เมื่อผมหลงรักลูกสะใภ้

    บทที่ 97 ย้ายกลับบ้านเดี่ยวป้ายแดง



    แสงไฟหน้ารถเก๋งคู่ใจสีบรอนซ์ทองสาดส่องตัดผ่านม่านความมืดและแนวสายฝนโปรยบางเบา แล่นล่องเข้าสู่ประตูทางเข้าหมู่บ้านจัดสรรหรูหราแถบชานเมืองปทุมธานี-กรุงเทพฯ รถยนต์แล่นผ่านด่านทางยกระดับโทลล์เวย์ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด แสงไฟสีเหลืองจากเสาโซเดียมริมทางด่วนทอดสะท้อนจับตัวบอดี้รถยนต์ปูนขาว


    เอกจ้องมองดูขบวนตึกรามบ้านช่องสองข้างทางหลวง บางหลังปิดไฟมืดมิดสนิท บางหลังมีแสงไฟสลัวจากห้องริมหน้าต่าง ชายหนุ่มนึกทบทวนในมโนสำนึกว่า ครอบครัวที่อาศัยอยู่ภายในบ้านเดี่ยวสวยหรูเหล่านั้น พวกเขาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างชื้นอุ่นอบอุ่นใจรัก หรือพวกเขาจำใจซ่อนเร้นรอยแตกร้าวแผลใจหลังกำแพงฉาบปูนเนียนตาเหมือนอย่างเช่นที่เอกเคยทำมา ในวันวาน เอกประคองบิดพวงมาลัยเลี้ยวรถเก๋งเข้าสู่โครงการหมู่บ้านจัดสรรหรูหราที่มีชื่อป้ายหน้าโครงการสูงตระหง่านล้อมรอบด้วยเสาปูนคอนกรีตสไตล์โรมันตระการตาและซุ้มไม้ดอกคัดแต่งประณีต เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในตู้กระจกติดเครื่องปรับอากาศสวมเครื่องแบบทหารสีกรมท่าเข้มยกมือตะเบ๊ะแสดงความเคารพแก่รถเก๋งหรูวิศวกร เอกจำได้ว่าเมื่ออดีตตนเองเคยรู้สึกภูมิใจและอิ่มเอิบใจในสายตาเคารพนบนอบของรปภ. เหล่านั้น หล่อนคิดว่ามันชี้วัดฐานะภาพลักษณ์อันมั่นคงค้ำฟ้าในสังคม


    ทว่ายามค่ำคืนเหน็บหนาวนี้ ท่าทีเหล่านั้นกลับดูแห้งแล้งอ้างว้างประหนึ่งฉากจำลองโรงละครที่ไร้ชีวิตจิตวิญญาณ เอกพยักหน้ารับผ่านบานกระจก ชายหนุ่มวิศวกรชำเลืองมองกระจกมองข้างและกระจกหลังเฝ้าสังเกตการณ์บิดาชราและแก้มอดีตเมียรักที่นั่งอยู่ในรถ ชาญและแก้มต่างลอบชำเลืองมองดูทิวทัศน์หญ้าเนียนสะอาดตาแนวเสาไฟฟ้าส่องสว่างสองข้างทางถนนคอนกรีตเรียบเนียนของโครงการหมู่บ้านจัดสรร ทั้งสองคนเงียบงันแน่นอก รู้สึกกระวนกระวายประหม่าอับอายดุจเศษฝุ่นดินที่พลัดหลงก้าวเข้ามาในสวนดอกไม้หรูหราของชนชั้นสูง ชายหนุ่มวิศวกรเลี้ยวรถเข้าจอดในโรงรถบ้านเดี่ยวป้ายแดงหลังโตปูพื้นหินอ่อนหรูหราสีเทาเข้ม


