความเป็นส่วนตัวของทันย่าในขณะนี้
“...............”
โรซาเลียที่เฝ้ามองสถานการณ์อยู่ข้างๆยังคงสงบนิ่ง ดวงตาของเธอเฝ้ามองไปที่ทันย่าอย่างรู้ใจ
แต่เธอไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอเข้าใจดีว่าความสงสัยในตัวทันย่าจะยังไม่จบลงง่ายๆ
“แยกย้ายกันเถอะ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นซะ!”
“ไปแล้วนะน้องชายทันย่า ไว้ว่างๆฉันจะเลี้ยงข้าว”
หลังจากนั้น ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตนเหมือนเช่นเดิม
บรรยากาศรอบคฤหาสน์กลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง ทันย่ามองแผ่นหลังของพวกเขาที่จากไปโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสงบ ราวกับไม่สนใจคำถามและความสงสัยที่ยังคงค้างคาอยู่ในใจของเหล่าผู้มีอำนาจ
ทันย่าหันไปมองโรซาเลียที่ยืนอยู่เคียงข้าง แววตาของเธอสะท้อนถึงความเข้าใจและความเชื่อมั่นในตัวเขา
“เราเองก็ควรไปพักผ่อนกันได้แล้ว”
เมื่อทันย่าและโรซาเลียกลับเข้ามาภายในคฤหาสน์ บรรยากาศภายนอกที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดกลับถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงบของสถานที่อันคุ้นเคย เมื่อเธอสามารถสัมผัสได้ถึงพลังที่แท้จริงที่ทันย่าเพิ่งปลดปล่อยออกมาในการต่อสู้ก่อนหน้านี้
โรซาเลียที่เดินตามหลังทันย่าอยู่แสดงอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
เธอก้าวเข้าไปใกล้สามีของตน ใบหน้าของเธอเปี่ยมไปด้วยความทึ่งและตื่นเต้น
ดวงตาของเธอลุกวาวราวกับเห็นภาพที่ไม่น่าเชื่อ เธอเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“ท่านทันย่า... เราไม่อยากเชื่อเลยว่าในร่างมนุษย์ของท่านจะเก่งกาจขนาดนี้”
โรซาเลียพูด ขณะที่เธอมองสามีของตนด้วยความเคารพและความประทับใจ
“ถ้าพลังของท่านแข็งแกร่งขนาดนี้ในร่างมนุษย์ เรากล้าเดาว่า...ในร่างเบฮีมอท ท่านคงแข็งแกร่งจนไม่มีใครเทียบได้!”
ทันย่าหันมามองโรซาเลียและเผยรอยยิ้มแฉ่งออกมา คำพูดของเธอไม่ใช่เรื่องเกินจริง
ชายหนุ่มรู้ว่าพลังที่แท้จริงของเขานั้นเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาไปไกลอย่างมาก โดยเฉพาะเบฮีมอทที่เป็นร่างแท้จริงของเขา พละกำลัง ความสามารถทางจิตใจ และการควบคุมกฎต้นกำเนิดในระดับสูงจะปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ ร่างนั้นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในสนามรบ