เมืองเอนโดโปลิสยังคงมีกลิ่นควันและฝุ่นเหล็กปกคลุมแม้าสิ้นสุดไปหลายสัปดาห์แล้ว อาคารสูงพังครืนเป็ซากหินกองโตถนนที่เคยเต็มไปด้วยยานยนต์กลับกลายเป็แนวทางเดินของแรงงานและผู้รอดชีวิตที่พยายามสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่
เรมิโอเดินท่ามกลางกลุ่มคนถือจอบและเครื่องมือช่างในมือเสื้อเกราะเก่าของเขาเปรอะไปด้วยฝุ่น แต่แววตายังเปี่ยมด้วยพลัง —พลังของผู้ที่เชื่อว่า “ความหวัง” ยังหลงเหลืออยู่
“วิเวียน่าดูนั่นสิ” เขาชี้ไปยังตึกสูงกลางเมืองที่มีธงสีขาวผืนใหญ่โบกสะบัด
“สำนักงานใหญ่สหภาพใหม่ของเราเหรอ?” แพทย์สาวยิ้มจาง ๆ“อย่างน้อยเราก็ชนะโดยไม่ต้องสูญเปล่า”
เธอยกมือเช็ดเหงื่อข้างหลังคือทีมแพทย์สนามกำลังช่วยชาวเมืองที่าเ็จากซากอาคาร
“ข่าวจากเขตเหนือว่าไงบ้าง?” เรมิโอถาม
“กองทัพแมกเจลแลนถอนกำลังหมดแล้วพวกเขากลับไปยังแกแลคซีของตน แอนโดรเมดารับอาสาฟื้นฟูระบบพลังงานให้เราแทน”
“แปลว่า…าจบจริง ๆ แล้วสินะ”
วิเวียน่าไม่ตอบในทันทีเธอเพียงมองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มใสขึ้นหลังฝนแรกในรอบปี
“หวังว่าจะจบจริงๆ เถอะ...” เธอพูดเบา ๆ
บนท้องฟ้ายานสัญลักษณ์ของแอนโดรเมดา — รูปทรงสามเหลี่ยมเปล่งแสงสีทอง —บินเรียงเป็ขบวนเหนือเมือง ผู้คนเงยหน้ามองด้วยแววตาศรัทธาเสียงกระจายข่าวกลางเมืองประกาศอย่างชื่นชม
“ขอประกาศต่อชาวเมกะโลเซีย— จักรวรรดิแอนโดรเมดา ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยสร้างอนาคตใหม่ของเราขอต้อนรับผู้แทนสูงสุดแห่งแอนโดรเมดา ผู้จะนำเราสู่ยุคสมัยแห่งแสง — ท่านลูมิเอล”
ทันทีที่ชื่อถูกเอ่ยเสียงปรบมือกึกก้องไปทั่วเมือง เรมิโอมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้ม เขาจำได้ดี —ชายคนนั้นช่วยชีวิตเขาไว้กลางสนามรบ เขาเชื่อใจอย่างหมดหัวใจ
“เขาทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อ”เรมิโอเอ่ย “เราติดหนี้เขา”
“แต่ฉันไม่แน่ใจว่า…หนี้นั้นเราต้องใช้คืนยังไง”วิเวียน่ากระซิบ
ขณะเดียวกันที่ส่วนกลางของเมือง — อาคารสูงใหม่เอี่ยมขนาดมหึมาซึ่งเคยเป็ทำเนียบรัฐบาลเก่าถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยีจากแอนโดรเมดา เสาแก้วขนาดั์ทอดขึ้นสู่ฟ้าล้อมด้วยพลังงานสีฟ้าเรืองรอง
ภายในห้องโถงกลางขบวนทูตมนุษย์และข้าราชการที่เหลือรอดยืนเรียงแถวรอต้อนรับ
และตรงกลางห้องนั้น— ชายร่างสูงในอาภรณ์สีขาวทองก้าวออกมาจากประตูพลังงาน ดวงตาสีทองฉายแววสุขุมแต่มีบางอย่างในแววนั้นที่เยือกเย็นเกินมนุษย์
“ชาวโลกทั้งหลาย”เสียงของเขากังวานราวเสียงสวด “ข้าคือผู้แทนแห่งแสง จากแอนโดรเมดา...โลกของพวกเ้าจะไม่ต้องทนทุกข์อีกต่อไป ข้าจะนำเ้าเข้าสู่สันติสุขนิรันดร์”
ฐานหลบภัยชั่วคราวตั้งอยู่ในอุโมงค์รถไฟใต้ดินเก่าของเอ็นโดโปลิส
เสียงน้ำหยดจากท่อเก่าดังสะท้อนกับผนังโลหะเย็นเฉียบแสงไฟจากหลอดพลังงานพกพากระพริบเป็จังหวะเหมือนหัวใจของเมืองที่ยังไม่ดับสนิท
วิเวียน่านั่งอยู่ข้างเตียงพยาบาลชั่วคราวกำลังล้างาแบนแขนกลของเรมิโอ
ผมดำหยักศกของเขาเปียกเหงื่อแสงสีฟ้าที่เรืองจากเส้นวงจรใต้ิัเต้นระยับตามจังหวะชีพจรจริง
“ไม่ต้องห่วงแผลแบบนี้ไม่ลึกมาก” เธอพูดเสียงแ่ขณะพันผ้าพันแผล
เรมิโอยิ้มบาง“ฉันเริ่มชินแล้ว ั้แ่ร่างนี้ไม่ใช่มนุษย์เต็มตัวอีกต่อไป”
วิเวียน่าเงยหน้ามองแววตาเธอมีทั้งความเศร้าและความอบอุ่น
“ไม่ว่าจะเป็โลหะหรือเนื้อหนังหัวใจนายก็ยังเป็คนเดิม”
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากอีกฟากของอุโมงค์
ประตูเหล็กบานหนึ่งเลื่อนเปิดอย่างเงียบงัน
แสงจากภายนอกสาดเข้ามาทำให้ทุกคนหันมอง—
เงาร่างหญิงสาวในชุดสนามขาวเทายืนอยู่ตรงนั้น
ผมสีน้ำตาลของเธอสะท้อนแสงส้มจากไฟฉุกเฉินอ่อนๆ
“จูเลียน่า...”เรมิโอแทบไม่เชื่อสายตา
“เธอ...ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ...”
หญิงสาวยิ้มบางแต่ในแววตาแฝงความเหนื่อยล้า
“ฉันกลับมาแล้ว...จากที่ซึ่งไม่มีใครควรไปถึง”
วิเวียน่าก้าวเข้ามา“เธอหายไปหลายเดือน เราคิดว่าเธอ...ถูกกลืนไปในมิตินั้นแล้ว”
“ฉันก็คิดว่าตัวเองจะไม่ได้กลับมาเหมือนกัน”จูเลียน่าตอบเบา ๆ “แต่ฉันไม่ได้กลับมาคนเดียว”
เธอหันไปข้างหลัง— เด็กชายคนหนึ่งย่างเท้าออกมาช้า ๆ
ผมสีเงินอ่อนดวงตาสีฟ้าอมเทา ใบหน้าอ่อนเยาว์แต่แฝงแววตาไม่เหมือนเด็กทั่วไป
ในมือเล็ก ๆนั้นถือผลึกใสเรืองแสงสีเงินคล้ายหัวใจเล็ก ๆ ที่เต้นอยู่ในนั้น
เรมิโอเบิกตากว้าง“เดี๋ยว...นี่มันอะไรกัน เด็กคนนี้คือใคร?”
“ฉันไม่รู้...”เธอส่ายหน้าเบา ๆ “เขาเกิดขึ้น...ในมิตินั้น หลังจากที่ฉันหลับไป”
วิเวียน่าก้มลงมองเด็กชาย“เกิดขึ้น...หมายถึง?”
“หมายถึง...ไม่มีพ่อไม่มีแม่ เขาเพิ่งปรากฏขึ้นในอ้อมแขนของฉัน...พร้อมพูดชื่อของตัวเองได้”
หญิงสาวมองหน้าทั้งคู่ด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“เขาบอกว่า...ชื่อ ลูซิโอ”
ลูซิโอเงยหน้ามองเรมิโอแววตาเด็กคนนั้นทั้งบริสุทธิ์และลึกล้ำ
“ท่านคือผู้ถือชิ้นส่วนของแสงที่แตกสลาย...ใช่ไหมครับ?”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสามคนเงียบงัน
เรมิโอรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“เธอหมายความว่ายังไง...เด็กคนนี้พูดเื่แบบนี้ได้ยังไง”
วิเวียน่ามองจูเลียน่า“เธอรู้ไหมว่าเด็กคนนี้...คืออะไร”
“ไม่รู้...”จูเลียน่าตอบเสียงสั่น “แต่เขาไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป เขาไม่กิน ไม่หลับแต่อุณหภูมิร่างกายอบอุ่น มีชีพจร มีหัวใจเต้น...”
เธอก้มมองผลึกในมือของเด็กคนนั้น“และผลึกนี้...เต้นพร้อมกับหัวใจของเขา”
เด็กชายมองขึ้นไปบนเพดานราวกับได้ยินเสียงจากไกลโพ้น
“พลังแห่งแสงกำลังกลืนโลกนี้...แต่หัวใจที่แท้จริงของมันยังไม่ตื่นขึ้น”
เรมิโอมองหน้าทั้งคู่“หัวใจของมัน...หมายถึงอะไร?”
วิเวียน่าพึมพำเบาๆ“เขาอาจกำลังพูดถึงศูนย์กลางของพลังงานที่เราไม่เข้าใจ...บางสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายอาจกำลังแย่งชิงกันอยู่”
“แต่ถ้าเป็อย่างนั้น...”จูเลียน่ากระซิบ “ทำไมเขาถึงรู้?”
เด็กชายเพียงยิ้ม...แล้วผลึกในมือของเขาก็เปล่งแสงขึ้นอีกครั้ง ราวกับตอบคำถามนั้นแทนคำพูดทั้งหมด
คืนนั้นฐานลับเต็มไปด้วยความเงียบ
“ฉันดึงข้อมูลจากดาวเทียมที่ยังเหลืออยู่ได้แล้ว”จูเลียน่าพูดขณะวางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะโลหะ
“ดูนี่สิ”
ภาพโฮโลแกรมลอยขึ้นกลางอากาศ— เป็รูปกองกำลังติดอาวุธในชุดสีเทาดำกำลังเคลื่อนพลผ่านชายขอบเมือง
ที่หน้าอกแต่ละคนมีตราสัญลักษณ์วงกลมสามชั้นเหมือนที่เรมิโอได้มาหลังเหตุะเิ
วิเวียน่าขมวดคิ้ว“ตราแบบเดียวกับในตัวนาย...นี่มันหมายความว่าไง?”
เรมิโอจ้องภาพนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูดเบาๆ
“ฉันรู้จักเขาคนที่เดินนำอยู่ตรงนั้น...โดมินิโก”
แพทย์หญิงหันขวับ“อะไรนะ!? แต่เขาตายไปแล้ว—เราฝังเขาเองกับมือที่สนามอัลฟ่าริดจ์”
“ใช่แต่ตอนนี้เขากลับมา...ในร่างที่ไม่เหมือนเดิม”
เรมิโอนั่งนิ่งอยู่หน้าจอที่กำลังเล่นคลิปภาพซ้ำไปมาภาพใบหน้าของโดมินิโกในเครื่องแบบใหม่ — ดวงตาเขาเรืองสีแดง
ไม่ใช่แค่เพราะเลนส์กล้องสะท้อนแต่เหมือนมีพลังบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใน
วิเวียน่าพูดขึ้นเบาๆ “นายคิดว่า...สิ่งที่เข้าสิงเขา มาจากแอนโดรเมดา?”
เรมิโอส่ายหน้า“มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต...แต่น่าจะเป็ ‘จิตอีเทอร์’ บางชนิดคล้ายกับพลังที่พยายามกลืนฉันก่อนหน้านี้ แต่สมบูรณ์กว่า รุนแรงกว่า”
จูเลียน่ากำหมัดแน่น“เ้าชายแห่งแอนโดรเมดา...เขาส่งมันมาแน่ เพื่อควบคุมโดมินิโกให้เป็หุ่นเชิด”
เรมิโอหันมามองเธอ
“เธอหมายถึงลูมิเอลเหรอเป็ไปได้ยังไง เขาเพิ่งช่วยเราปราบแมกเจลแลนนะ งั้นเราต้องหาทางดึงจิตของโดมินิโกกลับมาก่อนที่พวกนั้นจะใช้เขาเป็ประตูเชื่อมจักรวาล”
วิเวียน่าพยักหน้า“ฉันจะเตรียมเครื่องสกัดสนามอีเทอร์แต่ต้องใช้ต้นแบบคอร์พลังงานที่สมบูรณ์กว่านี้”
“ฉันจะไปเอามาเอง”จูเลียน่าพูดอย่างมั่นใจ “ที่ศูนย์พลังงานเก่าในเขตเหนือยังมีเหลืออยู่”
เรมิโอมองหน้าเธอครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสียงต่ำ
“งั้นฉันจะไปด้วย”
ศูนย์พลังงานเขตเหนือเคยเป็หัวใจของมหานครเอ็นโดโปลิส
แต่ตอนนี้เหลือเพียงโครงเหล็กสูงตระหง่านคล้ายซากโบสถ์ในทะเลทรายเหล็ก
ฟ้าสีเทาเต็มไปด้วยฝุ่นควันจากา
ลำแสงอีเทอร์ยังคงกระพริบเป็เส้นทางในอากาศเหมือนเส้นเืของดาวที่ยังไม่ดับสนิท
เรมิโอกับจูเลียน่าเคลื่อนผ่านรอยแตกของกำแพงที่เคยเป็ประตูหลัก
เสียงรองเท้ากระทบพื้นเหล็กดังสะท้อนอย่างชัดเจนในความเงียบ
“คุณแน่ใจเหรอคะว่าที่นี่จะยังเหลือคอร์พลังงานอยู่?”
“แน่ใจสิฉันเป็คนติดตั้งมันกับมือ...ตอนที่ยังทำงานให้สำนักเทคโนโลยีของเรนาตา”
“บางทีโชคชะตาอาจตั้งใจให้คุณกลับมาที่นี่อีกครั้ง”
“หรือไม่ก็ให้ฉันเผามันทิ้งให้หมด”เธอยิ้มบาง
ทั้งคู่หยุดเมื่อสแกนเนอร์จับสัญญาณความร้อนของสิ่งมีชีวิตได้
แสงสีแดงปรากฏบนจอ— อยู่ไม่ไกลนัก
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังมาจากอีกฟากของโถง
เรมิโอชักปืนพลังงานขึ้นเล็ง
ในแสงสลัวเงาหนึ่งก้าวออกมาจากควัน —
เมื่อเงาร่างนั้นก้าวออกจากควันและแสงสะท้อนจากโลหะเผยให้เห็นใบหน้า
เรมิโอพูดเบา ๆ“หัวหน้าโดมินิโก…”
ชายคนนั้นถอดหมวกออกเผยให้เห็นรอยแผลเป็ตรงแก้มซ้าย
แววตาไม่ใช่แววตาของผู้นำแรงงานที่พวกเขาเคยรู้จักอีกต่อไป
“เรมิโอ...คุณจูเลียน่า...พวกเธอยังมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ”
เสียงนั้นแ่ต่ำเย็น และมีเสียงกระเพื่อมอีกชั้นอยู่ข้างใน
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณกันแน่?” จูเลียน่าถาม
“หลังยานของคุณถูกยิงตก...พวกเราฝังศพคุณไปแล้วแต่คุณฟื้นกลับมาได้อย่างไร”
หัวหน้าโดมินิโกยิ้มบางๆ ก่อนตอบ
“ฉันไม่ได้หายไปไหน...แค่ได้เห็นบางสิ่งที่พวกเธอยังไม่เข้าใจ”
เสียงของเขาเริ่มกลายเป็เสียงกระซิบจำนวนมากทับซ้อนกัน
วิเวียน่าเอื้อมมือจับแขนเรมิโอเบาๆ “มันไม่ใช่เขาแล้ว...”
โดมินิโกเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาแดงก่ำ
“พวกเขาชี้ทางให้ฉันเห็นแสงแห่งจักรวาลใหม่...แอนโดรเมดาไม่ใช่ศัตรู แต่คือผู้ปลดปล่อย”
เรมิโอกัดฟันแน่น“ไม่จริง คุณโดมินิโกแค่ถูกพวกนั้นสิงอยู่!”
เสียงหัวเราะเย็นะเืดังขึ้นในโถงเหล็ก
“ถ้าการหลอมรวมกับสิ่งสูงกว่าคือการสิงงั้นมนุษย์ทุกคนก็คือผีที่ติดอยู่ในร่างของตัวเอง”
แรงปะทะระหว่างพลังอีเทอร์สีฟ้ากับพลังแอนโดรเมดาสีแดงสะท้อนกันจนเกิดประกายไฟพุ่งกระจาย
คลื่นแรงแม่เหล็กกระแทกโครงเหล็กของศูนย์พลังงานจนเสียงดังสนั่น
“เรมิโอ!ถอยก่อน!”
เสียงของวิเวียน่าดังผ่านวิทยุสื่อสารเธอกำลังควบคุมโดรนแพทย์พลังอีเทอร์ที่บินอยู่เหนือโถงพลังงาน
แสงสีขาวจากโดรนพุ่งลงมาทำหน้าที่เป็เกราะสนามช่วยบรรเทาแรงะเิ
แต่โดมินิโกยกมือข้างหนึ่งขึ้น
พลังสีแดงจากฝ่ามือเขาแผ่กระจายไปทั่วอากาศเหมือนเถาไฟฟ้าชีวภาพ
โดรนของวิเวียน่าแทบจะหลุดการควบคุม
“คุณโดมินิโก!หยุดเถอะค่ะ!” วิเวียน่าร้องเรียก
“คุณกำลังปล่อยให้สิ่งบางอย่างใช้ร่างคุณอยู่!”
ชายชราในชุดเกราะหันมามองดวงตาแดงวาบในเงามืด
“เธอไม่เข้าใจหรอกวิเวียน่า... มันไม่ใช่การสิง แต่มันคือวิวัฒนาการ”
“วิวัฒนาการที่ต้องแลกด้วยการสูญเสียจิติญญาเหรอคะ?” เธอตอบเสียงสั่น“มนุษย์ต้องไม่แลกสิ่งนั้นกับอะไรทั้งนั้น!”
เสียงหัวเราะของโดมินิโกดังก้อง“จิติญญาของมนุษย์คือกรงที่ขังเราไว้ไม่ให้เติบโต... แอนโดรเมดามอบทางใหม่ให้ฉัน— ทางที่จะพาโลกนี้ออกจากวงจรเดิม”
เรมิโอะโเข้ามาขวางระหว่างเขากับวิเวียน่า
“งั้นโลกนั้นคงไม่ใช่โลกของพวกเราแน่!”
หมัดโลหะของเขาปะทะเข้ากับพลังสีแดงอีกระลอก
แรงะเิครั้งนี้รุนแรงจนแท่นพลังงานใต้พื้นสั่นะเืเสาเหล็กเริ่มหักลงมาทีละต้น
จูเลียน่ารีบวิ่งเข้าไปช่วย“เรมิโอ! ระวัง!”
เธอเปิดกำไลคอร์แสงขึ้นใช้พลังอีเทอร์จากร่างสร้างเกราะพลังชั่วคราวกั้นไว้
แต่แรงปะทะมหาศาลก็ยังทำให้ทั้งคู่กระเด็นไปคนละทาง
วิเวียน่าพยายามเข้าประสานสัญญาณสื่อสารอีกครั้ง
“เรมิโอ!จูเลียน่า! พวกคุณต้องออกจากตรงนั้นเดี๋ยวนี้ ฐานพลังงานกำลังจะเกินขีดจำกัด!”
“ไม่ได้!”เสียงเรมิโอตอบกลับมา “ผมต้องพาเขากลับมา!”