    เอกดับเครื่องยนต์เก๋งคู่ใจ รถยนต์สงบนิ่งกบดาน เอกก้าวเท้าลงมาเปิดประตูเปิดรับสัมภาระกระเป๋าเดินทาง ชายหนุ่มวิศวกรเอื้อมมือถือหิ้วสัมภาระกระสอบป่านลายแถบสีปื้นดินโคลนของบิดาชราและอดีตภรรยาแก้ม ชายหนุ่มกดปุ่มปลดล็อกประตูหน้าบ้านระบบอัจฉริยะ  ประตูส่งเสียงสัญญาณดนตรีสั้นใสไพเราะยินดีต้อนรับ ทว่าเมื่อบานประตูกระจกเปิดอ้าออก อากาศภายในคฤหาสน์หรูหรากลับโชยกลิ่นไอความเย็นชืดเปียกอับจางๆ คละเคล้ากลิ่นน้ำยาทาเคลือบเฟอร์นิเจอร์ไม้และคราบฝุ่นบางเบาเนื่องจากขาดผู้พักอาศัยมานานหลายสัปดาห์ เอกถือประคองก้าวข้ามธรณีประตูบ้านเดี่ยวหลังใหญ่เข้าสู่ห้องรับแขกหรูหรา แผ่นพื้นหินอ่อนอิตาลีสีขาวแผ่นโตเย็นเฉียบใต้ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าเปรอะฝุ่นโคลนของชาญและแก้มที่ค่อยๆ ก้าวเดินสะพานตามเข้ามา ทั้งสองคนยืนล้าประหม่าสั่นเทาอยู่ตรงหน้าประตูบ้านเดี่ยวป้ายแดงหลังงามหลังเดิม


    สถานที่แห่งนี้เคยเป็นคุกกรงขังทองคำบีบคั้นสร้างความโดดเดี่ยวอ้างว้างจนแก้มต้องร้องไห้กอดอกสลัว และเป็นสถานที่แรกเริ่มก่อตั้งสายใยตัณหาเสน่หาความบาปศีลธรรมลับลี้กับพ่อผัวชราชาญ เอกสังเกตเห็นรอยเปื้อนคราบโคลนดินเหนียวแห้งกรังจางๆ ตรงมุมฐานขอบกำแพงหินอ่อน รอยโคลนเก่าของพ่อชาญยามหิ้วบูทรองเท้าเดินลุยสวนหลังบ้านเมื่อเดือนก่อน เอกจำได้ว่ายามนั้นตนเองรู้สึกไม่พอใจและเผลอดุว่าให้พ่อย้ายจัดเก็บเกือกเปียกไว้ข้างนอกโรงรถเพราะกลัวทำบ้านเดี่ยวเปื้อน ชายหนุ่มสะท้อนใจลึกซึ้งสำนึกผิดกตัญญู เอกวางกระเป๋าเดินทางสลัวปื้นโคลนกรรมกรลงบนพื้นหินอ่อนหรูขาวนวลสลัดสะท้อนสายตาขัดแย้ง ชายหนุ่มหันตัวสบตามองจ้องชาญบิดาชราที่ยืนก้มศีรษะนิ่ง สองมือหยาบสากกรรมกรกอดกำกระเป๋าผ้าแคนวาสของตนเองแน่นหนาประหนึ่งแขกพลัดถิ่น เอกก้าวเดินเข้าไปช้าๆ ยื่นฝ่ามือกุมมือบิดาไว้แน่นและเอ่ยปลอบโยน  "พ่อครับ... ไม่ต้องถอดรองเท้าถุงเท้าไว้ข้างนอกหรอกครับ เดินก้าวเข้ามาข้างในได้เลย พื้นหินอ่อนสกปรกเปื้อนปูนทรายแดงอย่างไรก็ใช้ผ้าม็อบเช็ดล้างชโลมปัดได้เสมอ แต่ใจพ่อร้าวและล้า เอกจะปล่อยให้พ่อเหน็บหนาวไม่ได้แล้ว..."


