ตอนที่ 11 : จิตกลืนเคล็ด
‘ปราณธรรมชาติ’ ลมปราณธรรมชาติอันมีอยู่ทั่วทุกที่บนโลกเป็ลมปราณเพียงชนิดเดียวที่สามารถดัดแปลงเป็ปราณธาตุอื่นได้ อีกทั้งยังสามารถผสานได้กับทุกสิ่งรอบตัวเนื่องจากเป็ปราณที่เกิดมาจากธรรมชาติ
‘ปราณธาตุ’ มนุษย์นั้นสามารถแปลงธาตุสูงที่สุดได้เพียงสองแต่จำเป็ต้องเป็ธาตุที่เข้ากันได้ธาตุมูลฐานบนโลกนี้แบ่งเป็ ดิน น้ำ ไฟ และ ลม เป็ธาตุที่มีอยู่อย่างอุดมทั่วไป ดินต้านน้ำน้ำทลายดิน น้ำดับไฟ ไฟผลาญน้ำ ลมล้วนผสาน ผู้คนที่ใช้สองธาตุมักมีธาตุลมเป็ส่วนประกอบหากแต่การผสานธาตุนั้น ไม่ใช่สิ่งทั่วไป
การใช้ออกถึงสองธาตุในกระบวนท่าเดียว สิ่งที่ได้รับคือพลังอำนาจดุจเทพเ้าเพียงชั่วครู่แต่สิ่งที่ต้องจ่ายนั้นเป็ราคาที่สูงลิ่วแลกมาด้วย แก่นโลหิต
การดูดซับพลังปราณเป็ไปได้สองวิธีอย่างแรกดูดซับจากธรรมชาติส่วนวิธีที่สองดูดซับโดยตรงจากแหล่งกักเก็บปราณ แก่นอสูร ซึ่งเป็วิธีที่รวดเร็วที่สุดในการบ่มเพาะปราณ
“แก่นอสูร…” หลานเทียนกล่าวหลังจากอ่านม้วนคัมภีร์จบภายในห้องนั้นมีแสงจากตะเกียงฉาบทั่วห้อง กับแสงของดวงจันทร์ที่สาดผ่านหน้าต่างมาสายลมโชยอ่อนค่ำคืนเคลื่อนคล้อยผ่านไปเช้าวันใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น เฉกเช่นเคยเมื่อถึงประตูโรงฝึกนั้นต้าหวงเฉินก็ได้รออยู่ภายในแล้ว
“เอาล่ะ งั้นเราเดินไปคุยไปละกัน” ต้าหวงเฉินกล่าวจบก็ลุกขึ้นเดินข้างหลานเทียน
“เชิญท่านปู่” หลานเทียนกล่าวพลางผายมือ
“ท่านปู่ข้ามีคำถาม จากคัมภีร์นี้…ที่ท่านให้ข้าเมื่อวานแก่นอสูรนั้นมีทางใดบ้างที่ข้าจะสามารถมัน” หลานเทียนกล่าวถามพลางดึงม้วนคัมภีร์ออกจากเสื้อต้าหวงเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย
“มีเพียงตระกูลที่ร่ำรวยเท่านั้นที่จะได้ััแก่นอสูรเนื่องจากแก่นอสูรมีราคาที่สูงมากยิ่งมีจำนวนปีมากก็ยิ่งแพงมากเมื่อก่อนข้าเคยเห็นที่งานประมูลชิ้นหนึ่ง มีราคากว่า หกหมื่นทอง เลยทีเดียว เป็แก่นอสูรระดับสิบปีเท่านั้น”หวงเฉินกล่าวอยู่หลานเทียนถึงกับอุทานออกมาในใจ
‘หกหมื่นทอง!!!’ หลานเทียนที่คิดในใจนั้นพยายามนึกถึงว่าจะต้องเก็บเงินไปอีกกี่ร้อยปีเพื่อให้ได้มา
“เหตุใดมันถึงมีราคาสูงลิ่วเช่นนั้นท่านปู่เฉิน”หลานเทียนกล่าวถามอย่างอึกอัก
“การจะสังหารอสูรไม่ใช่เื่ง่าย อีกทั้งระดับสิบปีเป็ระดับที่ต่ำสุดของสัตว์อสูรถึงจะต่ำสุดแล้วแต่ก็ไม่ใช่ทุกตัวที่อายุสิบปีจะมีแก่นอสูรแต่อย่างไรนับเป็การแสวงโชคครั้งใหญ่ ส่วนระดับร้อยปีนั้น โอกาสเจอถึงจะมากกว่าถึง เก้าในสิบแต่การจะสังหารมันนั้นล้วนต้องใช้กำลังคนและทรัพยากรมากมาย” หวงเฉินตอบพลางหยุดอยู่ที่หน้าซุ้มประตูสีงาช้างอันใหญ่
“เป็เช่นนั้น” หลานเทียนกล่าว
“เ้าควรเข้าไปที่หอสมุดมหาวิหารชั้นในเพื่อเลือกเคล็ดวิชาเ้าเอาตราัให้บรรณารักษ์ดู เขาจะพาเ้าไปยังส่วนของที่เก็บเคล็ดวิชา อีกเจ็ดวันนับจากนี้ค่อยไปเจอข้าที่โรงฝึก”หวงเฉินกล่าวจบส่งยิ้มให้หลานเทียนแล้วจึงหันหลังจากไปทันที
ภายในนั้นมีบรรณารักษ์สาวคนหนึ่งกำลังนั่งง่วนอยู่กับหนังสือกองโต
“ข้ารออยู่พอดี เพิ่งได้ข่าวมาจากองค์จักรพรรดิว่าเ้าจะมาหลานเทียน” บรรณารักษ์เหิงหยูกล่าว พลางเชิญหลานเทียนเข้าสู่หอสมุดชั้นใน
“ชั้นบนสุดของหอสมุดชั้นในนี้ จะมีห้องอยู่หนึ่งห้องการเปิดมันจะต้องใช้กุญแจและตราัเพื่อเปิด” บรรณารักษ์กล่าวพลางหยิบสร้อยคอที่ห้อยกุญแจดอกใหญ่ออกมา ก่อนยื่นให้หลานเทียน
“ขอบคุณท่าน...” หลานเทียนกล่าวพลางรับกุญแจสีหน้าเพิ่งตระหนักได้ว่าแม่นางเพิ่งเรียกชื่อของตนและราวกับนางสามารถอ่านใจมันได้
“เ้าคงไม่คุ้นเคยรูปลักษณ์ที่แท้จริงนี้ของข้ามันทำให้เ้าว้าวุ่นใจรึหนุ่มน้อย ฮิฮิ ข้าเพียงแปลงกายเล็กน้อยเท่านั้นกลับหลงลืมพี่สาวผู้นี้ไปเสียแล้วข้าเป็ผู้หยิบชื่อของเ้าออกมาเจอกับหมีน้อยตนนั้นเชียวนะ เรียกข้าฮุ่ยเหิงหยู เถิด”บรรณารักษ์กล่าวพลางพยักหน้าเล็กน้อยพลางยิ้มอย่างอ่อนหวานส่งเสียงหัวเราะทีเล่นทีจริงหลานเทียนเองก็ก้มหน้าเคารพในใจพลางนึกถึงชราหลังค่อมน่าเกลียดกับแม่นางเหิงหยู มองอย่างไรก็มิอาจทำใจได้ว่าคือคนเดียวกัน
กว่าจะเรียกคืนสติมาได้ก็กินเวลาไปหลายอึดใจจึงเดินขึ้นบันไดที่อยู่ริมห้องตลอดทางเดินนั้นเต็มไปด้วยหนังสืออัดแน่นมากมาย ณ ชั้นบนสุดนั้น มีห้องที่อยู่ริมสุดทางเดินหากไม่สังเกตให้ดีก็จะดูกลืนไปกับผนังตรงกลางของประตูนั้นมีรูกุญแจอยู่
เสียงโซ่ลากกับพื้นดังขึ้นประตูเลื่อนเปิดออก
‘ข้างในช่างมืดเหลือเกินแล้วข้าจะหาคัมภีร์เจอรึ’ขณะที่หลานเทียนกำลังนึกอยู่นั้นประตูที่เปิดอยู่ก็พลันปิดลงทันทีภายในก็ค่อยๆ สว่างขึ้นปรากฏกองคัมภีร์มากมายที่วางไว้บนชั้นทุกม้วนคัมภีร์แผ่รัศมีปราณออกมาอย่างเบาบ้างรุนแรงบ้างทั้งด้วยจำนวนมากขนาดนี้ ก็เกิดแรงกดดันไม่น้อย
‘แล้วข้าจะหามันเจอได้ยังไงกัน ฮึ่ม’ หลานเทียนคิดในใจพลางหยิบคัมภีร์ดูไปเรื่อยไม่ว่าจะเคล็ดวิชาดาบ กระบี่มากมายนับไม่ถ้วนทั้งยังมีทวน ง้าว แส้ อีกมากมาย ไหนจะเคล็ดวิชาลมปราณขั้นสูงแต่กลับไม่มีเคล็ดวิชาฝ่ามือแม้แต่ม้วนเดียว หลานเทียนค่อยๆ ค้นชั้นแล้วชั้นเล่า จนมาถึงชั้นในสุดของห้องก็ยังไม่พบที่เหมาะแต่อย่างใดในมือก็ยังคงถือคัมภีร์เพื่อจะเก็บเข้าชั้นกลับไป
เมื่อถึงชั้นวางคัมภีร์ชั้นหนึ่งมีกลิ่นอายบางอย่างส่งผลให้พลังปราณที่ไหลเวียนอยู่นั้นสั่นไหวราวกับมันร้องเรียกหาหลานเทียนอยู่กลายๆ เขาหยิบม้วนคัมภีร์นั้นขึ้นมาตรวจสอบ ม้วนคัมภีร์สภาพของมันค่อนข้างเก่ามีเชือกผูกเส้นเล็กๆตรงกลางเพื่อให้มันยังคงม้วนแน่น เมื่อคลี่ออกมีตัวหนังสือสีแดงสดเขียนชื่อคัมภีร์ไว้ว่า‘ฝ่ามือเบญจมายา’ อันประกอบไปด้วยห้ากระบวนท่าได้แก่ ‘กระบวนแรกฝ่ามือแปดทิศ’ ‘กระบวนสองฝ่ามือพิชิตฟ้า’‘กระบวนที่สามฝ่ามือมายาลวงตา’ ‘กระบวนที่สี่ฝ่ามือสลายปราณ’ ‘กระบวนสุดท้ายฝ่ามือดับจิตสูญิญญา’
เมื่อเปิดดูก็ถึงกับหัวใจพองโตเนื่องจากเป็เคล็ดฝ่ามือเดียวที่หลานเทียนหาพบในนี้ราวกับคัมภีร์เก่าเก็บนั้นเลือกที่จะให้หลานเทียนฝึกฝนมัน หลานเทียนจ้องมองมันพักหนึ่งก่อนเก็บมันเข้าไปในเสื้อ
“โอ้ ข้ากำลังเป็ห่วงพอดีว่าเ้าจะได้เคล็ดที่้าหรือไม่หากเป็เช่นนั้นเ้าได้วิชาใด” ฮุ่ยเหิงหยูยืนรออยู่ที่หน้าทางออกนั้นกล่าวถามทันทีที่หลานเทียนออกมา
“ข้าคิดว่าได้สิ่งที่้าแล้ว” หลานเทียนตอบพลางหยิบม้วนคัมภีร์ออกมา
“ฝ่ามือเบญจมายาเคล็ดวิชาฝ่ามือระดับสูง ไม่เคยมีผู้ใดสนใจมันเลยอย่าว่าแต่เคล็ดฝ่ามือเบญจมายาเลยเคล็ดฝ่ามือธรรมดาหรือสูงกว่านี้ยังไม่มีผู้ใดแยแส เ้าช่างน่าสนใจยิ่งนัก” ฮุ่ยเหิงหยูกล่าวพลางเดินส่งหลานเทียนออกจากหอสมุดชั้นใน
ผ่านไปสักครู่หลานเทียนก็เดินมาถึงยังหน้าประตูโรงฝึก
“ท่านองครักษ์ ท่านช่วยเฝ้าไม่ให้ใครเข้าและรบกวนข้านอกเสียจากท่านปู่เฉินเพียงคนเดียว” หลานเทียนกำชับกับทหารองครักษ์ เมื่อเข้าไปภายในห้องแล้วประตูก็ถูกปิดลงทันทีหลานเทียนดึงคัมภีร์เข้าสู่ห้วงจิตตนทันที ภายในนั้นมิติเวลาแตกต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิงหลานเทียนที่เข้าใจถึงประโยชน์ของมันตรงนี้จึงคิดจะใช้เพื่อย่นระยะเวลาการเรียนรู้หากแต่ร่างกายภายนอกนั้นไม่ได้รับการฝึกฝนไปด้วย ภายในห้วงจิตจึงสามารถฝึกฝนได้เพียงจิติญญาเท่านั้น
ประตูบานใหญ่ที่รายล้อมทั้งสิบบานยังส่งแรงดึงดูดประหลาดบางอย่างออกมาตลอดเวลาซากของราชันสัตว์อสูรยังคงกองอยู่ที่เดิมไม่เน่าเปื่อยอันใดหลานเทียนที่อยู่ในห้วงจิตนั้นคลี่ม้วนคัมภีร์ทันทีแต่แทนที่มันจะเป็อักษรธรรมดา กลับปรากฏแสงสว่างฉับพลันไอปราณของหลานเทียนแทรกซึมเข้าทุกตัวอักษรสิ่งที่เขียนภายในนั้นหลั่งไหลเข้าสู่จิติญญาของหลานเทียนโดยตรง กระบวนท่าจากตัวอักษรกลับกลายเป็ท่าร่างอย่างชัดเจนการเรียนรู้เคล็ดวิชาโดยจิติญญาโดยตรงนั้นผ่านการขัดเกลาอย่างดีที่สุดถึงแม้ร่างกายจะไม่สามารถปลดปล่อยท่าร่างได้อย่างง่ายดายก็ตามหลานเทียนเรียกกระบวนการนี้อย่างกำปั้นทุบดินว่า “จิตกลืนเคล็ด” เป็สิ่งที่เมื่อทำความเข้าใจห้วงมิติมากขึ้นก็สามารถทำอะไรมากขึ้นไปด้วย
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าหลานเทียนก็ยังไม่มีวี่แววออกมาจากห้องโรงฝึกกระทั่งเสียงเปิดประตูดังขึ้นหวงเฉินบัดนี้ก้าวเข้าห้องมาอย่างยินดีที่หลานเทียนนั้นตั้งใจฝึกฝน แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้าหวงเฉินถึงกับอึ้งอ้าปากค้างหุ่นฝึกซ้อมร่วมร้อยถูกหลานเทียนทำลายอย่างย่อยยับร่องรอยการเคลื่อนไหวบนพื้นยังคงจารึกชัดเจนเสียงหุ่นไม้แตกดังสนั่นดึงหวงเฉินหลุดจากภวังค์
“หลานเทียน นี่...เ้า...เคล็ดวิชานี่มัน...”หวงเฉินถามอย่างไม่อยากเชื่อด้วยสิ่งที่ประจักษ์แก่สายตา
“คารวะท่านปู่” หลานเทียนกล่าวพลางประสานมือคำนับผู้าุโ
“เคล็ดวิชาแบบนี้เ้าช่าง...สรรหาเสียจริง เห้อ...แต่เอาเถิดมันก็เหมาะกับเ้าแต่ครั้งหน้าเ้าจำเป็ต้องรอข้าบางเคล็ดวิชาอาจจะทำให้เ้าาเ็ได้ หากฝึกฝนอย่างผิดวิธี” หวงเฉินกล่าวถามเนื่องด้วยรู้สึกเป็ห่วง
“หลานเทียน การที่เ้าฝึกฝนหนักเช่นนี้เป็สิ่งดีแต่จงฝึกมันแต่พอดีอย่ามากเกินอย่าน้อยเกิน จงรู้จักประมาณตน” หวงเฉินกล่าวกับหลานเทียนพลางเอามือไพล่หลัง
“ข้าขออภัยที่ทำให้ท่านเป็ห่วง ต่อแต่นี้จะไม่หักโหมจนเกินไป”หลานเทียนกล่าวความรู้สึกผิดแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน
“เอาล่ะ เ้าควรไปพักผ่อนได้แล้ว ข้าถามองครักษ์หน้าประตูพวกนั้นบอกว่าเ้าไม่กินไม่นอนกว่าเจ็ดวันเต็มแล้ว”หวงเฉินกล่าวพลางผายมือ
หลานเทียนเมื่อก้าวออกจากโรงฝึกพร้อมกับหวงเฉินซึ่งหวงเฉินได้ล่วงหน้าเดินไปทางห้องพระโรงอย่างรีบร้อนก่อน องครักษ์หน้าห้องนั้นจะหันมาเพื่อปิดประตูโรงฝึก