เขามองโดมินิโกที่ยืนนิ่งกลางแสงสีแดง
“หัวหน้า...ผมรู้ว่าคุณยังอยู่ในนั้น”
ดวงตาของชายชราสั่นระริกขึ้นแวบหนึ่งก่อนที่แสงสีแดงจะเข้าครอบงำอีกครั้ง
“กลับมาไม่ได้แล้วเรมิโอ...ตอนนี้ฉันคือ ‘ประตู’ ระหว่างสองโลก”
แสงรอบตัวเขาเริ่มหมุนวนเป็วงกลม
เส้นสายพลังงานพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหมือนเสาแห่งจักรวาล
จูเลียน่าะโสุดเสียง“เขากำลังเปิดช่องเชื่อมอีเทอร์! ถ้าไม่หยุดตอนนี้ โลกจะถูกกลืนไปทั้งใบ!”
เรมิโอหันไปมองวิเวียน่าผ่านจอ
“เตรียมระบบดูดซับสนามอีเทอร์ไว้!ผมจะดึงพลังนั้นออกจากร่างเขาเอง!”
“มันอันตรายเกินไป!”วิเวียน่าตอบเสียงเข้ม “ถ้าโครงสร้างร่างกายของคุณรับไม่ไหว—”
“ไม่ต้องห่วงผมไม่ใช่คนเดิมเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว”
เขายิ้มบางก่อนจะพุ่งเข้าไปกลางวงพลัง
แสงสีฟ้ากับสีแดงปะทะกันจนเกิดะเิพลังที่แผ่กระจายทั่วทั้งโถง
แรงะเิสว่างจ้าราวดวงอาทิตย์ะเิ
ทุกอย่างเงียบลงในวินาทีถัดมา...
กลุ่มควันจางลงเผยให้เห็นร่างของโดมินิโกทรุดลงกับพื้น ส่วนเรมิโอยืนอยู่เหนือร่างนั้นแขนกลของเขาไหม้เกรียมจนเห็นวงจรภายใน
วิเวียน่าวิ่งเข้ามาพร้อมชุดแพทย์พกพา
เธอคุกเข่าข้างเรมิโอมองดูหัวหน้าโดมินิโกที่หมดสติ
“เขายังหายใจอยู่...”เธอกล่าวเบา ๆ
“แต่ว่าพลังนั้น...ยังอยู่ในตัวเขา”
จูเลียน่ามองดูภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน
แสงจากกำไลคอร์อีเทอร์บนข้อมือเธอเริ่มสั่นไหวเองโดยไม่รู้สาเหตุ
เรมิโอมองเธอแล้วพูดช้า ๆ
“นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น...เ้าชายแห่งแอนโดรเมดา...กำลังจะมาเอง”
เขายกมือขึ้นทันใดสนามพลังสีแดงพุ่งจากฝ่ามือปะทะเข้ากับโล่พลังของเรมิโออย่างรุนแรง
คลื่นแรงสะท้อนจนพื้นแตกกระจายเป็รอยยาว
เรมิโอร้องสั่ง“จูเลียน่า! หาที่กำบัง!”
เธอกลิ้งตัวหลบไปหลังแท่นพลังงานขณะะุพลังงานแล่นเฉียดหัว
แสงสีแดงกระทบแสงสีฟ้าในอากาศจนเกิดการแทรกสอดเป็เส้นสายระยิบเหมือนลวดลายจักรวาล
ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายต่อสู้เสียงของโดมินิโกกลับดังขึ้นในใจเรมิโออีกครั้ง —
“นายไม่เข้าใจหรอกเรมิโอ...สิ่งที่เราทำตอนนี้ มันไม่ใช่าแต่มันคือการเตรียมโลกให้พร้อมสำหรับยุคใหม่ของอีเทอร์”
เรมิโอกัดฟัน“งั้นฉันจะเตรียมมันด้วยมือของฉันเอง!”
เขาพุ่งตัวเข้าใส่หมัดโลหะฟาดเข้ากับเกราะพลังสีแดงจนประกายแสงกระจาย
แรงปะทะระหว่างพลังอีเทอร์สีฟ้ากับพลังแอนโดรเมดาสีแดงสะท้อนกันจนเกิดประกายไฟพุ่งกระจาย
คลื่นแรงแม่เหล็กกระแทกโครงเหล็กของศูนย์พลังงานจนเสียงดังสนั่น
“เรมิโอ!ถอยก่อน!”