    เอกพยุงชาญมานั่งร่วมกับกวินตราสะอภรรยารักบนโซฟาหนังแท้แสนแพงในห้องรับแขกหรู ชายหนุ่มเดินลงมาจากชั้นบนหลังจากคอยจัดเก็บกระเป๋าสัมภาระไว้เรียบร้อย ชายหนุ่มเฝ้ามองดูบิดาชราและอดีตภรรยายังคงนั่งเกร็งเนื้อตัวอยู่บนเบาะโซฟาหนัง ชายหนุ่มวิศวกรจึงขยับก้าวเดินเข้าไปในห้องครัวหรูหรา เปิดตู้เย็นเทน้ำส้มคั้นเย็นชื่นใจมาเสิร์ฟประคองส่งมอบให้คนทั้งสอง ชาญเอื้อมสองมือสากสั่นเทามารองรับแก้วน้ำส้มสลัว จ้องมองดูลูกชายวิศวกรเกียรตินิยมแล้วครางเอ่ยเสียงแหบแผ่วกระซิบเบา  "เอก... พ่อขอโทษจริงๆ นะลูก พ่อละอายแก่ใจเหลือเกินที่มาเหยียบย่ำบ้านเดี่ยวหรูหราราคาแพงระยับของเจ้าในสภาพมอมแมมขี้ปูนขี้โคลนกรรมกรแบบนี้..." เอกสบตามองลึกในความระทมของบิดาแล้วส่ายหัวช้าๆ ตอบกลับ  "พ่อครับ เอกบอกแล้วไงครับว่านี่คือคฤหาสน์ของพ่อชราผู้มีพระคุณหล่อเทชีวิตปูนส่งเสียให้เอกได้สูงส่ง พ่อจะสวมชุดกรรมกรหรือเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง พ่อก็มีสิทธิ์เต็มภาคภูมิที่จะนั่งหรือนอนทุกซอกมุมของบ้านหลังนี้อย่างกตัญญู 


    เอกต่างหากที่ต้องละอายใจชั่วชีวิตที่ไม่คอยดูแลเอาใจใส่พ่อชราปล่อยพ่อให้ต้องระบมหนีความเหงา..." ชายหนุ่มวิศวกรคุกเข่าลงนั่งบนพื้นหินอ่อนต่อหน้าชาญบิดากตัญญูชราและอดีตเมียรัก สบตาคนทั้งสองอย่างแนบแน่นอบอุ่น  "ยินดีต้อนรับพวกคุณสองคนกลับบ้านพวกเราครับ... แต่สำหรับบ้านหลังใหญ่ห้าห้องนอนหลังนี้ เอกได้วิเคราะห์แบบโครงสร้างฐานรากแล้วว่ามันมีขนาดใหญ่กว้างขวางเกินไปสำหรับพวกเราสามคน... มันเป็นเพียงตึกคอนกรีตสุสานที่คอยค้ำคอยกักขังความเงียบเหน็บหนาวและสร้างรอยแยกช่องว่างระยะห่างระหว่างห้องรับแขกกับห้องนอน ชายหนุ่มมัวแต่สร้างบ้านหรูหรูอวดศักดิ์ศรีสังคมแต่กลับไม่มีรักแท้ค้ำจุน เอกตั้งใจจะติดต่อกับบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เพื่อขอดำเนินเรื่องประกาศขายคฤหาสน์หินอ่อนอิตาลีหลังใหญ่โตหลังนี้ทิ้งเสียในช่วงสัปดาห์หน้า... เอกจะนำเงินทอนกำไรที่เหลือจากการขายไปดาวน์จัดซื้อบ้านเดี่ยวจัดสรรขนาดกะทัดรัดขนาดสามห้องนอนในซอยที่สงบอบอุ่นร่มรื่นกว่านี้ บ้านหลังใหม่นั้น เอกจะจัดสร้างระเบียงชานไม้ขนาดกว้างพอดีสำหรับให้พ่อชาญได้นั่งเล่นเอกเขนกรับลมเย็น มองดูทิวทัศน์สีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าข้างบ้าน พวกเราจะช่วยกันปลูกต้นมะลิส่งกลิ่นหอมชื่นใจและต้นดอกกุหลาบป่า มีแปลงผักสวนครัวขนาดเล็กๆ ปลอดสารพิษให้พ่อได้คอยรดน้ำดูแลแก้เหงา ยามค่ำคืนเอกจะลงมือคอยช่วยแก้มทำกับข้าวในครัว จะคอยช่วยกวาดล้างล้างชามเองนะแก้ม... เอกสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เมียรักต้องยืนปาดน้ำตาอ้างว้างดุจผีสลัวในห้องครัวเดี่ยวคนเดียวอีกแล้ว... บ้านหลังใหม่ของพวกเราอาจจะหลังย่อมลงมา แต่เอกรับประกันว่ามันจะอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะใสแจ๋วของพวกเราสามคน คลอเคล้าด้วยลมหายใจและความชื้นอบอุ่นพึ่งพาอาศัยกันอย่างแท้จริง เอกไม่แยแสหรือสนใจคฤหาสน์หรูอีกแล้ว เอกแค่อยากปกป้องคุ้มครองรังนอนเล็กๆ ของครอบครัวพวกเราเท่านั้น..."


    แก้มเหลียวหันชำเลืองมองดูห้องครัวหรูหราราคาแพง หล่อนจำภาพในอดีตยามที่หล่อนต้องทนยืนล้างล้างจานชามอยู่ตัวคนเดียวเงียบๆ เสียงเครื่องดูดควันในครัวครางฮึ่มๆ ผสมเสียงน้ำก๊อกน้ำล้างจานลอกลื่น หยาดน้ำตาไหลนองหน้าหล่อนสะท้อนประกายอ่างซิงค์สเตนเลสในความอ้างว้าง ทว่าในวินาทีนี้ เอกกลับก้าวเท้าเดินมาทาบฝ่ามือนุ่มลงบนบ่าไหล่แก้มเบาๆ ปลอบโยน


     "เอกขอโทษนะแก้ม... ขอโทษที่ทิ้งแก้มไว้คนเดียวในครัวแคบกว้างขวางเปลี่ยวเหงาหลังนี้..." แก้มน้ำตาคลอรินไหล ยิ้มละมุนบีบมือเอกตอบ ชาญสบตาลูกชายชาญวิศวกร แววตาชราเปียกปอนนองน้ำตา พยักหน้ายอมรับอย่างตื้นตันสุดดวงจิต แก้มก้มหน้าซบฝ่ามือสะอื้นแผ่วเบาด้วยความโล่งอกอย่างแสนสาหัส


    คุกขังทองคำในอดีตบัดนี้เริ่มเผยความชื้นอุ่นอบอุ่นประสานใจ เอกลุกขึ้นแบกยกสัมภาระกระเป๋าเดินทางก้าวเดินขึ้นบันไดไม้ขัดเงารื่นของคฤหาสน์ ชายหนุ่มวิศวกรหนุ่มจำได้ว่าอดีตยามพ่อเดินย่ำเท้าสากปูนขาวขึ้นบันไดไม้ชั้นยอด เอกมักจะคอยบ่นและแสดงสีหน้ารำคาญใจกลัวไม้ราคาแพงเป็นรอยขูดขีด ทว่าครานี้เอกประคองจัดเก็บกระเป๋าของพ่อชาญเข้าไปวางในห้องนอนด้านตะวันออกอย่างเคารพนอบน้อม และหิ้วจัดกระเป๋ากระสอบผ้าของแก้มนำวางใส่ไว้ในห้องนอนใหญ่เดี่ยวป้ายแดงของตน ชายหนุ่มทอดมองดูแสงจันทร์ยามราตรีสลัวส่องประกายผ่านหน้าต่างกระจกใสของบ้านเดี่ยวป้ายแดง ชายหนุ่มวิศวกรหนุ่มยิ้มละมุนอย่างอบอุ่นใจรัก ชายหนุ่มพร้อมที่จะเริ่มขุดปรับโครงร่างแบบก่อสร้างบ้านรัก รูปแบบใหม่ร่วมกับคนรักทั้งสองให้สงบราบรื่นตลอดกาล เอกเดินย้อนก้าวกลับมาทรุดนั่งกลางห้องรับแขกมองดูเงาร่างคนรักทั้งสอง ชายหนุ่มรับรู้ลึกซึ้งว่าการเดินทางไกลกอบกู้ประสานรักในครานี้ บรรลุผลสำเร็จล้างมลทินได้อย่างสมเกียรติศรี ครอบครัวแล้วอย่างดีงาม