บทที่ 50 ข้าล่ะอยากบีบคอเจ้าเสียจริงๆ
ในอดีต สำนักเสวียนชิงเคยครอบครองทรัพยากรมากมาย แต่เมื่อปราศจากยอดฝีมือ กองกำลังมากมายในตี้โจวก็ต่างรุมจู่โจมสำนักเสวียนชิงเหมือนหมาในที่หิวโหยหากสำนักเสวียนชิงยังไม่ยอมจากไป ก็เกรงว่าจะรักษาไม่ได้แม้กระทั่งรากฐานของสำนัก
เมื่อหมื่นปีก่อน ฉางเซวียนเต๋าเหรินบรรลุขอบเขตสุญญะญาณ สืบทอดเจตจำนงของบรรพบุรุษ พลังของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ในเวลาเดียวกัน เขาก็ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของสำนักเสวียนชิง
ทันทีที่เข้าสู่ตี้โจว ฉางเซวียนเต๋าเหรินก็ตรงไปท้าทายกองกำลังต่าง ๆ และปราบปรามผู้แข็งแกร่งที่มีชื่อเสียงไปไม่น้อย
กองกำลังต่าง ๆ อาจจะรู้สึกผิด หรืออาจจะไม่ต้องการเผชิญหน้ากับฉางเซวียนเต๋าเหรินที่บ้าคลั่ง หรืออาจจะต้องการใช้ประโยชน์จากฉางเซวียนเต๋าเหรินในการป้องกันถ้ำปีศาจ จึงไม่ได้ลงมือสู้กับเขาอย่างเต็มที่
หลังจากระบายความโกรธในใจแล้ว ฉางเซวียนเต๋าเหรินก็ไม่ได้ลืมคำสอนบรรพบุรุษและมุ่งหน้าไปยังถ้ำปีศาจ นับตั้งแต่นั้นมาฉางเซวียนเต๋าเหรินก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย
“สำนักเสวียนชิงมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้เชียวหรือ?”
ผู้เยียวยาไม่ได้สงสัยในประวัติศาสตร์ที่เซียนกระบี่ฉางเกิงเล่า เพราะเซียนกระบี่ไม่มีเหตุผลที่จะหลอกลวงนาง
“สำนักเสวียนชิง ในปัจจุบัน ไม่เหมือนในอดีตอีกแล้ว!” เซียนกระบี่ฉางเกิงถอนหายใจ
“ข้าเคยดื่มชาและสนทนากับฉางเซวียนเต๋าเหรินเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉางเซวียนเต๋าเหรินไม่ได้แต่งตั้งเจ้าสำนักคนต่อไป จู่ ๆ ก็หายตัวไป จงใจทำเช่นนั้นก็เพื่อไม่ต้องการให้ลูกหลานรุ่นหลังต้องแบกรับความรับผิดชอบนี้”
ตามบัญญัติของสำนักเสวียนชิง เรื่องราวเกี่ยวกับถ้ำปีศาจจะไม่ถูกเผยแพร่ออกไป จะบอกกล่าวแก่เจ้าสำนักคนต่อไปผ่านวิธีการพิเศษเท่านั้น
ฉางเซวียนเหรินเต๋ามีความเห็นแก่ตัว ไม่อยากให้สำนักเสวียนชิงที่ร่วงโรยแล้วต้องขาดสายเลือด และต้องการให้ผลกรรมทั้งหมดยุติลงเพียงเท่านี้ ดังนั้น เมื่อเขาจากไป เขาจึงไม่ได้ถ่ายทอดความทรงจำในอดีตให้กับหลินฉางเซิง
“กองกำลังต่าง ๆ ในตี้โจวไม่สนใจจริง ๆ หรือ” จากคำบอกเล่าของเซียนกระบี่ฉางเกิง ผู้เยียวยาก็รู้สึกเคารพบรรพบุรุษของสำนักเสวียนชิงอย่างสุดซึ้ง แม้จะถูกทิ้งให้จัดการเรื่องถ้ำปีศาจเพียงสำนักเดียวก็ยังยืนหยัดไม่หวั่นเกรง
“หากให้เจ้าไปตาย เจ้าจะไปหรือไม่?” เซียนกระบี่ฉางเกิงถามกลับ ผู้เยียวยา เงียบไป ไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้
“จิตใจมนุษย์ยากคาดเดา มีเพียงไม่กี่คนที่ยึดมั่นในจิตใจดั้งเดิม” เมื่อถามใจตัวเองแล้ว เซียนกระบี่ฉางเกิงคิดว่าเขาเทียบไม่ได้กับบรรพบุรุษของสำนักเสวียนชิง
“คนเหล่านั้นของสำนักเสวียนชิงยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?” ผู้เยียวยาถามด้วยเสียงเบา
“ไม่รู้” เซียนกระบี่ฉางเกิงส่ายหัวเบา ๆ “ข้าไม่เคยไปที่ถ้ำปีศาจ ไม่ทราบสถานการณ์ที่แน่ชัด”
“คอยจัดการถ้ำปีศาจมานานกว่าสามหมื่นปี ช่างน่าชื่นชมและเคารพยิ่งนัก”
กองกำลังที่รุ่งเรืองในอดีตของตี้โจว บัดนี้เป็นเพียงหนึ่งในสิบสำนักระดับสูงในดินแดนแห่งหนึ่งของทวีปเป่ยหวง สิ่งนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก
‘คุณงามความดีเช่นนี้ สวรรค์ควรจะมองเห็นแท้ ๆ!’ เซียนกระบี่ฉางเกิงมองท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลพลันคิดในใจ
หลังจากสนทนากับเซียนกระบี่ ผู้เยียวยาก็ไม่ดูถูกสำนักเสวียนชิงอีกต่อไป นางคิดว่าที่เซียนกระบี่สุภาพกับเฉินชิงหยวนนั้น เป็นเพราะเห็นแก่หน้าบรรพบุรุษของ สำนักเสวียนชิง แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เพราะเขานั้นนับถือบรรพบุรุษเหล่านั้นด้วยใจจริง
กองกำลังต่างๆ ในดินแดนฝูหลิวซิงได้ออกประกาศแล้วว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันสามารถไปหาเรื่องเฉินชิงหยวนได้ เพื่อกู้หน้าคืน
เฉินชิงหยวนจะไม่ทิ้งสำนักเสวียนชิงไปไหน และไม่เปิดโอกาสให้คนเหล่านั้นรังแกเขา
ภายในถ้ำฝึกตน เฉินชิงหยวนคิดเรื่องหนึ่งอยู่ตลอดเวลา “ตำหนักเอกเต๋ามีภูมิหลังอย่างไรกันแน่? เมื่อใดจะมาหาข้า?”
จากคำบอกเล่าของหลินฉางเซิง ตำหนักเอกเต๋าเป็นกองกำลังลึกลับในทวีปเป่ยหวง มีมรดกตกทอดอันเก่าแก่และมีภูมิหลังที่ไม่อาจคาดเดาได้
“อาจารย์ของข้าไปเกี่ยวข้องกับตำหนกเอกเต๋าได้อย่างไร?”
‘ช่างแปลกจริง ๆ’
เฉินชิงหยวนคิดไม่ตก หากตำหนักเอกเต๋ามีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น ด้วยความสามารถของสำนักเสวียนชิงก็ไม่น่าจะมีคุณสมบัติได้รับสิทธิ์เข้าเรียน!
เรื่องนี้ซางกวนหรงเป็นผู้จัดการ เขาติดต่อกับตำหนักเอกเต๋าและคว้าโอกาสเข้าเรียนให้เฉินชิงหยวน
ตราบใดที่ เฉินชิงหยวนมีที่ยืนในตำหนักเอกเต๋า แม้ว่าภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของสำนักเสวียนชิงจะถูกเปิดเผย ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกกองกำลังระดับสูงในตี้โจวทำร้าย
ยิ่งไปกว่านั้น ซางกวนหรงได้ปรึกษากับเฟิงฉางเซวียนผู้เป็นท่านจอมเทพคนก่อนแล้ว ว่าจะให้ความรับผิดชอบของสำนักเสวียนชิงนี้สิ้นสุดลงในรุ่นของพวกเขา และไม่ให้สืบกันต่อไป
หากตำหนักเอกเต๋ายินดีที่จะยื่นมือเข้ามาช่วย ก็ควรจะสามารถตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างสำนักเสวียนชิงในอดีตกับถ้ำปีศาจเพื่อรักษาสายเลือดของสำนักต่อไปได้
“ในจดหมายที่อาจารย์ทิ้งไว้ บอกว่าหลังจากทำลายป้ายไม้แล้ว คนของตำหนักเอกเต๋าจะมาถึงสำนักเสวียนชิงในเวลาประมาณสิบปี ตอนนี้ผ่านไปห้าปีแล้ว ดูเหมือนว่าข้าต้องเตรียมตัวไว้สินะ”
เฉินชิงหยวนคิดไม่ออกจึงเลิกคิด แล้วหันไปทุ่มเทให้กับการก้าวข้ามขอบเขตจินตัน
วันหนึ่ง ขณะที่เฉินชิงหยวนกำลังนั่งสมาธิ ก็รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างในถ้ำ เขาจึงลืมตาขึ้นทันทีและตกใจสุดขีด
เขาเห็นผู้เยียวยาเช่นกงซุนหนานกำลังรินชาให้เขา และยกน้ำชาไปจิบที่ริมฝีปากแดงระเรื่อใต้ผ้าคลุมหน้า
หลังจากจิบชาแล้วกงซุนหนานก็ยิ้มให้เฉินชิงหยวนเล็กน้อย
“พี่หญิง ท่านมาได้อย่างไร?” เฉินชิงหยวนถาม
“มาเยี่ยมเจ้า” กงซุนหนานสวมผ้าคลุมหน้า ทำให้มองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนาง ดูยิ่งลึกลับยิ่งนัก
“แล้วเข้ามาได้อย่างไร?” เมื่อเผชิญกับการมาเยือนของกงซุนหนาน เฉินชิงหยวนก็รู้สึกประหลาดใจและระมัดระวังมากกว่าที่จะดีใจ
‘ยายแก่คนนี้ไม่น่าจะมาหาเรื่องข้าหรอกนะ!’ เฉินชิงหยวนบ่นพึมพำในใจ
“เจ้าคิดว่าค่ายกลของสำนักเสวียนชิงจะหยุดข้าได้หรือ” กงซุนหนานยิ้ม
“ก็จริง” เฉินชิงหยวนเข้าใจทันทีและถามอย่างลองเชิง
“พี่หญิง แล้วท่านมาหาข้ามีธุระอะไรหรือ? ข้าเป็นคนซื่อสัตย์ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เกลียดชังความชั่วร้าย ข้าว่าข้าไม่เคยทำอะไรให้พี่หญิงโกรธเคืองเลยนะ!”