เสียงของวิเวียน่าดังผ่านวิทยุสื่อสารเธอกำลังควบคุมโดรนแพทย์พลังอีเทอร์ที่บินอยู่เหนือโถงพลังงาน
แสงสีขาวจากโดรนพุ่งลงมาทำหน้าที่เป็เกราะสนามช่วยบรรเทาแรงะเิ
แต่โดมินิโกยกมือข้างหนึ่งขึ้น
พลังสีแดงจากฝ่ามือเขาแผ่กระจายไปทั่วอากาศเหมือนเถาไฟฟ้าชีวภาพ
โดรนของวิเวียน่าแทบจะหลุดการควบคุม
“คุณโดมินิโก!หยุดเถอะค่ะ!” วิเวียน่าร้องเรียก
“คุณกำลังปล่อยให้สิ่งบางอย่างใช้ร่างคุณอยู่!”
ชายชราในชุดเกราะหันมามองดวงตาแดงวาบในเงามืด
“เธอไม่เข้าใจหรอกวิเวียน่า... มันไม่ใช่การสิง แต่มันคือวิวัฒนาการ”
“วิวัฒนาการที่ต้องแลกด้วยการสูญเสียจิติญญาเหรอคะ?” เธอตอบเสียงสั่น“มนุษย์ต้องไม่แลกสิ่งนั้นกับอะไรทั้งนั้น!”
เสียงหัวเราะของโดมินิโกดังก้อง“จิติญญาของมนุษย์คือกรงที่ขังเราไว้ไม่ให้เติบโต... แอนโดรเมดามอบทางใหม่ให้ฉัน— ทางที่จะพาโลกนี้ออกจากวงจรเดิม”
เรมิโอะโเข้ามาขวางระหว่างเขากับวิเวียน่า
“งั้นโลกนั้นคงไม่ใช่โลกของพวกเราแน่!”
หมัดโลหะของเขาปะทะเข้ากับพลังสีแดงอีกระลอก
แรงะเิครั้งนี้รุนแรงจนแท่นพลังงานใต้พื้นสั่นะเืเสาเหล็กเริ่มหักลงมาทีละต้น
จูเลียน่ารีบวิ่งเข้าไปช่วย“เรมิโอ! ระวัง!”
เด็กชายลูซิโอปล่อยแสงสีฟ้าออกจากดวงตาทั้งสองข้างสร้างเกราะพลังชั่วคราวกั้นไว้
แต่แรงปะทะมหาศาลก็ยังทำให้พวกเขากระเด็นไปคนละทาง
พร้อมกันนั้น แสงสว่างจ้าสีทองสาดส่องไปทั่วห้อง
ปรากฏร่างของมหามิตรที่พวกเขาเคารพศรัทธาใช่ เขาคือ ลูมิเอล เ้าชายแห่งแอนโดรเมดา
โดมินิโก —ผู้นำสหภาพแรงงานในวัยชรา — เขามองลูมิเอลด้วยสายตาเปี่ยมศรัทธาก่อนจะทรุดลงคุกเข่า
“ข้าขอถวายตนรับใช้ท่าน...เพื่อโลกใหม่นี้”
ลูมิเอลยิ้มบางๆ แล้ววางฝ่ามือแตะศีรษะชายชรา
“เ้าจะเป็สื่อกลางของข้า...ระหว่างข้าและมวลมนุษย์”
ทันทีที่พูดจบแสงทองแ่ลอดเข้าสู่ร่างของโดมินิโก ดวงตาเขากลายเป็สีทองเรืองรองรอยยิ้มของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็แข็งกร้าว...
…และโลกใบนี้ก็เข้าสู่ยุคใหม่ โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า “สันติสุขนิรันดร์”ที่พวกเขากำลังโอบรับนั้น คือจุดเริ่มต้นของการสูญพันธุ์.
จบตอนที่ 7
( 27 ต.ค.68 )