บทที่ 37งานมงคลของจวนสกุลจ้าว
"งามจริงๆ เจ้าค่ะ"เถ้าแก่เนี๊ยะจากร้านตัดเสื้อเอ่ยด้วยสีหน้าที่ภาคภูมิในชุดแต่งงานสีแดงมงคลที่ถูกสั่งตัดโดยเฉพาะจากจวนชินอ๋องและเจ้าสาวของชินอ๋องไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก จ้าวอี้หยางสตรีที่งดงามและเพรียกพร้อมทั้งฐานะ และกริยาต่างๆ
หนึ่งปีที่ผ่านมาทั้งสองคนต่างเริ่มจากการเป็นสหายและค่อยๆ ขยับความสัมพันธ์ท่ามกลางสายตาผู้ใหญ่จนไม่นานมานี้ชินอ๋องก็ทูลฝ่าบาทของพระราชทานสมรสระหว่างตนกับจ้าวอี้หยางต่อหน้าขุนนางมากมายในงานเลี้ยงแห่งหนึ่งฝ่าบาทเองก็ไม่ขัดข้อง รับสั่งว่าจะเป็นผู้ใหญ่สู่ขอน้องสะใภ้คนนี้ด้วยตัวเอง
"เพราะเถ้าแก่เนี๊ยะตัดออกมาได้สวยต่างหากเจ้าค่ะ"เสียงหวานสดใสของจ้าวอี้หยางตอบด้วยรอยยิ้ม
นางยอมรับว่าช่วงแรกนางหวั่นไหวเพราะนางพึ่งจะเสียคนที่นางรักไปคิดว่ามันอาจจะเป็นอารมณ์ชั่วขณะจนนางเริ่มที่จะถอยจากจวนชินอ๋องทีละน้อยแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่ตนเองที่คิดเช่นนั้นชินอ๋องมาสารภาพตอนหลังว่าตนก็กลัวว่ามันจะเป็นเพียงความเหงาเท่านั้น แต่พอได้ลองอยู่ห่างกันไม่ถึงสิบคืนดีชินอ๋องก็ลับลอบมาหาจ้าวอี้หยางและทำให้ข้าวสารกายเป็นข้าวสุกเสียตั้งแต่คืนนั้นพอถึงเวลาสมควรจึงตัดสินใจว่าควรจะแต่งงานกัน
"เพราะเจ้าเองก็สวยมากต่างหาก อี้หยาง"เสียงหวานของใครบางคนดังขึ้จากประตูห้องของเรือน หญิงสาวเจ้าของเรือนและเถ้าแก่เนี๊ยะรวมถึงญาติผู้ใหญ่ที่เป็นผู้หญิงต่างก็หันมามอง
"ซินเยว่!"สตรีที่ยังสวมชุดสีแดงเรียกชื่อด้วยความยินดีก่อนจะรีบวิ่งเข้ามากอดอีกฝ่ายด้วยความคะนึงหา"คิดถึงเจ้าเหลือเกิน เหตุใดจึงกลับมาเร็วเช่นนี้ไหนว่ามาไม่ทันงานของข้าอย่างไรเล่า"
"งานมงคลของญาติสนิทและสหายเพียงคนเดียวของข้า ไม่มาได้หรือยินดีด้วยนะ" จ้าวซินเยว่กล่าวด้วยความจริงใจ ก่อนจะหันไปทักทายผู้ใหญ่ในห้องนั้น"ซินเยว่ คารวะทุกท่านเจ้าค่ะ"
จ้าวซินเยว่หญิงสาววัยสิบแปดยามก่อนสวยงดงามเพียงใด ยามนี้ยิ่งงดงามกว่าเดิมผิวของนางขาวเนียนกว่าตอนอยู่ในเมือง ทั้งใบหน้าและรูปร่างที่เติบโตขึ้นไหนจะกริยาที่สงบนิ่ง ดูท่าทางการกลับมาของจ้าวซินเยว่ในครั้งนี้คงทำให้หัวใจของบุรุษในเมืองหลวงสั่นคลอนอีกเป็นแน่