“เจ้าเป็นคนบอกข่าวของข้าให้กับตระกูลมู่หรงในดินแดนเป่ยฉางซิงใช่หรือไม่?” กงซุนหนานพูดเรื่องนี้ขึ้นมา
“ข้าไม่เคยเปิดเผยที่อยู่ของพี่หญิงเสียหน่อย” เฉินชิงหยวนกล่าวอย่างจริงจัง แม้จะตายก็ไม่ยอมรับ
“เอาเถอะ อย่างไรเสียข้าก็ได้ช่วยตระกูลมู่หรงไปเล็กน้อย เพราะเห็นแก่หน้าท่าน”
ตอนที่ตระกูลมู่หรงมาหากงซุนหนานในตอนแรก นางก็ไม่เต็มใจช่วยแต่หลังจากที่ได้ยินชื่อเฉินชิงหยวนจากปากของตระกูลมู่หรง นางก็คิดไตร่ตรองดูแล้วก็ตัดสินใจช่วย
ต่อมา กงซุนหนานก็ทราบสาเหตุ
บรรพบุรุษคนหนึ่งของตระกูลมู่หรงเกิดความผิดพลาดในการบำเพ็ญ และตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต
ด้วยความช่วยเหลือของกงซุนหนาน บรรพบุรุษคนนั้นจึงรอดชีวิตมาได้และอาการก็คงที่
ตระกูลมู่หรงรู้สึกขอบคุณกงซุนหนานเป็นอย่างมาก จึงมอบของขวัญมากมายให้ นางก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะการช่วยชีวิตผู้คนทำให้สิ้นเปลืองพลังงานไปมาก
“ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า”
เฉินชิงหยวน อยากรู้สถานการณ์ของตระกูลมู่หรงมาก แต่ก็ไม่สามารถถามได้ จึงได้แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“เจ้าไม่คิดจะขอบคุณข้าหน่อยหรือ” กงซุนหนานหรี่ตาลง
“พี่หญิงข้ายากจนมาก ไม่มีเงินจริง ๆ!” เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฉินชิงหยวนก็รีบพูดขึ้นทันที
“ข้าไม่ต้องการ หินวิญญาณ” กงซุนหนานมองเฉินชิงหยวนอย่างดูถูก
“อย่ามาคิดอะไรกับข้านะ ข้าเป็นคนรักนวลสงวนตัว” เฉินชิงหยวนกล่าว
‘ไม่เอา หินวิญญาณแล้วจะเอาอะไรอีก’
“…”
‘ข้าล่ะอยากบีบคอเจ้าเสียจริง’
ตอนนี้เจ้าก็เชิญข้าไปเป็นผู้อวุโสชั้นสูงของสำนักสิ! ข้าจะตอบตกลงทันที
‘ทำไมเจ้าไม่เชิญข้าล่ะ?’
อย่างไรก็ตาม กงซุนหนานไม่สามารถพูดเรื่องนี้ออกมาตรง ๆ ได้ มิฉะนั้น ก็จะไม่ใช่โชคชะตานำพา
“ไสหัวไปเลย!” กงซุนหนานทำสีหน้าบึ้งตึง
“พี่หญิง! แต่นี่คือที่อยู่ของข้า ถ้าข้าไสหัวไป มันมิแปลก ๆ หรือ?” เฉินชิงหยวนบ่นพึมพำ
“เช่นนั้น เจ้าหมายความว่าให้ข้าไสหัวไปอย่างนั้นรึ!” กงซุนหนาน ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้จ้องมองเฉินชิงหยวนอย่างโกรธเกรี้ยว
“ไม่กล้า งั้นเดี๋ยวข้าจะไปเดี๋ยวนี้” เฉินชิงหยวนกลัวว่าจะถูกกงซุนหนานทำร้าย จึงรีบวิ่งออกไปนอกประตู