บทที่2
ติ๋งต๊อง!!!!
เหตุการณ์เดิมๆเหมือนเมื่อวานวนกลับมาอีกครั้ง คือการที่กริ่งหน้าห้องผมโดนกดและมันรบกวนการนอนของผม ผมลุกไปเปิดประตูอย่างหงุดหงิด เจอผู้หญิงคนเดิมที่อ้างว่างท้อง และผมคือพ่อของลูกเธอ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไปเพราะเธอไม่ได้มาคนเดียว พ่อแม่ของผมก็มากับเธอด้วย
.......นี่มันอะไรอีกว่ะ!!.......
ห้านาทีถัดมาหลังจากที่ผมยืนมึนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า เราทั้งหมดมารวมกันในห้องนั่งเล่น พ่อแม่ผมมีท่าทีเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“หนูคนนี้มาหาฉันกับแม่แกที่บ้าน บอกว่าแกทำเขาท้อง นี่มันเื่อะไรกันฮะแทมป์” พ่อเริ่มตั้งคำถามแบบไม่อ้อมค้อม
“ผมไม่ได้ทำเธอท้อง ผมไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ” ผมยังยืนคำปฏิเสธเหมือนเดิม
“ไม่รู้จักกับจำไม่ได้ มันคนละความหมายกันนะคุณ” อยู่ๆแม่ตัวดีก็พูดแทรกขึ้นมา
“ฉันไม่ได้พูดกับเธออย่าสอด!” ผมหันไปตะคอกใส่เสียดัง การกระทำของเธอมันทำผมเหลืออดแล้วจริงๆ
“เธอทำมากไปแล้ว ตอนแรกแค่มาระรานฉันคนเดียว ฉันยังพอยอมๆไปได้ แต่นี่กล้าลากพ่อแม่ฉันมาเกี่ยวข้องด้วย ไม่สำนึกเลยสินะ” ผมชี้นิ้วใส่หน้าเธอตรงๆ แต่มันยังไม่สาแก่ใจผม สุดท้าผมเลยกดปลายนิ้วลงไปกับศีรษะของเธอจนหน้าสะบัดไปอีกทาง
“ไอ้แทมป์ หยุด!” พ่อมาดึงผมออกแล้วเหวี่ยงผมลงไปกระแทกกับโซฟาอีกตัว
“แทมป์ ทำไมทำแบบหะลูก ยังไงซะหนูเทียนหอมก็เป็ผู้หญิงนะ” แม่อุทานขึ้นด้วยท่าทีใ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยแสดงท่าทีหยาบคายแบบนี้ให้ท่านเห็นสักครั้ง
“กับผู้หญิงเ้ามารยาแบบนนี้ ทำแค่นี้ยังน้อยเกินไปครับ”
“แกหุบปากแล้วใจเย็นก่อน ถึงฉันจะเป็พ่อแก แต่ฉันก็อยากจะให้ความยุติธรรมกับหนูคนนี้เหมือน” “พ่อครับ.......”
“ฉํนบอกให้แกหุบปาก.......หนูชื่อเทียนหอมสินะ อย่าหาว่าฉันไม่ให้เกียรติหนูเลยนะ แต่เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าหนูท้องกับเ้าแทมป์ หนูเป็ใคร มาจากไหน ไปมีความสัมพันธ์กับมันตอนไหน เรายังไม่รู้เลย” พ่อปรับโทนเสียงของตัวเองลงแล้วหันไปถามเธอ
“เราเจอกันในผับแห่งหนึ่งเมื่อสองเดือนก่อน แล้วหลังจากนั้นฉันก็ท้อง ฉันไม่มีหลักฐานอะไรให้พวกคุณ ถ้าจะมีก็คงเป็DNAของเด็กในท้อง และถ้าพวกคุณจะขอตรวจก็ได้ ฉันไม่ขัดข้อง”
“งั้นก็ตรวจเลยสิครับ ตรวจไปเลยจะได้รู้ๆกันไปสักที”
“ผมว่าเื่ตรวจDNAค่อยพูดกันทีหลังดีกว่าครับ เราไปตรวจให้แน่ใจก่อนดีกว่าว่าคุณท้องจริงๆ” อยู่ๆเสียงไอ้ทิมก็แทรกขึ้นมา ผมหันมองไปตามเสียงเห็นไอ้เพื่อนตัวดีเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น
“มึงมาได้ไง” ผมหันไปถามมัน
“พ่อเรียกกูมา” มันหันมาตอบผมหลังจากยกมือไหว้พ่อกับแม่
“สวัสดีครับ คุณคือคุณเทียนหอมที่อ้างว่าท้องกับเพื่อนผม?”
