ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 169 นี่กะจะรุมยำฉันเหมือนพวกญี่ปุ่นหรือไง!

            พลังเลือดของเจิ้งตงนั้นแข็งแกร่งมาก

            แข็งแกร่งจนแค่ไป๋ฉางเซิงเห็นอีกฝ่ายพุ่งเข้ามาหัวใจของเขาก็บีบรัดแน่น

            ความเร็วและแรงกดดันระดับนี้ไม่ต้องคิดก็รู้ว่า ลำพังแค่เขาคนเดียว คงยากที่จะต่อกรกับเจิ้งตงได้

            ถ้าคนอื่นรู้ว่าไป๋ฉางเซิงคิดอะไรอยู่คงต้องหาว่าเขาบ้าไปแล้วแน่ๆ

            แม่ทัพยุทธ์ระดับสูงหมายความว่าพลังเลือดของเจิ้งตงก้าวข้ามเจ็ดหมื่นแต้มไปแล้ว!

            มากกว่าพลังของไป๋ฉางเซิงถึงสามเท่า!

            พูดได้เต็มปากเลยว่าด้วยพลังเลือดของเจิ้งตงตอนนี้ ถ้าต้องสู้กับแม่ทัพอสูรระดับต้นตัวอื่นเขาสามารถฆ่าได้ในพริบตา!

            แต่ไป๋ฉางเซิงกลับรู้สึกแค่ว่ากดดันและคิดว่าตัวเองสู้ไม่ได้ด้วยตัวคนเดียวเท่านั้น

            เจิ้งตงย่อมไม่รู้ว่าไป๋ฉางเซิงคิดอะไรเพราะเป้าหมายของเขาคือเจียงจืออวี๋ แม้ไป๋ฉางเซิงจะแข็งแกร่ง แต่ในสายตาเขางูตัวนี้ยังไม่นับว่าเป็นภัยคุกคาม

            เจียงจืออวี๋มองดูเจิ้งตงที่ถือดาบพุ่งเข้ามาด้วยคิ้วที่ขมวดแน่นเธอตะโกนเรียก “เสี่ยวไป๋” เสียงดังก่อนจะตวัดหอกยาวแทงออกไป

            เจตจำนงแห่งหอกที่ก่อตัวสมบูรณ์แล้วสาดแสงสว่างจ้าขึ้นมาทันที

            ท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิดแสงสีทองลากผ่านเป็นเส้นเงา พุ่งทะยานเข้าใส่เจิ้งตง

            ในขณะเดียวกันเมื่อไป๋ฉางเซิงได้ยินเสียงเรียกของเจียงจืออวี๋ เขาก็รู้ใจเธอทันที

            ลูกไฟสี่ลูกถูกสร้างขึ้นในพริบตาก่อนจะพุ่งเข้าใส่เจิ้งตงอย่างรวดเร็ว

            ลูกไฟแต่ละลูกแฝงไปด้วยความร้อนที่น่ากลัวแสงสว่างจ้านั้นยากที่จะมองข้าม

            เหมือนอย่างเจิ้งตงตอนนี้ที่สายตาต้องคอยมองสลับไปมาระหว่างหอกยาวที่เจียงจืออวี๋แทงเข้ามากับลูกไฟทั้งสี่ลูกที่ไป๋ฉางเซิงซัดใส่

            สัญชาตญาณบอกเขาว่าการโจมตีของเจียงจืออวี๋ถึงตายมากกว่าแต่ในท้องฟ้ามืดๆ แบบนี้ ลูกไฟทั้งสี่กลับเด่นสะดุดตาเกินไป

            หลังจากลังเลไปเสี้ยววินาทีเจิ้งตงก็กัดฟัน ทิ้งการโจมตีใส่เจียงจืออวี๋ถีบเท้าเปลี่ยนจากพุ่งเข้าหาเป็นถอยหลัง พร้อมกับตวัดดาบรัวๆ สี่ครั้ง

            รังสีดาบสีน้ำเงินอ่อนพาดผ่านท้องฟ้าแฝงไปด้วยพลังดุดัน ฟันลงบนลูกไฟของไป๋ฉางเซิงอย่างแรง