“ท่านหลาน...” องครักษ์กล่าวทักก่อนจะเงียบไปและแสดงสีหน้าราวกับเจอภูตผีในสายตาทหารองครักษ์ภาพตรงหน้าคือ หุ่นซ้อมภายในห้องที่ว่ามีความแข็งแกร่งเทียบได้กับผู้สำเร็จปราณนภาถูกทำลายย่อยยับราวกับซากไม้แห้งธรรมดาในเวลาเพียงเจ็ดวัน
“ท่าน... เอ่อ... หุ่นไม้เหล่านี้ข้าจะให้ช่างหลวงมาจัดการเองไม่ต้องกังวลไป” องครักษ์กล่าวตะกุกตะกัก
“เป็เช่นนั้น ขอบใจท่านมาก อีกอย่างข้ามีเื่ถามท่านหากข้าจะเดินทางไปหาครอบครัวของข้าที่เข้าร่วมวิหารเทพศาสตรากับวิหารบัณฑิตรุ่งโรจน์แล้วนั้นต้องไปที่ใด”หลานเทียนถามถึงสถานที่ของวิหาร หวงซาน ไป๋เสวี่ย และ ซิ่วอิง ต่างเข้าร่วม
“สถานที่อันเป็ที่ตั้งของวิหารทั้งสี่นั้นล้วนถูกเก็บงำเป็ความลับมีเพียงเ้าสำนักและคนในสำนักระดับสูงเท่านั้นที่รู้ถึงสถานที่ตั้งอันแน่นอนของมันแต่อีกเพียงไม่กี่เดือนพวกท่านก็จะได้พบกัน” องครักษ์เล่าถึงความลับของสี่วิหารให้หลานเทียนฟังเพื่อไม่ต้องตามหาให้เหนื่อยเปล่า
“หลานเทียน โปรดตามข้ามา” หัวหน้าราชองครักษ์กล่าวเสียงดังด้วยท่าทางรีบร้อนหลานเทียนพยักหน้ารับทันควัน
“ท่านจักรพรรดิมีรับสั่งให้เ้าเข้าเฝ้าตอนนี้”ราชองครักษ์หยงฝูกล่าวพร้อมผายมือเชื้อเชิญให้ตามไป
ณ โถงบัลลังก์ในห้องมีทหารอยู่โดยรอบด้านข้างบัลลังก์ก็คือขุนนางจากตระกูลเฟิงที่มองหลานเทียนด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามแต่หลานเทียนเองก็ไม่ได้ใส่ใจอันใด
“เอาล่ะ ในเมื่อเ้ามาถึงแล้วหลานเทียน เราขอถามเ้าอีกสามเดือนข้างหน้าจะมีการประลองระหว่างวิหารทั้งสี่ เ้าอยากลงแข่งด้วยหรือไม่ เพื่อช่วยให้เ้าตัดสินใจง่ายขึ้น...เด็กจากหมู่บ้านเดียวกับเ้าอีกสามคน ก็ได้รับคัดเลือกให้ลงประลองด้วย” หลานเทียนนั้นในใจเพียง้าอยากพบไป๋เสวี่ยและหงซานยิ่งกว่าสิ่งใด
“ขอบพระทัยฝ่าา ข้าจะลงประลอง” หลานเทียนกล่าวตอบพร้อมก้มหัวคารวะ
“เช่นนั้น... พวกเ้าทั้งหลายจงฟัง หลานเทียนผู้นี้จะเป็ตัวแทนของมหาวิหารจงกระจายข่าวให้ทั้งสี่วิหารรับรู้” เสียงของจักรพรรดิกึกก้องภายในห้องโถงบัลลังก์เหล่าทหารทั้งหลายรีบออกจากห้องเพื่อไปแจ้งข่าวทันที
“หลานเทียน มีเวลาเพียงสามเดือน เราขอให้เ้าจงแข็งแกร่งให้เร็วที่สุดผู้ที่เ้าจะเผชิญนั้นนับเป็อัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะอย่างแน่นอน” หลานเทียนไม่ได้กล่าวอันใดออกมานอกจากคารวะก่อนขอตัวกลับทันที