“ใช่ค่ะ” เธอพนักหน้าตอบ
“ผมเป็เพื่อนสนิทไอ้แทมป์ ชื่อทิม คุณจะสะดวกมั๊ยครับถ้าเราจะไปโรงพยาบาลด้วยกันตอนนี้เลย”
“แล้วแต่พวกคุณเลยค่ะ ฉันไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว”
สุดท้ายเราทั้งหมดจึงมาที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เราทั้งหมดรอกันอยู่หน้าห้องตรวจ หลังจากที่ไอ้ทิมและแม่พาเธอไปทำเื่กับโรงพยาบาล
“แทมป์ใจเย็นๆ นั่งลงก่อนดีมั๊ยลูก”
“แม่ครับผมเย็นไม่ไหวหรอก”
“แล้วแกจะเดินไปเดินมาให้มันได้อะไรขึ้นมาหะ”
“ผมไม่เข้าใจทำไมเราต้องมาวุ่นวายทำเื่บ้าบออะไรอยู่ที่นี่ด้วย” ผมว่าออกมาอย่างหงุดหงิด
“เื่บ้าบองั้นเหรอ” เสียงย้อนถามของพ่อบ่งบอกอารมณ์ของท่านได้อย่างดี
“ครับเื่บ้าบอ ผมไม่มีวันท้องกับผู้หญิงคนนั้นแน่นอน”
“แกเอาอะไรมามั่นใจหะ! ฉันถามสิ แกเอาอะไรมามั่นใจ หลังจากหย่ากับหนูบัว แกมั่วผู้หญิงไปกี่คนแล้ว ไม่คิดบ้างหรือไงว่ามันจะพลาดขึ้นมา รู้เอาไว้ นี่ไม่ใช่เื่บ้าบอ แต่มันเื่ผลของเื่บ้าบอที่แกทำต่างหาก!”
“ญาติคนไข้เชิญพบคุณหมอค่ะ” พ่อกับแม่เดินตามพยาบาลเข้าไป ไอ้ทิมผลักผมตามเข้าไปอีกคน
“ญาติมากันเยอะเลยนะคะ คงจะลุ้นกันน่าดู” คุณหมอแซวยิ้มๆ แต่ในสถานการณ์นี้เราทุกคนได้แต่ยิ้มเจื่อนๆกลับไป สำหรับเรามันเป็การลุ้นในความหมายที่แตกต่างจากครอบรัวคนอื่น.....ลุ้นว่าเธอจะไม่ท้อง หวังว่าทั้งหมดนี่จะเป็แค่เื่หลอกลวงของผู้หญิงเลวๆคนหนึ่งเท่านั้น
“ผลล่ะค่ะหมอ ตกลงว่าหนูคนนี้ท้องหรือเปล่า”
“ค่ะ คุณเทียนหอมตั้งครรภ์ได้6สัปดาห์แล้ว ยินดีด้วยนะคะ ว่าแต่คนไหนคุณพ่อเอ่ย จะทำเื่ฝากครรภ์ที่นี่เลยหรือเปล่าค่ะ”
“ตรวจDNAเด็กได้มั๊ยครับ”
“ค่ะ? เอ่อหมายถึงจะตรวจDNAของเด็กในครรภ์” คำถามของผมทำให้รอยยิ้มใจดีของคุณหมอค่อยๆเลือนหายไป เธอคงเริ่มเข้าใจสถานการณ์แล้ว
“ครับ ผมหมายถึงตรวจDNAของเด็กในครรภ์ ผมอยากยืนยันว่าผมเป็พ่อของเด็กจริงหรือเปล่า”
“ตรวจได้ค่ะ”
“แต่ถ้าพ่อแม่เด็กยินยอมก็ไม่ได้ใช่มั๊ยครับ”
“ค่ะ ถ้าทั้งสองฝ่ายยินยอมก็ตรวจได้”
“เธอคงไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้วใช่มั๊ยถ้าจะตรวจ ยังไงเธอก็อยากยืนยันอยู่แล้ว”
“ไอ้แทมป์” ไอ้ทิมส่งเสียงปราบๆผม แต่มันไม่ได้เข้าหูสักนิด แค่พูดให้เธอยอมตรวจเท่านั้นที่ผมสนใจ
“มีความเสี่ยงอะไรมั๊ยครับ” พ่อผมเอ่ยปากถามขึ้นบ้างหลังจากที่เงียบฟังอยู่นาน
“ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีในสมัยนี้จะทำให้การตรวจปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่มันก็มีความเสี่ยงอยู่บ้าง และถ้า้าจะตรวจจริงๆ ก็คงต้องรอให้คุณแม่มีอายุครรภ์แข็งแรงกว่านี้ ประมาณ 12สัปดาห์ค่อนข้างจะปลอดภัยมากกว่าค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าไม่จำเป็จริงๆหมอก็ไม่สนับสนุนนะคะ หมอแนะนำว่าควรรอให้เด็กคลอดออกมาก่อนน่าเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด”
“ผมรอนานขนาดนั้นไม่ได้หรอกครับหมอ ผมอยากจะตรวจๆไปเลยด้วยซ้ำ” ผมบอกออกไปอย่างหัวเสีย ท่าทีหงุดหงิดของผมคงทำให้หลายคนหนักใจ ผมหันไปสบกับสายตาของพ่อ มันให้ความรู้สึกแบบที่ผมไม่ชอบใจมากๆ ไม่บ่อยที่ท่านจะมองผมด้วสายตาแบบนี้ ผมจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ท่านมองผมแบบนี้คือตอนที่ผมมีเื่ชกต่อยกับคนอื่นแทบทุกวัน ท่านต้องไปพบอาจารย์ที่โรงเรียนบ้าง ไปประกันตัวผมที่สถานีตำรวจบ้าง ทุกๆวันผมมีแผลกลับมาให้เห็น ท่านเคยพยายามพูดคุยตักเตือนแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมดีขึ้น สุดท้ายเมื่อท่านสุดจะทนจริงๆ ผมจำได้ว่าท่านปล่อยผมให้นอนตากยุงอยู่ในห้องขังเกือบเดือนโดยไม่มาเยี่ยม ผมจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี ในตอนแรกที่โดนจับผมไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรเพราะรู้ว่าอีกเดี๋ยวพ่อก็มา สามชั่วโมงผ่านไป กลุ่มที่โดนจับมาด้วยกันเริ่มทยอยเดินออกจากห้องขังไปทีละคน ผมเริ่มหงุดหงิดที่พ่อมาช้า ตาคอยแต่มองไปที่ประตูโรงพัก ปากก็คอยะโถามตำรวจว่าโทรหาพ่อผมหรือยัง ผมเริ่มกังวลแต่ก็ปลอบตัวเองว่าอีกเดี๋ยวพ่อคงมา จากหนึ่งวัน เริ่มเป็สองวัน หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ผมเริ่มกลัวและจิตตก ผมกลัวพ่อไม่มา ผมรอพ่อทุกวัน ผมจำได้ว่าใน่เวลานั้นไม่มีคืนไหน วินาทีไหนที่ผมหลับอย่างเป็สุข ผมหวาดระแวงต่อคนรอบข้าง คนที่ถูกจับเข้ามาพวกนั้นได้มีท่าทีที่เป็มิตรเลยสักนิด ผมแทบไม่แตะอาหารที่พวกตำรวจเอามาให้ ทั้งที่น่าจะหิว แต่ก็กินไม่ลง ผมกลัว ผมไม่อยากอยู่ที่นั่น มันเหมือนนรกบนดินสำหรับเด็กอย่างผม
.........และครั้งนี้ผมก็กลัวว่าพ่อจะทำกับผมแบบนั้นอีก........
