ตอนที่ 102 ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเจเฮริส
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินและเคลบี้เข้าไปในห้องสมุด
เคลบี้ทำหน้าที่เป็นไกด์ที่ดี ทันทีที่เข้าไปเขาก็กล่าวแนะนำ
“ชั้นแรกนี้เป็นห้องอ่านหนังสือ มันเป็นที่นิยมของนักศึกษาที่นี่”
เมอร์ลินมองเห็นโต๊ะและเก้าอี้ที่เรียงรายอยู่เต็มไปหมด ผู้คนที่นี่ก็มีอยู่มากมายเช่นกัน
ทว่าสิ่งที่ทำให้เมอร์ลินต้องตกตะลึงมากที่สุดก็คือการตกแต่งของที่นี่
ห้องสมุดแห่งนี้นอกจากโต๊ะเก้าอี้ที่ดูเหมือนห้องสมุดทั่วไปแล้ว มันกลับไม่มีหนังสือสักเล่มอยู่ที่นี่ สิ่งที่มีก็คือผลึกที่ส่องแสงระยิบระยับกลางอากาศ
พวกมันคือหนังสือที่ถูกจัดเก็บในรูปแบบแผ่นตราผลึกเวทเช่นเดียวกับนิตยสารทางวิชาการที่เมอร์ลินเคยอ่าน
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยจะมีห้องสมุดแบบนี้ แต่ที่นี่คือมหาวิทยาลัยเจเฮริสที่ก่อตั้งขึ้นมาจากตระกูลมหาเศรษฐี พวกเขาไม่ขาดสิ่งที่เรียกว่าเงินทอง ดังนั้นห้องสมุดของพวกเขาถึงใหญ่โตและอลังการแบบนี้
“ชั้นอื่นๆ ก็เป็นแบบนี้หรอ?” เมอร์ลินเอ่ยถามอย่างสงสัย เพราะสิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้มันใหญ่โตและอลังการเกินไป
จำนวนแผ่นตราผลึกเวทที่เขาเคยอ่านยังเทียบกับที่นี่ไม่ได้เลย
“ใช่ ชั้นหนึ่งเป็นหนังสือทั่วไป พวกมันจะถูกแบ่งตามหมวดหมู่เป็นกลุ่มดาว นายสามารถนำตรานักศึกษาไปแลกเป็นเครื่องดึงดาว เพื่อนำหนังสือแต่ละเล่มลงมาจากข้างบน” เคลบี้ชี้ไปที่เคาว์เตอร์บรรณารักษ์ที่มีคนจำนวนหนึ่งกำลังใช้บริการอยู่ที่นั่น
“ไม่ใช่ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็รับนักศึกษาที่เป็นคนธรรมดาไม่ใช่หรอ? ที่นี่ไม่มีหนังสือปกติแล้วพวกเขาจะอ่านหนังสือกันยังไง?”
เมอร์ลินถามในสิ่งที่เขาสงสัย ห้องสมุดนี้แปลกเกินไป แต่ถึงยังไงมันก็เป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัย มันควรจะสนับสนุนนักศึกษาทุกคน ไม่ใช่แค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าคนทั่วไปนั้นอ่านหนังสือในแผ่นตราผลึกเวทไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่มีพลังเวทที่จะใส่ลงไป
เคลบี้ยิ้มและส่ายศีรษะไปมา “นายคิดว่ามหาวิทยาลัยของพวกเราจนขนาดนั้นเลยหรอถึงไม่ได้มีเครื่องแปลงพลังเวทให้คนธรรมดาใช้งาน”
“หมายความว่ายังไง?”
“ก็เครื่องดึงดาวที่นายต้องไปแลกเพื่อใช้บริการห้องสมุดแห่งนี้ นอกจากมันจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ดึงหนังสือลงมาจากกลางอากาศแล้ว มันยังเป็นเครื่องแปลงพลังเวทที่สามารถให้คนธรรมดาใช้วัตถุเวทมนตร์ได้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะให้พวกเราแลกตรานักศึกษาไปทำไม” เคลบี้กล่าวด้วยท่าทางที่เหนือกว่า
แม้เขาจะอายุมากกว่าและเรียนอยู่ในชั้นปีที่สูงกว่าเมอร์ลิน แต่ทว่าในเรื่องการเรียนเขาไม่มั่นใจเลยว่าจะเอาชนะเด็กน้อยผมสีเงินตรงหน้านี้ได้ เมื่อได้โอกาสเขาจึงพูดข่มเด็กน้อยเสียหน่อย
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้ วัตถุเวทมนตร์ประเภทนี้คงจะแพงมากจริงๆ สมแล้วที่มหาวิทยาลัยเจเฮริสเป็นมหาวิทยาลัยที่ร่ำรวย” เมอร์ลินกล่าว
เขาเคยอ่านเรื่องวัตถุแปลงพลังเวทมาบ้าง
เนื่องจากวัตถุเวทมนตร์เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในยุคนี้ แต่ทว่ามันสามารถใช้ได้แต่นักเวท มหาทวีปแห่งนี้มีคนธรรมดาหรืออัศวินอยู่ไม่น้อย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถใช้วัตถุเวทมนตร์ได้
เพราะเหตุนี้นักเวทยาศาสตร์จึงคิดค้นสิ่งที่เรียกว่าวัตถุแปลงพลังเวทเพื่อให้คนธรรมดาสามารถใช้วัตถุเวทมนตร์ได้
แต่อย่างไรก็ตามต้นทุนในการผลิตวัตถุแปลงพลังเวทนั้นแพงมาก มันจึงไม่ได้เป็นสิ่งของที่ใช้แพร่หลายนัก คนธรรมดาที่จะมีเงินขนาดซื้อเจ้าสิ่งนี้ได้นับว่าเป็นคนที่ร่ำรวยมาก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าวัตถุเวทมนตร์ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีใช้กันทั่วไป
“เอาล่ะ พวกเราไปแลกเครื่องดึงดาวกันเถอะ”
จู่ๆ เมอร์ลินก็หรี่ดวงตาลง
“มันไม่ชื่อเครื่องดึงดาวจริงๆ ใช่ไหม?”