            ลูกไฟระเบิดออกหักล้างกับรังสีดาบ ทิ้งไว้แค่กลุ่มแสงระยิบระยับบนท้องฟ้า

            และสิ่งที่ไป๋ฉางเซิงต้องการก็ได้มาแล้ว

            เจิ้งตงรู้สึกว่าตาบอดไปชั่วขณะตรงหน้าเหลือแต่แสงจ้าจากการระเบิดของเปลวไฟ

            แม้ด้วยร่างกายของเขาอาการตาบอดจะหายไปในพริบตาก็ตาม 

            แต่เจียงจืออวี๋ก็ฉวยโอกาสจากเสี้ยววินาทีนั้นไว้ได้

            หอกโลหะในมือถูกแทงออกไปอย่างดุดันรังสีอำมหิตระเบิดออกถึงขีดสุดในจังหวะนี้

            กว่าเจิ้งตงจะรู้ตัวการโจมตีของเจียงจืออวี๋ก็มาถึงตรงหน้าแล้ว

            เขารู้สึกใจหายวาบทำได้แค่ยกดาบขึ้นกัน แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินการโจมตีของเจียงจืออวี๋ต่ำไป

            หรือพูดให้ถูกคือเขาประเมินอานุภาพของทักษะยุทธ์ระดับนภาต่ำไป!

            “เคร้ง!”

            ปลายหอกกระแทกเข้ากับดาบอย่างจังพลังทำลายล้างระเบิดออก ดาบยาวที่ควรจะแข็งแกร่งทนทานกลับหักสะบั้นลงต่อหน้าต่อตา!

            เพลงหอกทะลวงทองก่อนหน้านี้ไม่มีทางมีอานุภาพขนาดนี้แน่ไป๋ฉางเซิงมั่นใจ

            แต่พอลองคิดดูตอนที่เจียงจืออวี๋มีพลังเลือดต่ำ ถึงจะใช้ท่านี้ได้ แต่มันก็เหมือนแค่ได้ท่าทางไม่มีจิตวิญญาณ

            ไม่ได้เกี่ยวกับความเข้าใจในทักษะยุทธ์แต่เป็นเพราะพลังเลือดไม่พอ

            แต่หลังจากที่เธอทะลวงระดับเป็นแม่ทัพยุทธ์พลังเลือดก็พุ่งปรี๊ด แถมยังมีทะเลปราณแห่งที่สองคอยหนุน

            เหมือนกับเอารถที่มีแค่สองร้อยแรงม้ามาติดเครื่องยนต์พันแรงม้าสองตัว พลังเลือดที่ระเบิดออกมาจึงย่อมน่ากลัว

            และทักษะยุทธ์ระดับนภาที่ใช้พลังเลือดเต็มพิกัดขับเคลื่อนถึงจะเป็นอานุภาพระดับนภาที่แท้จริง

            เจิ้งตงไม่เคยคิดถึงจุดนี้มาก่อนดังนั้นในตอนที่ดาบตัวเองหัก ใจเขาก็สั่นไหวด้วยความตระหนก

            เมื่อเจียงจืออวี๋โจมตีสำเร็จเธอก็ไม่คิดจะหยุดมือ

            หอกยาวแทงรัวๆเปลี่ยนท่าในพริบตา จากหอกทะลวงทองที่ชิงความได้เปรียบพลิกกลับมาเป็นเพลงหอกวายุคลั่งอย่างรวดเร็ว

            กะจะไม่ให้เจิ้งตงได้พักหายใจเลย

            ในขณะเดียวกันการโจมตีจากไป๋ฉางเซิงก็มาถึงพอดี

            สายฟ้ากับเปลวไฟหลอมรวมกันความผันผวนของธาตุที่ระเบิดออกมา ทำเอาแม้แต่เจิ้งตงยังใจสั่น

            เขาเป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงก็จริงแต่พลังเลือดเพิ่มขึ้น พลังป้องกันกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่แถมหลังจากเลื่อนระดับ เขายังไม่มีเวลาไปเปลี่ยนอาวุธกับชุดเกราะเลย

            แค่ดาบที่โดนเจียงจืออวี๋แทงหักไปเมื่อกี้ก็พอจะบอกได้แล้วว่าอุปกรณ์ของเขาเริ่มจะตามการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ทันแล้ว

            ถ้าโดนการโจมตีของไป๋ฉางเซิงเข้าไปจังๆเกรงว่าถ้าไม่ตายก็ต้องสาหัส!