“ขอบคุณมากครับหมอ แต่เราจะยังไม่ตรวจตอนนี้ครับ” พ่อของผมบอกออกมาในที่สุด ผมส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
“พวกเรากลับกันได้แล้ว ไปเถอะ” พ่อเดินนำออกมา ผมไม่ยอม ครั้งนี้มันต้องไปจบแบบนี้
“ทำไมเราไม่ตรวจล่ะครับพ่อ จะได้รู้ๆไปเลย” ผมเข้าไปจับแขนพ่อไว้ พยายามดึงให้พ่อหันมาพูดกับผม อยากให้ท่านรับฟังและเห็นด้วยกับความคิดของผม อาจเป็เพราะความทรงจำตอนเด็กที่หวนระลึกขึ้นได้ทำให้ผมเริ่มลนลาน
“หรือไม่เราก็เอาเด็กออกซะ ไม่ว่าจะเป็ลูกของผมหรือเปล่าผมก็ไม่มีทางรับเด็กคนนี้เป็ลูก ผมไม่อยากรับผิดชอบ ผมไม่ได้้าลูก ไม่้าเด็ก” แล้วผมก็ตัดสินใจพูดความ้าที่ตรงใจตัวเองที่สุดออกไป
“เธอไปเอาเด็กออกซะ จะเรียกเงินเท่าไหร่ก็ว่ามาเลย ฉันยอมจ่าย จะได้จบๆไป......” แต่ในวินาทีนั้นเหมือนความอดทนของพ่อหมดลงแล้ว
พลั๊ก!!!
“มึงจะเห็นแก่ตัวไปถึงไหน กูถามสิ มึงจะเห็นแก่ตัวไปถึงไหน!” พ่อเหวี่ยงผมไปกระแทกผนังห้อง กระชากคอเสื้อผมขึ้น ตะคอกถามผมเสียงดัง แต่สั่นเทา แววตของท่านเครือไปด้วยน้ำตา แต่ก็พยายามสบั์ตาของผม ท่านพยายามกวาดสายตามองหาบางอย่าง และมันก็ค่อยๆอ่อนแสงลง ท่านกำลังผิดหวังอีกครั้ง
.........ความอดทนของพ่อ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาหมดลงแล้ว.......
ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า ตลอด2 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่ท่านไม่รู้สึกกับการกระทำที่เหมือนคนหมดอาลัยตายอยากของผม ที่ท่านนิ่งเฉยไม่ใช่ไม่รู้สึก แต่ท่านแค่กำลังรอต่างหาก รอวันที่ลูกชายคนนี้จะก้าวผ่านความเ็ปในวันวานไป และวินาทีนี้ท่านคงรู้แล้วว่าผมไม่มีวันผ่านมันไปได้ หลังจากบัวบงกช จากไปวันนั้น มันไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับผมอีกแล้ว
“ฮึก....ฮึก ....ฮือ....” เสียงสะอื้นคุ้นหูดังลอดมาให้ได้ยิน แม่กำลังยกมือปิดกั้นเสียงร้องไห้ของตัวเองด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา
.........ไม่ใช่แค่พ่อที่อดทน แต่แม่ก็อดทนอดกลั้นเช่นกัน........