“หัวหน้าราชองครักษ์ไปส่งหลานเทียนที่ห้องพัก”ทางจักรพรรดิเองก็ไม่มีเื่อันใดจะกล่าวอีกจึงให้ราชองครักษ์ไปส่งยังที่พัก และแม้ตลอดเวลาสายตาเหยียดหยามดูิ่ของขุนนางตระกูลเฟิงยังจ้องมาตลอดขณะหันหลังกลับแล้วยังคงรู้สึกถึงสายตาอันน่าสะอิดสะเอียนของมันที่ส่งมายังแผ่นหลังไม่นานนักก็ถึงห้องของหลานเทียนแล้ว
“งั้นข้าขอตัวก่อน” หัวหน้าราชองครักษ์กล่าวลาก่อนหันหลังกลับไปยังทางโถงบัลลังก์ทันทีหน้าห้องของหลานเทียนก็มีองครักษ์ยืนรออยู่แล้ว เมื่อเห็นหลานเทียนก็ทำความเคารพตามหน้าที่
“วันนี้ข้าไม่ได้ไปไหนอีก เชิญท่านพักผ่อนตามสบาย”หลานเทียนกล่าวกับองครักษ์ทั้งสองที่ยืนเฝ้ายามอยู่หน้าประตู ก่อนเข้าห้องไปเพื่อชำระล้างร่างกายหลังจากฝึกอย่างหนักติดต่อกันกว่าหลายวันเมื่อชำระร่างกายแต่งตัวจนเสร็จสิ้นหลานเทียนตรงไปยังเตียงนอนและหลับลงในทันที ความเหนื่อยล้าสะสมนั้นเกิดจากการเผาผลาญพลังปราณอย่างต่อเนื่อง
แม้หลานจะหลับไปแต่ร่างกายของเขานั้นดูดซึมปราณจากแก่นอสูรด้วยตัวของมันเองโดยที่เขาไม่ต้องควบคุม ผู้คนที่อยากเพิ่มพลังปราณมาก นั้นหากเห็นภาพตรงหน้าคงถึงขั้นเสียสติที่ตนต้องพยายามดูดซับปราณธรรมชาติด้วยตัวเองอย่างเอาเป็เอาตายหรือไม่ก็หาซื้อแก่นอสูรที่ราคาสูงลิบลิ่ว กลับกันหลานเทียนเพียงนอนเฉย ๆ อย่างสบายใจ
จากการฝึกฝนร่างกายอย่างบ้าคลั่งติดต่อกันทำให้ภาชนะรองรับปราณของเขาขยายขึ้นกระดูกถูกเปลี่ยนถ่ายประดุจหินผา อวัยวะภายในไร้ซึ่งของเสีย ผิวพรรณนุ่มนวลราวกับไหมเงินที่นุ่มนวลและแกร่งราวเกราะชั้นดีกล้ามเนื้อทุกมัดเด่นชัดราวกับปติมากรมือดีสลักเสลาอย่างงดงาม สิ่งมลทินปฏิกูลถูกขับออกบัดนี้นั้นราวกับหลานเทียนได้เกิดใหม่ เป็การผลัดเปลี่ยนร่างกายครั้งใหญ่ของระดับชั้นปราณจากปฐี สู่นภา ความแตกต่างนั้นราวกับฟ้าดิน
หลังจากที่ร่างกายดูดซับปราณจากแก่นอสูรตลอดทั้งคืนร่างกายหลานเทียนก็ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ทั้งยังถูกขัดเกลาจนถึงระดับนภาแล้วสายตา ประสาทััทั้งหมดล้วนพัฒนาให้แข็งแกร่ง แม่นยำและชัดเจนมากขึ้นเป็เท่าตัว
รุ่งอรุณมาถึงหลานเทียนก็จัดการชำระล้างคราบเหงื่อไคลจากการผลัดเปลี่ยนร่างกายสู่ระดับนภาขั้นต่ำก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ เพียงครู่หลานเทียนก็ััได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย
‘ปู่เฉินมาแน่ๆ เห็นทีต้องรีบสักหน่อย’ หลานเทียนคิดขณะใส่เสื้อผ้าก่อนใช้ออกซึ่งวิชา’เร้นจิต กำบังกาย วิถีที่หนึ่ง เร้นลมปราณ’ปิดบังพลังของตนทันทีแม้พลังปราณแท้จริงของหลานเทียนนั้นจะอยู่ในระดับปราณนภาขั้นต่ำแล้วแต่ปราณที่ถูกปล่อยออกมาภายใต้เคล็ด ‘เร้นจิต กำบังกาย’นั้นเป็ระดับปราณปฐีขั้นสูง