หากความงดงามของจ้าวอี้หยางคล้ายดั่งเทพเซียนความงดงามของนางก็คงราวกับปีศาจ
"ป้าสะใภ้ ไม่ได้พบกันนานเลยนะเจ้าคะ"นางทักทายมารดาของจ้าวอี้หยางที่ยิ้มอย่างเอ็นดู
"จ้าวซินเยว่ ไม่ได้เจอกันพักเดียว เจ้าเติบโตอย่างงดงามเชียวเช่นนี้คงมีงานมงคลต่อกันเป็นแน่" ป้าสะใภ้กล่าวแซวด้วยรอยยิ้มส่วนหญิงสาวที่ถูกกล่าวแซวได้แต่ยกยิ้มรับเท่านั้น
"ได้พบกับอาหญิงหรือยัง อาหญิงน่าจะอยู่บ้านสกุลเฉิน"จ้าวอี้หยางทักทายจ้าวซินเยว่ด้วยท่าทางร่าเริงพลางเป็นห่วงในสายตา
"ยังหรอก ข้าต้องเข้าวังตามรับสั่งของไทเฮาก่อนกว่าจะเสร็จธุระก็คงจะมื้อค่ำ"แม้ใบหน้าจะมีรอยยิ้มแต่นางก็เต็มได้ด้วยความสงบนิ่งไร้ซึ่งความสดใสในครั้งเมื่อปีก่อน
"แล้ว เจ้าจะไปหาชินอ๋องหรือไม่" จ้าวอี้หยางถามอีกครั้งยามนี้จ้าวซินเยว่นิ่งอยู่สักครู่ก่อนจะยกยิ้มตอบกลับ
"ไว้รอจบงานของเจ้าจะดีกว่า ระหว่างนี้คงจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่"จ้าวซินเยว่นางมิได้ปฏิเสธ เพียงแต่รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมก็เท่านั้นแต่นั่นก็ทำให้จ้าวอี้หยางสบายใจมากแล้ว
"ชินอ๋องเป็นห่วงเจ้ามากนะ กล่าวว่ารู้สึกผิดกับเจ้ามาตลอดเขาอยากกลับมาเป็นสหายของเจ้าอีกครั้ง"
สำหรับจ้าวอี้หยางที่ได้อยู่และเคยพูดคุยกับชินอ๋องมาตลอดก็รู้ดีว่าบุรุษผู้นั้นรู้สึกไม่ดีกับเรื่องที่เกิดขึ้นและคิดว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จ้าวซินเยว่ติดตามไทเฮาไปด้วยความอึดอัด
"ข้าก็ยังเห็นชินอ๋องเป็นพี่ชายที่ดีผู้หนึ่งเสมอ ขอบคุณเจ้ามาก"สำหรับจ้าวซินเยว่ ตัวนางไม่เคยถือโทษชินอ๋องสักครั้งอีกฝ่ายยังเป็นคนที่น่าเคารพมาเสมอ และพร้อมที่จะเป็นสหายที่ดีของกันและกัน
“ชินอ๋องคงจะดีใจ”จ้าวอี้หยางกล่าวด้วยความโล่งใจ
“ข้าแวะมาทักทายเพียงเท่านี้อย่างไรก็ขอตัวเข้าวังก่อน”
จ้าวซินเยว่เสี่ยวโยวและอาจิงต่างออกไปจากเรือนด้วยรถม้าของตำหนักไทเฮาที่รออยู่เพื่อที่จะเข้าเฝ้าทั้งองค์ไทเฮาและฝ่าบาทที่รอนางอยู่
... ... ...