เคลบี้หยุดชะงักแล้วหันมายิ้มแหย่ๆ
“ฉันเปล่าหลอกนายนะ พวกเรามักเรียกเครื่องดึงดาวจริงๆ ถึงพวกบรรณารักษ์จะเรียกมันว่าอุปกรณ์อ่านหนังสือก็เถอะ”
เมอร์ลินพยักหน้าแล้วเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์
“เจ้าเด็กนี่มันฉลาดจริงๆ”
เคลบี้ยิ้มและส่ายศีรษะก่อนจะเดินตามไป
เมอร์ลินต่อแถวเพื่อแลกอุปกรณ์อ่านหนังสือ เขามองดูคนตรงหน้า พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกับบรรณารักษ์เพียงยื่นตรานักศึกษาแล้วบรรณารักษ์ก็นำตรานักศึกษาไปสอดใส่ในช่องด้านหลัง ไม่นานอุปกรณ์อ่านหนังสือที่เป็นแท่งมีปุ่มสามปุ่มก็โผล่ออกมา
เมื่อสังเกตไปอีกแถวที่มีคนเอาอุปกรณ์อ่านหนังสือมาคืน บรรณารักษ์เสียบแท่งนั้นเข้าไปในรูแล้วตรานักศึกษาของคนคนนั้นก็ออกมา
ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาแค่ครู่เดียวเท่านั้น
ไม่นานก็มาถึงคิวของเมอร์ลิน เขาทำเหมือนคนข้างหน้าจากนั้นก็รับแท่นที่มีปุ่มสามปุ่มมา
ปุ่มแรกเขียนคำว่า “รับ” ปุ่มที่สองคือ “ส่ง” ปุ่มที่สามคืน “อ่าน”
เมอร์ลินเข้าใจการใช้งานอย่างรวดเร็ว
เคลบี้ที่ต่อแถวด้านหลังเมอร์ลินก็รับแท่งนั้นมาด้วยเช่นกัน
“นายต้องการเดินดูที่นี่ก่อนหรือขึ้นไปด้านบน” เคลบี้ถาม
“ข้างบนมีอะไร?”
“ชั้นหนึ่งเป็นห้องเก็บเสียงที่ใช้ติวหนังสือหรืออ่านหนังสือแบบส่วนตัว มีค่ายกลเก็บเสียงที่ตัดขาดการได้ยินจากภายนอก ทำให้มีสมาธิกับการอ่านหนังสือดีมาก ส่วนอีกชั้นหนึ่งเป็นชั้นที่เก็บวิทยานิพนธ์โดยเฉพาะ”
เมื่อเคลบี้พูดมาถึงตรงนี้ดวงตาของเมอร์ลินก็เป็นประกายขึ้นมา
“วิทยานิพนธ์ ... มันมีทั้งหมดเลยหรือเปล่า?”
เคลบี้ทำหน้ามึนงง
“นายหมายความว่ายังไง?”
“ฉันหมายถึงมันมีวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาที่นี่อย่างเดียวหรือมีวิทยานิพนธ์จากที่อื่นๆ ด้วย?” เมอร์ลินรีบเอ่ย
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง! ฉันเรียนสาขานักเวทนะจะไปสนใจเรื่องวิทยานิพนธ์พวกนั้นทำไมกัน” เคลบี้กล่าวอย่างมีอารมณ์
แต่ในตอนนั้นเองก็มีเสียงกระแอมและกล่าวว่า “นักศึกษาเบาเสียงหน่อยที่นี่ห้องสมุดนะ ถ้าอยากเสียงดังก็ขึ้นไปด้านบน”
“ขอโทษครับ” เคลบี้เอ่ยด้วยท่าทางแหย่ๆ
“โอเคๆ ฉันไปดูเองก็ได้” เมอร์ลินกล่าวอย่างจนใจ
ดูเหมือนในเรื่องวิชาการเขาจะพึ่งพาเจ้าตัวโตตรงหน้านี้ไม่ได้
“นั่นเอาไว้ทีหลังเถอะ ตอนนี้นายต้องติวให้ฉันตามสัญญา” เคลบี้กอดอกแล้วพูดเสียงเข้ม
“ได้ ได้ ฉันจะทำตามสัญญา” เมอร์ลินยกมือขึ้นสองข้างอย่างจำยอม
ว่าแล้วพวกเขาก็พากันเดินไปที่ลิฟท์ซึ่งอยู่ไม่ไกล
ความจริงที่นี่มีบันไดวนที่จะขึ้นไปด้านบน แต่นักศึกษาส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้ลิฟท์มากกว่า
ลิฟท์ของที่นี่เป็นแบบโล่ง มันเป็นแท่นหินที่ยกคนขึ้นลง แต่ด้านขอบจะมีม่านพลังขวางกั้นไว้ทำให้คนที่ใช้ไม่ตกลงไป
เมอร์ลินและเคลบี้ขึ้นไปชั้นสองเพื่อใช้ห้องเงียบเพื่อติวหนังสือ