“อ่าวหลานเทียน ข้ากำลังรอเ้าอยู่เลย” หวงเฉินยืนรออยู่หน้าห้องพร้อมกับองครักษ์
“เคารพท่านหวงเฉิน” หัวหน้าราชองครักษ์เดินมาจากทางห้องโถงบัลลังก์ก่อนน้อมศีรษะลงเล็กน้อย
“าุโอี้ มาขอพบเ้าหลานเทียนตอนนี้รออยู่ที่ห้องรับรองข้าจะนำทางให้เอง” ราชองครักษ์กล่าวจบก็หันหลังนำทางไปในทันที
“ท่านปู่เฉินก็ไปด้วยกันเถิด” หลานเทียนกล่าวพร้อมเดินตามราชองครักษ์ไป
ณ ห้องรับรอง
“ท่านปู่ ท่านมาได้ยังไง” หลานเทียนกล่าวจบก็โผเข้าไปกอดหวังหย่งทันทีด้วยความคิดถึงอย่างยิ่ง
“โอ้ เ้าดูแข็งแรงขึ้นนะหลานเทียน ไม่ได้เจอกันไม่เท่าไหร่ฮ่าฮ่าฮ่า” หวังหย่งกล่าวพลางมองสำรวจร่างกายของหลานเทียน
“หวงเฉิน เ้าก็มาอยู่ที่นี่กับเขาด้วย ไม่ได้เจอกันนานเ้าสบายดีรึ” หวังหย่งกล่าวด้วยสีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความปีติยินดี
“หากข้าไม่สบายคงไม่มาอยู่ที่นี่สอนหลานชายของเ้าคนนี้หรอก”หวงเฉินกล่าวอย่างขี้เล่นทั้งสองยิ้มแย้มอย่างปรีดาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของพวกเขาบัดนี้ได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง
“โอ้ มิน่าเห็นได้ชัดว่าแข็งแกร่งขึ้นไปหลายขุม”หวังหย่งกล่าวเสร็จก็จับไหล่ของหลานเทียนทั้งสองข้างพินิจดูอีกครั้ง
“ข้า สอนเื่ทั่วไป ส่วนเื่การฝึกฝนนั่นหลานของเ้าโหมกระหน่ำฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง ราวกับเ้าตอนหนุ่ม ๆ ไม่นานคงมีฝีมือเท่ากับเ้าในตอนนั้นก็ได้ไม่สิข้าว่าต้องเก่งกว่าเ้ามากแน่ ฮ่าฮ่าฮ่า” หวงเฉินกล่าวพลางหัวร่อ
“โอ้ เก่งกว่าข้าตอนหนุ่มอีกรึ ช่างเปรียบเทียบเสียจริงฮ่าฮ่าฮ่า แล้วใครจะสามารถอธิบายได้หรือไม่ ทำไมหลานของข้าถึงมาอยู่ที่นี่กัน” หวังหย่งกล่าวอย่างร่าเริงและกวาดตามองไปทางด้านราชองครักษ์
“ข้าขอให้พวกท่านอยู่ตามลำพัง ท่านาุโทั้งสองข้อขอตัว...องครักษ์ตามข้ามา” ราชองครักษ์กล่าวพลางเดินออกจากห้องรับรองพร้อมกับองครักษ์ของหลานเทียนทันที
“อืม ช่างรู้จักกาลเทศะเสียจริง หนุ่ม ๆ สมัยนี้”หวงเฉินกล่าวพลางมององครักษ์ทั้งสองออกจากห้องไป