ทางไปพระราชวังนั้นคึกคักกว่ายามที่จากไปมากเหล่าร้านรวงออกมาตั้งแผงขาย ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างก็เข้ามาเดินดูของอย่างคับคั่ง
สาเหตุมาจากงานกระชับไมตรีระหว่างแคว้นฝูและแคว้นลี่ที่จะถึงเพื่อตอกย้ำพันธะสัญญาสงบบศึกระหว่างกันหลังจากที่หลี่รุ่ยเต๋อและรุ่ยอ๋องกบฏผู้สร้างความร้าวฉานตายไปก็ได้หวงจือเหว่ยแม่ทัพคนใหม่ของแคว้นลี่ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อกระชับไมตรีระหว่างแคว้นโดยมีรัชทายาทอย่างเป็นทางการของทั้งสองแคว้นเป็นคนสำคัญ
งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเจรจาเงื่อนไขต่างๆให้แน่ชัด ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์และการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือก็คือบรรณาการที่อีกฝ่ายอยากจะได้จากอีกฝ่าย
เพราะเช่นนั้นไทเฮาจึงต้องกลับมาก่อนที่จะมีงานอย่างเป็นทางการจัดขึ้น
ไม่นานนักรถม้าของนางก็มาถึงตำหนักรับรองขันทีคนสนิทที่รออยู่ด้านหน้าเข้าไปแจ้งผู้มีตำแหน่งด้านในก่อนที่จะเดินนำนางเข้าไป
ด้านในนั้นไม่ได้มีผู้คนมากแต่ก็เต็มไปด้วยคนสำคัญทั้งสิ้น ฮ่องเต้นั่งเป็นประธาน ไทเฮานั่งอยู่ข้างๆและรองลงมาเป็นฮองเฮา ตามมาด้วยสนมต่างขั้นรวมถึงองค์หญิงองค์ชายต่างๆตามลำดับขั้น บางคนก็เคยเห็น บางคนก็ไม่เคยเห็น
และหนึ่งในฝั่งผู้ชายก็มีชินอ๋องที่ยืนเคียงข้างกับองค์รัชทายาท
“คารวะฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี”จ้าวซินเยว่ผู้มีกริยาเรียบร้อยนั่งลงคำนับเต็มขั้นอย่างไม่รีบร้อนจนโอรสสวรรค์ยกยิ้มกับความเพรียบพร้อมของนาง
เพราะการที่นางเป็นเช่นนี้คงไม่มีใครขัดข้องกับการตัดสินใจของตน นั่นคือสิ่งที่โอรสสวรรค์กล่าวในใจ
“จ้าวซินเยว่รับราชโองการ” เสียงประกาศดังขึ้นสตรีที่นั่งอยู่แล้วก็นั่งก้มหน้าลงเพื่อจะรับราชโองการที่จะกล่าวต่อไป
“เนื่องจากคุณหนูตระกูลจ้าวนาม จ้าวซินเยว่ มีความดีความชอบในการปรนนิบัติไทเฮาผู้ซึ่งเป็นมารดาของกษัตริย์รวมทั้งความเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งดนตรีของนางที่ได้เผยแพร่แก่ลูกหลานโดยไม่รังเกียจฐานันดรความงดงามและน้ำใจของคุณหนูจ้าวงดงามเปรียบเสมือนดวงจันทร์ที่สาดแสงให้ความสว่างแม้ในความมืดเป็นที่รักของไทเฮา ในฐานะลูกชายจึงขอรับคุณหนูจ้าวเป็นบุตรบุญธรรมแต่งตั้งขึ้นเป็นท่านหญิง มีศักดิ์ทัดเทียมกับองค์หญิงคนหนึ่ง ทินนามว่า ผู่เยว่อันมีความหมายว่าดนตรีและดวงจันทร์”หัวหน้าขันทีอ่านราชโองการจบก็มอบราชโองการนั้นให้แก่สตรีที่คุกเข่าอยู่อย่างสงบ
“จ้าวซินเยว่โน้มรับราชโองการขอบพระทัยในความกรุณาของฝ่าบาท ขอให้ทรงพระเจริญหมื่นปี”เสียงหวานน้อมรับอย่างไม่ตื่นเต้นแตกต่างกับเหล่าองค์หญิงองค์ชายหลายคนที่มองหน้ากันอย่างหลากหลายบ้างก็ชอบบ้างก็ไม่ชอบ แต่นั่นมิใช่ธุระของนาง
เพราะองค์หญิงองค์ชายปลายแถวมิใช่เป้าหมายที่นางอยากจะเข้าหาแต่เป็นบุตรชายของฮองเฮาที่กำลังมองนางอย่างกินเลือดกินเนื้อผู้นั้นต่างหาก
คำตอบที่นางคิดทบทวนหลังจากคืนสุดท้ายที่ได้สนทนากับสตรีชุดแดงผู้นั้นมีเพียงอย่างเดียวเหตุผลที่นางยังอยู่ที่นี่ เพราะว่ากบฏตัวจริงยังอยู่ และคงอยู่อย่างสุขสบาย
มันเป็นคำตอบเดียวที่นางพอจะสามารถตอบตัวเองได้
เพื่อทำหน้าที่ในฐานะจ้าวซินเยว่ให้จบและสานต่อความต้องการของเฉินจือหาน นางไม่คิดจะหนีและอยู่อย่างสุขสบายแต่นางเลือกที่จะกระโจนเข้ามาในเรื่องนี้ พระราชวังแห่งนี้
“ยินดีกับเจ้าด้วยผู่เยว่” บุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาทักทายหลังจากที่การแต่งตั้งเสร็จสิ้นหญิงสาวหันไปมองตามเสียงด้วยใบหน้านิ่ง
แม้จะไม่เคยเห็นหน้าแต่จากตำแหน่งการยืนเมื่อครู่ก็พอจะคาดเดาได้ว่านี่คือใคร
“คารวะจวิ้นอ๋อง”หญิงสาวก้มลงอย่างสุภาพ ทักทายด้วยรอยยิ้มมุมปาก
“อย่าพิธีมากนักสิอย่างไร ก็เปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกันแล้ว วางตัวเช่นคนทั่วๆ ไปเถอะ”ชายหนุ่มที่ดูท่าทางอ่อนโยนกล่าวอย่างเป็นกันเอง
“อย่างไรข้าก็เป็นเพียงสามัญชนมิใช่เชื้อพระวงศ์จริงๆ คงไม่อาจทำตนเสมอพวกท่าน”จ้าวซินเยว่ปฏิเสธจวิ้นอ๋องด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่สายตากลับเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าชักจะถูกใจเจ้าเสียแล้วสิ”รอยยิ้มมุมปากของจวิ้นอ๋องทำให้จ้าวซินเยว่รู้สึกได้ถึงความร้ายกาจของอีกฝ่าย
“คุณหนูจ้าว”ชินอ๋องเดินตามมาทักทายนาง เมื่อเห็นว่านางกำลังคุยกับใครทั้งนางและจวิ้นอ๋องต่างก็ต้องหันไปทำความเคารพชินอ๋องและองค์รัชทายาทที่เดินมาด้วยกัน
“ทักทายชินอ๋องไม่ได้พบกันเสียนาน ยินดีกับการแต่งงานด้วยนะเจ้าคะ”หญิงสาวไม่ลืมที่จะอวยพรพร้อมกับยกยิ้มมุมปากจากใจจริงนั่นทำให้ชินอ๋องโค้งรับเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
“ข้าเองก็ต้องขอบคุณเจ้าที่มาทันงานไม่เช่นนั้น งานแต่งของข้าคงจะไม่มีความหมายใดสำหรับอี้หยางเลย”
“นางเป็นทั้งพี่สาวและสหายสนิทมีงานมงคลทั้งทีข้าก็ย่อมมา ทั้งข้าเองยังเคารพท่านมากจะไม่มาก็เกรงว่าจะไม่เหมาะสมนัก” จ้าวซินเยว่กล่าวด้วยความจริง
“ขอบใจเจ้ามากเช่นนั้นข้าให้คนไปส่งเจ้าที่เรือนตระกูลเฉินดีหรือไม่”ชินอ๋องเข้ามาช่วยไม่ให้นางกับจวิ้นอ๋องต้องคุยกันมากกว่านี้สาเหตุเพราะยามนี้ราชสำนักเปลี่ยนไปมาก การพูดคุยกับคนผิดอาจจะทำให้คนมองผิดไปด้วย
“ขอบคุณชินอ๋อง”ใบหน้าหญิงสาวมีรอยยิ้มหากแต่ดวงตาของนางกลับยังมีความเศร้าอยู่ไม่น้อยนั่นทำให้ชินอ๋องและองค์รัชทายาทคนมองหน้ากันอย่างเข้าใจ
จะหมั้นหมายกันอยู่แล้วฝ่ายชายกลับตายก่อนได้หมั้น
“ย่อมได้เช่นนั้นเจ้าก็รีบไปเถิด เดี๋ยวจะถึงตระกูลเฉินมืดค่ำ จะไม่ดีนัก”
“ขอบคุณชินอ๋องอีกครั้งเจ้าค่ะ”
สตรีร่างเล็กโค้งให้บุรุษสูงศักดิ์ทั้งสามคนตามมารยาทก่อนจะขอตัวแยกออกไปแผ่นหลังของสตรีนั้นเล็กและบอบบางชินอ๋องมองออกถึงความเศร้าไร้ซึ่งความสดใสเช่นเก่าก่อนก็รู้สึกใจหาย
การสูญเสียเฉินจือหานไปดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครๆ จะเข้าใจ นางที่เคยสดใสเช่นนั้นจึงกลายเป็นคนที่มืดครึมเย็นชาเช่นนี้
“นางดูเศร้ายิ่ง”องค์รัชทายาทกล่าว
“ความสูญเสียใครไม่เจอไม่เข้าใจหรอก เจ้ารีบไปเถอะ ท่านพี่รอพบอยู่”
... ... ...
ของขวัญงานแต่งของจ้าวอี้หยางและชินอ๋องที่จ้าวซินเยว่นำมาคือหยกนำโชคส่งเสริมเรื่องคู่ครองและรูปคารวะช่วยเรื่องบุตรแม้จ้าวอี้หยางจะบอกนางว่าไม่ได้อยากมีบุตรกับชินอ๋องเพิ่ม เพราะมีซท่อจืออยู่แล้วก็ตามแต่นางก็ให้เพื่อความเป็นมงคล และมั่นใจว่าอีกไม่นานจ้าวอี้หยางต้องมีลูกแน่นอน
งานมงคลของตระกูลจ้าวเริ่มต้นขึ้นการแห่เจ้าสาวเริ่มจากจวนของจ้าวหานไปยังจวนชินอ๋องโดยที่ชินอ๋องขี่ม้ามารับเจ้าสาวด้วยตนเองพร้อมกับขบวนสินสอดเจ้าสาวมากมายจนเป็นที่น่าอิจฉา
“ผู้คนเยอะยิ่ง”เสียงหวานเอ่ยกับจ้าวฉางหยางที่ยืนอยู่ข้างๆหลังจากส่งตัวเจ้าสาวขึ้นรถม้าคันใหญ่พวกนางเองก็ต้องเดินทางตามไปยังจวนชินอ๋องเพื่อร่วมพิธีคำนับเช่นกัน
“การพบปะของตัวแทนแคว้นลี่กับทางเราทำให้พวกแคว้นลี่บางส่วนเข้ามายังเมืองหลวงแล้ว”จ้าวฉางหยางตอบกลับด้วยใบหน้ารอยยิ้ม
“พวกคนใหญ่คนโตคงทยอยกันมาแล้วสินะ”
“ใช้คำว่าทยอยหรืองานแต่งของชินอ๋องแห่งแคว้นฝู ใครต่อใครก็อยากจะเข้าร่วมทั้งนั้น”พี่สามของนางเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแต่น้ำเสียงกลับเรียบนิ่งส่วนนางเพียงมองพี่สามด้วยหางตาก่อนจะยิ้มมุมปาก
“พี่สามเองก็คงจะได้โอกาสมองหาลูกค้าชั้นสูงต่างแดนเพิ่มมากมายแล้วกระมัง”สิ่งที่จ้าวซินเยว่พูดหมายถึงลูกค้าข่าวสารและเส้นสายต่างๆที่ตามมากับคณะเดินทางของแคว้นลี่พวกนั้น
“จุ๊ๆ ซินเยว่ข้าก็แค่พ่อค้าขายของ มีคนเยอะก็ย่อมมีลูกค้าเพิ่มเป็นธรรมดา”ชายหนุ่มทำทีไม่รู้เรื่องราวใดๆ พร้อมตอบตามความจริงที่ว่าตนเองได้ลูกค้ามากขึ้นจากการพบปะนี้จริงๆ
“เช่นนั้นข้าก็ยินดีกับพี่สามด้วย” หญิงสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างรู้ทันขณะที่อีกฝ่ายก็ยิ้มร่าเหมือนเคยก่อนที่จ้าวชางชิงจะเดินเข้ามาและพากันเดินออกไปจากตรงนั้นเพื่อตรงไปยังจวนชินอ๋อง
ในขณะนั้นบนชั้นสามเหลาอาหารของจ้าวฉางหยางในส่วนที่เป็นที่นั่งนอกระเบียงที่ติดกับถนนเส้นหลักบุรุษสองคนกำลังนั่งชมขบวนงานแต่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหน้าปีของแคว้นฝู
มือหนาหยาบกร้านยกจอกสุราชั้นดีของแคว้นฝูขึ้นมายกดื่มดวงตากลับจ้องที่พี่น้องสามคนที่เดินตามขบวนด้วยความเรียบเฉยใต้หน้ากาก
“เป็นขบวนที่ยิ่งใหญ่เสียจริง”องค์รัชทายาทญาติแห่งแคว้นลี่ที่นั่งตรงข้ามพูดด้วยสีหน้าหยามเหยียด
เพราะงานแต่งของชินอ๋องที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่แค่เพราะความเอ็นดูและตำแหน่งแต่เพราะโอรสสวรรค์ผู้นั้นต้องการจะแสดงให้ดูว่าแคว้นฝูยิ่งใหญ่เพียงใดแค่งานแต่งของชินอ๋อง ทั้งยังเป็นงานแต่งครั้งที่สองยังทำยิ่งใหญ่ขนาดนี้
น่ารำคาญจริงๆ
“งานแต่งงานของเชื้อพระวงศ์ในรอบหลายปีทั้งทีทั้งยังเป็นน้องชายคนสนิทของฝ่าบาท ก็ย่อมต้องยิ่งใหญ่เป็นธรรมดา”องค์ชายสามที่นั่งอยู่ฝั่งประตูพูดด้วยรอยยิ้มพลางยกมือรินชาให้กับตนเองอย่างเรียบๆ
“เช่นนั้นข้าว่าแม่ทัพหวงก็ควรจะมองหาสตรีสักคนเสียบ้างนะ ถือโอกาสหาจากแคว้นฝูไปเสียเลยสิ”องค์รัชทายาทแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย
พลางมองลงไปที่ขบวนนั้นอย่างรังเกียจ
“คุณหนูเล็กตระกูลจ้าวผู้นั้นได้ข่าวว่าเป็นคุณหนูที่สนิทกับราชวงศ์ดีไม่ใช่หรือ ท่าทางจะมีประโยชน์”องค์รัชทายาทเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ดีนัก
หวงจื้อเหว่ยที่ถูกยุยงยังคงมองสตรีที่อยู่ร่วมขบวนด้วยสายตาอ่านยากโดยไม่คิดจะพูดอะไรต่อ
#####