“แกต้องดูแลหนูคนนี้จนกว่าจะคลอดลูก”
“ไม่นะพ่อ ผมยอมจ่ายค่าเลี้ยงดู ค่าห่าเหวอะไรก็ได้ แต่ผมไม่ยอมดูแลใคร” พ่อยอมปล่อยมือในที่สุด ท่านเบือนหน้าหนี ปาดน้ำตาทิ้งและนิ่งอยู่อย่างนั้นชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับผมอีกครั้ง
“มึงจะทำให้กูอับอายไปถึงไหนวะ!! มึงใช่ลูกชายของกูแน่เหรอวะ เป็ผู้ชายหรือตัวอะไรวะถึงได้พ่นคำทุเรศออกมา! มึงจะทำตัวสำมะเลเทเมาไม่เอาอ่าวแค่ไหนกูทนได้ แต่นี่อะไรวะ ไม่รับผิดชอบ ไม่พอ ยังไล่เขาไปทำแท้ง เห้ย! มึงยังมีเหลืออยู่บ้างหรือเปล่าว่ะ! คำว่า ลูกผู้ชาย หรือเพราะเมียหย่าเลยลืมไปหมดแล้วว่าความเป็คน เขาเป็กันยังไง”
“...................” “ขอร้องเถอะวะ อย่าเลวไปมากกว่านี้เลย ไม่งั้นกูคงรับไม่ได้แน่ ให้กูได้ภูมิใจบ้างเถอะที่มีคนอย่างมึงเป็ลูกชาย”
“.................” ผมไม่มีคำพูดอะไรตอบพ่อกลับไป ทุกคำของพ่อ ทำให้ผมไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาท่าน ก้มหน้าจนคางแทบชิดอก สายตาของท่านทำให้ผมอยากหายไปจากตรงนี้......อับอายที่สุด
“อย่าให้กูต้องกราบตีนมึงเลย ดูแลผู้หญิงคนนี้ไปก่อน แล้วถ้าเด็กคลอดออกมามึงจะพิสูจน์DNAห่าเหวอะไรก็ได้ กูจะไม่ห้ามเลย หรือต่อให้ถ้าเป็ลูกมึงจริงๆแล้วมึงจะไม่เลี้ยง ไม่ให้เรียกพ่อก็ได้ ไม่เป็ไร กูกับแม่มึงเลี้ยงเอง” พ่อเดินไปพยุงแม่เดินจากไปในที่สุด ปล่อยให้ผมจมอยู่ในผวังค์ของตัวเองเงียบๆ ทุกเื่ที่มันเกิดขึ้น ความเสียใจของพ่อ ของแม่ ทั้งหมดนี้เพราะผู้หญิงที่ชื่อ เทียนหอม คนเดียว!
“พอใจหรือยัง ทำครอบครัวกูเดือดร้อนขนาดนี้ กูถามว่าพอใจหรือยัง!!!” ผมหันไปตะคอกใส่ตัวตนเหตุเสียงดัง ไม่ได้สนใจว่าที่นี่คือโรงพยาบาลและเรากำลังตกอยู่ท่ามกลางสายตาของใครหลายคน
“ไอ้เหี้ยแทมป์ พอสักที! ! ที่พ่อมึงพูดเมื่อกี้มึงคิดไม่ได้เลยใช่มั๊ยหะ!” ไอ้ทิมฃเอาตัวเข้าขว้าง แล้วผลักผมมออกมา คงกลัวผมพุ่งเข้าไปทำร้ายเธอ
“มึงสงบสติอารมณ์ แล้วคิดให้ดี ทุกเื่ที่มันเป็แบบนี้เพราะตัวมึงหรือเพราะใคร”
#ทั้งหมดหกหน้า เห้อ การบรรยายจะยากไปไหน รู้สึกเหมือนบรรยายวกไปวนมาเหมือนเป็พฤติกรรมเดิมๆ เื่นี้คาไว้แค่นี้นะ ถ้าคิดออกแล้วค่อยมาต่อ ฝากทุกคนติดตามเื่ข้างๆด้วย (แล้วก็มีอีบุ๊คไปเล่มหนึ่งแล้ว ซื้อเถอะอยากให้อ่านจริงๆ ตั้งใจมาก ใช้เวลาเขียนเป็ปีเลย ถ้าได้อ่านติติงยังไงบอกกันได้นะ เราจะได้พัฒนาต่อไป)