“เอาล่ะ เรามานั่งคุยกัน” หวังหย่งกล่าวพลางนั่งลงทันทีในห้องรับรองของราชวังนั้นใหญ่โตกว่าห้องของหลานเทียนประมาณสี่เท่า หากแต่ มีจำนวนห้องหลายสิบห้องภายในนั้นประกอบด้วยเก้าอี้หกตัวและโต๊ะกลมตรงกลางห้องโดยรอบ ประดับด้วยดอกไม้ รูปภาพรูปปั้น มากมาย ทั้งยังมี แจกันที่ดูหรูหราและของเก่าที่พบเห็นได้ยากในชีวิตของปุถุชนคนธรรมดาทั้งโคมไฟอันใหญ่เหนือโต๊ะที่ส่องแสงสว่างครอบคลุมทั่วบริเวณ
“ท่านปู่ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร” หลานเทียนรีบกล่าวถามอย่างใจร้อนและแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
“โอ้ ปู่ก็เพียงจะมาเดินเล่นในเมืองบ้าง ก็เลยถือโอกาสมาเจอเ้าพอดีไหนเล่าให้ปู่ฟังซิ เ้ามาที่นี่ได้อย่างไร” หวังหย่งกล่าวจบ หลานเทียนก็เล่าเื่ราวทั้งหมดที่มีั้แ่เริ่มสู้กับหมีเขี้ยวดาบกำลังจะเลือกวิหาร กลับถูกราชองครักษ์พาออกมาพบกับองค์จักรพรรดิ รวมทั้งเื่ของวเคล็ดวิชาฝ่ามือถึงแม้หวงเฉินจะพอรู้เื่มาบ้างแต่ก็ไม่ทั้งหมด ทั้งหวงเฉินและหวังหย่งนั้นถึงกับแสดงสีหน้าอย่างงุนงงออกมา
“ช่างน่าแปลก ไม่เคยมีการเรียกนักเรียนเข้าสู่วังมาก่อน”หวังหย่งหันไปสบตากับหวงเฉิน
“ว่าแต่ท่านปู่ ทำไมท่านถึงเข้ามาในพระราชวังได้ล่ะ”หลานเทียนทำหน้าฉงนระคนสงสัย
“เ้าคิดว่าปู่ของเ้าเป็ชาวบ้านกระจอก ๆ เช่นนั้นรึหลานเทียน” หวงเฉินกล่าวจบก็หัวเราะออกมาราวกับพบเื่ตลกขบขันรวมถึงหวังหย่งก็เช่นกัน
“หลานเทียน ข้าจะไหว้วานเ้าอย่างหนึ่ง จงนำสิ่งนี้มอบให้ไป๋เสวี่ยจงมอบกับมือนางเท่านั้น ห้ามฝากผู้อื่นเด็ดขาด” หวังหย่งหยิบห่อผ้าห่อหนึ่ง ลักษณะเก่าเก็บทั้งยังมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่ากำมือ ออกมาจากแขนเสื้อพลางยื่นส่งให้กับหลานเทียนรับไว้
“มันคืออะไรรึท่านปู่ ดูเหมือนมันจะสำคัญมาก”หลานเทียนถามพลางพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดกับถุงเก่าๆ ผ้านั่น
“มันอาจจะเป็ของเพียงชิ้นเดียวของพ่อแม่แท้ๆ ของนางทิ้งไว้ ข้าก็ทำได้เพียงเก็บรักษามันไว้จนเวลาล่วงผ่านไป ข้าก็หลงลืมจนเมื่อวานนี้นั้นข้าเก็บข้าวของที่บ้านก็พบกับถุงผ้านี่ก็นึกขึ้นมาได้ จึงรีบมาที่เมืองหลวงเพื่อมอบให้กับนาง เ้าของที่แท้จริงของมัน ภายในนั้นข้าก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดแต่จากไอปราณที่มันแผ่ออกมาล้วนประหลาดยิ่ง ข้าไม่เคยพบพานมาก่อน” หวังหย่งมองไปยังถุงผ้า
“ข้าสัญญาข้าจะส่งมอบให้แก่นางกับมือ ท่านปู่”หลานเทียนนั่งลงคุกเข่าสองมือประสานคารวะก่อนตกปากรับคำทันที