            เมื่อคิดได้แบบนี้เจิ้งตงก็เริ่มร้อนรน

            ถ้าเป็นปกติเจอการโจมตีของไป๋ฉางเซิง ต่อให้รับไม่ไหว แต่การหลบก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่

            แต่ปัญหาคือตอนนี้เขายังโดนเจียงจืออวี๋พัวพันอยู่

            การโจมตีที่รวดเร็วเหมือนสายลมโหมเข้ามาเรื่อยๆถ้าเจิ้งตงรับมือฝั่งนี้ ก็จะไม่มีปัญญาไปป้องกันฝั่งไป๋ฉางเซิงแต่ถ้าเขาหลบการโจมตีของไป๋ฉางเซิง เจียงจืออวี๋ก็ต้องหาช่องโหว่ได้แน่!

            บัดซบ!นี่กะจะรุมยำฉันหรือไง!

            เจิ้งตงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนพวกนี้ถึงได้โรคจิตกันนัก

            การต่อสู้ข้ามระดับพลังเลือดทีเดียวสองระดับมันทำได้ง่ายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

            แม้เจิ้งตงจะไม่เข้าใจแต่เขาก็ต้องตัดสินใจแล้ว

            เขากัดฟันกำดาบที่เหลือแค่ครึ่งเดียวไว้แน่นก่อนจะฟาดมันเข้าใส่การโจมตีของไป๋ฉางเซิงสุดแรง

            “เพลงดาบตัดวายุ!”

            สิ้นเสียงตะโกนของเจิ้งตงรังสีดาบอีกสายก็ถูกฟาดออกไป

            รังสีดาบสายนี้สว่างจ้ากว่าครั้งไหนๆมองแวบเดียวก็รู้ว่าเจิ้งตงทุ่มสุดตัวแน่ๆ

            รังสีดาบปะทะกับสายฟ้าอย่างรุนแรงแสงสว่างเจิดจ้า พร้อมกับความน่ากลัวที่อธิบายไม่ถูก

            เมื่อเห็นเจิ้งตงเลือกต้านการโจมตีของไป๋ฉางเซิงเจียงจืออวี๋ก็ส่งเสียงเบาๆ ในลำคอ ท่าหอกที่เคยนุ่มนวลเหมือนสายลมพลันเปลี่ยนไปกลายเป็นดุดันเหมือนพายุฝนกระหน่ำ ไม่ยอมเปิดโอกาสให้เจิ้งตงได้พัก

            ส่วนไป๋ฉางเซิงอีกด้านก็พุ่งเข้าใส่พร้อมกันเขาและเจียงจืออวี๋ระเบิดพลังเลือดออกจนหมด พุ่งเป้าไปที่คอของเจิ้งตง

            ทั้งเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงต่างรู้ดีว่าด้วยพลังของเจิ้งตง ถ้าปล่อยให้เขาตั้งหลักได้ สถานการณ์จะกลับมายากลำบาก

            ดังนั้นการฉวยโอกาสซ้ำเติมตอนอีกฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ คือคำตอบที่ถูกที่สุด

            ตั้งแต่เจียงจืออวี๋หักดาบของเจิ้งตงได้การโจมตีก็ต้องดำเนินต่อไปไม่หยุด จนกว่าจะชนะเด็ดขาด!

            เพียงแต่สำหรับเจิ้งตงการต่อสู้ครั้งนี้มันอึดอัดขัดใจเหลือเกิน

            เขาแค่ประมาทคนกับสัตว์คู่นี้ไปหน่อยในตอนแรกใครจะไปคิดว่า ความประมาทแค่นั้นจะทำให้เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่พ้น

            ทำได้แค่รับมือการโจมตีของเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงอย่างทุลักทุเล

            ยังดีที่พลังเลือดของเขาสูงพอพอถึงระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูง ความเร็ว ปฏิกิริยา และพละกำลังจะเพิ่มขึ้นมากถ้าพลังของเขาอ่อนกว่านี้อีกนิด แค่ระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับกลางเกรงว่าเมื่อกี้คงโดนไป๋ฉางเซิงกัดคอขาดไปแล้ว!

            นี่เหรอคือความเก่งของที่หนึ่งระดับโลก?น่ากลัวเกินไปแล้ว!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน